วันที่ พุธ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กำเนิดหมู่บ้าน : ธงชัย ชัยมีแรง


บ่ายวันนั้นผมได้รับจดหมายของลุงพวงเรื่องเสืออาละวาดที่หมู่บ้านวังแหว่ ข้อความในจดหมายนั้นบอกว่ากำลังเดือดร้อนมากไม่ได้เป็นอันทำมาหากิน ต้องคอยระวังสัตว์เลี้ยง อดตาหลับขับตานอน สุดท้ายก็ขอร้องให้ผมไปช่วยล่าเสือ
    วิญญาณป่าเริ่มเข้าสิงผมทันที คิดถึงบ้านวังแหว่ที่ผมเคยไปค้างคราวออกล่าสัตว์กับเพื่อน ๆ
    แถวนั้นมีสัตว์ป่าให้เราล่าอย่างชุกชุม ไม่ว่าเสือ หมูป่า เก้ง กวาง และหมี มีถมถืดไป เพราะป่ายังรกและห่างไกลผู้คน เรียกว่าเป็นหมู่บ้านป่า อยู่ท่ามกลางดงดิบห่างไกลจริง ๆ
    การติดต่อกับโลกภายนอกก็อาศัยเกวียนเป็นพาหนะ มีพวกรถลากซุงของโรงเลื่อยเท่านั้นที่บุกไปถึง จดหมายของลุงพวงที่มีมาถึงผม ก็ฝากมากับพวกรถลากซุง
    ไปเที่ยวนี้ผมไม่ชวนใครไปด้วย เพราะทุกคนล้วนติดราชการถ้าจะรอวันเสาว์อาทิตย์ เราก็ไม่แน่ใจว่าจะมีรถลากซุงเข้าป่า ผมทำงานอิสระจึงไม่ต้องมีวันเสาว์อาทิตย์
    ทุกครั้งที่ผมเข้าป่าจะมีเพื่อนตำรวจ ข้าราชการบนอำเภอ และครูประชาบาล ไปด้วยหลายคน พวกบ้านป่าจะเรียกเพื่อน ๆ ของผมว่า “นาย” ผมเองก็เลยถูกเรียกว่า “นาย” ไปด้วย
    ผมรู้จักกับลุงพวงก็โดยการแนะนำของพรานปั่น เมื่อครั้งอยู่บ้านเดิมที่ตีนเขา ต่อมาลุงพวงกับเพื่อนบ้านได้พากันอพยพเข้าไปจับจองที่ดินในป่าลึก หักร้างถางพงบุกเบิกเป็นไร่นา จึงนับว่าเป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลจริง ๆ
    ผมอาศัยนั่งไปกับรถลากซุง เมื่อลงจากรถแล้วก็เดินต่อร่วมสองกิโล จึงถึงบ้านลุงพวง
    เป้หลังของผมหนักอึ้ง เหงื่อโชกไปทั้งตัว ลุงพวงผู้มีวัยห้าสิบกว่า ๆ แต่หัวล้านมาก ออกมาต้อนรับดีอกดีใจ ถามว่า
    “นายมาคนเดียวหรือครับ?”
    “มาคนเดียวละซี จะรอพวกนั้นก็ต้องวันเสาว์อาทิตย์โน่น เห็นว่าลุงพวงกำลังเดือดร้อนก็รีบมา หาเพื่อนเอาข้างหน้า ลุงพวงช่วยเป็นธุระด้วยนะ ใครมีปืนก็มาช่วยกัน”
    ลุงพวงมีสีหน้ายิ้มแย้มบอกว่า
    “เรื่องนั้นนายไม่ต้องห่วง ขึ้นบ้านกันเถอะ จะได้อาบน้ำกินข้าวกัน”
    อาหารเย็นวันนั้นมีลาบกระต่ายป่า ที่เจ้าเบิ้มลูกชายลุงพวงไปดักมาได้ เหล้าป่ากับลาบกระต่ายรสชาติไม่เลวเลย
    เราคุยกันไปกินกันไป ส่วนมากก็เป็นเรื่องที่ถูกเสือรบกวนและวางแผนล่า ลุงพวงบอกว่า
    “เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมปล่อยวัวออกไปเลี้ยง โดนเสือมันคาบเอาลูกวัวไปกินตัวหนึ่ง”
    “มีคนเคยพบตัวมันหรือเปล่า?” ผมถาม
    “พบบ่อยครับ แต่ทำอะไรมันไม่ได้ ได้แต่วิ่งหนี”
    “มันเคยมารบกวนถึงบ้านไหม?”
    “เคยครับ วันก่อนก็มาคาบเอาหมาตาสุ่ยไป พวกผมต้องอยู่ยามก่อไฟกันตลอดคืน จะไปไหนก็ต้องไปด้วยกันหลาย ๆ คน ไม่เป็นอันทำมาหากิน ต้องคอยระวังเสือ”
    หมู่บ้านวังแหว่นั้นมีประมาณสิบกว่าหลัง ตั้งอยู่ห่างกันมาก ปลูกกระท่อมอาศัยในที่ดินของใครของมัน ไม่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน คงจะคิดว่าสะดวกแก่การทำงาน ไม่ต้องเดินไปเดินมาระหว่างไร่กับที่พัก
    ลุงพวงใช้ไอ้เบิ้มลูกชายไปบอกทุก ๆ คน ให้ไปช่วยกันล่าเสือ ไอ้ช่วยหนุ่มลูกสองมาถึงก่อนเพื่อน มันเคยรู้จักผมมาก่อน พอมาถึงก็ยกมือไหว้ ถามว่า
    “นายมาถึงเมื่อไหร่ครับ?”
    “วานนี้เอง” ผมตอบ
    “จะออกล่ากลางวันเลยหรือครับ?”
    “ทำไมล่ะ?”
    “ไม่เสี่ยงเกินไปหรือนาย เผื่อเจอมันเข้า”
    “ปืนในมือของเอ็งก็มี เจอมันก็ยิงเข้าซี”
    พวกบ้านป่าเริ่มทยอยกันมา บางคนก็มีหน้าไม้บ้าง ปืนแก๊ปบ้าง ปืนคาบศิลาบ้าง ตาสุ่ยมาทีหลัง มีมีดโต้มาเล่มเดียว
    ตาสุ่ยคนนี้ผมรู้จักแกดี อายุในราวหกสิบปี ท่าทางแข็งแรง ลูกเมียไม่มี อยู่คนเดียว ปลูกกระท่อมทำไร่ในที่ดินของแกเอง
    ผมเคยไปนอนที่กระท่อมของแก เพราะแกเป็นคนติดต่ออีอ่อนแม่หม้ายลูกสองที่ผัวมันโดนเสือกัดตายเมื่อหลายปีก่อนโน้น มานวดให้ผม
    เที่ยวป่าคราวนี้ผมใช้ลูกซองห้านัดเป็นอาวุธคู่มือ ยิงไม่ค่อยพลาด เคยล้มสัตว์ใหญ่ ๆ มาแล้ว

