วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

db อุปนิสัยของเปาโล (3) 04.2009




อุปนิสัยของนักบุญเปาโล (3)
by.. C.Francis  

นักบุญเปาโลมีอุปนิสัยที่ร่ำรวยด้วยพรสวรรค์มากมาย เป็นอุปนิสัยฝ่ายกระทำ มีอารมณ์ที่ไวต่อความรู้สึก และเป็นอุปนิสัยทุติยภูมิ โดยปกติท่านใช้เวลาไตร่ตรองก่อนที่จะแสดงปฏิกิริยา ไม่โต้ตอบทันที ค่อยๆ ตัดสินใจ โดยคำนึงถึงผลที่อาจคาดคะเนได้ ถ้าเราเปรียบเทียบจดหมายที่ท่านเขียนจะพบว่า ท่านได้พัฒนาความคิดในการอธิบายความเชื่อ เช่น ถ้าเราเปรียบเทียบจดหมายถึงชาวโรมกับจดหมายถึงชาวกาลาเทียจะเห็นได้ว่า นักบุญเปาโลอธิบายปัญหาเรื่องเดียวกัน แต่ต่างรูปแบบ

ในจดหมายถึงชาวกาลาเทีย ท่านอธิบายปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างธรรมบัญญัติกับความเชื่อแบบถกเถียงกัน ต้องเลือกอย่างหนึ่งอย่างใด แต่ในจดหมายถึงชาวโรมนักบุญเปาโลอธิบายปัญหาในเรื่องเดียวกันนี้อย่างมีสมดุล ท่านยอมรับว่าธรรมบัญญัติก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ปราศจากพระคริสตเจ้าธรรมบัญญัติช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นไม่ได้ “ธรรมบัญญัติเป็นเรื่องฝ่ายจิต แต่ข้าพเจ้ามีธรรมชาติมนุษย์ที่ถูกขายเป็นทาสของบาป” (รม7:14) ตัวอย่างนี้แสดงว่านักบุญเปาโลได้ไตร่ตรองธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าอย่างลึกซึ้ง จนเป็นนักเทววิทยายิ่งใหญ่ที่สุดในพันธสัญญาใหม

ในบางกรณีนักบุญเปาโลแสดงอุปนิสัยปฐมภูมิคือ โต้ตอบต่อสิ่งเร้าทันที โดยไม่ไตร่ตรองหรือคิดอย่างรอบคอบ ท่านแสดงปฏิกิริยาตอบกลับทันที ไม่ว่าด้วยวาจา หรือกิจการ แม้เมื่อในการเขียนจดหมาย ท่านไม่เคยย้อนกลับมาอ่านประโยคที่ได้เขียนไปแล้ว เพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น ดังนั้น ลีลาการเขียนจดหมายของท่านจึงไม่สละสลวย บางคนไวต่อความรู้สึกแต่สามารถเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจได้ ยากที่ท่านจะแสดงความยินดี หรือความทุกข์

ดูภายนอกท่านรักษาความสงบใจตลอดเวลา บางคนในจิตใจอาจจะร้อนระอุเหมือนกับภูเขาไฟ แต่ภายนอกไม่มีอะไรปรากฏ นักบุญเปาโลไม่มีอุปนิสัยเช่นนี้เลย ท่านไม่ลังเลใจที่แสดงความรู้สึกออกมาทันที พฤติกรรมนี้เป็นประโยชน์สำหรับเรา เพราะได้เรียนรู้ความมั่งคั่งของชีวิตฝ่ายจิต และความคิดนักบุญเปาโลอย่างดี

นักบุญเปาโลไม่เพียงแสดงความรู้สึกของตนทันที แต่ท่านชอบพูดเกินเลย เช่น เมื่อแสดงความรู้สึก ท่านต้องบรรยายความรู้สึกมากที่สุด ไม่เป็นการเพียงพอที่จะบอกว่า “ได้รับกำลังใจจากพระเจ้า” แต่ท่านเขียนว่า “แม้จะประสบความยากลำบากทุกอย่าง ข้าพเจ้าก็มีกำลังใจและมีความยินดีเต็มเปี่ยม” (2คร7:4) เมื่อบรรยายความทุกข์ที่ได้รับเขาใช้ประโยคที่เกินความจริง เช่น “พี่น้องทั้งหลาย เราต้องการให้ท่านรู้ถึงความทุกข์ยากที่เราได้รับเมื่ออยู่ในแคว้นเอเชีย เราได้รับความทุกข์ยากอย่างล้นเหลือ เกินกำลังของเรา จนกระทั่งเราหมดหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป” (2คร1:8) 

