วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โรงเรียนในป่าเปลี่ยว : ธงชัย ชัยมีแรง


 




อาคารเรียนชั่วคราวหลังนั้น ผมกับพวกบ้านป่าช่วยกันสร้างมันขึ้นมา หมู่บ้านของเราก็ได้ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ทางราชการยังขาดงบประมาณที่จะสร้างโรงเรียนให้ จำเป็นที่พวกเราจะต้องช่วยตัวเอง เพื่อลูกหลานจะได้มีที่เรียน ไม้ในป่ามีถมไป มีมากพอที่จะตัดฟันมาปลูกสร้างโรงเรียนได้ ทุกคนยินดีให้ความร่วมมือ เพราะคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูก
หลานในภายภาคหน้า
    ตาสุ่ยบริจาคที่ดินของแกให้ทางโรงเรียน คนอื่นก็อยากให้ไปสร้างในที่ดินของตน แต่เมื่อประชุมกันคำนวนดูระยะทางที่เด็กจะมาโรงเรียน ซึ่งมีบ้านกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ที่ดินตาสุ่ยเหมาะสมกว่า จึงตกลงสร้างในที่ตรงนั้น
    ครูคนแรกที่เดินทางมารับตำแหน่ง ชื่อครูธีระเป็นหนุ่มโสดไปแรงเพิ่งสำเร็จมาใหม่ ๆ มีความคิดก้าวหน้า มุ่งมั่นที่จะอุทิศตนเพื่อการศึกษาของชาติ
    ผมพบเขาครั้งแรกเมื่อเดินทางไปรับตำแหน่ง เขาไปรายงานตัวกับผู้ใหญ่พวง ผู้ใหญ่พวงพามารู้จักกับผม เมื่อได้พูดคุยกันรู้สึกถูกชตา ผมจึงชวนให้พักอยู่ด้วย สมาชิกของเราซึ่งเดิมมีเพียงผมกับตาสุ่ย ก็ได้ครูธีระมา
เพิ่มอีกหนึ่งรวมเป็นสาม
    โรงเรียนของเราได้ตั้งขึ้นแล้ว ทางการก็ได้ส่งครูมาให้แล้ว แต่เรามีปัญหาเรื่องเด็กมาเรียนหนังสือ บางครั้งก็ทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับโรงเรียนปวดหัวกับปัญหาเหล่านี้ เพราะผู้ปกครองไม่อยากให้เด็กมาโรงเรียน
    เด็กบ้านป่าอายุเจ็ดปีถึงสิบสองปี ช่วยพ่อแม่ทำงานได้แล้ว เช่นหยอดเมล็ดพืช เลี้ยงควาย หุงข้าว เลี้ยงน้อง เป็นแรงงานสำหรับครอบครัว
    ทุกคนประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน จึงไม่อยากส่งเด็กมาโรงเรียน ยิ่งครอบครัวที่ตั้งใหม่ มีพ่อแม่และลูกเล็ก ๆ ก็ต้องอาศัยลูกคนโตช่วยเหลือ ในขณะที่พ่อแม่ทำงานกลางแจ้ง ลูก ๆ ก็ต้องเลี้ยงควาย อยู่บ้านเลี้ยงน้องคนเล็ก หุงข้าวผ่าฟืนตักน้ำใส่โอ่ง พวกเด็กแบ่งเบาภาระได้มาก จึงไม่มีใครอยากส่งลูกมาโรงเรียน
    แต่เมื่อผู้ใหญ่พวงประกาศว่า
    “ใครมีเด็กอายุตั้งแต่เจ็ดปีถึงสิบสองปี ไม่ส่งเด็กมาเรียนหนังสือ หรือปิดบังซ่อนเร้น มีโทษถึงติดคุก” นั่นแหละชาวบ้านจึงให้เด็กในปกครองมาโรงเรียน
