วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปราบผีป่า : ธงชัย ชัยมีแรง




                    ภาพประกอบโดย : สุภี ปสุตนาวิน


ผมกับตาสุ่ยนั่งทอดอารมณ์อยู่บนกระท่อม วันนี้ท้องฟ้ามืดครึ้ม หลังจากฝนตกลงมาห่าใหญ่แล้วก็ตกรินปรอย ๆ
    มันตกเช่นนี้ตั้งแต่เช้า แล้วก็ตกตลอดวัน บางครั้งก็ได้ยินเสียงฟ้าคำรามกึกก้อง เราไม่รู้จะออกไปไหน จึงนั่งมองดูสายฝนอยู่บนกระท่อม
    ส่วนครูธีระนั้น ฝนจะตกแดดจะออก ก็ต้องออกไปสอนนักเรียนของแกนอกจากวันเสาร์อาทิตย์
    เสียงไอ้เขียวหมาพรานของเราเห่าขึ้นที่ใต้ถุนกระท่อม มีบุรุษคนหนึ่งเอาผ้าขาวม้าคลุมหัว เดินฝ่าสายฝนที่ตกรินปรอย ๆ เข้ามายังกระท่อม ไอ้เขียวเห่าเสียงดังขึ้น ทำท่าจะกัด ไม่ยอมให้ชายแปลกหน้าคนนั้นเข้ามาใกล้กระท่อม
    “ดูหมาให้หน่อยครับ” เขาตะโกนฝ่าฝน และเผยผ้าขาวม้าให้เห็นหน้า
    “ใคร” ตาสุ่ยร้องถามลงไป
    “ผมอุ่งครับ มาหาหมอเทียน”
    ผมเพิ่งนึกเค้าหน้าและชื่อของแกได้ จึงให้ตาสุ่ยลงไปไล่ไอ้เขียว
    ชายคนนั้นไต่บันไดขึ้นมาบนกระท่อม
    “ไปยังไงมายังไงพี่ทิดอุ่ง” ผมถาม
    “ก็มาเยี่ยมหมอนั่นแหละ ได้ข่าวว่ามาทำไร่อยู่ที่นี่”
    ทิดอุ่งเคยรู้จักกับผมมาตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเข้ามาทำไร่ในป่า คุ้นเคยสนิทสนมกันดี แกแก่กว่าผมห้าปี เป็นช่างไม้ฝีมือดี ผมเคยจ้างแกปลูกบ้านในราคามิตรภาพ
    สมัยนั้นพี่อุ่งยังเป็นโสด อยู่ตัวคนเดียว เรื่องเงินค่าจ้างจะได้น้อยได้มาก จึงไม่ค่อยมีความหมาย
    ผมเคยถามแกเรื่องการมีลูกมีเมีย แกก็เพียงแต่บอกว่า “ยังไม่พบคนถูกใจ” แล้วก็ไม่ได้ซักถามอะไรแกอีก
    หลังจากปลูกบ้านเสร็จ พี่อุ่งก็ไปมาหาสู่ผมมิได้ขาด ขอร้องให้แกต่อเติมบ้านให้ แกเอาเงินบ้างไม่เอาเงินบ้าง ตอนผมเปิดร้านขายยา แกก็มาเป็นลูกค้าประจำ และแนะนำคนป่วยมาให้ผม
    ผมเคยหยิบยื่นของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก แกมักปฏิเสธบอกว่า “ไม่ต้องหรอกหมอ ผมตัวคนเดียวไม่เดือดร้อน”
    ถึงหน้าเกี่ยวข้าวปลาค่อนในหนอง พี่อุ่งจะมาชวนผม ไปค้างที่กระท่อมนาของแก ช่วยกันวิดปลาในหนอง ต้มกินแกล้มเหล้า และได้ปลานำกลับมาบ้านด้วยทุกปี
    พี่อุ่งอยู่ตัวคนเดียว พ่อแม่ตายหมด พี่ ๆ น้อง ๆ ต่างก็มีครอบครัว แยกย้ายกันไปหมดทุกคน
    ถึงหน้านาแกก็ทำนา จ้างคนมาช่วยไถปักดำ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นยุ้งเสร็จ แกก็หารับจ้างปลูกบ้านทั่วไป แปลกอย่างเดียวที่แกไม่เอาเมีย แกก็อยู่ของแกได้
