วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระอาจารย์นอง ธมมภูโต วัดทรายขาว ตอน นารายณ์แปลงรูปจากอริยสงฆ์เทือกเขาสันกาลาคีรี


นับตั้งแต่พระอาจารย์นอง ธมมภูโต หรือ ท่านพระครูธรรมกิจโกศล อดีตเจ้าอาวาสวัดทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี มรณภาพไปเมื่อ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๒

วงการพระเครื่องโดยเฉพาะผู้ที่นิยมและศรัทธาในวัตถุมงคลของพระอาจารย์นอง ที่เคยคึกคักกันมานาน ก็ยิ่งเกิดการแสวงหากันมากขึ้น ทั้งนี้คงเนื่องจากทุกคนต่างรู้ดีว่าต่อไปนี้จะหาวัตถุมงคลของพระอาจารย์นองได้ยากยิ่งขึ้นและผู้ใดมีไว้ต่างก็หวงแหนแน่นอน....

ในวงการพระเครื่องต่างรู้จักกันดีว่า วัตถุมงคลที่พระอาจารย์นองสร้างและมีชื่อเสียงมากคือพระหลวงปู่ทวด ซึ่งตลอดชีวิตของพระอาจารย์นองประมาณว่าท่านได้สร้างไว้มากกว่า ๕๐ รุ่น ไม่ว่าจะเป็นพระเนื้อว่าน พระรูปหล่อ เหรียญ พระกริ่ง ฯลฯ โดยเฉพาะวัตถุมงคลประเภทเครื่องราง ไม่ว่าจะเป็นผ้ายันต์ ตะกรุด… 

และถ้าพูดกันถึงเรื่องของตะกรุด แน่นอนครับเชื่อมั่นได้ว่าทุกคนต้องนึกถึงตะกรุดโทนที่พระอาจารย์นองท่านได้สร้างขึ้นมาจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของท่าน

ตะกรุดโทนหรือที่เราเรียกกันว่า “ตะกรุดนารายณ์แปลงรูป” เป็นตะกรุดที่สร้างชื่อเสียงให้กับพระอาจารย์นองเป็นอย่างมาก

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของสงครามเวียดนาม บรรดาทหารหาญที่ได้รับตะกรุดของท่านติดตัวไปรบ ต่างกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัยทุกคน การกลับมาของพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้กลับมาด้วยมือเปล่า ต่างกลับมาพร้อมกับเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์หรืออภินิหาริย์ของตะกรุด

"ยิ่งเรื่องเล่ามีมากเท่าไหร่ ชื่อเสียงและกิตติคุณของพระอาจารย์นองก็ยิ่งกระจายและมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว.." 

กล่าวกันว่าพระอาจารย์นองท่านเริ่มทำตะกรุดครั้งแรกประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๖ ซึ่งเป็นการทำและแจกในเฉพาะกลุ่มลูกศิษย์ โดยครั้งแรกเป็นการทำตะกรุดจากแผ่นโลหะขนาดเล็ก  

ต่อมาชาวบ้านและกลุ่มลูกศิษย์ของท่านได้นำปลอกลูกปืนมาให้ท่านเพื่อทำเป็นตะกรุด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากผู้ที่ได้รับไปบูชามากมาย ตะกรุดที่ทำจากปลอกลูกปืนมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่กับวัสดุที่หาได้ในขณะนั้น

 

เชื่อกันว่า “ตะกรุดนารายณ์แปลงรูป” ของพระอาจารย์นองมีพุทธคุณโดดเด่นในเรื่องของ “การกลับร้ายให้กลายเป็นดี” 

และเมื่อมีการนำปลอกลูกปืนมาทำเป็นตะกรุด ทำให้มีนัยยะแห่งความเชื่อเพิ่มมากขึ้นคือเรื่องของ “แม่ย่อมไม่ฆ่าลูก”

ดังนั้นตะกรุดนารายณ์แปลงรูปจึงมีพุทธคุณที่แอบอิงกันระหว่าง “มหาอุดและแคล้วคลาด” ซึ่งก่อนที่ท่านจะมอบตะกรุดให้ใครท่านมักจะบอกเสมอๆว่า.....

