วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อ่านแล้วจะไม่รู้สึกลังเลที่จะส่งต่อ (ทักษิณ-อัลฟาเยด-ปตท.สผ.)


create new happiness กล้าที่จะเปลี่ยน  กล้าที่จะไม่ยึดติด เติมสีสันใหม่ให้ชีวิต  ที่รอให้เราค้นหา
           " นู๋รินทร์ .. เองกั๊บ "  

สัมพันธ์ลึก-ผลประโยชน์ลงตัว ปราสาทพระวิหาร-ทักษิณ-อัลฟาเยด-ปตท.  

เครือข่าย 'ทักษิณ' ไม่เพียงแต่เป็นเชื้อชั่วที่ยังไม่ตาย แต่ยังเป็นเชื้อร้ายที่แข็งแรงคอยทำร้ายประเทศไทย ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่อง 'น้ำมันแพง' และ 'ปราสาทพระวิหาร' ที่กลายเป็นเรื่องสมประโยชน์เติมพลังให้เครือข่ายทักษิณอย่างแทบไม่น่าเชื่อ ขณะเดียวกันคนไทยทั้งประเทศต้องสูญเสียและเจ็บปวดกับความรู้สึกที่ว่า 'คนไทยทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง'

น้ำมันแพงทำให้คนไทยน้ำตาเล็ด เพราะข้าวของแพง แต่กลุ่มคนเครือข่ายทักษิณ ตั้งแต่เพื่อนต่างชาติอย่าง 'โมฮัมเหม็ด อัลฟาเยด' เจ้าของห้างสรรพสินค้า แฮร์รอดส์ เพื่อนสนิททักษิณ กุนซือ และลิ่วล้อในคราบของผู้บริหารกิจการด้านพลังงาน และธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท. กลับเริงร่ากับเม็ดเงินกำไร รายได้ เงินเดือน หุ้นและโบนัส และยิ่งคนไทยเสี่ยงต้องเสียดินแดนในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแล้ว เครือข่ายของทักษิณยิ่งมีโอกาสร่ำรวยมากขึ้นจากบ่อน้ำมันและก๊าซในกัมพูชา

เรื่องราวเหล่านี้เกี่ยวพันกันอย่างทับซ้อน ลึกซึ้ง และเนิ่นนาน ด้วยผลประโยชน์ร่วมกันอย่างลงตัว

น้ำมัน-ก๊าซล้นกัมพูชา

นิตยสาร Positioning ฉบับเดือนกรกฎาคม 2008 รายงานไว้ว่า แหล่งน้ำมันและก๊าซของประเทศกัมพูชายังมีอีกจำนวนมาก ตามรายงานที่เปิดแผยโดย TE DUONG TARA  ผู้อำนวยการ Cambodian National Petroleum Authority เมื่อ 2 ปีก่อนระหว่างการประชุมว่าด้วยเรื่องเทคโนโลยีปิโตรเลียมของอาเซียนครั้งที่ 4 ปรากฏแผนที่ประเทศกัมพูชาที่มีการสำรวจแหล่งพลังงาน พบแหล่งก๊าซ และน้ำมันทั้งบริเวณนอกชายฝั่งและชายฝั่งของประเทศ รวมทั้งทะเลสาบโตนเลสาบ ใจกลางประเทศกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมากัมพูชาได้เปิดให้ต่างชาติเข้าไปสำรวจขุดเจาะพื้นที่นอกชาย ฝั่งในอ่าวไทยแล้วบางส่วน เช่น เชฟรอน และไทยโดย ปตท.สผ. บริษัทลูกของ ปตท. โดยมีข้อตกลงที่ลงตัว แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่

นอกจากนี้ ยังปรากฏชัดว่ามีแหล่งน้ำมันบริเวณชายฝั่ง จังหวัดเกาะกง พื้นที่เป้าหมายที่ทักษิณจะไปลงทุนพร้อมกับโมฮัมเหม็ด อัลฟาเยด อย่างที่ พลเอกเตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยว่า   ทักษิณจะลงทุนธุรกิจพลังงาน   เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติในกัมพูชา หลังจากที่ได้หารือกับ สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว เป็นขั้นตอนต่อจากที่ไทยให้ความช่วยเหลือกัมพูชามาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ในการสร้างถนนหมายเลข  48 ที่เชื่อมต่อการเดินทางจากชายแดนไทย   เกาะกง   ไปยังพนมเปญให้สะดวกขึ้น ซึ่งการเปิดถนนยังมี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะน้องเขยของทักษิณ ร่วมพิธิเปิดอีกด้วย  

และที่เกาะกงนี้ ยังมีแหล่งพักผ่อน รีสอร์ตดังอย่าง สีหนุวิลล์ เป็นจุดขาย อีกในปัจจุบัน

ทักษิณ-อัลฟาเยด-ปตท.สผ.

