วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทางสู้ ตอนที่ ๔ : ธงชัย ชัยมีแรง


 “ผมไม่ได้ทำผิด ผมถูกใส่ร้าย”
 สมพันธ์ยืนยันหนักแน่น แต่น้าผินไม่ได้ยินเสียแล้ว หล่อนเบือนหน้าเข้าฝาแล้วร้องไห้โฮ
 “น้าผิน ผมมาคราวนี้อยากจะขอยืมเงินน้าผินบ้างเพื่อเป็นทุนหนี แล้วผมจะใช้คืนให้เร็วที่สุด ความจริงไม่น่าจะต้องยืมน้าเลยแต่เราถูกโกง ค่าแรงรับจ้างเลี้ยงวัวทั้งปีเราไม่ได้รับ เรื่องนี้แหละเป็นต้นเหตุให้เกิดความยุ่งยากถึงกับฆ่ากันตาย”
 พอสมพันธ์พูดจบผู้เป็นน้าก็หันมาเกรี้ยวกราดกับหลานชายอย่างนึกไม่ถึง
 “กูบ่มีเงิน มึงนำความอับอายขายหน้ามาสู่ตระกูลนี้แล้วยังจะมีหน้ามาขอเงินอีกหรือ?”
 “ถ้าผมมีที่ไปผมไม่มารบกวนน้าผินหรอก ผมสัญญาจะใช้คืน”
 น้าผินตวาดว่า
 “สัญญาหรือ มึงสัญญากับกูกี่ครั้งแล้วว่าสิบ่หนีโรงเรียน สัญญาว่าสิบ่คบคนเลว” พูดแล้วก็มองมาที่ผม “มึงสัญญาว่าสิหางานดี ๆ ทำ แต่ไปเข้ากับพวกรับจ้างเลี้ยงวัวต่ำ ๆ กินเหล้าเมายา เล่นการพนัน และคบกับผู้หญิงหากิน จนกูไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
 สมพันธ์คอตกไม่โต้ถียงสักคำ ขณะที่น้าของเขาด่าฉอด ๆ
 “กูว่าแล้วสักวันหนึ่งเรื่องอย่างนี้จะต้องเกิดขึ้น มึงเกิดมาเป็นตัวบาป เมื่อแม่มึงอุ้มท้องมาหากูและมาคลอดมึงที่นี่ ไม่รู้ว่าพ่อของมึงอยู่ที่ไหน แม่ของมึงออกลูกแล้วก็หนีไป พอกลับมาป่วยแล้วก็ตาย ปล่อยให้กูเลี้ยงมึงมาจนเติบใหญ่เพราะมึงเป็นสายเลือดของกู กูไม่เลี้ยงบ้านเมืองเขาก็จะนินทา”
 “กูให้ความอบอุ่น ให้ข้าวให้น้ำ สั่งสอนคุณธรรม แต่ตลอดเวลาก็ไม่เห็นมึงทำความดีอะไรขึ้นมา มึงเกิดมาเป็นตัวมารของกู”
 สมพันธ์ก้มหน้าน้ำตาไหลอาบแก้ม ผมมองดูแล้วก็สงสาร ท่าทางของสมพันธ์เหมือนหมาบาดเจ็บที่ถูกตีซ้ำ ได้แต่ก้มหน้านิ่ง น้าผินใจร้ายยังคงด่าต่อไป
 “กูควรจะยกมึงให้คนอื่นไปแล้วเมื่อแม่มึงจากไป แต่กูนับถือศาสนาพุทธ จึงทนอับอายขายหน้ามาตลอดทุกวันนี้”
 ผมฟังแล้วก็เกิดอาการโกรธขึ้นในใจ รีบดึงแขนสมพันธ์ลุกขึ้น บอกว่า
 “เราไปจากที่นี่กันเถอะ”
 ผมกับสมพันธ์ลุกขึ้น หญิงปากร้ายพูดเหมือนซ้ำเติมหลานชายว่า
 “มึงจะหนีไปไหนก็แล้วแต่ บาปจะต้องติดตัวมึงไป เพราะมึงเกิดมาเพื่อใช้บาป”