 

“ใช้ด้านกำบังพรางตัว ศัตรูคิดร้ายก็มองไม่เห็น ไม่สามารถทำอันตรายเราได้

ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ที่มีตะกรุดนี้ติดตัวและเป็นคนดีมีศีลธรรม ใครที่มาคิดร้ายและจะทำอันตราย....ก็จะมีอันเป็นไปเอง....”

จะว่าไปแล้ว “วิชานารายณ์แปลงรูป” มีมานานแล้วครับ  

ในตำราไสยศาสตร์ได้กล่าวถึงอานุภาพของวิชานี้ไว้ว่า มีฤทธิ์ มีเดชมาก อุปมาดั่งพระนารายณ์อวตารแปลงรูปสามารถช่วยเหลือได้ในทุกโอกาส ทั้งเมตตามหานิยม กำบังตัว หากแต่การสร้างให้ออกมาเป็นรูปของพระนารายณ์เลยทีเดียวมักจะไม่มีใครทำกัน  

เนื่องจากว่าวิชานี้ค่อนข้างหาคนทำยาก เพราะต้องมีการตั้งอาการ เรียกรูป เรียกนาม ฯลฯ คิดง่ายๆก็คือว่า พระนารายณ์ท่านเป็นเทพผู้เรืองฤทธิ์การจะนำเอาคาถาไปกำกับรูปของพระนารายณ์มันจึงไม่ใช่ของง่ายๆ ดังนั้นคนโบราณจึงมักนำ “วิชานารายณ์แปลงรูป” นี้มาดัดแปลงเป็นตัวยันต์หรือใช้เป็นแบบคาถามากกว่า

 

ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ คงรู้จัก”สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” จากประวัติของท่านที่เขียนขึ้นโดย “มหาอำมาตย์พระยาทิพย์โกษา (สอน โลหะนันท์)” และ “ท่านพระครูปลัดมหาเถรานุวัตร (มหาแพ)” ได้จัดพิมพ์เป็นธรรมทานในคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี  

มีอยู่ตอนหนึ่งที่ได้กล่าวถึงวิชาที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้ทรงใช้ขณะที่ท่านได้หลบหนีจากการที่ท่านได้รับแต่งตั้งให้มีสมณะศักดิ์เป็นพระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งวิชาที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)ได้นำมาใช้นั้น สามารถเปลี่ยนใบหน้าของท่านทำให้คนที่รู้จักกลับจำท่านไม่ได้....  

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สมเด็จพระนั่งเกล้าเสด็จสวรรคต ขณะนั้นพระมหาโตมีอายุได้ ๖๔ ปี

พวกข้าราชการได้ทูลอัญเชิญทูลกระหม่อมพระราชาคณะวัดบวรนิเวศน์วรวิหาร (รัชกาลที่ ๔)  ให้เสด็จนิวัติออกเถลิงราชย์ พระมหาโตเลยออกธุดงค์หนีหายไปหลายเดือน การหายไปของพระมหาโต ทำให้รัชกาลที่ ๔ ทรงกริ้วมาก…ถึงกลับมีรับสั่งว่า

 

“ท่านเหาะก็ไม่ได้ ดำดินก็ไม่ได้ แหกกำแพงจักรวาลหนีก็ยังไปไม่ได้” 

พระองค์จึงทรงรับสั่งให้พระญาณโพธิออกติดตาม แต่ก็ไม่พบ จึงทรงรับสั่งว่า.... 

“ฉันจะตามหาเอง” 

ครั้นถึงเดือนเจ็ดปีนั้น มีกระแสรับสั่งถึงเจ้าเมืองทั่วราชอาณาจักร ให้จับพระมหาโตส่งมายังเมืองหลวงให้ได้ แต่ถึงแม้จะมีท้องตรารับสั่งเร่งรัดอย่างไร ก็ไม่สามารถพบพระมหาโตได้ เนื่องจาก... 

“พระมหาโตลองวิชาเปลี่ยนหน้า ทำให้คนรู้จัก กลับจำไม่ได้ เห็นเป็นพระองค์อื่น ปล่อยท่านไปก็มี...” 