ทักษิณและกัมพูชากำลังพัฒนาความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ด้านพลังงาน นับเป็นการขึ้นมายืนอยู่หน้าฉากอย่างชัดเจนของทักษิณ หลังถูกรัฐประหารออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ทักษิณไม่ได้เริ่มธุรกิจพลังงานนี้จากศูนย์อย่างแน่นอน   เพราะความร่วมมือกับอัลฟาเยดอย่างที่บิ๊กกัมพูชาให้สัมภาษณ์นั้น   คงไม่จบที่การพัฒนาเกาะกงให้เป็นเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เท่านั้น   เพราะอัลฟาเยดหากินกับอ่าวไทยและคนไทยมานาน   ผ่าน ปตท.สผ. บริษัทลูกของ ปตท.

ย้อนหลังเมื่อธันวาคม 2542 สื่อต่างชาติอย่างน้อย 2 แห่ง ที่ยังสามารถสืบค้นข้อมูลได้ทางเครือข่ายออนไลน์ คือ Asian Economic News และนิตยสาร Offshore   ลงข่าวพร้อมเพรียงกัน ว่า

"หลังจากโมฮัมเหม็ด   อัลฟาเยดจัดตั้ง   บริษัท แฮร์รอดส์   เอเนอร์ยี  (Harrods Energy) ก็ได้สิทธิสำรวจน้ำมันใน  4 แปลงขุดเจาะในอ่าวไทย   คือ   B2/38, B11/32,B11/38 และ B12/32 ห่างจากชายฝั่งระยอง 150 กิโลเมตร โดยมีศักยภาพในการขุดเจาะน้ำมันวันละ 8,000 บาร์เรล ซึ่งในการสำรวจขุดเจาะครั้งนั้น Harrods Energy ถือหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ในการลงทุนสำรวจขณะที่ ปตท.สผ. ถือหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ”

นิตยสาร  Positioning ยังรายงานด้วยว่า แฮร์รอดส์ เอเนอร์ยี เปลี่ยนชื่อเป็นเพิร์ลออยล์ในเวลาต่อมา มีบริษัทในไทยรวม 8 บริษัท โดยผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัทที่จดทะเบียนในบริติชเวอร์จิ้น

การเข้ามาของอัลฟาเยด อาจไม่ง่าย หากไม่มีเทคโนแครต เสนาบดีของไทยกรุยทาง นี่คือผลพวงที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงองค์กรที่กลวง จนทำให้กลุ่มคนที่ต้องการหาประโยชน์เข้ามาได้อย่างง่ายดาย และเป็นเวลานาน โดยเฉพาะ ปตท. หน่วยงานที่เคยเป็นความหวังของคนไทยด้านพลังงาน

ไม่ผิดหาก ปตท. จะกำไร และมีเป้าหมายอย่างที่ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ซีอีโอของ ปตท. ตั้งเป้าหมายให้ ปตท. เป็นบริษัทข้ามชาติภายในปี 2555 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 94,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปี 2550 ที่มีรายได้ 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และตั้งแต่ปี 2555 รายได้เพิ่มอีกปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ จนในปี 2563 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 176,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับความเป็นบริษัทชั้นนำ ติดอันดับ 100 บริษัทของฟอร์จูนภายในปี 2555 จากเมื่อปี 2550 ปตท.อยู่ในอันดับ   207

บิ๊ก ปตท. รวยล้น

เมื่อบริษัทร่ำรวยย่อมทำให้ผู้บริหารที่มาทำงานที่นี่ร่ำรวยไปตามกัน รายงานประจำปีของ ปตท. ระบุชัดเจนถึงผลตอบแทนทั้งโบนัส เงินเดือนที่บอร์ด ปตท. ได้รับ และผู้บริหารที่ร่ำรวยจากหุ้น