คณะล่าสัตว์ของเราเดินไปเป็นฝูงร่วมสิบคน มีหมาพรานของลุงพวงชื่อไอ้มอมกับอีแต้มวิ่งนำหน้า เมื่อถึงป่าโปร่งก็กระจายกันออกค้นหารอย ในที่สุดก็พบแล้วแกะรอยตามไป ไอ้มอมกับอีแต้มวิ่งนำหน้าก้ม ๆ เงย ๆ แล้วก็แหงนหน้าสูดกลิ่นไปเรื่อย ๆ บ่ายหน้าเข้าป่าลึก ผ่านป่าไผ่แล้วข้ามลำห้วย ตัดเข้าดงยาง การแกะรอยก็ลำบากขึ้น เพราะป่ารก ดีแต่ว่าเรามีหมาพราน ช่วยนำทาง
    การล่าเสือนั้นเราต้องระวัง มันเป็นสัตว์ที่ว่องไวมาก มักจะแอบซุ่มคอยตะปบเหยื่อ ทุกคนต้องหูไวตาไว ปืนในมือเตรียมพร้อมตลอดเวลา ห้ามคุยกัน
    ไอ้มอมกับอีแต้มพาเราบุกป่าฝ่าดงไปถึงป่าทึบแห่งหนึ่ง ไอ้มอมกับอีแต้มสูดกลิ่นวิ่งวนไปมา ประเดี๋ยวก็แหงนหน้าขึ้นประเดี๋ยวก็ก้มจนจมูกติดดิน ในที่สุดก็ทำหูชันตาจ้อง
    เราพยักหน้าให้กัน แบ่งคนเป็นสองพวก พวกหนึ่งอ้อมไปทางด้านหน้ากระจายกันเป็นฝ่ายตั้งรับ อีกพวกหนึ่งคอยเป็นฝ่ายรุก เมื่อถึงคราวจำเป็น ให้ทุกคนช่วยตัวเอง
    คนไม่มีปืนให้ไปอยู่กับคนมีปืน ตาสุ่ยผมให้ไปอยู่กับไอ้ช่วย ผมกับลุงพวงแยกกันเป็นฝ่ายตั้งรับ ผมเลือกชัยภูมิได้เหมาะแล้วก็ซ่อนตัวอยู่ สักครู่ ก็ได้ยินเสียงปืนฝ่ายรุกยิงขึ้นฟ้านัดหนึ่ง เสียงโห่และเคาะไม้ตามมา
    เสียงปืนทางลุงพวงดังขึ้นหนึ่งนัด เสียงเสือกระโจนพร้อมเสียงคำราม ลุงพวงตะโกนขึ้นสุดเสียงเพื่อให้พวกเราระวังตัว
    “ระวังทางทิศตะวันออก”
    ขาดคำลุงพวง ก็มองเห็นเสือผ่านหน้าผมไปในระยะสามสิบเมตร ผมยกปืนขึ้นประทับบ่า เล็งบนขาหน้าตรงหัวใจ ส่วยปืนไปตามที่เสือกระโดด พอได้จังหวะนิ้วกระดิกไก ลูกซองห้านัดของผมคำ
รามก้องถูกตรงเป้าพอดี มันโผขึ้นแล้วก็ตกลงมา ดิ้นตะเกียกตะกายอยู่ตรงนั้น
    เสียงปืนสงบ ทุกคนมารวมกัน ขาดแต่ไอ้ช่วยกับตาสุ่ย ต่างก็ถามกันว่า
    “สองคนนั้นไปไหน?”
    สักครู่ก็ได้ยินเสียงร้องว่า
    “ช่วยด้วย ๆ"
    เมื่อพวกเราตามไปดูที่เสียงนั้น ก็พบว่าไอ้ช่วยกับตาสุ่ยหนีเสือขึ้นไปอยู่บนกอไผ่ป่าที่มีหนามรุงรัง เวลาขึ้นไม่รู้ขึ้นไปได้อย่างไร แต่เวลาลงหาทางลงไม่ได้ ทุกคนพากันหัวเราะ ช่วยกันถางเอาหนามไผ่ออก ช่วยคนทั้งสองลงมา

ผลจากการล่าเสือใหญ่ตัวนั้น ทำให้ผมได้รับความนิยมจากชาวบ้าน คล้าย กับว่าผมไปปัดเป่าความลำบากให้แก่เขา
    ลุงพวงถึงกับออกปากว่า
    “นายมาอยู่กับผมไหม? ผมจะแบ่งที่ดินให้ ผมจับจองไว้เยอะ ร่วมสองร้อยไร่”
    จู่ ๆ มีคนมาบอกเสนอที่ดินให้ ผมชักสนใจ ถามลุงพวงว่า
    “ที่ดินอยู่ตรงไหน?”
    “จากนี่ไปราวสิบเส้น ถ้านายเอา พรุ่งนี้จะพาไปดู”
    “ดีทีเดียว ฉันกำลังคิดจะหาที่ทำไร่สักแห่ง ว่าแต่ลุงพวงจะแบ่งให้ฉัน กี่ไร่?”
    “ผมจะให้นายสักห้าสิบไร่ ความจริงมีคนมาขอซื้อผมก็ไม่ขาย แต่ผมรักนาย อยากให้นายมาอยู่เป็นเพื่อน”
    เมื่อผมไปดูก็ชอบใจ มีลำห้วยเล็ก ๆ ไหลผ่านในฤดูฝนซึ่งแยกออกมาจากห้วยเชียงทา มีน้ำขังอยู่เป็นแอ่ง ๆ พื้นลำห้วยส่วนมากเป็นลานดิน
    ริมฝั่งห้วยเต็มไปด้วยกอไผ่ ไผ่ตง ไม้รวก ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ปะปนไปกับต้นยางที่สูงใหญ่ ไม้มะค่า ไม้เต็งรัง มีอยู่ทั่วไป
    พื้นดินบางแห่งเป็นลานดิน บางแห่งก็เป็นป่าทึบ บางแห่งก็เป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นอยู่ทั่วไป พื้นล่างก็เป็นป่าเพ็ก ต้นเล็ก ๆ ใบคล้ายใบไผ่แต่ต้นสูงราวห้าสิบเซนต์ ป่าโจดก็มีลักษณะใบเหมือนไม้รวกแต่ลำเล็ก เรียวสูงกว่า
ต้นเพ็กมาก
    เราเดินสำรวจดูทั่วบริเวณ รู้สึกว่ากว้างพอสมควร ลุงพวงชี้ให้ดูเขตแดนที่ติดกับผู้อื่น ก็ไม่มีอะไรเพียงแต่มีเสาไม้แก่นเสี้ยมปลายปักเขตเอาไว้ ลุงพวงบอกผมว่า
    “ถ้านายจะมาอยู่จริง ๆ ผมจะแบ่งให้”
    “ถามจริง ๆ เถอะลุงพวง ไม่เสียดายหรือที่ยกที่ดินให้ฉัน?”
    “เสียดายน่ะเสียดายครับ แต่อยากให้นายมาอยู่เป็นเพื่อน”
    “เผื่อฉันไม่มาอยู่ล่ะ?”
    “ไม่มาอยู่ผมก็ไม่ให้ นายต้องมาอยู่ทำไร่ผมจึงจะให้”
    “ลุงพวงมีหลักฐานอะไรไหม? ในที่ดินแปลงนี้”
    “ไม่มีหรอกครับ คนอื่น ๆ ก็ไม่มี แต่เราก็ไม่บุกรุกกัน”
    “แล้วทางการเขาจะไม่มาไล่เราหรือว่าเป็นเขตป่าสงวน?”
    “โธ่ นายก็คิดมากไปได้ ใครเขาจะมาไล่เรา โน่น แถวเขาคอก วัง กระทะ โป่งเกต เขาก็ทำกันอยู่อย่างนี้ ขืนมาไล่ก็ไม่รู้ว่าจะให้พวกเราไปอยู่ ที่ไหน เรามาหาที่ทำกิน ไม่ได้ไปจี้ไปปล้นใคร”
    ผมเองก็ไม่เคยมีที่ดินทำกิน มีแต่ที่ดินมรดก เมื่อแบ่งกันระหว่างพี่ ๆ  น้อง ๆ แล้วก็ได้กันคนละร้อยตารางวา พอได้ปลูกบ้านอาศัย ก็เลยอยากจะมีที่ดินกับเขาบ้าง จึงบอกลุงพวงว่า
    “ตกลงลุงพวง ฉันมาแน่ ว่าแต่ลุงพวงจะแบ่งให้ฉันจากไหนไปถึงไหน ช่วยพาฉันไปปักเขตซี”
    เมื่อผมเอาเรื่องนี้มาปรึกษาภรรยา เธอคัดค้านเสียงแข็ง ผมต้องอธิบายชี้แจงเสียยืดยาว
    “พี่อยากมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง อยู่ในเมืองที่ดินหายากและมีราคาแพง นี่เราไม่ต้องซื้อสักบาทเดียว”
    “ถึงยังงั้นก็ไม่น่าไปอยู่ ในป่าในดงล้วนมีแต่อันตราย”
    “เธอไม่ต้องห่วงหรอก พี่เที่ยวป่ามาหลายปีย่อมมองเห็นป่าเป็นของธรรมดา ผู้คนที่นั่นนิสัยดี”
    “พี่ไปคนเดียวเถอะ ฉันไม่ไปด้วยหรอก การงานเราก็มีทำ ไม่เห็นเดือดร้อน”
    บ้านของเราชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้าเล็ก ๆ ขายของเบ็ดเตล็ด  ภรรยาผมเป็นช่างตัดเสื้อฝีมือดี ว่างจากการขายของก็ตัดเย็บเสื้อผ้า จึงคิดว่าคงไม่เดือดร้อนอะไรเมื่อผมไปอยู่ป่าทำไร่ เรามีลูกเล็ก ๆ ด้วยกันสองคน เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ผู้หญิงคนโตกำลังเรียนชั้น ม. ๑ คนเล็กผู้ชายเรียนชั้น ป. ๔
    ผมเองมีอาชีพวิ่งเต้นค้าขาย ซื้อถูกขายแพงไปตามเรื่อง เป็นงานอิสระ
    ผมพับกางเกงตัวสุดท้ายลงในกระเป๋า มองดูหน้าภรรยาซึ่งกำลังเย็บเสื้อง่วนอยู่ รู้สึกลังเลยังไงชอบกล เธอคงคิดว่าผมไปลำบาก สักหน่อยก็ขี้คร้านจะวิ่งกลับ