เรื่องราวการตามหา “พระมหาโต” มาจบลงตรงที่ว่าพระมหาโตท่านพิจารณาเห็นว่า การที่ทางการจับพระสงฆ์ไปบีบคั้นให้ตามหาตัวท่าน ทำให้พระสงฆ์ต้องลำบาก ท่านจึงได้ไปแสดงตัวกับ “กำนันบ้านไผ่” ท่านจึงถูกส่งตัวลงมายังวัดโพธิเชตุพนฯ

พระญาณโพธิมาดูตัวก็จำได้ จึงได้พาท่านมาเข้าเฝ้าที่ พระที่นั่งอมรินทร และล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระดำรัสว่า.. 

“เป็นสมัยของฉันปกครองแผ่นดิน ท่านต้องช่วยฉันพยุงพระบวรพุทธศาสนาด้วยกัน” 

รัชกาลที่ ๔ ท่านจึงได้ทรงถวายสัญญาบัตรตาลปัตรแฉกหักทองขวาง ด้ามงาเป็นพระราชาคณะที่

“พระธรรมกิตติ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม” 

กล่าวกันว่าการที่พระมหาโตได้ใช้วิชาอาคมเปลี่ยนหน้านั้น อาคมชนิดนี้เรียกกันว่า “นารายณ์แปลงรูป” ครับ

 

ว่ากันว่า "โลกมนุษย์ที่เรามองเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ ประกอบไปด้วยโลกที่เรามองเห็นโดยปกติ กับโลกที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ ต้องอาศัยการพิสูจน์ด้วยการสัมผัส"

เรื่องบางเรื่องที่ดูจะเหมือนๆกัน เมื่อเข้าไปสัมผัสแล้ว จึงจะรู้ว่ามันไม่ใช่ บางทีนะครับ “ชื่อเรียก” อาจจะเหมือน หากแต่รายละเอียดก็ห่างกันสุดขั้วโลกเลยทีเดียว.... 

พระอาจารย์นอง ท่านมักจะกล่าวกับผู้ที่มีตะกรุดของท่านว่า..

 

“ผู้ใดอาราธนาตะกรุด จะช่วยให้หลีกเลี่ยงจากเรื่องร้ายๆ ให้กลับกลายเป็นดี” 

การรับรองสรรพคุณของตะกรุดนารายณ์แปลงรูป โดยผู้สร้างคือพระอาจารย์นอง  จึงเข้าไปสอดคล้องในด้านพุทธคุณกับเหตุการณ์ตอนที่พระมหาโต ได้หลบหนีจากการเข้ารับตำแหน่งแต่งตั้งเป็นพระผู้ใหญ่ โดยใช้วิชาเปลี่ยนแปลงใบหน้า ตลอดจนขยับเข้าไปแฝงอยู่ในตำราไสยศาสตร์โบราณที่ครูบาอาจารย์ต่างๆ ร่ำเรียนและถ่ายทอดติดต่อกันมานาน  

แต่อย่างว่าแหละครับ “เหมือนหรือสอดคล้อง” มันก็สะกดไม่เหมือนกับคำว่า “ใช่”  

ที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่า “วิชานารายณ์แปลงรูป” ของพระอาจารย์นอง เป็น “วิชาเฉพาะตัว” ของท่านไม่เหมือนใคร

คุณไมตรี บุญสูง คหบดีชื่อดังของภูเก็ต (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)ได้เคยเล่าถึงความเป็นมาของวิชานารายณ์แปลงรูป ซึ่งพระอาจารย์นองได้เคยเล่าให้ท่านฟังว่า....

 

“ในระยะแรกที่พระอาจารย์นองได้เข้ามาอยู่ที่วัดทรายขาว วัดทรายขาวเป็นวัดที่ทรุดโทรมมากๆ อาสนะ เครื่องใช้ในภารกิจของสงฆ์ ไม่ค่อยมี ช่วงนั้นพระอาจารย์ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่กุฏิหลังเก่าทางด้านทิศใต้ของวิหารจัตุรมุขหินอ่อนในทุกวันนี้  

คืนหนึ่งท่านนิมิตว่ามีนางไม้ตนหนึ่ง แต่งกายแบบคนโบราณ ห่มผ้าสไบเฉียงสีแดงมาปรากฏร่างให้ท่านเห็นบริเวณเสากุฏิ ในนิมิตนั้นนางไม้ตนนั้นได้บอกท่านถึงวิธีการทำตะกรุดโทน การเขียนอักขระและคาถาในการปลุกเสกตะกรุดนารายณ์แปลงรูปให้ท่านและบอกว่า...