    ผม ผู้ใหญ่พวง ตาสุ่ย ไอ้ช่วย เป็นกรรมการโรงเรียนโดยปริยายไม่ต้องมีใครแต่งตั้ง เมื่อสร้างโรงเรียนขึ้นมาแล้ว จะมอบให้ครูธีระซึ่งมีตำแหน่งเป็นทั้งครูใหญ่ครูน้อยและภารโรงคนเดียว ก็กลัวจะแบกปัญหาไม่ได้ครูธีระยังใหม่ต่อที่นี่ จำเป็นจะต้องมีคณะกรรมการคอยเป็นพี่เลี้ยง ให้คำแนะนำ
    วันแรกที่เปิดรับนักเรียน ได้ครบจำนวนตามที่ไอ้ช่วยกับตาสุ่ยไปสำรวจมา ทั้งเด็กโตเด็กเล็กเด็กหญิงเด็กชายรวมกันได้สามสิบห้าคน
    ครูธีระจัดให้เรียนชั้นป.หนึ่ง เหมือนกันหมด เพราะเพิ่งเริ่มเปิดสอน เด็กบางคนอายุตั้งสิบสองปีแต่ไม่เคยเข้าโรงเรียนมาก่อน ก็ต้องมาเรียนเริ่มใหม่เหมือนเด็กอายุเจ็ดปี
    นักเรียนของเราไม่มีเครื่องแบบ ใครมีอย่างไรก็สวมใส่มาอย่างนั้นครั้นจะออกกฏเกณฑ์เพื่อความมีระเบียบ ก็จะลำบากผู้ปกครองเกินไป
    ชาวบ้านป่าเป็นเพียงผู้อพยพ กำลังก่อร่างสร้างตัว พืชผลในไร่นาก็เพียงเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ได้เหลือกินเหลือใช้ พอที่จะขายได้เงินเป็นกอบเป็นกำ
    กระดานหินชนวนแผ่นละสอง-สามบาท ดินสอหินแท่งละสลึงไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับผู้คนในเมืองใหญ่ ๆ ที่ทิพบ๋อยโรงแรมผู้บริการดี ครั้งละหลายบาท ค่าครีมล้างหน้าของคุณผู้หญิง หรือน้ำแข็งเปล่าในบาร์สักแก้ว
    แต่สำหรับชาวบ้านป่าแล้วมันแพงลิบ มีค่าอย่างมากมาย ถึงขนาดผัวเมียต้องโต้เถียงกัน เมื่อลูก ๆ ขอเงินไปซื้อกระดานหินชนวนสักแผ่น ดินสอหินสักสามสี่แท่ง ไม้บรรทัดสักอัน และหนังสืออ่านหนึ่งเล่ม
    รายได้ของชาวบ้านป่าก็คือการ ทำนา ทำไร่ ปลูกปอ ปลูกข้าวโพดเมื่อฟ้าฝนไม่อำนวย พืชไร่ก็ตายหมด ก็แทบจะไม่พบเห็นใบละร้อย ครั้นจะเก็บของป่ามาขายของป่าก็นับวันจะหมดไป
    ทั้ง ๆ ที่ตอนเอาเด็กมาฝาก ครูธีระก็บอกกับผู้ปกครองทุกคนว่าเด็กจะต้องมีอะไรมาโรงเรียนบ้าง เช่น กระดานเขียน สมุดดินสอ และหนังสืออ่าน
    แต่เด็กก็มาโรงเรียนตัวเปล่า ๆ น้อยคนนักที่จะมีอุปกรณ์การเรียน เมื่อพ่อแม่นำเด็กมาฝากแล้ว ก็เป็นภาระของครูที่จะสอนให้เด็กมีความรู้ อย่างน้อยก็พอให้อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น
    การที่จะให้เด็กเกิดทัศนะคติเป็นประชาธิปไตยอะไรนั้น อย่าเพิ่งคิดในตอนนี้เลย เอาแค่เด็ก ๆ จะมีอะไรเป็นอุปกรณ์การเรียนหัดเขียนหัดอ่าน เท่านี้ก็พอ
    วันหนึ่งครูธีระถามผมว่า
    “จะทำอย่างไรดีล่ะครับ เรื่องเด็กมาโรงเรียนตัวเปล่า ๆ ไม่มีกระดานเขียนหนังสือ หรือสมุดดินสออะไรเลย”
    ผมอึ้งสักครู่ ไม่รู้จะตอบครูธีระอย่างไรดี พอนึกได้จึงถามขึ้นว่า
    “มีใครบ้าง เป็นลูกใคร จดชื่อไว้หรือเปล่า?”