เฉพาะบอร์ดกว่า   10 คน ได้เบี้ยประชุม โบนัส เฉพาะที่ทำงานให้ ปตท. เท่านั้นรวมกันถึง 42 ล้านบาทโดยมี โอฬาร ไชยประวัติ ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยชินวัตร   และประธานกรรมการตรวจสอบ   บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ สุชาติ ธาดาธำรงเวช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี  ( ทักษิณ) ได้รับสูงสุดคนละกว่า 3 ล้านบาท

สำหรับผู้บริหาร ระดับสูงของ ปตท. ตั้งแต่ระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่   รองกรรมการผู้จัดการใหญ่   และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เงินเดือน  โบนัส รวมประมาณ 74 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารที่มีหุ้นมากสุดคือ จิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจสำรวจ ผลิต และก๊าซธรรมชาติ ณ 31 ธันวาคม 2550 มีหุ้นเหลืออยู่ 175,830 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ   65,408,760 บาท เฉพาะประเสริฐที่วันนี้เจ้าตัวยืนยันว่าไม่มีหุ้นแล้ว แต่หากย้อนหลังไปเมื่อปี 2548 เขาได้หุ้น ESOP เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 จำนวน 243,000 หุ้น ( บันทึกราคาที่  0.00 บาท) และ 1 ปีให้หลังได้โอนออก 60,700 หุ้น และ 29 กันยายน 2549 ได้อีก 119,000 หุ้น จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม  2550 ได้ขายออกครั้งละ 5,000 หุ้นบ้าง 60,000 หุ้นบ้าง ในราคาเฉลี่ย   330-370 บาท จนล่าสุดเมื่อ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ได้ ESOP อีก 87,000 หุ้น

นี่คือความร่ำรวยของ   ปตท. ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ที่รายได้มากมาย มาจากความลำบากของประชาชนคนไทย เพราะการผูกขาด และการคิดราคาน้ำมันอย่างไม่เป็นธรรม

น้ำมันแพงตามสูตรสิงคโปร์

ปตท. ผูกขาดธุรกิจโรงกลั่นทั้งหมด 5 โรงจากที่มีอยู่ทั้งหมด 7 โรง คิดเป็นกำลังการผลิตกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศต้องซื้อจากโรงกลั่นในเครือของ ปตท. โรงกลั่นที่ต้องการกำไรทำให้ ปตท. อ้างอิงราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ที่เป็นแหล่งซื้อขายและปั่นราคาน้ำมันที่ คิดล่วงหน้า 1-2 เดือน ทั้งที่โรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบส่วนใหญ่จากตะวันออกกลางและบางส่วนจากในประเทศไทย

แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าไม่จำเป็นต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ ปตท. ก็พยายามชี้แจงว่าจำเป็นเพราะเป็นไปตามการคิดราคาในกลไกของตลาดโลก แม้จะฟังไม่ขึ้น แต่ ปตท. ก็ยังคงเดินหน้าคิดราคาน้ำมันที่ยึดราคาสูงเป็นที่ตั้ง นอกเหนือจากภาษีต่างๆ และค่าขนส่งหลายส่วนมาประกอบกันจนแพงอย่างที่ต้องจ่ายกัน  

ราคา หน้าโรงกลั่น=ราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ (Import parity Price) ที่มาจากราคาน้ำมันจรในตลาดจรที่สิงคโปร์ (FOB) + ค่าขนส่ง + ค่าประกันภัย + ค่าจัดเก็บน้ำมัน + ภาษีศุลกากรนำเข้า

ค่าการตลาด = ค่าสารปรับปรุงคุณภาพ + ค่าขนส่ง + ค่าส่งเสริมการตลาด + ค่าผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจ

ในที่สุดปัญหาจากราคาน้ำมันแพง ไม่ใช่เพราะตลาดโลกหรือเพราะตลาดสิงคโปร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะประเสริฐได้เฉลยออกมาด้วยตัวเองว่าเพราะ ปตท. ต้องกำไรและ ปตท. อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