นางชื่อ ……“แม่นางจันทร์”

 

แม่นางจันทร์ เป็นเทพยดาอยู่ที่"ยอดเขาสันกาลาคีรี" และเป็นโยมอุปัฏฐากของ “หลวงพ่อสิทธิชัย” อดีตเจ้าอาวาสวัดทรายขาว แม่นางจันทร์ได้มีความประสงค์จะขอร่วมสร้างบุญกุศล โดยจะช่วยพระอาจารย์นองสร้างกุฏิให้สำเร็จ พร้อมกับขออาราธนาให้พระอาจารย์นอง ได้เป็นเจ้าอาวาสที่วัดทรายขาวแห่งนี้ตลอดไป 

ครั้นเมื่อพระอาจารย์นองท่านตื่นขึ้นมา ท่านรู้สึกเหมือนว่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นคล้ายๆกับเหมือนได้พูดคุยกับคนจริงๆ เหตุการณ์ในนิมิตพระอาจารย์นองสามารถจดจำได้ทั้งหมด ท่านจึงเชื่อมั่นว่า

แม่นางจันทร์เป็นเทพยดาจริงและวิชาทั้งหมดนั้นก็เป็นจริง

ซึ่งเมื่อท่านนึกถึงเรื่องนี้คราวใด แม่นางจันทร์ก็จะมาปรากฏในนิมิตของท่านทุกครั้งไป....”

 

ก็อย่างที่ผมบอกในตอนต้นครับ ว่าโลกที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ ต้องอาศัยการพิสูจน์ด้วยการสัมผัส

เรื่องราวของพระอาจารย์นอง กับแม่นางจันทร์ เทพยดาที่ประจำอยู่บนยอดเขาสันกาลาคีรี จึงปรากฏเป็นรูปธรรมตาม “ภาพวาดสีน้ำมันรูปแม่นางจันทร์” ซึ่งเคยปรากฏอยู่ที่วัดทรายขาว

และสิ่งที่มา “ตอกย้ำความเชื่อ” อีกประการหนึ่งก็คือ “ผลลัพธ์ของประสบการณ์”ที่เกิดกับผู้ที่มีตะกรุดนารายณ์แปลงรูปสูตรแม่นางจันทร์ติดตัว 

พูดถึงตอนนี้หลายท่านอาจจะว่างมงาย แต่นั่นก็คือความคิดของท่าน ไม่ใช่ของผู้ที่ได้ประสบกับตนเอง เปิดใจให้กว้างและมองหลายมุมหน่อยครับ ชีวิตจะได้มีสีสันสวยงามเหมือนดัง”เทือกเขาสันกาลาคีรี”

 

สำหรับตะกรุดนารายณ์แปลงรูปแบบที่เป็นปลอกลูกปืน พระอาจารย์นองท่านจะบรรจุของศักดิ์สิทธิ์ลงไปในตะกรุด ซึ่งของศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้เรียกกันว่า “ไม้หลวงปู่ทวด” กล่าวคือไม้หลวงปู่ทวดเป็นไม้ที่พระอาจารย์นองท่านได้มาจากภูเขาสันกาลาคีรี ตามคำบอกเล่าของแม่นางจันทร์

แต่ถ้าเพื่อนๆ จะถามว่าหน้าตาของไม้หลวงปู่ทวดเป็นอย่างไร ผมคงตอบไม่ได้ครับ เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ที่มีตะกรุดนารายณ์แปลงรูปของพระอาจารย์นอง ต่างก็ไม่เคยเห็น เพราะท่านได้ปกาศิตไว้ว่า... 