 “ผมรีบลากแขนสมพันธ์ลงจากเรือน อยู่นานกลัวจะอดโมโหไม่ได้ เขาไม่มองหน้าผู้ที่เลี้ยงเขามา ได้แต่เพียงพูดว่า
 “ผมไปก่อนนะ”
 แทนที่หล่อนจะใจอ่อนเหมือนปุถุชนทั่วไป หล่อนกลับด่าหลานชายเหมือนไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขว่า
 “ไป ออกไปให้พ้นบ้านกู กูขายหน้ามานานแล้ว” หล่อนดีโพยตีพายว่า “ชาติก่อนทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ ชาตินี้เลี้ยงคนไม่ได้ดี”
 อารมณ์โกรธของผมพุ่งขึ้นสุดขีด มองดูเพื่อนรักก็ตัวสั่นเหมือนเด็กน้อยหลงทาง เมื่อถูกผู้เป็นน้าด่าอย่างไม่ปราณี ผมปล่อยแขนเพื่อนเดินเข้าหาหญิงปากร้ายด้วยความโกรธ แต่ก็ต้องหยุดชะงักด้วยความรู้สึกว่ากำลังจะทำอะไรลงไป
 ถ้าผมรังแกผู้หญิงก็จะกลายเป็นคนบาปอีกคน เมื่อสติผมกลับคืนมา ผมจึงพูดกับหญิงปากร้ายว่า
 “แม่ผมก็เป็นชาวพุทธ แต่พูดจาอะไรมีการสำรวม ไม่พูดจาเพ้อเจ้อฟุ้งซ่านอย่างนี้”
 ผมหมุนตัวกลับ ดึงแขนสมพันธ์ลงบันไดบ้านแล้วมุดรั้วออกไปทางด้านหลัง ผมพูดกับสมพันธ์ด้วยเสียงหนักแน่นว่า
 “ไปหาพ่อกันดีกว่า แกอาจช่วยเราได้”
 สมพันธ์ไม่พูดอะไร เดินตามผมมาอย่างคนไม่มีหัวใจ ทิ้งเหตุการณ์เลวร้ายไว้เบื้องหลัง เราสองคนเดินมาในความมืด ความอ่อนเพลียบวกกับความหิวมันทรมานมิใช่น้อย สมพันธ์ไม่ปริปากบ่นเลย ความทุกข์ของเขามีมากอันนี้ผมรู้ ผมจึงไม่พูดอะไรให้เป็นที่สะเทือนใจเพื่อน ตอนหนึ่งสมพันธ์ถามผมว่า
 “สามารถ เพื่อนกำลังคิดอะไร?”
 “กันกำลังคิดถึงผู้หญิงคนนั้น” ผมบอกตามตรง “หล่อนไม่น่าจะด่วนตาย”
 “กันคิดว่าเพื่อนจะคิดถึงเรื่องน้าผิน” สมพันธ์ว่า
 “กันลืมมันแล้ว” ผมพูดให้เพื่อนสบายใจ “ตอนนี้น้าของเพื่อนคงจะเสียใจก็ได้”
 แต่ผมก็คิดว่าคนอย่างน้าผินไม่เคยเสียใจให้ใครหรอก นอกจากตัวเอง เห็นได้ชัดว่าหล่อนไม่ได้ถามเลยสักนิดว่า กินข้าวกันมาแล้วหรือยัง หรือถามว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเป็นอย่างไร หล่อนคงไม่เคยเสียใจให้ใครเลยในชีวิตนอกจากตัวเอง
 “น้าผินเป็นคนดีจริง ๆ” สมพันธ์กล่าวถึงน้าของเขา “ถ้าแกไม่ดีแกคงไม่เลี้ยงกันมา แม่ของกันไปอยู่เสียที่ไหนก็ไม่รู้ กันเกลียดตัวเองที่ทำให้น้าเป็นทุกข์”
 ผมรู้สึกแปลกใจที่สมพันธ์พูดถึงน้าสาวของเขาในทางที่ดี ผมฟังแล้วก็ไม่อยากโต้แย้ง มันจะทำให้เพื่อนเสียใจเพิ่มขึ้น สมพันธ์พูดด้วยความขมขื่น