    ครูธีระบอกชื่อเด็ก และชื่อผู้ปกครองทุกคน ในจำนวนเด็กเหล่านั้น มีอยู่คนหนึ่งที่ผมคุ้นเคยกับครอบครัวของเขา จะต้องไปทำความเข้าใจกับผู้ปกครองสักหน่อย
    เด็กคนนั้นชื่อ เด็กชายจ้อน ผาดี เป็นลูกชายนายสอนนางไหว หลานตาก้อนยายเปี่ยม
    เด็กชายจ้อนอายุสิบสองปีเพิ่งได้เข้าเรียนหนังสือ ครอบครัวของตาก้อนดูแล้วก็ไม่เห็นยากจนเท่าไหร่ ฐานะก็พอจะซื้อสมุดดินสอให้หลานมาเรียนได้ แต่ทำไมเป็นอย่างนี้ ผมจึงบอกครูธีระว่า
    “พรุ่งนี้วันเสาร์ครูไม่ได้ไปสอนนักเรียน เราไปเที่ยวบ้านตาก้อนกันเถอะ”
    
ตาก้อนนั่งจักตอกอยู่บนกระท่อม ยายเปี่ยมไกวหลานคนเล็กอยู่ในเปลถัดไป นายสอนกำลังซ่อมไถอยู่ข้างกระท่อม พอเห็นเราเดินเข้าไปก็ร้องทักขึ้นว่า
    “นายกับครูจะไปไหนครับ?”
    ผมกับครูธีระทรุดตัวลงนั่งบนครกกระเดื่องตำข้าว บอกนายสอนว่า
    “ว่าง ๆ เดินผ่านมาทางนี้ เลยแวะมาเยี่ยมนายสอน เด็กชายจ้อนไปไหนล่ะ?” สุดท้ายผมก็ถามนายสอน
    “ไอ้จ้อนไปเลี้ยงควายครับ คงไปดื้อที่โรงเรียนกระมัง ตั้งแต่ไอ้จ้อนเข้าโรงเรียน ผมต้องขาดแรงงานไปอีกคน พวกอาว์ ๆ ของไอ้จ้อนมีงานเต็มมือ”
    “เดี๋ยวนี้กำลังทำอะไกัน?”
    “กำลังช่วยกันปั้นคันนาครับ ต้องเร่งทำกันหน่อย เพื่อให้ทันฤดูฝน”
    ผมมองไปรอบ ๆ ไม่เห็นใครอยู่สักคน คงจะไปช่วยกันปั้นคันนาอย่างนายสอนว่า
    “นายมีธุระอะไรกับผมหรือครับ?” นายสอนถามขึ้น
    “มีนิดหน่อยก็เรื่องเด็กชายจ้อนนั่นแหละ”
    “คงไปทำผิดอะไรซิครับ ลูกคนนี้มันดื้อจริง มันไปทำอะไรผิดล่ะครับ เดี๋ยวกลับมาผมต้องตีมัน”
    “เด็กไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกนายสอน อย่าคิดมากไป จ้อนเป็นเด็กดี” ผมบอกเสียงเรียบ ๆ
    “ถ้าอย่างนั้นเรื่องอะไรล่ะครับ?”
    ผมพยักหน้าให้ครูธีระพูด ครูธีระบอกว่า
    “จ้อนเป็นเด็กดีครับ เสียอย่างเดียวแกไม่มีอุปกรณ์การเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ แกไม่มีกระดานเขียน สมุดดินสอ และหนังสืออ่านก็ไม่มี”
    “มันก็ขอเงินผมไปซื้อทุกวันแหละครับ แต่ผมยังไม่ได้ให้” ผมจึงบอกนายสอนว่า
    “เราเป็นผู้ปกครอง ต้องสนับสนุนเด็กของเรา โรงเรียนเราก็ช่วยกันสร้างขึ้นแล้ว ทางการก็ส่งครูมาให้ ต่อไปนี้เราต้องช่วยเด็กของเราให้มีโอกาสได้เล่าเรียนเต็มที่”
    ผมพูดยังไม่ทันขาดคำ ตาก้อนซึ่งนั่งจักตอกอยู่บนกระท่อม ร้องสวนลงมาว่า
    “นี่นายผมจะบอกอะไรให้ การที่เราเสียสละเด็ก ยกเด็กให้ทางโรงเรียนแล้ว เราจำเป็นต้องเสียเงินด้วยหรือ ผมว่านายพูดอย่างนั้นมันก็ไม่ถูก”
    ผมยังไม่ได้อธิบายอะไรกับตาก้อน ยายเปี่ยมก็แป๋นลงมาอีกคน