วันเดินทาง ผมเตรียมเครื่องมือทำไร่ มีเลื่อย ขวาน มีด จอบ เสียม ไป พร้อมจำพวกยารักษาโรคแก้ปวดแก้ไข้ ยาเหลืองยาแดงครบ ที่นอนหมอน   มุ้ง เสบียงอาหาร ทุกอย่างผมจัดของผมเอง สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือปืนคู่มือ และ กระสุนสองกล่อง
    ผมอาศัยนั่งมากับรถลางซุงของโรงเลื่อย คนขับรู้จักกันดี เขาเคยไปกินเหล้าที่บ้านผมบ่อย ๆ นั่งคุยกันมาในรถ เขาถามผมว่า
    “ทำไมมีขวานมีเลื่อย มีที่นอนหมอนมุ้งมาด้วย จะไปทำไม้หรือ?”
    “เปล่าหรอก ฉันจะไปทำไร่”
    เขามีท่าทางแปลกใจไม่เชื่อ ผมต้องอธิบายให้เขาฟัง
    ผมขอร้องให้เขาไปส่งจนถึงบ้านลุงพวง เขาก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดี ผมควักเงินให้ค่าบุหรี่เขาก็ไม่เอา บอกว่า
    “ไม่ต้องหรอกครับ วันหลังผมจะแวะมากินเหล้าด้วย”
    ลุงพวงดีใจเมื่อเห็นผมเดินทางมากับรถลากซุง เรียกเจ้าเบิ้มลูกชาย มาช่วยขนของขึ้นบนเรือน ลุงพวงยิ้มพูดว่า
    “ผมคิดว่านายพูดเล่น ยังไงก็คงไม่มา”
    “ฉันนะซีนึกว่าลุงพวงพูดเล่น ว่าจะไม่มาแล้ว”
    เราหัวเราะขึ้นพร้อมกัน
    อาหารเย็นวันนั้นมีลาบกระต่าย เจ้าเบิ้มไปส่องเมื่อคืนนี้ได้มาสองสามตัว อิ่มหนำสำราญแล้วเราก็นั่งคุยกัน วางแผนถึงการทำไร่และที่พักของผม
    “นายพักอยู่กับผมก่อนก็แล้วกัน ต่อไปนายจะทำยังไงก็ตามใจ ที่ดินผืนนั้นผมยกให้นายแล้ว เป็นเรื่องของนายเอง”
    “ฉันจะอยู่กับลุงพวง พอทำที่พักเสร็จเท่านั้นแล้วจะย้ายไปอยู่ที่ไร่เลย ฉันเกรงใจลุงพวง อีกอย่างฉันมาที่นี่ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะดำเนินชีวิตอย่างชาวไร่ทั่วไป”
    “ตามใจนาย เดี๋ยวผมจะหาคนไปช่วยทำกระท่อม”
    ดึกแล้วเราแยกกันไปนอน ราวเที่ยงคืนได้ยินเสียงหมาเห่ามาแต่ไกล ผมนอนตะแคงยกหูขึ้นฟังเสียงป้าสายปลุกลุงพวงว่า
    “ได้ยินเสียงหมาเห่าไหม?”
    เสียงอู้อี้ของลุงพวงเพราะความง่วง ป้าสายปลุกเจ้าเบิ้มลูกชายที่กำลังนอนกรนครอก ๆ แล้วก็บ่น
    “ทีอย่างนี้แล้วไม่อยากลุก เห็นตอนนั้นบอกสอนไอ้มอมกับอีแต้มว่า กลางคืนอย่านอน ให้ไปหาเต่าหาแลน อย่านอนเฉย ๆ พอมันไปหาแล้วก็ไม่ตามไปเอา”
    ลุงพวงลุกออกมาข้างนอก ในมือถือปืนลูกซอง ผมลุกออกมาบ้าง พอเห็นผมลุงพวงบอกว่า
    “นายนอนเถอะ ผมไปคนเดียวก็ได้”
    “คงไม่มีอะไรหรอกหมาเห่าอย่างนี้ ไม่ชะมดก็นิ่มเท่านั้น”
    “ฉันนอนอิ่มแล้ว นอนอีกก็คงไม่หลับ”
    เราเดินกันไปสองคนคุยกันเงียบ ๆ ไปทางเสียงหมาเห่า คืนนี้เป็นคืนเดือนหงาย
    มองเห็นหมู่ดาวกระจ่างบนท้องฟ้า ตรงต้นไม้ใหญ่ที่มืดครึ้ม ไอ้มอม กับอีแต้มแหงนหน้าเห่ากันขรม ผมส่องไฟฉายกราดขึ้นไปดู พบชะมดใหญ่ ตัวหนึ่งอยู่บนต้นไม้ นัยน์ตาลุกวาวเมื่อต้องกับแสงไฟ เสียงลุงพวงบอก
    “นายฉายไฟนิ่ง ๆ ผมจะยิงเอง”
กระท่อมหลังนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ ห่างจากริมห้วยยี่สิบวา ล้อมรอบไปด้วยป่าไผ่ ไผ่ตง มีต้นยางใหญ่อยู่ริมห้วย
    ผมทำทางเดินแคบ ๆ จากกระท่อมตรงไปยังลำห้วยเพื่อตักน้ำมาใช้ ริมน้ำตรงนั้นมีแอ่งน้ำอยู่ น้ำใสเย็น พื้นล่างของลำห้วยส่วนมากเป็นลานหิน
    ยามฝนตกน้ำจะไหลหลาก แต่พอฝนหยุดลำห้วยก็แห้ง จะเหลือตกค้างอยู่ก็ตรงที่ที่เป็นแอ่งหินมีอยู่เป็นระยะ ๆ เท่านั้น
    ผมเคยคิดว่า ถ้าทำฝายน้ำล้นกักเก็บน้ำเอาไว้ยามฝนตกคงจะดีไม่น้อย แต่คิดแล้วจะต้องลงทุนมาก ต้องสกัดพื้นหินออก เทคอนกรีตเสริมเหล็ก จึงจะทานแรงน้ำป่าไหว
    กระท่อมของผมทำใต้ถุนสูงมาก ลุงพวงบอกว่า
    “ทำสูง ๆ นั่นแหละดี ปลอดภัยไว้ก่อน”
    ทำบันไดเจ็ดขั้นพาดไว้ตรงระเบียง ยามนอนต้องชักบันไดขึ้นเพื่อความปลอดภัย เราไม่ทราบว่าไอ้แมวใหญ่มันจะเข้าเยี่ยมเราเวลาไหน
    พื้นกระท่อมทำด้วยไผ่ตง ไผ่ป่า เอามาสับเป็นฟากแผ่ออกปู หลังคามุงด้วยแฝก ฝาหุ้มด้วยใบกุง โดยเอาไม้ไผ่มาสานเป็นตารางเอาใบกุงมาปู และเอาแผ่นไม้ไผ่สานเป็นตารางประกบกัน ใช้ตอกเส้นเล็ก ๆ ผูกยึดตรงกลางไว้ไม่ให้ใบกุงหลุด
    เท่านี้เราก็ได้ฝากระท่อมพอที่จะใช้กันลมกันฝน วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างก็หาเอาใกล้ ๆ นั่นเอง ตาปูดอกเดียวก็ไม่ได้ใช้ เสากระท่อมก็ใช้ไม้ที่เป็นง่ามรองรับคานตง ขื่อและจันทันก็ใช้เถาวัลย์มัด
    ถ้าอยู่ในที่โล่ง ๆ ผมก็กลัวว่าเวลาลมพายุพัดแรง ๆ คงจะทานลมไม่ไหว ดีแต่ว่ามีป่าไผ่และไม้ยืนต้นบังทางลม ผมค่อยอุ่นใจ
    กระท่อมของผมมีสี่ห้อง ผมกั้นเป็นห้องนอนหนึ่งห้อง พื้นสูงกว่าระเบียงเล็กน้อย หน้าห้องปล่อยโล่งเอาไว้
    เวลาผมมีธุระไปไหน ก็ดึงบันไดออกมาให้ห่างจากระเบียงโดยมีเชือก ล่ามไว้ พวกบ้านป่าเรียกว่า “เงิก” บันได
    ผมทำเช่นนั้นทุกครั้งที่ออกจากกระท่อมไป เพื่อป้องกันสุนัขหลงทาง ขึ้นไปบุกรุกในครัว
    กระท่อมหลังนี้สำเร็จลงภายในวันเดียว ด้วยการช่วยเหลือจากชาว บ้านคณะล่าเสือคราวนั้น
    เมื่อตอนผมปลูกกระท่อมเสร็จใหม่ ๆ ขนของจากบ้านลุงพวงมาอยู่ที่กระท่อมนั้น ทุกคนเป็นห่วงผม ผลัดเปลี่ยนกันมานอนเป็นเพื่อนทุกคืน แม้ผมจะบอกว่าผมนอนคนเดียวได้ พวกนั้นก็ไม่ยอม
    ผมจึงไม่ค่อยได้นอนคนเดียว คนที่มาบ่อยที่สุดคือ ตาสุ่ย แกตัวคน เดียว ลูกเมียก็ไม่มี จึงมาค้างกับผมเสียหลายคืน แทบจะอยู่เป็นประจำ
    ไอ้ช่วยอีกคน มันเทียวไปเทียวมาหาผมทุกวัน แล้วแต่อารมณ์ บางวันเมื่อรู้ว่าตาสุ่ยมานอนเป็นเพื่อนแล้วไอ้ช่วยก็นอนเป็นเพื่อนอีกคน
    ตอนดึกก็พากันไปส่องกระต่ายมาเป็นอาหาร
    ผมรู้สึกสุขสบายดี การครองชีพในป่าผมก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไร วัน ๆ ไม่ต้องใช้เงินสักบาทเดียว จะมีรายจ่ายบ้างก็ค่าเหล้าป่า ที่อีอ่อนแม่หม้ายเป็นคนต้มขาย ราคาก็ไม่แพง ผมซื้อไว้ไม่เคยขาด คนมานอนเป็นเพื่อนผมได้กินเหล้าทุกราย
    อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ผักป่าก็มีขึ้นอยู่ทั่วไป ตรงแอ่งน้ำริมห้วย ก็มีปลาให้เราปักเบ็ด สัตว์เล็ก ๆ พวกกระรอก กระแต แย้ บึ้ง ไม่ต้องออกไปล่าที่ไหน ในบริเวณไร่ผมมีอยู่ชุกชุม
    ผมหากินเองบ้าง ตาสุ่ยและไอ้ช่วยหามาสู่กินกันบ้าง ไม่เคยได้กินข้าวกับน้ำพริกเปล่า ๆ เลย
    หน้าเห็ดหน้าหน่อไม้กินกันไม่หวาดไม่ไหว เวลาขาดแคลนน้ำมันก๊าดจุดตะเกียง ผมก็ไม่เดือดร้อน ผมเก็บเอายางชันจากต้นเต็งรังมาทุบให้ละเอียด ยัดลงในกระบอกไม้ไผ่ที่ตัดมาเป็นปล้อง ๆ แล้วปอกบาง ๆ เหมือนเราปอก ข้าวหลาม หาที่ปักไว้ให้แน่นอย่าให้ล้ม จุดไฟขึ้น เราก็ได้เทียนเล่มใหญ่ไว้ใช้ ผมใช้เทียนเหล่านี้จุดอ่านหนังสือตอนกลางคืน พวกบ้านป่ามาเห็นก็ไปทำใช้ ตาม ๆ กัน
    ชีวิตในป่า ถ้าเราเป็นคนมักน้อยสันโดษเราก็มีความสุขดี หาประโยชน์ จากป่าเป็นสิ่งเลี้ยงชีพก็ไม่ลำบากจนเกินไป
    ปีแรกผมยังไม่ลงมือหักร้างถางพง เดินสำรวจดูทั่วบริเวณเขตแดนที่ลุงพวงชี้ให้ และสำรวจดูว่าต่อไปจะลงพืชอะไรดี
    อันดับแรกผมจัดการทำรั้วก่อน เพื่อเป็นเขตแดนกรรมสิทธิ์ ทิศตะวันตกจดลำห้วย ทิศตะวันออกจดที่ลุงพวงเจ้าของเดิม ทิศเหนือจดตาสุ่ย ทิศใต้ จดที่ไอ้ช่วย
    การล้อมรั้วทุกครั้ง ผมเรียกเจ้าของที่ดินมาดูด้วยกัน เพื่อไม่ให้ผิดพ้องหมองใจ ส่วนมากก็ช่วยผมล้อมจนเสร็จ การล้อมรั้วก็ไม่ยาก ตรงไหนเป็นป่าทึบก็ตัดต้นไม้ไม่ให้ขาด โน้มกิ่งลงมาในแนวรั้ว ต้นไม้จะได้ไม่ตาย เป็นรั้วที่คงทนถาวร ถางป่าเป็นแนวไว้ห่างรั้วหนึ่งเมตร ตรงไหนเป็นป่าโปร่ง ก็หาเสาไม้แก่นเสี้ยมปลายมาปักเป็นแนวไว้ ห่างกันต้นละสองเมตร ตัดเอากิ่งไม้และพงหนามไปสะไว้
    ตรงไหนเป็นลานหินไม่สามารถปักเสาได้ ก็เพียงแต่เอาขอนไม้กิ่งไม้ มาวางเป็นแนว จนมองดูเป็นรั้ว
    ไอ้ช่วยกับตาสุ่ยช่วยผมล้อมรั้วอยู่หลายวัน วันสุดท้ายไอ้ช่วยบอกผมว่า
    “นาย คืนนี้ไปส่องกระต่ายกันเถอะ น้ำมันก๊าดผมมี ยืมตะเกียงเจ้าพายุของลุงพวง”
    “เอาไงก็เอา” ผมตอบตกลง
    ตอนหัวค่ำเรานอนเอาแรง ตอนดึกจึงออกไปส่องกระต่าย ไอ้ช่วยจุดตะเกียงเจ้าพายุขึ้น มันเอากระดาษแข็งปิดตรงกระจกโป๊ะไฟ เหลือไว้เป็นช่องเศษหนึ่งส่วนสี่ของโป๊ะไฟ เมื่อเสร็จแล้วยกตะเกียงขึ้นก็มีแสงพุ่งไป เหมือนแสงไฟฉาย
    เราเดินกันไปเงียบ ๆ ไอ้ช่วยยกตะเกียงขึ้นเหนือศีรษะ เมื่อพบกระต่ายก็เปลี่ยนให้ตาสุ่ยถือ แล้วรับปืนจากตาสุ่ย
    “ถ้าเป็นกระต่าย ผมยิงเองนะนาย ลูกปืนนายมันแพงเอาไว้ยิงสัตว์ใหญ่”
    กระต่ายสองตัวเมื่อเห็นแสงไฟก็หันมามอง ดูมันไม่ตื่นเต้นอะไร หูชัน ยกสองขาหน้าชูรับแสงไฟ นัยน์ตาลุกวาว
    ไอ้ช่วยยกปืนขึ้นประทับบ่า ยิงออกไปถูกเป้าพอดี คืนนั้นเราได้ กระต่ายห้าตัว แบ่งให้ลุงพวงเจ้าของตะเกียงหนึ่งตัว นอกนั้นก็ปรุงเป็นอาหาร ทั้งลาบทั้งย่าง
    ผมให้ตาสุ่ยไปซื้อเหล้าป่าบ้านอีอ่อนมาสองขวดใหญ่ เราจึงสุขเกษมเปรมปรีดิ์กันบนกระท่อมหลังนั้น