“อยู่ ที่ว่าสังคมไทยอยากให้ ปตท. เป็นยังไง และวันนี้ ปตท. ก็อยู่ในตลาดฯ  ( ตลาดหลักทรัพย์ฯ)   ก็อยู่ที่สังคมไทยว่าอยากให้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเปล่า ผมเป็นผู้บริหาร เป็นพนักงาน ปตท. ผมก็อยากทำอะไรให้ดีที่สุดแก่ทุกฝ่าย และสอดคล้องกับแนวทางที่ทั่วโลกทำกัน ถ้าเผื่อว่าเราซึ่งเป็นประเทศ  Net Import Country มาบิดเบือนโครงสร้างราคาและเราต้องนำเข้า ประชาชนก็ไม่รู้จักประหยัด เราก็ต้องไปเอาก๊าซหุงต้มเข้ามาแล้ว เราต้องอุดหนุน สุดท้ายจะเอาเงินมาจากไหน ปตท. ก็อุดหนุนไปหลายหมื่นล้านบาทแล้ว ถ้าเอา ปตท. เป็นหน่วยอุดหนุน ปตท. ก็ต้องไปเป็น  Non Profit Organization ก็อย่าให้ ปตท. เป็นบริษัทอยู่ในมหาชน ก็เอา ปตท. ออกจากตลาดฯ ปตท. ก็จะเป็นเหมือนรัฐวิสาหกิจที่จะไม่สามารถสนองนโยบายรัฐได้เหมือนในบางรัฐวิสาหกิจ
 
.......................................

เรียนท่านที่รักชาติ  โดยไม่มีเงื่อนไข 

ดิฉันขออนุญาต เสริมหน่อยได้ไหมคะ

ประเทศไทยเรา นอกจากทักษิณ แล้ว  ยังมีอีกมากมายที่จ้องกอบโกย สมบัติ แผ่นดิน ท่านโปรดลองพิจารณาดู  เมื่อไม่มีทักษิณ ประชาชนยังถูกกดขี่ ขูดรีด   ได้รับการปกครอง อย่างไม่เป็นธรรม  ขาดการมีส่วนร่วม ตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างง่ายๆ  ระบบการศึกษา ยังเป็นระบบที่บนลงล่าง    ขาดการมีส่วนร่วม ผลวิจัยชี้ชัด ไอคิวเด็กโง่ลง เมื่อเรียนสูงขึ้น กวดวิชามากขึ้น  คุณภาพเด็กมหาลัยลดลง  แต่ก็ยัง จะประกาศใช้  แล้วนายก ที่ประชาชนส่วนใหญ่ รักและยอมรับ ว่ารักชาติ รักแผ่นดิน เป็นคนดี นายกดีที่สุด     ที่อาสามาเป็นนายกฯ จะช่วยแก้ไขอะไรได้บ้าง  หรือปล่อยให้มีระบบอำมาตยาธิปไตย(ข้าราชการ :อธิการเป็นใหญ่ )  ต่อไป    (ต้องขอขอภัย) เยาวชนคืออนาคตของชาติในภายภาคหน้า  แต่..ไม่มีใครมาใส่ใจกันมากนัก  เพราะไม่มีสื่อไปประจาน สังคมไม่จับจ้อง  ไม่เป้นกระแส   มัวแต่ตีทักษิณ     ส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้เงินฝากยังคงสูง ทำไมละ เจ้าของแบงค์รวย แต่..นักธุรกิจที่กู้เงินไปทำมาหากิน  ชาวบ้านที่กู้เงิน ต้องเสียดอกเบี้ยสูงๆ เหล่านี้ให้ใคร  งบประมาณ แผ่นดินที่นำไปใช้ในโครงการต่างๆ มีการประเมิน ไหมว่า มันแพงกว่าความจริงมาก  มันไปอยู่ที่ใคร   และสัมฤทธิผลแค่ไหน  มีใครมาตรวจสอบกันบ้าง   การจับโจรเราต้องจับทุกคนและถูกคน ไม่ใช่หลายๆคนโกงได้ แต่เพียงคนเดียวห้ามโกง   ห้ามทำผิด    เพราะมันจะไม่แก้ไขปัญหาประเทศ   พูดอย่างนี้ไม่ได้เข้าข้างคุณทักษิณ แต่.....  ประเทศไทยเรา มันมีอีกมากมาย ที่สื่อ สังคม ไม่ได้ส่องไฟเข้าไปดู    จึงทำให้ประชาชนยังคงเดือดร้อน .....   คนที่ควรจะหยุดทำร้ายประเทศไทย ใครบ้าง  ลองพิจารณาดู   อย่ามัวแต่โจมตีคนคนเดียว แต่ปล่อยให้ โจรอีกหลากหลาย มาลุมทึ้งประเทศไทย    แต่ไม่มีใครเฝ้าจับตาดู  สุดท้ายประชาชนก็จะตกเป็นเหยื่อ รองรับ  การรุมทึ้งประเทศไทย   
 