    เมื่อพี่อุ่งเดินฝ่าสายฝนมาหาผมวันนั้น ผมถามว่า “พี่อุ่งมีเมียหรือยัง”
    “มีแล้ว เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง” แล้วพี่อุ่งก็เล่าให้ผมฟังว่า
    “ผมได้เมียสามปีมาแล้ว มีลูกเล็ก ๆ สองคนชายหญิง ผมขายนาเก่าให้น้องสาว แล้วเข้ามาหาซื้อที่ใหม่ในป่า ได้ที่ดินมากกว่าเก่าสิบเท่า ที่บ้านตีนดงโน้น”
    บ้านตีนดงก็คือบ้านเดิมของผู้ใหญ่พวง และบ้านของสีนวลกับพรานปั่น ที่ผมเคยเล่าไว้ในเรื่อง ‘พรานผู้หญิง’
    “เดี๋ยวนี้พรานปั่นกับสีนวลยังอยู่ไหม?” ผมถามต่อ
    “ยังอยู่ที่เก่า พรานปั่นเดี๋ยวนี้แก่ตัวไม่ค่อยไปไหน”
    ตาสุ่ยเข้าครัวก่อไฟหุงข้าว ผมกับพี่อุ่งนั่งคุยกันต่อ ผมจึงถามพี่อุ่งไปเรื่อย ๆ ว่า “พี่อุ่งสบายดีหรือ?”
    “ไม่สบายหรอกหมอ ตั้งแต่มาซื้อนาใหม่ เจ็บป่วยโงหัวไม่ขึ้น”
    “ทำไมล่ะ?”
    “ก็ผีเจ้าที่เจ้าทางนั้นแหละ เล่นงานผมกับลูกเมียไม่ได้หยุดหย่อน”
    “เล่นงานยังไง”
    “ก็เจ็บป่วยไม่เว้นแต่ละวัน เดี๋ยวเป็นนั่นเดี๋ยวเป็นนี่ ไปฉีดยาในเมืองก็ไม่หาย”
    ผมไม่รู้จะออกความเห็นอย่างไรจึงนิ่งฟัง
    “หมอคงไม่เชื่อเรื่องผีเรื่องสาง แต่มันเป็นความจริง ผมได้ประสบมากับตัวเอง”
    ผมจึงบอกว่า
    “เล่าให้ฟังซิพี่อุ่ง แต่ก่อนผมไม่เชื่อเรื่องผี เมื่อเข้ามาอยู่ป่าทำไร่ เห็นอะไรต่ออะไรมามากเลยชักจะเชื่อ”
    พี่อุ่งเล่าว่า “ที่นาใหม่ของผมนี้เขาเรียก ‘โสกฮวก’ โสกก็คือโตรกธารที่น้ำไหลตกจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ฮวกนั้นก็คือไม้ฮวก”
    ไม้รวกทางอีสานเรียกไม้ฮวก ‘โสกฮวก’ จึงหมายถึงโตรกที่มีป่าไม้รวก
    “โสกฮวกนี่แหละเป็นที่อยู่ของผีเจ้าที่เจ้าทาง”
    “พี่อุ่งเคยเห็นด้วยหรือ?” ผมซัก
    “เคยเห็นในฝันนับครั้งไม่ถ้วน บางครั้งถึงกับมาขับไล่ไม่ให้อยู่ ตอนนั้นผมมีของดีพอจะคุ้มตัวได้ แต่มาระยะหลัง ๆ ผมไม่ค่อยได้ประพฤติปฏิบัติ ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอน มนต์ต่าง ๆ ก็เสื่อม สู้เขาไม่ได้”
    “แล้วทำไมพี่อุ่งไม่ประพฤติปฏิบัติ” ผมถาม
    “ผมขาดคนเอาใจใส่ สั่งให้ลูกเมียเก็บดอกไม้หาธูปเทียนไว้ให้ วันพระแปดค่ำสิบห้าค่ำก็ให้รักษาศีล เขาก็ไม่ทำผมก็เลยไม่ได้ไหว้พระสวดมนต์ อีกอย่างหนึ่งเมื่อผมมีลูกมีเมีย ก็มัวแต่ดิ้นรนหาใส่ปากใส่ท้อง จึงต้องทำบาปทำกรรมและลืมสัจจะบางอย่าง”
    “พี่ที่ว่านี้เคยแสดงตัวให้พี่อุ่งเห็นจริง ๆ สักครั้งไหม?”