 “น้าผินเล่าให้กันฟังร้อยกว่าครั้งว่า แม่ของกันเป็นคนไม่ดี หาพ่อให้ลูกก็ไม่ได้ พอกันเกิดได้ไม่นานแม่ก็ตาย มึงยังมีบุญอยู่บ้าง น้าผินพูดอย่างนี้เสมอ แล้วแกก็เลี้ยงกันไว้ เคี่ยวเข็ญหนัก ดุด่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ เตือนกันวันละสามเวลา เรื่องตกนรก แต่ถึงจะดุด่าเฆี่ยนตีอย่างไรแกก็ยังให้เสื้อผ้าอาหาร น้าผินพูดอยู่เสมอว่า แกไม่อยากให้ใครตราหน้าว่าแกโหดร้ายกำพร้าที่ขาดพ่อแม่คนอื่นมาเห็นอาจจะว่าน้าของกันไม่ดี น้าผินเป็นญาติคนเดียวที่กันมี เพื่อนยังมีพ่อ แต่กันมีเพียงน้าผินที่เป็นญาติร่วมสายโลหิต บางทีกันก็เกลียดตัวเองไม่รู้เกิดมาทำไม”
 ผมฟังแล้วก็สงสารเพื่อนอย่างจับใจ เราเติบโตมาด้วยกัน พอหนีออกจากบ้านก็อยู่ด้วยกันมาตลอด อดด้วยกันอิ่มด้วยกัน เราไม่ทอดทิ้งกันเมื่อยามมีทุกข์ คงจะเป็นเพราะว่าเราทั้งสองขาดความอบอุ่นจากครอบครัวนั่นเอง
 ประมาณเที่ยงคืนเราก็ถึงต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำชี ต้นไม้ต้นนี้แผ่กิ่งก้านปกคลุมภายใต้แสงจันทร์พอหลุบหลู่ เราหยุดพักที่นั่น เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครตามมาก็หักกิ่งไม้มาปูนอน เราจะเดินไปตลอดคืนย่อมเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อท้องเราหิว
 ผมขัดยอกไปทั้งตัว อยากจะหลับโดยเร็วแต่กลับตาค้าง มองต้นไม้ไพรพฤกษ์ที่โดนลมพัดเมื่อยามดึกโอนเอนไปมา ความคิดที่ว่าจะนอนพักเอาแรงกลับนอนไม่หลับกระสับกระส่าย คล้ายกับมีคนตามสะกดรอย จิตใจไม่ยอมให้ร่างกายได้พัก หลายครั้งหลายหนที่ผมมองเห็นหน้านางมาลี เหมือนหล่อนมาทวงเอาชีวิต
 สมพันธ์หลับก่อนผม แต่เป็นการหลับที่น่าหวาดกลัว ผมรู้ว่าสมพันธ์ฝันเห็นอะไรจึงละเมอออกมา “เราไม่ได้ทำเราไม่ได้เป็นคนยิง” สมพันธ์ละเมอแล้วก็ลุกขึ้นนั่งตัวสั่นงันงก
 “ฝันร้ายหรอกสมพันธ์นอนเสียเถอะ” ผมปลอบใจเพื่อน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ข่มตาหลับไม่ลง
 “กันฝันเห็นคุณมาลี” สมพันธ์ว่า “หล่อนยืนอยู่ตรงโน้น ตัวหล่อนเปื้อนเลือด”
 ผมฟังแล้วก็ขนหัวลุก แต่บอกเพื่อนว่า
 “นอนเสียเถอะพรุ่งนี้จะได้ออกเดินทาง” สมพันธ์สั่นหัวบอกผมว่า