    “ให้มันออกโรงเรียนเสีย เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ เสียเวลาเลี้ยงควาย แล้วยังจะเสียเงินอีก ไม่เอา ไม่เอา ไม่เสีย ไม่เสีย”
    ผมกับครูธีระมองหน้ากัน ส่วนนายสอนนั่งถากไม้อยู่โป๊ก ๆ ไม่พูดอะไรสักคำ เสียงตาก้อนพูดด้วยความโกรธว่า
    “โธ่เอ๋ย ไหนว่าจะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม สร้างโรงเรียนขึ้นเพื่อให้เด็กได้เล่าเรียนเขียนอ่าน ทำไมไม่ทำดีให้ตลอด ทำไมทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ ครูมีเงินเดือนก็ซื้อให้เด็กซี จึงจะนับว่าทำดีจริง”
    คราวนี้ผมคิดว่าตาก้อนชักจะพูดเลอะเทอะไปใหญ่ จึงพูดตัดบทขึ้นว่า
    “ฟังให้ดีนะตาก้อน ฉันมานี่ไม่ใช่มาหาเรื่องทะเลาะกัน ตาก้อนรู้ได้อย่างไรว่าฉันทำดีไม่ตลอด ฉันเคยรีดไถอะไรตาก้อน ฉันเพียงแต่บอกนายสอนให้ซื้ออุปกรณ์การเรียนให้ลูกชายเท่านั้น ถ้าฉันต้องการเงินจริง ๆ ละก็
ฉันมาทวงเงินค่าผ่าฝีให้ตาก้อน ไม่ดีกว่าหรือ?”
    ตาก้อนเงียบกริบ แกรู้อยู่เต็มอก เมื่อสามเดือนก่อนโน้น แกเป็นฝีที่หลังเท้าบวมตึ่ง นอนร้องครวญครางคอยให้ฝีแตกเองมันก็ไม่แตก ต้องเดือดร้อนถึงผมจัดการฝ่าให้ ผมเองก็ไม่ได้เรียกร้องค่าตอบแทนอะไร
    เป็นแต่ตาก้อนบอกว่าจะสมนาคุณผมสักร้อยบาท ขอให้ผมรักษาจนหาย จนป่านนี้แผลก็หายดีแล้ว ผมก็ยังไม่ได้รับเงินจากตาก้อนเลย
    เมื่อผมพูดถึงเรื่องเงินค่าผ่าฝี ทำให้ตาก้อนเงียบกริบ นายสอนมองดูผมหน้าซีด ๆ ผมจึงพูดกับครูธีระว่า
    “เรากลับกันเถอะ” ระหว่างเดินกลับครูธีระบ่น
    “คนเช่นนี้ก็มีด้วย ไม่เคยพบเคยเห็น ผมชักท้อถอยแล้วล่ะ” ผมจึงปลอบครูธีระ
    “ครูไม่ต้องท้อถอย มีผมอยู่ทั้งคน จะต้องวิตกอะไร เราต้องค่อยทำค่อยไป ผมช่วยครูเต็มที่”

เรื่องเครื่องแบบนักเรียนนั้นเรายังไม่พูดถึง ใครสวมใส่ขาดวิ่นยังไงก็ช่างอย่าแก้ผ้ามาก็แล้วกัน หนังสือเรียนนั้น แต่ก่อนก็มีแบบเรียนเร็วที่ใช้กับเด็กเล็ก เล่มเดียวราคาเล่มละหนึ่งบาท
    บังเอิญปีที่เราก่อตั้งโรงเรียนนั้น มันตรงกับปีที่ทางการเปลี่ยนหลักสูตรใหม่ เพราะหลวงท่านว่ามันดีกว่าของเก่า พิมพ์มาจากประเทศญี่ปุ่นเป็นมาตรฐานสีสวยสด กระดาษอย่างดีทัดเทียมกับของฝรั่ง
    สมัยนั้นเราคงจะยังพิมพ์ตำราเองไม่ได้ ที่เราเรียกเบสิคเบสิคอะไรนั้นแหละ อ่านคำเดียวประโยคเดียวเป็นเรื่องเป็นราว มีเที่ยวรถไฟที่ไร่ลุง
    มีเด็กชายปัญญาเป็นพระเอก เด็กหญิงเรณูเป็นนางเอก ท่านว่าแบบผสม ก-ะ-กะ ก-า-กา ม- ิ-มิ ม- ี-มี มันล้าสมัย ทำให้ประเทศชาติไม่เจริญ
    เด็ก ๆ ชอบเปิดดู เพราะมีรูปสวย ๆ ให้ดูเล่น แต่พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กไม่พอใจ เขาว่า ขายแพงไป เล่มละตั้งสี่-ห้าบาท เมื่อทางการบังคับให้ใช้แบบเรียนอย่างใหม่ ตาดีมือแปแกไปนาตาคำ ก็เลยถูกทอดทิ้งไป ผู้ปกครองโจมตีครูธีระกันเซ็งแซ่ บางคนถึงกับมาบอกครูธีระที่โรงเรียนว่า