ย่างเข้าฤดูฝน ฝนตกติดต่อกันทั้งวัน น้ำป่าเริ่มหลากพัดพาเอาสิ่งต่าง ๆ ลอยไปตามน้ำ เนื่องจากไม่มีอะไรปิดกั้น น้ำในลำห้วยไหลไปอย่างรวดเร็ว
    ตามแอ่งน้ำหนองน้ำทั่วไปเริ่มมีน้ำขัง อึ่งอ่างส่งเสียงร้องกันระงม พวกบ้านป่าพากันออกจับอึ่งตอนกลางคืน
    คืนนี้ผมอยู่คนเดียว ตาสุ่ยถือคบเพลิงออกไปจับอึ่งตั้งแต่ตอนหัวค่ำ ผมอ่านหนังสือ พอง่วงก็ดับไฟนอน
    รุ่งเช้า ตาสุ่ยกับชาวบ้านหามไอ้ช่วยมา เสียงร้องโอดโอย
    “เป็นอะไรกัน” ผมร้องถามลงไปจากบนกระท่อม
    “หมูป่าแม่ลูกอ่อนกัดครับนาย” ตาสุ่ยบอก
    ไอ้ช่วยนอนอยู่บนเปลผ้าขาวม้า บาดแผลที่ขาเหวอะหวะ มันยกมือไหว้ทั้ง ๆ ที่นอนอยู่ บอกว่า
    “ช่วยผมด้วยครับนาย”
    ด้วยประสบการณ์ เมื่อครั้งเป็นนายสิบเสนารักษ์ ผมรีบปฐมพยาบาลทันที จัดการห้ามเลือดก่อนโดยใช้เชือกรัดระหว่างแผลกับหัวใจ ใช้สำลีเช็ดเลือดแต่งแผลให้สะอาดจึงใช้เหล้าป่าเทราดเพื่อฆ่าเชื้อโรคแทนแอลกอฮอล์
    ไอ้ช่วยร้องโอดโอยเพราะแสบ จากนั้นจึงตกแต่งบาดแผลและใส่ทิงเจอร์
    เพื่อนบ้านหลายคนตามมาดูไอ้ช่วย จนกระท่อมผมดูคับแคบไป เท่าที่ผมรู้จากชาวบ้านเล่าให้ฟัง พากันออกไปจับอึ่ง พบหมูป่าแม่ลูกอ่อนโดยบังเอิญ ทุกคนต่างก็วิ่งหนี เพราะไม่มีปืนผาหน้าไม้อะไรติดตัวไป
    ไอ้ช่วยเคราะห์ร้ายกว่าเพื่อน โดนหมูป่าไล่งับขาเอา โชคดีที่เพื่อน ๆ ตามไปทัน หมูป่าจึงวิ่งหนีไป
    ชาวบ้านหลายคนจึงเป็นเดือดเป็นแค้น บอกกับผมว่า
    “เราออกตามล่ากันอีกเถอะนาย”
    “เอาซิ เดี๋ยวเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือแล้วมารวมกันที่นี่”
    เราออกแกะรอยไม่ยากเลย ฝนตกใหม่ ๆ เช่นนี้พื้นดินกำลังอ่อน รอยหมูป่าจึงฝังลึกลงไป
    แม่หมูพาลูกเดินบุกป่าฝ่าดง ไอ้มอมกับอีแต้มหมาพรานของลุงพวงวิ่ง นำหน้าสูดกลิ่นไปเรื่อย ๆ
    ยิ่งตามก็เหมือนมันยิ่งหนีจากเรา ไกลหมู่บ้านของเราออกไปทุกที จน กระทั่งตะวันบ่ายก็ไม่พบวี่แววของมัน
    บางครั้งเราก็ติดตามกันลำบากต้องปีนเขาลงห้วยมุดพงหนาม แต่เรา ก็ไม่สิ้นความพยายาม
    ทุกคนเหนื่อยอ่อน เพราะเดินมาทั้งวันไม่ได้หยุด เราพักกินอาหาร กลางวันที่หนองน้ำแห่งหนึ่ง
    เพราะความหิวและเหนื่อย จึงทำให้เราลืมไอ้มอมกับอีแต้มหมาคู่ใจ จนกระทั่งกินอาหารจวนจะอิ่ม ก็ได้ยินเสียงไอ้มอมกับอีแต้มเห่าเสียงดังในระยะไกล
    ทุกคนตื่นเต้น รีบจัดการกับอาหารแล้วรีบรุดไปตามเสียงหมาเห่า เดินบ้างวิ่งบ้าง
    ภาพที่ทุกคนระทึกใจ ตรงหน้าเราออกไป ไอ้มอมกับอีแต้มกำลังเห่า และต่อสู้กับหมูป่าแม่ลูกอ่อน
    หมาป่าบุกไอ้มอมถอย อีแต้มรุก หมูป่าหันมาทางอีแต้ม อีแต้มถอย ไอ้มอมรุก เป็นอย่างนี้อยู่ ทำอะไรกันไม่ได้ เพียงแต่ต่างฝ่ายสู้กันไปหลบกันมา
    ผมบอกทุกคนว่า
    “อย่าเพิ่งยิง เดี๋ยวจะถูกหมา หมูป่ามีให้เราล่าอยู่ทั่วไป แต่ถ้าหมาตาย เราหาหมาดี ๆ ยาก”
    พอเห็นพวกเราหมูป่าก็วิ่งออกหน้า ไอ้มอมกับอีแต้มเห่าไล่ตาม พวกเราก็วิ่งตาม บางคนก็วิ่งไปดักหน้า ในระหว่างหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็คือ ลูกปืนจะถูกพวกเดียวกัน จึงบอกให้ทุกคนอย่ายิงสุ่มสี่สุ่มห้า
    ลุงพวงวิ่งเร็วกว่าเพื่อนจนพวกเราตามไม่ทัน แล้วก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ทุกคนต่างดีใจคิดว่าลุงพวงล้มหมูป่าได้
    แต่เมื่อพวกเราไปถึง ก็เห็นลุงพวงวิ่งนำหน้า หมูป่าไล่ตาม มันถูกยิงบาดเจ็บจึงฮึดสู้ ลุงพวงวิ่งขึ้นต้นไม้
    ผมยิงสกัด แต่เพราะความรีบร้อนกระสุนจึงพลาดเป้าไป เมื่อเห็นพวกเราไปกันมาก มันก็วิ่งเข้าป่าหายไป พบรอยเลือดหยดเป็นทาง ๆ
    ผมสั่งให้ทุกคนถอยกลับ เพราะเวลาก็จวนจะมืดค่ำ ถึงตามไปก็คงไม่มีประโยชน์ อีกอย่าง หนทางกลับหมู่บ้านของเราก็ไกล ทุกคนต่างผิดหวังไปตาม ๆ กัน ผมจึงปลอบว่า
    “พรุ่งนี้เช้าออกกันตั้งแต่เช้ามาเริ่มต้นกันที่นี่ คงไปไม่ไกลเท่าไหร่หรอก โดนบาดเจ็บอย่างนี้”
    เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า คราวนี้ไปกันหลายคนจนแทบจะหมดหมู่บ้านที่มีอยู่สิบกว่าหลัง เพราะข่าวการยิงหมูป่าบาดเจ็บแพร่สะพัดไป ทุกคนอยากได้ส่วนแบ่งมาเป็นอาหาร และมั่นใจว่าวันนี้คงไม่พลาดแน่ ๆ
    โชคดีที่ฝนไม่ตกเมื่อคืนนี้ ถ้าฝนตกก็จะลบรอยหมูป่ายากแก่การติดตาม
    เราไปเริ่มต้นกันต่อจากเมื่อวานนี้ แกะรอยตามไป เหมือนมันจะหยั่งรู้ว่าเราเลิกติดตาม จึงพาลูกพักผ่อนและนอนในปลักตม ห่างจากที่เราเลิกติดตามเพียงเล็กน้อย
    พอได้ยินเสียงพวกเราตามไป มันก็ลุกวิ่งหนีไปต่อหน้า พวกเราติดตามไปอย่างกระชั้นชิด
    เราแยกกันออกติดตาม พวกหนึ่งให้ตามรอยไปเรื่อย ๆ ผมกับลุงพวงเดินแกมวิ่งลัดป่าไปอีกทางหนึ่งต่างหาก ไปดักหน้าตรงที่คาดว่าหมูป่าจะผ่านไป
    ผมกับลุงพวงแยกกันไปคนละทางผมไปพบทางเดินของสัตว์เข้า เห็นว่าเป็นทำเลเหมาะ จึงหาที่กำบังคอยอยู่
    สักครู่ก็ได้ยินเสียงสวบสาบจึงหันไปดู
    หมูป่าแม่ลูกอ่อนตัวนั้นพาลูกวิ่งผ่านมาทางที่ผมนั่งอยู่ มันชะงักนิด หนึ่งเพื่อตรวจดูความปลอดภัย ผมจะยิงแต่เห็นว่าอยู่ไกลกลัวพลาด รอให้มันเข้ามาใกล้กว่านี้ แต่ถ้ามันหันหลังกลับ ผมเสี่ยงแน่ ๆ มันยืนอยู่เหมือนลังเลใจ
    ลูกหมูตัวหนึ่งวิ่งออกหน้าแม่ของมันมาทางผม เมื่อเห็นลูกวิ่งมันก็ออกวิ่งตาม พอได้ระยะ นิ้วของผมกระดิกไก
    เสียงปืนดังก้อง ลูกปืนถูกที่ไม่สำคัญ มันกระโจนสวนมาทางเสียงปืน ผมฉากออกมาอีกทางหนึ่ง มันจึงเลยผมไป
    มันหวนกลับมารี่เข้าใส่ผม ผมก็คอยหลบแต่ไม่วิ่งหนี ประสบการณ์ เที่ยวป่า พวกพรานเก่า ๆ บอกผมว่า
    “เสือก็ดีหมูป่าก็ดี หมีก็เหมือนกัน เมื่อเผชิญหน้ากันโดยกะทันหัน อย่าให้เสียขวัญ คุมสติให้อยู่ หาทางช่วยตัวเองจนสุดความสามารถ ถ้าเสีย ขวัญพลาดมันแน่ ๆ”
    ผมต้องคอยหลบทุกครั้งที่มันรี่เข้าใส่ จะยิงก็กลัวเสียจังหวะหลบ จึงหลอกล่อกันอยู่
    แต่ก็เหมือนโชคช่วยหรือบังเอิญก็ไม่ทราบ พอมันรี่เข้ามาอีก คราวนี้ ผมยื่นปากกระบอกปืนออกไป มันคาบปากกระบอกปืนผมทันที ผมกระดิกไกปืนลั่น มันดิ้นพลาด ๆ อยู่ตรงหน้าผมนั้นเอง