 “ถ้าเห็นภาพนั้นอยู่กันไม่อยากหลับเลย”
 พูดจบก็ลุกขึ้นนั่ง คว้าปืนพกไอ้ตัวก่อเรื่องขึ้นมากระชับไว้ในอุ้งมือ แล้วขว้างมันลงไปในแม่น้ำ เสร็จแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น
 แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด ผมก็รู้สึกมีชีวิตชีวาเมื่อได้ก้าวเข้ามาสู่อ้อมอกพ่อ มองเห็นกระท่อมหลังเล็ก ๆ และเรือนหลังใหญ่ตั้งอยู่กลางไร่ ผมแลเห็นคอกวัวที่เคยช่วยพ่อสร้างเมื่อสมัยเป็นเด็ก
 ผมต้องเหงื่อไหลไคลย้อยเมื่อช่วยพ่อขุดหลุมฝังเสา และกั้นคอกวัวด้วยไม้เนื้อแข็งอย่างดีผมมองเห็นกังหันลมที่พ่อทำไว้บนหลังคาบ้าน กังหันอันนี้ไม่ได้ใช้พลังงานอะไร ทำไว้เพื่อให้รู้ทิศทางลมเท่านั้น ที่ปลายด้ามกังหันมีหางปลาติดอยู่ หางปลาอันนี้จะถูกลมพัดให้ใบกังหันหมุนเข้าสู่ทิศทางลม ซึ่งพัดไปมารอบทิศทาง
 พ่อเป็นคนพาครอบครัวเข้ามาจับจองที่ดินผืนนี้ แล้วก็บุกเบิกเป็นไร่นา พ่อมาพร้อมกับเจ้าของที่ดินคนอื่น ๆ พ่อใฝ่ฝันที่จะสร้างอาณาจักรแห่งนี้เป็นเรือนตาย แม้จะมีที่ดินไม่มากนักพ่อก็สามารถผลิตวัวเนื้อวัวเทียมเกวียนได้เท่าเทียมกับพวกที่อยู่เหนือแม่น้ำขึ้นไป
 พ่อเป็นคนก่อร่างสร้างตัวอย่างน่าสรรเสริญ เมื่อพ่อพาแม่เข้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ พ่อกับแม่รับจ้างทำงานเพื่อนบ้าน พอได้เงินมาก็รวบรวมไปซื้อวัวตัวเมียมาเลี้ยงไว้ ให้มันออกลูกออกหลาน
 ผมกับสมพันธ์เดินอ่อนระโหยโรยแรงเข้าไปในไร่ แม่วัวสองตัวพร้อมลูกของมัน ตกใจตื่นวิ่งหนีไปข้างหน้า ผมกับเพื่อนต่างร้องครางด้วยความเมื่อยล้า ถ้าไม่ได้พักนอนเมื่อคืนนี้คงเดินมาไม่ถึงแน่ เราสองคนยืนพิงคอกวัวไต้ชายคากระท่อม ผมมองเห็นพ่อเดินมาแต่ไกล
 มีชายร่างเตี้ยเดินมาข้างหลังพ่อ อายุของเขาคงจะแก่กว่าผมไม่กี่ปี พ่อเดินนำหน้าชายคนที่ว่าตรงมาที่ผม วัยของพ่อดูร่วงโรยไปมากเพราะกรำงานหนักมาตลอด ผมกลับทอดทิ้งพ่อไปหารับจ้างคนอื่น
 มีคนพูดว่าผมกับพ่อเหมือนพิมพ์เดียวกัน แต่ดูร่วงโรยกว่ากันเท่านั้น ก็แน่ละซิ พ่อร่วงโรยไปตามกาลเวลา ผมหงอกเต็มหัวไม่สนใจที่จะโกนหนวดเครา ตั้งแต่แม่ของผมตายไป พ่อปล่อยตัวรุงรังเช่นนี้เสมอ เมื่อแม่ตายก็ไม่มีใครเตือนพ่อให้โกนหนวด
 ผมยกมือไหว้พ่อ สมพันธ์ก็ไหว้ตาม พ่อเข้ามาตบบ่าผมจนเจ็บ แล้วพูดออกมาว่า