    “ไม่เคยหรอกครับ” พี่อุ่งว่า “แต่แสดงอาการแปลก ๆ ให้เห็น เช่น วัวควายอยู่ดี ๆ ก็ชักล้มลงตาค้าง พอพูดดีขอสมาลาโทษรับรองจะเลี้ยงเหล้าไหไก่ตัว วัวควายที่ชักตาค้างก็ลุกขึ้นกินหญ้าได้ ผมให้หมอเขาตรวจดูทางใน เขาก็ว่ามีผีเจ้าที่เจ้าทาง ถ้าพูดดีทำดีกับเขา ก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ครั้งแรกผมก็ไม่อยากยุ่ง ว่าจะต่างคนต่างอยู่ แต่พอโดนเล่นงานหนักเข้า ผมเลยคล้อยตาม แล้วก็เห็นผลทันตา”
    “เห็นผลอย่างไร?”
    “ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี”
    “มีชื่อหรือเปล่าผีที่พี่อุ่งว่า” ผมเปลี่ยนเรื่องถาม
    “มีซีครับ ผีเจ้าที่เจ้าทางที่สิงสถิตอยู่นาน ๆ มีชื่อทั้งนั้น ผีที่นาผมมีหัวหน้าอยู่สามตน หัวหน้าใหญ่ชื่อเจ้าพ่อพระทัยมีลูกสาวชื่อนางดอกไม้, รองลงมาชื่อปลัดบุญลือ, ทั้งสามตนนี้มาแนะนำตัวให้ผมรู้ในฝัน สมัยผมเข้ามาอยู่ใหม่ ๆ มนต์ต่าง ๆ ยังไม่เสื่อม พวกนี้มาขับไล่ผมเรื่อย ในฝันผมเคยเห็นพวกเขาขี่ช้างขี่ม้ามีพรรคพวกห้อมล้อม ถือหอกดาบมาขับไล่ให้ผมไปอยู่ที่อื่น แต่ผมไม่ไป เลยทำอะไรผมไม่ได้”
    “จริง ๆ หรือที่พี่อุ่งว่านี้” ผมถามขึ้น
    “ผมจะไปโกหกหมอทำไม ยังมีอีกหลายอย่างเช่น ปลาในหนองนาเห็นผุดขึ้นยุ่บยั่บไปหมด ลองวิดน้ำดู ว่าจะเอามาต้มแกง เหลือกินก็จะขาย แต่พอวิดน้ำแห้งไม่มีปลาสักตัวเดียว แต่พอไขน้ำเข้าคืนกลับมีปลาผุดอีก”
    “แปลกนะ” ผมว่า
    “แปลกมากทีเดียว”
    “แล้วพี่อุ่งทำแบบไหนจึงได้ปลามากิน”
    “ผมต้องจีบหมากพลู บุหรี่ ไปวางไว้ขอบหนอง จุดธูปบอกกล่าวขอลูกกินบ้าง จะเปลี่ยนลูกน้ำให้ใหม่ คราวนี้แน่นอนได้ปลาสมใจ”
    ฝนซาเม็ดลงบ้างแล้ว ครูธีระเดินหิ้วพวงกบขึ้นมาบนกระท่อม บอกว่าซื้อเขามาเป็นอาหารเย็น
    ผมแนะนำครูธีระให้รู้จักกับพี่อุ่ง บอกว่าแกเป็นเพื่อนเก่าของผม ทั้งสองยกมือไหว้ซึ่งกันและกัน
    ตาสุ่ยรับพวงกบจากครูธีระ เอาไปถลกหนังในครัว อาหารเย็นของเราวันนั้น จึงมีผัดเผ็ดกบใส่ใบแมงลักและยอดพริก
    คนบ้านป่าทางอีสานเรียกใบแมงลักว่า ‘ผักอีตู่ไทย’ ส่วนใบกะเพราเรียก ‘ผักอีตู่’ เฉย ๆ ใบแมง
ลักกลิ่นแรง ฉุนกว่าใบกะเพรา
    ฝีมือทำกับข้าวตาสุ่ยไม่เลวเลย แกเอากบมาถลกหนัง ควักตับไตไส้พุงออกล้างน้ำให้สะอาด สับกบให้ละเอียด หนังของกบก็สับรวมกันด้วย เสร็จแล้วใส่จานไว้