“ห้ามดึงตะกรุดออกจากกันอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นตะกรุดจะเสื่อมทันที”

 

อธิบายความชัดๆ อีกที ก็คือตะกรุดของท่านหากเป็นในลักษณะ”แบบตะกรุดทั่วไปก็ห้ามคลาย” หากเป็น “แบบปลอกลูกปืนก็ห้ามแกะ” ครับ  

และหากเพื่อนๆท่านใดที่มีความรู้ด้านวิชาอาคม คิดว่าแกะดูแล้วค่อยม้วนใหม่ตามคัมภีร์ ก็คงต้องบอกว่าเลิกคิดเถอะครับ เพราะวิชานารายณ์แปลงรูปที่พระอาจารย์นองท่านใช้ทำตะกรุดนั้น เป็นวิชาเฉพาะที่แม่นางจันทร์ได้ประสิทธิ์ให้กับพระอาจารย์นอง

“เป็นเรื่องเฉพาะตัว” 

ไม่สามารถสอนให้คนอื่นได้ ดังนั้นเมื่อพระอาจารย์นองไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำได้ และยิ่งปัจจุบันท่านได้มรณภาพไปแล้ว ก็ต้องถือว่าวิชาดังกล่าวสิ้นสุดลงโดยปริยาย ...นี่คือข้อที่ควรระวังครับ

 

ใช่แล้วครับ"กติกาวางไว้ว่าในการเล่นเกมส์ต้องมีฉากจบเสมอ..."

ในขณะที่ทุกคนมุ่งมั่นในการแสวงหาตะกรุดนารายณ์แปลงรูปของพระอาจารย์นอง อาจทำให้ทุกคนลืมไปว่าตะกรุดสำคัญชิ้นนี้ พระอาจารย์นองท่านก็ได้นำไปฝั่งไว้ในหลวงปู่ทวด เนื้อว่านของท่านเกือบจะทุกรุ่น  

ผมคิดว่าเรื่องนี้มันเป็น “ความอัจฉริยะ” ของพระอาจารย์นอง ที่ท่านได้ออกแบบฉากจบไว้ล่วงหน้า

หากแต่เพื่อนๆท่านใดคิดว่าพระเนื้อว่าน ค่อนข้างขาดความเสถียรในการเก็บ ก็คงต้องมองหาในแบบเนื้อโลหะครับ เพราะจะให้ความมั่นใจในการเก็บรักษามากกว่า

 

จะว่าไปแล้วความคิดและวิถีชีวิตแบบเด็กๆอย่างพวกผม มันก็เหมือนน้ำผลไม้ปั่นนั่นแหละครับ และถ้าหากเอาผลไม้ นม โยเกิร์ดมาปั่นๆรวมกันก็จะได้น้ำสูตรใหม่ให้พวกเราต้องวิ่งหากันเสมอๆ  

แต่ถ้ากับเรื่องของวัตถุมงคลที่เป็นในรูปแบบหลวงปู่ทวดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสูตรสำเร็จรูปแบบไหน มันก็หนีไม่พ้นลักษณะแบบเดิมที่พวกเราไม่ต้องคอยวิ่งตามเทรนด์ใหม่ๆ ตลอดเวลา

เพราะถ้าคิดกันแบบอนุบาล พระหลวงปู่ทวดที่สร้างกันอยู่ในทุกวันนี้จะสร้างออกมาโดยใช้เนื้อหาจากว่านและเนื้อโลหะเท่านั้น เพียงแต่ว่าส่วนควบที่นำมาเสริมครับที่ช่วยขับเคลื่อนให้พระหลวงปู่ทวดมีความโดดเด่นขึ้นมาอีก

 

ที่พูดอย่างนี้มีตัวอย่างครับ เพราะพระอาจารย์นองท่านได้เมตตาสร้างสรรค์หลวงปู่ทวดขึ้นมารุ่นหนึ่ง ลักษณะเป็นแบบรูปหล่อลอยองค์ที่สร้างจากเนื้อโลหะ ส่วนควบคือ “เม็ดกริ่ง” ที่อยู่ภายในองค์พระ ความน่าสนใจอยู่ตรง “เม็ดกริ่ง” ที่อยู่ภายในองค์พระครับ

เพราะเม็ดกริ่งชุดนี้ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจาก “แผ่นยันต์นารายณ์แปลงรูป” จำนวนมหาศาล ถ้าจะเรียกกันให้เท่ๆก็ต้องเรียกว่า

“เม็ดกริ่งนารายณ์แปลงรูป” ครับ

 

พระหลวงปู่ทวด รุ่นที่ว่านี้ชื่อว่ารุ่น “สร้างวิหาร วัดทรายขาว” พิธีมหาพุทธาภิเษกเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๓๗ มีบันทึกเรื่องราวการสร้างไว้ดังนี้ครับ... 