นักบุญเปาโลบอกว่า ท่านทำงานทั้งกลางวันกลางคืน และอธิษฐานภาวนาทั้งกลางวันกลางคืนโดยไม่หยุดเลย เช่น “พี่น้องทั้งหลาย ท่านคงระลึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อย และความยากลำบากของเรา ขณะที่เราทำงานทั้งกลาวันกลางคืน เพื่อไม่ต้องเป็นภาระแก่ผู้ใดในบรรดาท่านทั้งหลาย เราประกาศข่าวดีของพระเจ้าให้ท่าน” (1ธส2:9) “เรามิได้กินอาหารของผู้ใดโดยมิได้ทำงาน แต่เราตรากตรำทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเราจะได้ไม่เป็นภาระแก่ผู้ใด” (2ธส 3:8) “เราขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอ” (1ธส2:13)

ลักษณะอีกประการหนึ่งของอุปนิสัยนักบุญเปาโลคือ ชอบพูดถึงตนเอง โอ้อวดตนเองมากกว่าผู้อื่นที่เขียนหนังสือพันธสัญญาใหม่ เช่น เมื่อท่านประกาศข่าวดีพื้นฐานของคริสตชนคือ การสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า ท่านอ้างรายชื่อพยานที่ได้เห็นพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพว่า “ทรงแสดงพระองค์แก่เคฟาส แล้วจึงทรงแสดงพระองค์แก่อัครสาวกสิบสองคน หลังจากนั้นทรงแสดงองค์แก่พี่น้องมากกว่า 500 คนในคราวเดียว คนส่วนมากในจำนวนนี้ยังมีชีวิตอยู่ แม้ว่าบางคนล่วงลับไปแล้ว ต่อมา ทรงแสดงพระองค์แก่ยากอบ แล้วจึงแสดงพระองค์แก่อัครสาวกทุกคน  ในที่สุด ทรงแสดงพระองค์กับข้าพเจ้า” (1คร15:4-8ก) 

การอ้างรายชื่อพยานน่าจะจบลงเท่านี้ แต่นักบุญเปาโลยังพูดถึงตนเองโดยเสริมว่า “ทรงแสดงพระองค์กับข้าพเจ้า ผู้เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนดด้วย ข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยที่สุดในบรรดาอัครสาวก และไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็น อัครสาวก เพราะข้าพเจ้าเคยเบียดเบียนพระศาสนจักรของพระเจ้า  แต่ข้าพเจ้าเป็นอย่างที่เป็นอยู่นี้ด้วยเดชะพระหรรษทานของพระเจ้า และพระหรรษทานของพระองค์ที่ประทานแก่ข้าพเจ้ามิได้ไร้ประโยชน์ ตรงกันข้าม ข้าพเจ้าทำงานหนักกว่าคนอื่น แต่มิใช่ข้าพเจ้า เป็นเพราะพระหรรษทานของพระเจ้าซึ่งอยู่กับข้าพเจ้าที่ทำงาน” (1คร2:8ข-10)

น่าสังเกตว่า การพูดถึงตนเองมากมายตรงนี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็น กระนั้นก็ดี นักบุญเปาโลพยายามต่อสู้กับอุปนิสัยของตน ในจดหมายทั้ง 2 ฉบับถึงชาวเธสะโลนิกา ซึ่งเป็นจดหมายฉบับเริ่มแรกที่ท่านเขียน ท่านไม่ค่อยอ้างถึงตนเอง ในคำขึ้นต้นของจดหมายเหล่านี้ ท่านเอ่ยชื่อของผู้ร่วมงานในกลุ่มอีกด้วย “จากเปาโล สิวานัสและทิโมธี ถึงพระศาสนจักรที่เมืองเธสะโลนิกา” นักบุญเปาโลไม่เรียกตนเองว่า เป็นอัครสาวกมีตำแหน่งสูงกว่าผู้อื่น แต่ใช้สรรพนาม ”เรา” โดยตลอด เช่น “เราขอบพระคุณพระเจ้าทุกเวลาเพื่อท่านทุกคน” (1คร1:2) “เรารู้ว่าท่านได้รับเลือกสรร เพราะข่าวดีที่ประกาศมาถึงท่าน มิใช่ด้วยคำพูดเท่านั้น แต่ด้วยพระอานุภาพ” (1คร1:4-5)  ในตอนแรกนักบุญเปาโลคงจะได้พยายามที่จะไม่ยกตนเองเหนือผู้อื่น