    เอาพริกสดผ่าซีก หั่นตะไคร้เป็นแว่นบาง ๆ ทุบหอม กระเทียมรวมกันไว้ ลิดใบแมงลักออกจากกิ่ง ขยี้กับน้ำจนเป็นสีเขียว คั้นเอาน้ำออก เทน้ำทิ้งเหลือไว้แต่ใบแมงลักที่ขยี้แล้ว
    เอากบที่สับแล้วลงคั่วในน้ำมันหม ูเอาพริกตะไคร้หอมกระเทียมที่เตรียมไว้ใส่ลงไป เติมน้ำตาลสักนิดหน่อย คนให้ทั่วจึงเติมน้ำปลาลงไปพลิกกลับไปกลับมาจนเข้ากันดี
    เมื่อเห็นว่าจวนจะสุกดีแล้ว ก็เอายอดพริกที่เก็บมาจากไร่ใหม่ ๆ สักสองกำมือ ล้างน้ำให้สะอาดใส่ลงไปในกระทะ พลิกกลับไปกลับมาสองสามครั้ง เอาฝาหม้อปิดไว้สมคะเนว่าใบพริกสดสุก ชิมดูเห็นว่าพอดีก็ยกลงจากเตา
    ส่วนน้ำพริกกบจิ้มกับผักป่านั้น ก็เอากบสับให้ละเอียด แล้วนำไปใส่ครกตำให้ละเอียดขึ้น เอาน้ำมันหมูใส่ในกระทะเล็กน้อย ทุบหอมกระเทียมใส่ลงไป ใช้พริกป่นลงไปผัดพร้อมกับหอมกระเทียม
เติมน้ำตาลสักนิด พอกระเทียมกรอบ ก็เอากบที่ตำจนละเอียดลงไปผัด เหยาะน้ำปลาหน่อย เติมน้ำพอไม่แห้ง เด็ดใบโหระพาใส่ลงไปพอสุกก็ตักใส่ถ้วย
    อาบน้ำอาบท่าแล้ว เราก็หาข้าวสู่กันกิน
    อิ่มข้าวแล้ว ผมกับพี่อุ่งนั่งคุยกัน ครูธีระกับตาสุ่ยพากันออกไปตีกบเป็นกับข้าวมื้อต่อไป ฝนตกน้ำนองเช่นนี้ กบชอบขึ้นมาเล่นบนคันนาหรือขอบหนอง ใช้ตะเกียงทำโคมส่อง เมื่อเห็นกบก็ใช้ไม้เรียวตีเอา
    เมื่ออยู่กันสองคนผมก็พูดกับพี่อุ่งว่า
    “พี่อุ่งพักอยู่ที่นี่หลายคืนก็ได้ บางทีจะพาออกแกะรอยสัตว์ ฝนตกอย่างนี้แกะรอยไม่ยาก อาจได้เนื้อย่างไปฝากทางบ้าน”
    แต่พี่อุ่งบอกว่า
    “ไม่ต้องหรอกครับ ผมมาเยี่ยมหมอด้วยความคิดถึงเฉย ๆ มาก็ไม่มีอะไรมาฝาก”
    “มาเฉย ๆ นั่นแหละดี” ผมว่า “พี่อุ่งไม่ต้องมีอะไรมาฝาก นี่ถ้ารู้ว่าพี่อุ่งเข้ามาอยู่ในป่า ผมไปเยี่ยมนานแล้ว”
    “ผมเองเดี๋ยวนี้สุขภาพไม่ดีเหมือนเก่า” พี่อุ่งว่า “ออกเดินป่าไกล ๆ ไม่ไหวแน่ ผมเพิ่งหายจากอาการป่วย”
    “พี่อุ่งให้ใครรักษาหรือหายเอง” ผมถาม
    “ไม่มีใครรักษาหรอกครับ ผมรู้ว่ามันขัดข้องอะไรก็เลยแต่งตาม”
    “แต่งตามยังไง” ผมซัก
    “ก็คบกับผีมากขึ้น เห็นว่าเราสู้เขาไม่ได้ก็เลยอ่อนน้อม เขาต้องการอะไร ก็ทำตามทุกอย่าง ผีปลัดบุญลือลูกน้องเจ้าพ่อทัยขอมาอยู่กับผม  ให้ผมเป็นร่างทรง พอถึงหน้าแล้งเดือนห้าผมต้องรำถวายทุกปี พร้อมกับร่างทรงคนอื่น ๆ มารำถวายหน้าศาลเป็นหมู่คณะ”
    “ทำอย่างนั้นแล้วดีขึ้นไหม?” ผมถาม