พระหลวงปู่ทวด รุ่นสร้างวิหาร ชุดนี้ พระอาจารย์นอง ได้ตระเตรียมงานมาเป็นเวลานาน โดยมีคุณนพวงศ์ เปรมสุนทร เป็นแม่งานร่วมกับคณะศิษย์หลายฝ่าย ช่วยกันอย่างสุดกำลัง

 

“พระอาจารย์นองได้อธิษฐานขอบารมีหลวงปู่ทวด ทุกพระองค์ บอกกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างพระรุ่นนี้” 

หลังจากนั้นพระอาจารย์นองได้มีความวิริยะ อุตสาหะ ความตั้งใจจริง ลงอักขระเลขยันต์ ตามพิธีกรรมที่สืบทอดการสร้างพระหลวงปู่ทวด ที่สำคัญคือ..... 

“พระอาจารย์นองท่านได้นำ ‘วิชานารายณ์แปลงรูป’  ลงจารบนแผ่นทองคำ ๒,๐๐๙ แผ่น ลงจารบนแผ่นนาก ๕,๐๐๐ แผ่น ลงจารบนแผ่นเงิน ๑๐,๑๐๙ แผ่น นอกนั้นเป็นแผ่นทองแดงและทองเหลืองอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อนับรวมแล้วได้โลหะสำเร็จ ๕ ชนิด จึงเรียกว่า ‘เบญจโลหะ’ รวมได้ ๓๖,๐๐๐ แผ่น....” 

แผ่นจารทั้งหมดนี้พระอาจารย์นองท่านได้ใช้เวลาในการลงจารด้วยตัวท่านเอง ตามฤกษ์ผานาทีของท่านเป็นระยะเวลา ๒ ปีเศษ นับจากปี ๒๕๓๔ เป็นต้นมา โดยแผ่นจารทั้งหมดได้นำมาหล่อหลอมเป็น “เม็ดกริ่ง”  อุดใต้ฐานพระรุ่นสร้างวิหารโดยเฉพาะ

เราจึงอาจกล่าวได้ว่า พระหลวงปู่ทวดชุดนี้เป็น “รุ่นแรก” ที่มี “เม็ดกริ่งซึ่งสร้างจากวิชานารายณ์แปลงรูป” บรรจุอยู่ภายใน

 

พระหลวงปู่ทวดชุดนี้ได้ทำพิธีมหาพุทธาภิเษก ณ อุโบสถ วัดช้างไห้ โดยพระคณาจารย์สายเขาอ้อ ๙ รูป เช่นพระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา และพระคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญเวทย์อีกหลายองค์ เช่น พ่อท่านแดง วัดศรีมหาโพธิ์ ท่านพ่อทอง วัดสำเภาเชย ท่านพ่อดำ ตากใบ นราธิวาส ฯลฯ ร่วมไปถึงพระอาจารย์นอง ซึ่งได้ร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย 

ซึ่งกำหนดวันมหาพุทธาภิเษกครั้งนี้ พระอาจารย์นองท่านได้รับมาจากการเข้าสมาธิติดต่อกับหลวงปู่ทวด และหลวงปู่ทวดท่านเป็นผู้กำหนดวันให้ จึงถือได้ว่าวันดังกล่าวเป็นวันมหามงคลฤกษ์ที่ได้รับจากหลวงปู่ทวดโดยตรง..

 

หลังจากเสร็จพิธีที่วัดช้างไห้แล้ว พระอาจารย์นองท่านได้บอกกับคณะศิษย์ว่า... 