หมูป่าตัวนั้นใหญ่มากทีเดียว หลังจากที่ผมพิชิตมันลงได้ เราช่วยกันแล่เนื้อ และแบ่งสรรปันส่วนกันจนครบทุกคน
    ไม่มีใครได้น้อยได้มากคงได้เท่า ๆ กันหมด แต่มีพิเศษอยู่อย่างเดียวคือคนที่เป็นคนยิง ได้หัวกับหนังของสัตว์
    เรามีกฎอยู่ว่า ทุกครั้งที่ล่าสัตว์ได้ จะเป็นคนเดียวล่าได้หรือหลายคนช่วยกันล่าก็ตาม จะต้องแบ่งปันเนื้อสัตว์ให้ได้ทั่ว ๆ กัน แม้แต่คนที่ไม่ได้ไปล่าด้วย แต่บังเอิญไปพบเข้า แล้วยืนดูตอนเขาแล่เนื้อ ก็ได้ส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน
    เวลาจะแบ่งเนื้อต้องนับจำนวนคนในที่นั้นไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่ ถ้าคนไหนมีมรรยาทดี ไม่ได้ไปช่วยล่าแต่เห็นว่าบ้านตัวเองมีสองคนในที่นั้น ก็เดินเลี่ยงหนีไป จะได้ไม่ต้องเพิ่มส่วนแบ่ง
    เขาว่าถ้าทำเป็นตระหนี่ถี่เหนียว มันซวย คราวหลังไปล่าอีกไม่ได้ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ไม่หมาน” คือกลับมามือเปล่า เจ้าป่าหรือเจ้าที่เจ้าทาง ท่านไม่อนุญาตให้
    เรื่องคนยิงได้หัวกับหนังนี้ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งกฎขึ้น คงจะเป็นรางวัลพิเศษนั่นเอง ผมเที่ยวป่าครั้งแรกกับพรานเก่า ๆ ก็เห็นเขาแบ่งกันอย่างนี้
    บางครั้งยิงหลายคนหลายนัด ก็ต้องถกเถียงกันหาทางพิสูจน์ว่า กระสุนของใครเป็นคนล้มสัตว์
    กฎอีกอย่างหนึ่ง ห้ามไม่ให้ดูถูกดูหมิ่นเจ้าป่าเจ้าเขา อย่าพูดสิ่งใด ๆ  อันเป็นการไม่เคารพ ถ้าใครฝืนกฎอันนี้ จะต้องมีอันตรายถึงแก่ชีวิต
    ในป่าดงพงไพรล้วนมีสิ่งลี้ลับที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ เหมือนกับว่าป่าทั้งป่ามีเจ้าคุ้มครอง
    สัตว์ตัวใดไม่ถึงฆาต ยิงในระยะใกล้ ๆ ก็ไม่ถูก แต่สัตว์ตัวใดถึงฆาต แม้อยู่ในระยะไกล ก็ยิงถูกอย่างไม่น่าเชื่อ ดังผมจะเล่าให้ฟัง