    “ดีขึ้นมาก” พี่อุ่งตอบ “วัวควายก็ไม่ค่อยเจ็บป่วยล้มตาย ผมเองก็สุขภาพดีขึ้นกว่าเก่าบ้าง เกี่ยวข้าวเสร็จหลังจากตีข้าวแล้วก่อนขนขึ้นยุ้ง ผมก็เอาใบไม้มาเย็บเป็นกระทงได้เก้าใบ เอาข้าวเปลือกใส่ทุกอันไปวางไว้ที่ศาลบอกว่า เอาข้าวค่านามาให้เจ้านาย
    “ผมเลี้ยงเหล้าไห ไก่ตัว ตามประเพณีจึงอยู่ด้วยกันมาได้” ฟังพี่อุ่งเล่าก็น่าสนใจ
    ผมจึงถามแกว่า
    “นอกจากพี่อุ่งเล่ามานี้ มีเหตุการณ์อะไรที่เรียกว่าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี”
    “มีครับ อย่างเมื่อก่อน หนูนาตัวใหญ่ ๆ เท่าลูกแมวมันรังแกผมได้รังแกผมดี ข้าวในแปลงนามันทั้งกินทั้งกัด แปลงไหนที่อยู่ใกล้ป่าแทบจะไม่เหลือเลย
    “แต่เมื่อผมบอกให้ผีนาช่วยไล่หนู ก็ปรากฏว่ามันไม่รังแกต้นข้าวอีก จะมีลงกินบ้างก็เพียงเล็กน้อย
    “พวกหนูนี้มันชอบทำรูอาศัยตามคันนา ลองมันได้ทำรูที่ตรงไหน คันนาก็แทบจะพังเป็นแถบ ๆ ทีเดียว
    “ครั้งหนึ่งผมโมโหว่าจะล้างแค้นมันให้ได้ พาเมียหิ้วน้ำกรอกรูของมัน เพื่อให้มันโผล่ขึ้นมา เอาปี๊บตักน้ำไปกรอกจนเหนื่อย ไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี๊บ ไม่รู้น้ำหายไปไหนหมด เทลงเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็มจนผมเลิก”
    พี่อุ่งค้างอยู่กับผมหนึ่งคืนก็ลาจากไป ผมให้ยาวิตามินรวมไปรับประทาน เพื่อเป็นยาบำรุง บอกว่า
    “วันหลังถ้าพี่อุ่งเป็นอะไรก็อย่าได้เกรงใจ ขอให้มาหา”

จากวันนั้นผมก็ไม่พบพี่อุ่งอีก ว่าจะพาตาสุ่ยไปเยี่ยมแกวันไหน ก็ไม่มีโอกาสสักที คิดถึงเพื่อนฝูงเก่า ๆ เช่นพรานปั่นและสีนวล มันมีงานที่จะต้องทำต่อเนื่องกันทุกวัน วันแล้ววันเล่าจนผมลืมไปว่าจะไปเยี่ยมพี่อุ่ง และพรานปั่น
    จนกระทั่งปีต่อมา ผมจึงได้ข่าวว่าพี่อุ่งป่วยหนัก คราวนี้ยากง่ายอย่างไรก็ต้องปลีกเวลาไปเยี่ยมแกให้ได้
    จากหมู่บ้านของเราถึงบ้านตีนดง ระยะทางประมาณสี่ร้อยเส้น เดินไม่หยุดพักกันเลย ไม่นานก็ถึง
    แต่เมื่อไปถึงเข้าจริง ๆ ผมก็ช่วยเหลืออะไรพี่อุ่งไม่ได้ จะทำอะไรก็จะเป็นการผิดผี พี่อุ่งยึดมั่นในผี ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากผมเลย
    แกให้หมอผีที่เรียกกันว่า ‘หมอลำส่อง’ หรือ ‘ผีทรง’ รักษา ผลสุดท้ายก็ผิดหวัง
    เมื่อผมกับตาสุ่ยพากันไปเยี่ยมพี่อุ่งนั้น พอขึ้นไปบนกระท่อมก็พบร่างของพี่อุ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนฟูกเก่า ๆ ผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูก
    หมอผีผู้หญิงกำลังร่ายรำ อ้อนวอนขอชีวิตพี่อุ่งไปตามจังหวะแคนเสียงโหยหวน ในมือถือมีดปลายแหลมกวัดแกว่งไปมา
    ผมทรุดตัวลงนั่งมองไปทางพี่อุ่ง พอเห็นหน้าผมพี่อุ่งน้ำตาไหลพราก คงจะดีใจนั่นเอง ผมถามหาภรรยาพี่อุ่ง เมื่อรู้แล้ว ผมก็แนะนำตัวว่าผมเป็นอะไรกับพี่อุ่ง
    ภรรยาของพี่อุ่งยังสาว อ่อนกว่าพี่อุ่งหนึ่งรอบ หน้าตาพอใช้ได้ พี่อุ่งเลือกสมกับที่แกเป็นโสดมานาน
    ผมยังไม่ซักถามอะไร กลัวจะเป็นการรบกวนพิธีของหมอผี ผมเองไม่เลื่อมใสศรัทธาในการรักษาโรคด้วยวิธีนี้ ได้แต่มองดูอยู่เงียบ ๆ
    ญาติพี่น้องของพี่อุ่งนั่งล้อมวง คอยตบมือเข้ากับจังหวะการร่ายรำของหมอผี พวกเขาอ้อนวอนขอชีวิตพี่อุ่งไว้ ผีจะเอาอะไรยอมให้ทุกอย่าง
    หมอผีรำไปร้องไป หยุดกินเหล้าสลับกันไปพร้อมกับหมอแคน เหล้านั้นหมอผีเรียกว่า ‘ม้า’ ถ้าเหล้าหมดก็จะเรียกหาม้า หรือร้องบอกพวกที่นั่งเชียร์อยู่ว่า
    “พ่อศรีเมือง เจ้านายอยากขี่ม้า”
    นั่นหมายถึงหมอผีอยากได้เหล้าอีกขวด พวกญาติที่นั่งล้อมวง ถ้าเป็นผู้หญิงหมอผีจะเรียกว่า ‘แม่ศรีเมือง’ ถ้าเป็นผู้ชายก็จะเรียก ‘พ่อศรีเมือง’ เช่น หมอผีจะถามว่า
    “แม่นบ่ พ่อศรีเมือง” ผู้ชายก็จะตอบว่า “แม่น แม่นแท้ ๆ” หรือไม่ก็หันหลังมาถามผู้หญิงว่า “เพิ่นอยากได้ช้างฮ้อย ม้าฮ้อย สิให้เพิ่นได้บ่ แม่ศรีเมือง” ฝ่ายหญิงก็จะตอบพร้อมกันว่า “ได้ ๆ แท้ อยากได้หยังก็สิให้” อะไรทำนองนี้
    คำร้องของหมอผีก็ขอให้คนป่วยหาย ขอให้ลุกขึ้นมาฟ้อนรำได้ แต่น่าแปลกที่ร่างของพี่อุ่งมีแต่หนังหุ้มกระดูก ก่อนหน้านี้ต้องมีคนคอยพยุงเวลาลุกขึ้นนั่ง
    เมื่อหมอผีร้องเป็นทำนองอ้อนวอนขอให้ลุกขึ้นมาฟ้อนรำ ร่างของพี่อุ่งกระตุกเล็กน้อย แล้วก็ลุกขึ้นมาผัดหน้าทาแป้ง จนกระทั่งลุกขึ้นมาร่ายรำไปตามจังหวะเสียงแคน
    ญาติเห็นเข้าก็พากันดีใจว่าพี่อุ่งลุกได้เองมีแรงขึ้นแล้ว ตอนหลังผมมารู้ว่า ที่พี่อุ่งลุกขึ้นมารำได้นั้นเพราะมีผีสิงเข้าไปในตัวพี่อุ่ง ทำให้ร่างของพี่อุ่งลุกขึ้น
    ทั้งหมอผีทั้งคนป่วยพากันร่ายรำไปตามจังหวะแคนวนรอบ ๆ เป็นวงกลมโยกไปโยกมา สักครู่ก็หยุดพิธีก็สิ้นสุดลง พี่อุ่งกลับไปนอนที่เก่าหมอผีคุยกับพวกญาติ ต่างยกย่องสรรพคุณของตัวเอง และนัดกันไว้ว่าพรุ่งนี้จะมาทำพิธีต่อ แล้วหมอผีผู้หญิงกับผัวหมอแคน ก็พากันเดินลงจากกระท่อมจากไป
    เมื่อหมอผีหมอแคนไปแล้ว ผมก็หันไปทางพี่อุ่งถามว่า “พี่อุ่งค่อยยังชั่วหรือยัง?”