    “ผมจะเอาลูกออกจากโรงเรียน หนังสือแพงมากผมสู้ไม่ไหว” หลายคนพูดเสียงเดียวกัน
    ครูธีระมักจะพกความกลัดกลุ้มมาระบายให้ผมฟัง ในตอนเย็นเสมอ ผมก็ได้แต่ปลอบใจเขา
    ในบ้านป่าของเราไม่มีร้านค้า ครูธีระจึงหาบหนังสือจากอำเภอไปขายให้ผู้ปกครองเด็ก บางคนซื้อให้ลูกแต่ขอเป็นหนี้ไว้ก่อน ขายปอขายข้าวโพดได้จึงจะให้ ครูธีระก็เป็นหนี้ค่าหนังสือเขามา สิ้นเดือนก็ต้องควักเงินตัวเองจ่ายไปก่อน ดีแต่ว่ายังเป็นโสดจึงไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องการเงิน
    ปีนั้นเป็นปีที่ทุลักทุเลที่สุด เปิดเรียนมาตั้งเดือนกว่าแล้ว เด็กนักเรียนทั้งสามสิบห้าคนยังไม่มีหนังสือครบทุกคน เหลืออยู่สิบกว่าเล่ม ก็แสดงว่ายังมีนักเรียน ที่ยังไม่ได้ซื้อหนังสืออีกสิบกว่าคน
    “ทำยังไงดีล่ะครู” ผมถามขึ้น
    “ช่างเถอะครับ ผมจะเก็บไว้ให้นักเรียนยืมอ่าน” ครูธีระตอบอย่างไม่ยินดียินร้าย
    วันหนึ่งครูธีระถามผมว่า
    “ที่ดินของโรงเรียนก็ว่างอยู่ ผมอยากจะพาเด็กปลูกพืชไร่ เมื่อขายได้เงินแล้วจะได้เป็นทุนค่าเสื้อผ้าและ
อุปกรณ์การเรียนของเด็ก ๆ จะดีไหมครับ?”
    “ดีทีเดียว” ผมสนับสนุน “แต่ว่าครูจะลงพืชอะไร?”
    “ผมจะปลูกข้าวโพดให้เต็มบริเวณที่ถางไว้ ถ้าตกลงก็จะพาเด็กลงมือทันที”
    จากวันนั้นมาครูธีระก็พาเด็ก ๆ ถางป่าขุดดินในชั่วโมงพละ ผู้ปกครองเด็กบางคนไม่เข้าใจ ก็มาต่อว่าครูธีระ หาว่าครูธีระเอาเด็กมาใช้งาน ทั้งผมและครูธีระต้องช่วยกันชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจ เรื่องจึงยุติ
    เย็นวันหนึ่งผมกำลังนั่งคุยกับครูธีระ ถึงแผนการณ์พัฒนาโรงเรียน ว่าจะทำอย่างไรดี นายสอนพ่อเด็กชายจ้อนก็อุ้มไก่ตัวหนึ่งขึ้นมานั่งพับเพียบต่อหน้าผม พร้อมกับยกมือไหว้พูดว่า
    “ผมมาขอโทษนายกับครู ที่พ่อผมพูดอะไรรุนแรงไปวันนั้น แกเป็นคนอย่างนั้นเอง อย่าถือสาเลย”
    “ไม่เป็นไรหรอก ฉันลืมมันแล้ว” ผมบอกนายสอน
    “ผมเอาไก่ตัวนี้มาฝากนายและครูด้วย”
    “ขอบใจมาก มาเยี่ยมกันเฉย ๆ ก็ได้ ไม่ต้องมีอะไรมาฝากหรอก เราคนกันเอง”
    “ขณะนี้ผมไม่ค่อยมีเงิน เงินที่ขายข้าวโพดได้ผมก็รวบรวมไปซื้อควายมาเพิ่มอีกตัว กะว่าปีนี้จะได้ช่วยกันไถช่วยกันทำ เหลือกิน ได้ขาย พอจะมีเงินใช้นายบ้าง”
    “ฉันดีใจด้วยที่นายสอนมีโครงการณ์ในไร่นา เรื่องเงินนั้นนายสอนมีเมื่อไหร่ค่อยให้ฉันก็ได้”
    “เรื่องไอ้จ้อนลูกของผม ผมก็ฝากครูด้วย ผมเองไม่รู้หนังสือก็ไม่อยากให้ลูกมันโง่อย่างผม ค่าหนังสือหรือค่าอะไร ขอความกรุณาให้นายออกให้ก่อน หลังฤดูเก็บเกี่ยวขายพืชไร่ได้ผมจะใช้คืน”