แต่ต่อมา เมื่อมีคนวิพากษ์วิจารณ์ศาสนบริการของนักบุญเปาโล โดยอ้างว่า ท่านไม่เป็นอัครสาวกที่แท้จริง เพราะพระเยซูเจ้าไม่ทรงเลือกท่านเหมือนกับอัครสวก 12 คนก่อนทรงกลับคืนพระชนมชีพ ท่านจึงจำเป็นต้องป้องกันตำแหน่งอัครสาวก มิใช่เพราะความมักใหญ่ใฝ่สูง ดังนั้น ตั้งแต่จดหมายถึงชาวกาลาเทียเป็นต้นมา นักบุญเปาโลใช้คำเริ่มต้นของจดหมายว่า “จากเปาโลซึ่งพระเจ้าทรงเรียกให้เป็นอัครสาวกของพระคริสตเยซู ตามพระประสงค์ของพระองค์ และจากโสสเธเนสพี่น้องของเรา” (กท1:1)  นักบุญเปาโลจึงอ้างตำแหน่งอัครสาวกสำคัญกว่าผู้ร่วมงานที่ได้ชื่อว่า “พี่น้อง” เท่านั้น 

น่าสังเกตว่า วิธีที่นักบุญเปาโลใช้ในการต่อสู้กับอุปนิสัยของตน ยังแสดงอุปนิสัยของผู้ที่ไม่เดินสายกลาง แต่เพื่อต่อสู้กับอุปนิสัยเกินเลยของตน ก็ทดแทนคำพูดที่สุดขอบ เป็นคำพูดที่ถ่อมตนอย่างที่สุด เช่น ในข้อความเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ ทรงสำแดงกับนักบุญเปาโลที่อ้างข้างต้น ท่านเขียนว่า “ในที่สุด ทรงแสดงพระองค์กับข้าพเจ้า ผู้เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนดด้วย” 

นักบุญเปาโลกำลังถ่อมตน โดยเปรียบเทียบตนเองกับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด แล้วเขียนต่อไปอย่างถ่อมตนมากเกินว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยที่สุดในบรรดาอัครสาวก และไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นอัครสาวก เพราะข้าพเจ้าเคยเบียดเบียนพระศาสนจักรของพระเจ้า” ซึ่งเป็นการถ่อมตนอย่างมากที่สุด และท่านเขียนต่อไปว่า “ข้าพเจ้าเป็นอย่างที่เป็นอยู่นี้ด้วยเดชะพระหรรษทานของพระเจ้า” นักบุญเปาโลเริ่มยกย่องตนเอง “และพระหรรษทานของพระองค์ที่ประทานแก่ข้าพเจ้ามิได้ไร้ประโยชน์ ตรงกันข้าม ข้าพเจ้าทำงานหนักกว่าคนอื่น” นักบุญเปาโลยกย่องตนเป็นคนมีคุณค่ามากกว่าคนอื่น แต่ทันที่ท่านเสริมว่า “มิใช่ข้าพเจ้า เป็นเพราะพระหรรษทานของพระเจ้า ซึ่งอยู่กับข้าพเจ้าที่ทำงาน” ประโยคสุดท้ายนี้ จึงปฏิเสธข้อความที่ท่านได้กล่าวมา

นักบุญเปาโลไม่ละเลยที่จะโอ้อวดตนเอง แต่ในเวลาเดียวกันก็อ้างถึงความอ่อนแอของตนอยู่เสมอ เพื่อจะมีความสมดุล แบบอย่างของนักบุญเปาโลในการต่อสู้กับอุปนิสัยของตน ให้กำลังใจแก่คริสตชนทุกคน เพราะอุปนิสัยมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง และเราต้องเรียนรู้วิธีใช้ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของตน เพื่อจะก้าวหน้าในการรับใช้และการอุทิศตนแก่ผู้อื่น...

โดย sdcenter

 

กลับไปที่ www.oknation.net