“ฉันจะทำพิธีขึ้นอีกครั้งที่วัดทรายขาว เพราะที่วัดทรายขาวมีหลวงปู่ทวดสิทธิชัย หลวงปู่ทวดหมานและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือ เจ้าของตำรานารายณ์แปลงรูป ฉันต้องทำพิธีบอกกล่าวและปลุกเสกเดี่ยวอีกครั้งหนึ่งวัดทรายขาว” 

“วัดทรายขาวเคยจัดพิธีใหญ๋มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๑๔ และได้เว้นว่างมานาน จนมาถึงพ.ศ. ๒๕๓๗ นี้ก็นับได้ ๒๓ ปีเต็มๆ ที่จะได้จัดพิธีอีกครั้งหนึ่ง

จึงถือได้ว่าครั้งนี้เป็นพิธีใหญ่ ที่มี่ความตั้งใจทำและไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเช่นนี้อีกครั้งหรือไม่ เพราะขณะนี้อายุมากแล้ว งานใหญ่ๆทำให้เหนื่อยกายเหนื่อยใจและสูญเสียพลังทั้งภายในและภายนอกเป็นอย่างมาก..”

 

“ตั้งแต่คิดทำพระรุ่นนี้ขึ้น ดูอะไรๆมันดีไปหมด ราบรื่นทุกอย่าง วิหารวัดทรายขาวคงสำเร็จสมบูรณ์ในคราวนี้ เพราะบารมีหลวงปู่ทวดท่านศักดิ์สิทธิ์มาก

จึงขออนุโมทนาในกุศลจิตมายังท่านผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างวิหารหลวงปู่ทวดไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย...”

อ่านแล้วรู้สึกดีจังเลยครับ พระชุดนี้ผ่านทั้งวัดช้างไห้ ปฐมกำเนิดพระหลวงปู่ทวด และผ่านวัดทรายขาว ต้นกำเนิดของวิชานารายณ์แปลงรูป.... 

ครับในยุคสมัยที่พระอาจารย์ทิมมีชื่อเสียงในการสร้างพระหลวงปู่ทวด แต่พระอาจารย์นองท่านยังคงเก็บตัวเงียบและมุ่งมั่นอยู่กับการพัฒนาวัด พระอาจารย์ทิมท่านเป็นพระที่เชี่ยวชาญทางด้านเวทย์มนต์คาถาและมีชื่อเสียงในด้านการสักยันต์ ซึ่งในปัจจุบันผมก็ไม่ทราบว่ายังมีคนสืบสานการสักยันต์ต่อจากท่านหรือเปล่า

 

จนเมื่อพระอาจารย์ทิมได้มรณภาพลง ชื่อเสียงของพระอาจารย์นองก็เริ่มส่งประกายออกมาจนสุกใสในที่สุด ถึงพระอาจารย์นองท่านจะไม่ได้มีชื่อเสียงทางด้านการสักยันต์ แต่ท่านก็มีชื่อเสียงจากการสร้างตะกรุดนารายณ์แปลงรูป ที่มีประสบการณ์ไม่น้อยไปกว่ารอยสักของพระอาจารย์ทิมนัก หากแต่การมรณภาพของพระอาจารย์นอง ก็คือ

"การสิ้นสุดของตะกรุดนารายณ์แปลงรูป" 

ถึงทั้งสององค์จะเหมือนกันในบางจุดและแตกต่างกันในบางเรื่อง แต่ความแตกต่างนั้นก็คือความงามของโลกมิใช่หรือ...

 

ผมเคยไปกราบพระอาจารย์นองครั้งแรกก็ตอนยังนุ่งกางเกงขาสั้นชั้นมัธยม จำได้ว่าติดรถไปกับขบวนผ้าป่ามหากุศล จากนั้นก็ดิ้นรนขวนขวายไปกราบท่านโดยพยายามทำตัวให้ว่างและช่วยหิ้วกระเป๋าให้พวกพี่ๆใจดีในวงการพระเครื่อง 

การที่ได้นั่งเสนอหน้าเฝ้ามองดูท่าน ทำให้ผมรู้สึกประทับใจในปฏิปทาของท่าน "ความมักน้อย ถ่อมตน สมถะและรักสันโดษ"ของท่าน เป็นที่น่าเคารพศรัทธาเลื่อมใสของผู้ที่ได้เข้าไปกราบไหว้ 

เล่ากันว่า...ครั้งหนึ่งมีผู้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่างมาถวายท่าน...ท่านปฏิเสธที่จะรับ โดยให้เหตุผลว่า...