    นายสอนยกมือไหว้ผมอีกครั้ง ก่อนจะลงจากกระท่อมไป จากวันนั้นมา ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านที่นาของตาก้อน ก็แวะพูดคุยเช่นเคย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตาก้อนและนายสอนก็ต้อนรับผมเป็นอย่างดี ผมเองก็ไม่ได้ถือสาอะไรในความไม่เข้าท่าของตาก้อน ก่อนกลับผมมักจะได้ของติดไม้ติดมือมาเสมอ เป็นต้นว่าพริกมะเขือและผักต่าง ๆ ที่ครอบครัวนี้มี แม้ผมจะปฏิเสธว่าที่บ้านก็มี แต่ตาก้อนก็ไม่ยอม ยัดเยียดให้ผมจนได้ เรากลายเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันข้าวโพดของครูธีระกำลังแก่จัด ฝักสีเหลืองเต็มต้น พวกเด็ก ๆ นักเรียนทั้งชายและหญิง ช่วยกันเก็บอย่างสนุกสนาน ต่างหยอกล้อกันตามประสาเด็ก ๆ
    “ครูครับ เด็กชายแดงแกล้งผม ครูขา เด็กชายเปียโยนข้าวโพดใส่หนู ทั้งเด็กหญิงเด็กชายต่างฟ้องครู ครูธีระต้องคอยห้ามปราม
    “อย่าแกล้งกันนา ถูกตาเข้าจะเสียการเรียน”
    หักข้าวโพดได้เต็มตะกร้าแล้วก็ช่วยกันหาบมาเทไว้ในโรงเรียน แล้วกลับไปขนมาใหม่
    ผมไปยืนดูพวกเด็ก ๆ ทำงานกัน รู้สึกเป็นสุขที่เห็นพ่อหนูแม่หนู มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เด็กเหล่านี้จะเป็นอนาคตของชาติในวันข้างหน้า หากพวกเขาได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ดี ก็จะกลายเป็นทรัพยากรของชาติที่มีคุณค่าในอนาคต
    เด็กในเมืองได้เปรียบเด็กในป่าทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อาหารการกิน เด็กบ้านป่ามักจะขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ ครูบ้านป่าถ้าไม่อดทนก็อยู่ไม่ได้ มีปัญหาร้อยแปดคอยแก้ไข ไหนจะว้าเหว่ห่างไกลเพื่อนฝูง ไม่มีที่เที่ยวเตร่
    ครูธีระทำตัวเข้ากับป่า อยู่นานไปก็ชอบจนไม่อยากย้ายไปอยู่ที่อื่นโชคดีที่ครูธีระมาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา
    เมื่อวันเข้าไปประชุมรับเงินเดือน ครูธีระก็จ้างเกวียนบรรทุกข้าวโพดไปขายด้วย ได้เงินเกือบสี่ร้อยบาทโดยไม่หักรายจ่าย จึงพอมีเงินซื้อเสื้อผ้ามาแจกนักเรียน เราเรียกประชุมผู้ปกครอง แจ้งให้ทราบเรื่องเงินขายข้าวโพด อันเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของนักเรียน และรายจ่ายที่ซ้อเสื้อผ้ามาแจกพ่อหนูแม่หนูเดินออกมารับเสื้อผ้าจากมือครูธีระด้วยหัวใจเบิกบาน ผู้ปกครองพากันตบมือ มันเป็นภาพที่ประทับใจมีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ.

ภาพประกอบโดย : คุณลุงสะอาด พงศ์สุวรรณ ท่านชวนพ่อกับแม่ไปทัวร์เชียงใหม่

 

โดย ชะเอง

 

กลับไปที่ www.oknation.net