 “ลูกพ่อ ไม่ตายก็ได้กลับมาเห็นกัน ไปถึงไหนมาละลูก”
 “ผมดีใจที่พบพ่อ” ผมกล่าวด้วยน้ำใสใจจริง พ่อบีบไหล่ผมจนเจ็บก่อนที่จะถอยหลังออกไป พ่อมองดูผมอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วจึงหันไปพูดกับสมพันธ์
 “พ่อมองดูพวกมึงสองคนแล้ว คล้ายกับมีเรื่องอะไรมาจึงดั้นด้นมาถึงบ้าน”
 “เรามีเรื่องนิดหน่อยเท่านั้นแหละพ่อ” สมพันธ์เป็นคนบอก พ่อจึงหันมาทางผม รอยยิ้มค่อย ๆ จางไป ถามว่า
 “มีเรื่องผิดปกติหรือลูก”
 ผมพยักบอกพ่อแทนคำตอบ
 “เรื่องมันยาวครับพ่อ ขอให้ผมได้กินข้าวเสียก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง ผมหิวข้าวจนตาลายแล้ว”
 “ได้ซีจะเป็นไรไป” พ่อบอก “ตอนที่พวกมึงเข้าประตูไร่มาพ่อกำลังจะกินข้าวเที่ยงอยู่ทีเดียว เดี๋ยวหุงข้าวเพิ่มอีกก็แล้วกัน”
 พ่อพินิจดูผมซึ่งเป็นสายโลหิตของท่านด้วยสายตาที่มีความวิตกกังวล แต่ไม่ปริปากถามและยิ่งกังวลหนักขึ้นเมื่อเห็นผมกับเพื่อนกินข้าวอย่างตายอดตายอยากมา จนกระทั้งอาหารเที่ยงผ่านไป เรื่องราวต่าง ๆ จึงเปิดเผยออกมา
 พ่อเป็นคนดีในสายตาของผม เมื่อฐานะดีขึ้นพ่อก็ปลูกบ้านใหม่ เป็นเรือนไม้ฝากระดานแทนกระท่อมหลังเก่า เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของบุตรภรรยา
 พ่อเคยเล่าให้ผมฟังว่า แม่ดีใจมากที่พ่อปลูกบ้านหลังใหม่ครั้งกระโน้น ผมเองก็ดีใจด้วยตั้งแต่แม่ตายแล้ว บ้านหลังใหญ่ก็ไม่มีใครดูแล ข้างบ้านมีกระท่อมหลังเก่าสำหรับลูกจ้างนอนเฝ้าวัว กระท่อมหลังนี้เองที่พ่อกับแม่ช่วยกันสร้างมันขึ้นมา ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ ผมเกิดมาก็เห็นกระท่อมหลังนี้ และขณะนี้มันได้กลายเป็นที่อยู่ของลูกจ้างเลี้ยงวัว
 พ่อไม่เดือดร้อนเรื่องอาหารการกิน เป็ดไก่เลี้ยงไว้มากมาย ไม่ต้องซื้อหาที่ไหน เนื้อวัวสดก็มีกิน ลูกวัวตัวไหนที่พิการก็ไม่ค่อยเลี้ยงไว้
 ผมกับสมพันธ์กำลังหิวจัด อาหารที่ยกมาช่างอร่อยเหลือกำลัง เห็นเรากินอาหารพ่อยิ่งสงสัยมากขึ้น จึงถามว่า
 “พวกมึงจะรีบไปไหน มีเรื่องอะไรมา”
 ผมมองดูลูกจ้างแวบหนึ่ง แสดงว่าไม่ต้องการให้ใครได้ยิน แต่ก็บอกพ่อว่า
 “พ่อครับ ผมมาขอความช่วยเหลือจากพ่อ ผมต้องการเงินเพื่อเป็นทุนเดินทางต่อไป”