 

“ชาวบ้านที่เขาใส่บาตรเราเมื่อเช้านี้ เขายังไม่มีของดีๆ อย่างนี้ใช้เลย เราเป็นพระ อาศัยชาวบ้านเขากิน จะใช้ชีวิตที่ดีกว่าชาวบ้านเขาได้อย่างไร...” 

ต่อมามีผู้นำรถเก๋งเก่าๆ มาถวายท่านคันหนึ่ง เพราะเห็นว่าวัดทรายขาวอยู่ห่างจากถนนสายหลักมากพอสมควร เวลาไปไหนมาไหนก็สุดแสนจะลำบาก ซึ่งท่านก็ปฏิเสธที่จะรับเหมือนกัน จนในที่สุดก็มีคนใจบุญนำรถจี๊ปเก่าๆคันหนึ่งมาถวาย และกราบเรียนท่านว่า 

“รถคันนี้ไม่หรูหราอะไร ราคาก็ไม่แพง เป็นรถใช้งานจริงๆ ขอให้ท่านรับไว้เถอะ เวลาไปไหนมาไหนจะได้ไม่ต้องเดินไกลๆ...” 

นั่นแหละท่านถึงยอมรับไว้ และใช้มันใน”กรณีจำเป็นจริงๆ”

 

ดังนั้นในทุกครั้งที่ผมลงไปภาคใต้และได้มีโอกาสไปกราบหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ผมก็จะแวะกราบพระอาจารย์นอง วัดทรายขาวด้วยเสมอๆ ผมดีใจที่ได้เจอท่านถึงแม้ว่าท่านจะจำผมไม่ได้

จนในครั้งสุดท้ายที่ผมไปกราบท่าน เห็นท่านนอนให้น้ำเกลือและออกซิเจน ก็อดสงสารท่านไม่ได้ ก่อนจะกลับผมได้กราบเรียนท่านว่า... 

“ขอให้หลวงปู่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และอยู่เป็นมิ่งขวัญให้ลูกศิษย์ตลอดไป คราวหน้ามีโอกาสลงมาอีก ผมจะได้มากราบหลวงปู่อีกครั้ง..” 

ท่านตอบผมว่า... 

“อยู่ไปนานๆ ได้อย่างไร มึงดูสิ เส้นสายอะไรต่อมิอะไรโยงรอบตัวกูเต็มไปหมด คราวหน้าพวกมึงมาก็ไม่ได้เจอกูแล้ว” 

ต่อมาผมก็ได้รับทราบข่าวจากพวกพี่ๆ ว่าพระอาจารย์นองท่านได้มรณภาพไปแล้วเมื่อ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๒ คิดแล้วก็รู้สึกใจหายครับ นึกไปถึงคำพูดของท่านที่ว่า

 

“คราวหน้าพวกมึงมาก็ไม่ได้เจอกูแล้ว...” 

ถึงแม้ว่าพระอาจารย์นองจะละสังขารไปแล้ว แต่ภาพของพระอริยสงฆ์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตายังคงสถิตอยู่ในใจของลูกศิษย์ทุกคน 

โดยเฉพาะ”วัตถุมงคลรุ่นต่างๆ” ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่ทวด ตะกรุด ฯลฯ ที่ท่านได้สร้างขึ้นไว้ให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของทุกคน รวมไปถึง”มรดกทางธรรม”ที่ท่านได้สั่งสอนให้กับผู้ที่ได้เข้าไปกราบไหว้ท่าน.....

สิ่งเหล่านี้แหละครับที่จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ลูกศิษย์ทุกคนสร้างกรรมดีเหมือนวันที่ยังมี”พระอาจารย์นอง ธมมภูโต” ดำรงขันธ์และสั่งสอนศิษยานุศิษย์ทุกคน...สวัสดีครับ

 

กราบบูชาพระคุณ พระอาจารย์นอง ธมมภูโต

ขอบพระคุณ คุณแล่ม จันทพิศาโล คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับข้อมูล เอกสารอ้างอิงจากนิตยสารปรกโพธิ์ ฉบับที่ ๗๙ ภาพถ่ายวัดทรายขาวจากเวปไซด์(จำชื่อไม่ได้) เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายอ้อ สระบุรี ที่คอยให้กำลังใจเสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net