ครั้งหนึ่งผมไปนั่งห้างกับลุงพวง มีรอยเก้งเข้ากินลูกมะขามป้อมที่กำลังสุก หล่นเกลื่อนต้น
    เราสำรวจดูดีแล้ว ก็ขัดห้างไว้คนละห้างห่างกันราวหนึ่งเส้น ก่อนตะวันตกดินเราก็ขึ้นไปอยู่บนห้าง
    คืนนั้นเดือนผลุบ ๆ โผล่ ๆ ประเดี๋ยวก็สว่างจ้า ประเดี๋ยวเมฆลอยมาบัง มีแสงรุบหรู่ ป่าทั้งป่าเงียบ รู้สึกวังเวง นาน ๆ ก็มีลมดึกพัดผ่านมา
    ผมได้ยินเสียงคล้ายเสียงสัตว์เดินมาเป็นฝูง ๆ เดินบุกมาทางห้าง พยายามเงี่ยหูฟัง ถ้าไม่ใช่ฝูงวัวป่าก็ต้องเป็นฝูงเก้งหรือกวาง
    ผมกระชับปืนในมือเตรียมพร้อมที่จะลั่นไกออกไปทุกขณะ เมื่อมีอะไรผ่านมาทางปืน
    สักครู่เสียงนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ ผมก็ได้ยินเสียงดัง “ขวับ” เหมือนเสียงไม้เรียวหวดอากาศ แล้วเสียงสัตว์เดินก็หายไป คล้ายกับว่ามีคนถือไม้เรียวต้อนสัตว์ไปทางอื่น
    คืนนั้นทั้งคืนไม่มีสัตว์ตัวใดเข้ามาให้ผมยิงเลย น่าอัศจรรย์จริง ๆ ก่อนสว่างก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดทางห้างของลุงพวง
    ผมไต่ลงมาจากห้าง เดินไปหาลุงพวง พอพบหน้าก็ถามว่า
    “ลุงพวงยิงอะไร?”
    “ยิงเก้งครับ แต่ไม่ถูก แปลกใจจริง ๆ ระยะก็ไม่ไกล”
    “คืนนี้มีสัตว์เข้ามาให้ยิงไหม?”
    “มีมากไปนาย”
    “แล้วทำไมไม่ยิง?”
    “ยิงได้ยังไง มันไม่เข้ามากินเหมือนสัตว์ทั่วไป มันวิ่งมาคาบแล้ววิ่งกลับไปเร็วเหลือเกิน สักครู่ก็วิ่งมาคาบอีกแล้ววิ่งกลับไป จะยิงหรือก็ไม่เจอเป้าเหมาะ ๆ จนผมโมโห เห็นมันคาบไปแล้วยืนกินอยู่ไม่ไกลจากห้างนัก ผมจึงลงจากห้างย่องไปยิง น่าแปลกใจ ลูกปืนของผมไม่ระคายผิวหนังมันเลย”
    ผมเล่าประสบการณ์เมื่อคืนให้ลุงพวงฟัง เราต่างก็ลงความเห็นกันว่า “เที่ยวนี้เจ้าป่าคงไม่อนุญาตให้เรา”
    เราพากันเดินกลับหมู่บ้าน ลัดเลาะมาตามลำห้วยและป่าไผ่ ตั้งใจว่า จะหายิงสัตว์เล็ก ๆ เพื่อเป็นอาหาร แต่ก็ช่างไม่พบพานสัตว์ป่าใด ๆ เลย
    เราพากันด้อม ๆ มอง ๆ ตามป่าไม้ริมห้วย ตั้งใจว่าได้ไก่ป่า กระรอก หรืออีเห็นบ้างก็ยังดี แต่ก็คว้าน้ำเหลว
    ดวงตะวันขึ้นเหนือยอดไม้ ท้องเราเริ่มหิว
    “กลับเถอะลุงพวง วันนี้กินข้าวกับน้ำพริกก็พอ” ผมหันไปชวน
    เราจึงเดินมุ่งหน้ากลับบ้านท่าเดียว เดินกันตามสบายไม่รีบร้อนอะไร เห็นยอดผักงาม ๆ ก็เก็บใส่ย่าม
    เดินมาได้สักครู่ ลุงพวงก็เหลือบไปเห็นกวางตัวหนึ่งยืนกินหญ้าอยู่ในระยะไกล พลางชี้ให้ผมดู เขาของมันตั้งตระหง่านยืนมองดูเรา เราก็ไม่สนใจเท่าไหร่ รู้ว่าวันนี้โชคไม่ดี
    ถึงตามไปยิง กวางก็คงวิ่งหนี ฝ่ายกวางก็คงจะคิดว่าเราไม่ทำอะไรมัน เพราะอยู่ในระยะไกล สองเส้นกว่า ๆ
    “ลองเสี่ยงดูไหมลุงพวง?” ผมปรึกษา
    “เสียลูกปืนเปล่า ๆ” ลุงพวงออกความเห็น
    “เถอะน่า เสียก็เสีย ฉันอยากทดลองดู”
    “ตามใจนาย”
    “ผมยกปืนขึ้นประทับบ่า พาดปืนกับขอนไม้ เล็งดีแล้วก็เหนี่ยวไกยิง เสียงปืนดังลั่นป่า
    สิ้นเสียงปืนเห็นกวางกระโดดสองครั้งก็ล้มลง ลุงพวงวิ่งนำหน้า ยิงซ้ำอีกหนึ่งนัด
    เราช่วยกันหามกวางมาชำแหละที่บ้านอย่างทุลักทุเล
    “นายเอาหัวกับหนังมันไป” เสียงลุงพวงบอก
    “ลุงพวงยิงตายไม่ใช่หรือ?”
    “ผมยิงซ้ำต่างหาก ต้องเป็นสิทธิ์ของนาย”