 เมื่อลูกจ้างเลี้ยงวัวลงจากบ้านไปแล้ว พ่อเอนหลังพิงหมอน ฟังผมเล่าเรื่องราวทั้งหมด กรามของพ่อขบกันแน่น กระพริบตาถี่ ๆ
 “น่าสงสารผู้หญิงคนนั้นเหลือเกิน” พ่อพูดเบา ๆ
 “เขาไม่ได้ทำความผิดแม้แต่น้อยแต่ก็ต้องตาย พวกมึงก็ไม่ผิดแต่กำลังจะชดใช้หนี้กรรม”
 พ่อมองดูสมพันธ์แล้วถามว่า
 “น้าผินของมึงรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง”
 สมพันธ์พยักหน้าบอกแต่เพียงว่า
 “น้าผินก็เสียใจเหมือนกัน” ว่าแล้วก็เดินลงจากเรือนไป สมพันธ์ไปแล้วผมจึงเล่าเรื่องน้าผินคนปากร้ายให้พ่อฟังอย่างขมขื่นว่า
 “พ่อครับ ผมไม่เคยคิดจะทุบตีผู้หญิงเลยในชีวิต แต่กับคนคนนี้ผมคันไม้คันมือเหลือเกิน” พ่อพูดขึ้นอย่างมีสติว่า
 “ลูกเอ๋ย คนไม่มีผัวก็เป็นอย่างนั้นเอง โมโหร้ายเพราะมีความกดดันที่ไร้คู่ครอง ที่นางได้เลี้ยงดูสมพันธ์มาก็ไม่ได้เลี้ยงดูเพราะความรักหรอก จริง ๆ แล้วหล่อนเกลียดชังมาก ที่ไม่มีผัวแล้วแถมได้เป็นแม่ลูกอ่อน เลี้ยงดูหลานกำพร้าด้วยความจำใจ จนหลานเติบใหญ่ก็ไม่คิดอุ้มชูกลับขับไล่ไสส่งให้หนีไปจากบ้าน”
 “ผมดีใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ” ผมพูดตามความจริง “เสียดายที่แม่ไม่ได้อยู่กับเรา”
 ดวงตาพ่อหม่นหมองเมื่อพูดถึงแม่ ผมจึงเปลี่ยนเรื่องพูดคุย โดยถามพ่อว่า
 “พ่อเคยได้ยินชื่อหมู่สายตำรวจมือปราบไหมครับ คนนี้แหละเป็นสามีของคนตาย เขากำลังจะตามฆ่าเรา”
 “พ่อเคยได้ยินชื่อคนคนนี้” พ่อว่า “เขาคงจะเปิดโอกาสให้ลูกอยู่ไม่นาน คนผู้นี้มีพิษสงมาก พ่อคิดว่าเมื่อฝังศพภรรยาของเขาแล้ว เขาต้องตามมาที่นี่แน่นอน”
 “เขาจะตามอย่างไรถูก พวกเราหลบ ๆ ซ่อน ๆ มา” ผมบอกพ่อ แต่พ่อบอกว่า
 “เขาคงสืบประวัติของลูกแล้ว ว่าเป็นลูกใคร มีบ้านช่องอยู่ไหน เขาก็ต้องตามมาที่นี่และเราก็ไม่เคยปิดบังบ้านของเรา ใครจะไปรู้ว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น”
 “พรุ่งนี้เขาก็คงมาตามลูกที่นี่ เชื่อพ่อเถอะ จงพากันหนีไปเสียก่อน ไปให้ไกลแสนไกลบางทีเขาจะตามลูกไม่ทัน”
 ใบหน้าของพ่อหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด ผมรู้ว่าพ่อเสียใจมากในเคราะห์กรรมของผม พ่อเบือนหน้าหนี คงซ่อนน้ำตาไม่ให้ผมเห็น แล้วพูดกับผมในขณะหันหลังว่า