    พี่อุ่งมีดวงตาเหม่อลอย ตอบเสียงแหบ ๆ ว่า
    “ก็พอมีแรงขึ้นนิดหน่อย ก่อนหน้านี้ผมว่าผมจะไม่รอด แต่พอพาหมอรำมารักษา ก็ค่อยมีแรง”
    “ให้ผมช่วยไหม” ผมถาม
    พี่อุ่งมีสีหน้าตกใจ รีบพูดขึ้นว่า “อย่าเลยหมอ ผมรู้ว่าผมเป็นอะไร จะแก้ด้วยวิธีไหน หมอไหน ๆ ก็รักษาผมไม่ได้”
    “ถ้าผมทำได้พี่อุ่งจะเอาไหม?”
    พี่อุ่งรีบยกมือเหี่ยว ๆ ขึ้นห้าม “อย่าเชียวนะครับ ถ้าเห็นแก่ผม หมอต้องไม่ทำอะไรทั้งนั้น”
    ผมฟังแล้วได้แต่นิ่งงัน อาการของพี่อุ่งผมมองดูแล้ว ถ้าหายได้ก็เป็นบุญ มาเยี่ยมกันทั้งทีไม่ทำอะไรให้กันเลยก็ยังไงอยู่ ผมจึงบอกพี่อุ่งว่า
    “ผมฉีดยาให้สักเข็มเอาไหม?”
    “ไม่ต้องหรอครับ” พี่อุ่งปฏิเสธ “หมอมาเยี่ยมพอให้เห็นหน้าก็เป็นพระคุณอย่างสูง ขืนฉีดยาให้ผมเดี๋ยวเจ้านายก็โกรธ หาว่าเอาหมออื่นมาข่ม”คำว่าเจ้านายจะโกรธ พี่อุ่งหมายถึงผีที่เข้าสิงร่างแกอยู่
    ผมเลยไม่ได้ช่วยเหลืออะไรพี่อุ่ง จนกระทั่งลากลับอีกสองอาทิตย์ต่อมาผมก็ได้ข่าวพี่อุ่งอาการหนัก พวกที่ไปเห็นมาเล่าให้ผมฟังว่า “กรึบมาหลายมื้อแล้ว” หมายถึงพูดไม่ได้มาหลายวัน
    ผมนึกถึงอาจารย์ทองกับหมออ้นขึ้นมา อยากจะขอร้องสองคนนี้ไปไล่ผีออกจากตัวพี่อุ่ง ตาสุ่ยได้แต่คอยห้ามไหว้ “คนป่วยไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากเรา”
    ตาสุ่ยทนความรบเร้าของผมไม่ไหว ที่สุดก็คล้อยตาม
    ผมเล่าความเป็นไปและความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพี่อุ่งให้อาจารย์ทองฟัง แกเข้าใจและรับปากว่าจะช่วย แต่ออกตัวว่า “ถ้าไม่ได้อย่าว่าผมนะ” ส่วนหมออ้นปฏิเสธไม่ยอมไป
    เมื่อนัดแนะกันแล้ว ผมกับตาสุ่ยไปรับอาจารย์ทองแต่เช้า เราออกเดินทางไม่รีบร้อนนัก พอบ่าย ๆ ก็ถึงบ้านพี่อุ่ง มองเห็นคนพลุกพล่านอยู่ทั่วไป เสียงผู้หญิงร้องไห้มาจากบนกระท่อม เราก็รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น
    พี่อุ่งตายเสียแล้ว ตายก่อนที่พวกเราจะไปถึง ผีมันคงจะรู้ว่ามีคนดีกำลังจะไปปราบมัน มันจึงชิงตัดหน้าเอาชีวิตพี่อุ่งไป.




โดย ชะเอง

 

กลับไปที่ www.oknation.net