อุบัติเหตุในป่ามักจะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ถูกสัตว์ป่าทำร้ายก็เกิดจากปืนของตนเอง จะเป็นเพราะความประมาทหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ทุกคนก็ลงความเห็นว่าทำผิดกฎของป่า เจ้าป่าลงโทษ
    อย่างไอ้สีถูกปืนตัวเองตาย ไอ้สียังหนุ่มอายุ ๓๐ ปี มีเมียแล้วแต่ยังไม่มีลูก มันเป็นคนถิ่นอื่น ได้เมียแล้วก็อพยพไปหาที่ทำกิน แรก ๆ ก็มารับจ้างถางป่า เมื่อเห็นพื้นดินอุดมสมบูรณ์ก็เข้าจับจอง รับเมียมาอยู่ด้วย ทำไร่ข้าวโพด
    มันมีนิสัยพูดจาขวานผ่าซาก เวลากินเหล้าแล้วไม่สำรวม อยากพูดยังไงก็พูด วันที่ผมปลูกกระท่อมมันก็มาช่วยตลอดวัน พูดจาเอะอะ แต่ไม่มีใครถือสา
    ความไม่ระวังปากของมันนี่แหละ จึงไม่มีใครอยากให้มันเข้าป่าด้วย กลัวเจ้าป่าจะเล่นงานเอา เมื่อเห็นเพื่อน ๆ รังเกียจ มันก็บุกเดี่ยวของมัน
    ออกยิงสัตว์นั่งห้าง มีปืนแก๊ปเป็นคู่มือ
    ผมกำลังนั่งลับมีดอยู่บนกระท่อม ตาสุ่ยก็เดินมาบอกว่า
    “นาย ไอ้สีตายแล้ว”
    “เป็นอะไรตาย” ผมหันไปถาม
    “ถูกปืนของมันเอง มันไปนั่งห้างยิงปืนออกไป ลูกปืนไปกระทบกับแก่นไม้แดงที่ตายยืนต้น ลูกปืนกระดอนกลับถูกตัวเอง นอนตายอยู่บนห้าง”