 “สามารถ พ่อหวังว่าวันหนึ่งลูกจะเลิกใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ แล้วกลับบ้านมาทำงานช่วยพ่อ”
 “พ่อมีลูกจ้างอยู่แล้ว” ผมบอกพ่อ พ่อก็ว่า
 “จริงอยู่ เขาช่วยพ่อได้มาก แต่เขาไม่ใช่คนในครอบครัว พ่อมีลูกคนเดียว กะไว้ว่าสักวันหนึ่งเมื่อพ่อแก่ตัวลงจะยกไร่และฝูงวัวให้ลูก พ่อเริ่มสร้างตัวด้วยมือเปล่ายังทำได้แค่นี้ ลูกยังหนุ่มและมีทุนที่พ่อหาไว้ให้ คงจะทำได้มากกว่านี้”
 ผมตื้นตันในลำคอ เป็นโชคมหาศาลที่ผมมีพ่อที่ดี ผมบอกพ่อว่า
 “พ่อครับ ผมคิดถึงพ่อและรักพ่อมาก อยากจะกลับมาอยู่บ้านกับพ่อ แต่ตอนนี้ผมอยากพิสูจน์ตัวเองว่า จะเอาตัวรอดได้แค่ไหนเมื่อพ้นไปจากอกพ่อ”
 “ถ้าพบกับหมู่สายลูกควรพูดกับเขาให้ดี ๆ ” พ่อเตือน
 “พ่อยังไม่เห็นท่าทางของเขา” ผมบอก “เขาโกรธผมมากและคิดว่าผมทำให้เมียเขาตาย เขาพูดอาฆาตผมไว้ว่าจะตามฆ่าผมกับสมพันธ์ให้ได้”
 “เมื่อคิดจะหนีแล้วก็ต้องหนีต่อไปเรื่อย ๆ ลูกเอ๋ย ต้องหนีต่อไปจนกว่าจะหนีไม่ได้ เมื่อนั้นแหละจึงจะหันหน้ามาสู้”
 “ผมไม่สู้เขาหรอก พ่อจะว่าผมเป็นคนขี้ขลาดก็ได้ตอนนี้ แต่วันหนึ่งผมอาจจะกล้า”
 เราเงียบกันไปสักครู่พ่อก็พูดขึ้นว่า
 “พ่อก็มีส่วนผิดที่ไม่เตือนให้ลูกรู้ตั้งแต่แรก ตอนนี้มันสายไปเสียแล้ว”
 “เรื่องอะไรละพ่อ” ผมถาม
 “เรื่องสมพันธ์เพื่อนของลูก พ่อรู้ว่าลูกชอบเขาพ่อก็ชอบ แต่เขาเป็นบ่วงรัดคอลูกทำให้ลูกได้รับความยุ่งยากเพราะเขา”
 ผมมองพ่อตาค้างอยากจะพูดก็พูดไม่ออก
 “จริงอยู่ตอนเป็นเด็กพอเข้าคู่กันได้” พ่อว่า “แต่ตอนนี้ลูกโตเกินเขา ลูกเป็นผู้ใหญ่แล้วมีความรับผิดชอบเยี่ยงผู้ใหญ่ แต่เขายังเป็นเด็กแม้ร่างกายจะโตขึ้นก็ตาม ความรู้สึกนึกคิดยังเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา เขาเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้”
 “ฟังพ่อให้ดี บางคนว่าสมพันธ์เป็นคนซื่อ ๆ แต่พ่อว่าเขาไม่มีความคิด ไม่มองการณ์ไกลไม่คำนึงถึงผลได้ผลเสีย คิดอยากจะทำอะไรก็ทำไปตามใจตัวเอง เรื่องที่เกิดขึ้นพ่อค้าวัวเป็นผู้ผิด แต่คิดอีกทีซิ ถ้าสมพันธ์ไม่มีส่วนร่วมเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นไหม?”
 คำพูดของพ่อเป็นความจริง ที่ว่าสมพันธ์ทำอะไรโดยไม่มีความคิด สุดท้ายเขาก็ตายเพราะการกระทำของเขา

โดย ชะเอง

 

กลับไปที่ www.oknation.net