คนที่ควรหยุดทำร้ายประเทศไทย แน่ๆตอนนี้มีกลุ่มไหนบ้าง ลองพิจารณาดูนะคะ   
 
1 ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ   รวม ทั้งอธิการบดีที่ใช้ระบบแอดมิชชั่น   ที่จัดการศึกษาทำลายศักยภาพเยาวชน  ผลวิจัยชี้ชัดยิ่งเรียนยิ่งไอคิวลดลง  กวดวิชาเพิ่ม ข้าราชการอื่นๆ ที่ยังไม่ยอมกลับตัว ที่ยังสุมหัวกับนักการเมือง คอรัปชั่นต่อ
 
2 กลุ่มนักการเมือง  แน่นอน กู้เงินไปทำโครงการ แน่ๆ ชัก% ก่อนหน้า นี้  งบประมาณ แผ่นดิน ไม่ถึงล้านล้าน ตอนนี้เกือบสองล้านๆ แต่ประชาชนยังยากจนเหมือนเดิม ใครรวยขึ้นบ้าง   กลุ่มไหนบ้าง  กรรมการบอร์ดรัฐวิสากิจ   บอร์ดต่างๆ ประชุมครั้งเดียวค่าเบี้ยประชุมเป็นสองสามหมื่น (ปตท)   เงินเหล่านั้นมาจากไหน    ก็ประชาชนทั้งประเทศ     เท่ากับ ชาวบ้านที่ยากจน  หาเงินทั้งปี  มันต่างกันลิบลับ
 
3 ตัวแทนองค์กรอิสระ   ที่ไม่เที่ยงธรรม   ไม่มีมาตรฐาน เที่ยงธรรม     หากองค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม ศาล    (บางคน)  กฎหมายบังคับใช้ได้ผล คงไม่ต้องมีกลุ่มต่างๆออกมาใช้กฎหมู่   ข้าราชการไม่ปฎิบัติตามกฎหมายได้ เป็นใหญ่เหนือกฎหมาย   เช่นกฎหมายการศึกษา บอกให้จัดการศึกษาตามความถนัด และสนใจของผู้เรียน ม. 24 28   แต่ กระทรวงศึกษา จัดให้เรียนซ้ำซากเหมือนกันทุกคน  ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกลงโทษ    กฎหมายรัฐธรรมนูญบอกว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วม ม 57  58   แต่เยาวชนไม่เห็นด้วยกับระบบแอดมิชชั่น  87%  เขาก็ยังดันทุรังทำต่อ  แม้นผลวิจัยออกมาแล้วว่า ระบบแอดมิชชั่นทำให้เด็ก คุณภาพเข้ามหาวิทยาลัยลดลง   ใครใหญ่จริงละ    แต่ประชาชนขโมยใบกล้วย  กลับถูกจับติดคุก

4 นักวิชาการ  นักกฎหมาย  ที่รับใช้การเมือง    และพวก ทำ ผลโพลล์ต่างๆ  บางกลุ่ม
 
5 สื่อมวลชนบางกลุ่ม   

6 กลุ่มนักเคลื่อนไหว บางกลุ่ม ที่รับใช้การเมือง และ หรือ แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนเอง
 
กลุ่มเหล่านี้แหละ   ควรหยุดทำร้ายประเทศไทย ด้วยการทำหน้าที่ตรงไปตรงมา   ทำตามกฎหมาย
 
รักราษฎรให้มากขึ้น  ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด  หยุดทำร้ายประเทศได้แล้ว
 
ท่านๆ คิดว่าอย่างไร

 
กมลพรรณ
0863671004

โดย indexthai

 

กลับไปที่ www.oknation.net