ผมอยู่ป่าก็มีความสุขดี ถ้าเราอยู่อย่างสันโดษ มีความมักน้อย ไม่ต้องมีไฟฟ้าน้ำประปาใช้ ไม่ต้องมีโทรทัศน์ดู มีแต่หริ่งหรีดเรไรเป็นดนตรีขับกล่อม
    เสียงน้ำไหลไผ่สีกัน เพลิดเพลินกับธรรมชาติ ยามว่างก็อ่านหนังสือ พักผ่อนตามสบาย จะไปไหนก็เดินไป
    ผิดกับอยู่ในเมือง ต้องดิ้นรนหาใส่ปากใส่ท้องเพื่อแสวงหาปัจจัย มาบำรุงบำเรอความสุข ทุก
อย่างล้วนแต่ต้องใช้เงิน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากินอยู่ เข้าสังคม ช่างวุ่นวายสับสนสิ้นดี
    ผมไปอยู่ป่าหัดสูบยาเส้น เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ ใหม่ ๆ ก็แทบทนไม่ไหว นานเข้าก็ดีเอง เหล้าก็กินเหล้าป่าเหมือนชาวบ้านทั่วไป เรื่องแม่โขงหรือกวางทองนั้น ถึงมี อยู่ป่าก็ไม่น่ากิน มันจะทำให้เรากลายเป็นคนละชนชั้นกับชาวบ้าน
    ผมหารายได้จากการรับซื้อของป่า หนังสัตว์ เขาสัตว์ พวกยาสมุน ไพร พอรวบรวมได้ก็จ้างเกวียนบรรทุกเข้ามาขายในเมือง
    ผมชวนตาสุ่ยมาอยู่ด้วย แกตัวคนเดียวและมีไร่ติดกัน ผมก็อุปการะ เกื้อกูลแกอย่างที่แกไม่ต้องเดือดร้อน ลูกเมียก็ไม่มี
    ผมอายุอ่อนกว่าตาสุ่ยสิบปีแกก็ยังเคารพผม ในฐานะที่ผมเป็นหัวหน้า แกเป็นคนซื่อ ผมก็รักและไว้วางใจแก กระท่อมของผมจึงมีผมกับตาสุ่ยอยู่เป็นเพื่อนกันสองคน
    วันหนึ่งตาสุ่ยพูดขึ้นมาว่า
    “นาย วันนี้อยากนวดหรือเปล่า?”
    “ทำไมล่ะตาสุ่ย จะนวดให้ฉันหรือ?”
    “เปล่า ๆ” ตาสุ่ยยกมือโบกเป็นพัลวัน
    “แล้วจะให้ใครนวด?” ผมซัก
    “ก็อีอ่อน แม่หม้ายที่นายเคยไปนวดที่กระท่อมผมคราวก่อน”
    ผมก็ลืมไป กลับเข้าป่าเที่ยวนี้ไม่ค่อยมีเวลาว่างเลยลืมคิดเรื่องนี้ไป พอตาสุ่ยพูดขึ้นผมจึงนึกได้ จึงบอกแกว่า
    “ดีเหมือนกัน”
    “งั้นเย็นนี้ผมจะไปตามมาให้”
    จากวันนั้นมา อีอ่อนก็กลายเป็นแขกประจำ ถึงตาสุ่ยไม่ไปตาม มันก็มา
    อีอ่อนอายุราว ๓๐ ปี หน้าตามันไม่เลว ผมว่าถ้าอยู่ในเมือง ได้อยู่ดี กินดี ได้รับการศึกษา แต่งเนื้อแต่งตัวเข้า คงจะสวยกว่าผู้หญิงหลายคน
    อาชีพของอีอ่อนก็คือต้มเหล้าขาย ผมเองก็เคยให้คนไปซื้อเป็นประจำ มีลูกเล็ก ๆ ชายหญิงสองคน
    คืนหนึ่งเรานอนคุยกันอยู่นกระท่อม ตาสุ่ยถามขึ้นว่า
    “นายได้ทำอะไรอีอ่อนหรือเปล่า?”
    “ทำอะไร?” ผมถาม
    “ก็ทำอย่างที่ผัวเมียเขาทำกัน”
    “บ้าแล้วตาสุ่ย” ผมตำหนิ
    “ไม่บ้าหรอกนาย ของธรรมดา”
    “ฉันมีเมียมีลูกแล้วเรื่องอะไรจะเอาอีอ่อนทำเมียอีก”
    “โธ่นายหนอนาย ก็เมียชั่วคราวนะซี”
    “อีอ่อนมันจะยอมหรือ?”
    “นั่นก็สุดแท้แต่นาย”
    “ถ้าใครรู้เข้าไม่อายเขาหรือตาสุ่ย” ผมไม่วายวิตก
    “ทำไมจะต้องอาย ใครเขาจะเชื่อว่านายจะจริงจังกับอีอ่อน”
    “ไม่ละตาสุ่ย เดี๋ยวอีอ่อนมีลูกฉันก็เสร็จเท่านั้น”
    “ตามใจนาย ถ้านายไม่มีปัญญา ทำแล้วไม่ให้มีลูก ผมก็ช่วยอะไรนายไม่ได้”
    “แล้วตาสุ่ยทำไมไม่เอาเอง?”
    “ช่างผมเถอะ ผมแก่แล้ว”

ผมอยู่ป่าก็สุขสบายดี มีตาสุ่ยเป็นเพื่อนตาย มีลุงพวงเป็นคู่คิด ชาวบ้านทุกคนดีต่อผมทั้งนั้น เด็กเล็กเรียกผมว่า “นาย” ตามผู้ใหญ่ทุกคน
    หมู่บ้านของเรากำลังจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ผู้คนอพยพเข้าไปหาที่ทำกิน มีเกวียนเดินทางเข้าไปคราวละห้าหก - เล่ม บรรทุกสัมภาระ สัตว์เลี้ยงเข้าไป มีวัวตัวเมียผูกติดเกวียนเข้าไปด้วย
    ผมถามคนพวกนี้ว่าเข้ามาทำไมในป่าเปลี่ยว ทุกคนบอกว่ามาหาที่ทำกิน บ้านเก่ามันแห้งแล้ง บางคนขายที่ดินบ้านเก่ามาหาซื้อที่ใหม่ บางคนไม่มีเงินก็บุกเข้าไปในป่าลึก ผมมาคิด ๆ ดูช่างเหมือนกับชาวอเมริกันตอนเดินทางเข้าไปบุกเบิกในป่า ที่ผมเคยเห็นในภาพยนตร์และอ่านจากหนังสือ
    ผู้คนมากขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ก็ย่อมตามมา พวกที่เข้าไปอยู่ใหม่ก็เคารพนับถือผมเช่นเดียวกับพวกที่อยู่เก่า
    เด็ก ๆ ที่ติดตามพ่อแม่เข้าป่าก็หลายคน ไม่ได้เรียนหนังสือ ผมมองดูเด็กพวกนี้ด้วยความสงสาร โตขึ้นจะเป็นทรัพยากรของชาติที่ไม่มีคุณภาพ
    ผมนึกถึงโรงเรียน เมื่อเข้าไปในเมืองจึงเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาท่านนายอำเภอดู ท่านเห็นดีด้วย เมื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจ ก็พบความจริงว่าสมควรจะมีโรงเรียน แต่จะต้องตั้งให้เป็นหมู่บ้านเสียก่อน
    แล้วหมู่บ้านวังแหว่ของเราก็ถูกตั้งขึ้นเป็นทางการ ครั้งแรกชาวบ้านจะเลือกผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ผมขอสละสิทธิ์ ขอยกตำแหน่งนี้ให้ลุงพวง.

 

ภาพประกอบ ถ่ายวันโกนผมไฟข้าพเจ้า โดยพ่อตั้งกล้องอัตโนมัต

โดย ชะเอง

 

กลับไปที่ www.oknation.net