วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทางสู้ ตอนที่ ๑๑ : ธงชัย ชัยมีแรง


เราสามคน หมายถึงผมกับสมพันธ์ และคำหล้าได้อาศัยในร่มไม้ชายคาของพ่อกับแม่ผู้อารีย์ ถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม ๆ  มีความสุขสบายดีจนไม่อยากจะจากที่นี่ไป สมพันธ์หายป่วยแข็งแรงพอที่จะขี่ม้าได้แล้ว
เช้าวันนี้อากาศปลอดโปล่งกว่าทุกวัน ขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออกมีสีแดง พระอาทิตย์จวนจะขึ้นแล้ว ผมผูกเบาะเข้ากับหลังม้าแทนอาน มองดูสมพันธ์ก็เห็นเขากำลังทำอย่างเดียวกับผม เราเอาผ้าขาวม้ามาเย็บแล้วเอานุ่นยัดเพื่อให้นั่งสบายขึ้น ม้าที่เรายึดมาจากไร่เฒ่าถาคนทรยศ จะได้ใช้เป็นประโยชน์ก็คราวนี้ ผมหันไปถามสมพันธ์ว่า
“แน่ใจหรือว่าจะเดินทางได้ กันดูเพื่อนเห็นยังซูบอยู่” สมพันธ์ก็บอกว่า
อย่าห่วงกันเลย เราขี่ม้า ไม่ได้เดินไปจะต้องกลัวอะไร เรารีบไปเสียจากที่นี่ดีกว่า
ผมมองกลับไปยังเรือนหลังใหญ่ เห็นควันไฟลอยออกมาจากในครัว ก็รู้ว่ากำลังเตรียมอาหารเช้า มองดูพ่อพ่อสังข์ก็เห็นกำลังประคบประหงมลูกวัวที่เกิดใหม่ ผมได้ยินเสียงลูกวัวตัวน้อยร้องแบ ๆ เมื่อพ่อสังข์ลูบคลำตัวมัน
พ่อสังข์ตื่นแต่เช้าทุกวัน แบกจอบออกไปทำงานกลางแจ้ง ขุดดินบ้างซ่อมรั้วบ้าง บางทีก็หยอดเมล็ดพืช ดูแลให้อาหารสัตว์บ้าง นอกจากวัวแล้วก็มีหมูสามตัวไก่หนึ่งฝูง
ผมเองก็ช่วยงานเหล่านี้ทุกวันตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ทำให้พ่อเบาแรงขึ้นอีก จัดการกับม้าเสร็จแล้วผมก็บอกสมพันธ์
“ไปกินข้าวเช้ากันเถอะ จะได้ออกเดินทาง”
“รีบกินรีบไป” สมพันธ์พูดขึ้น “กันรู้สึกคล้าย ๆ กับมีคนตามเรามา แต่ทำไมมาช้านักก็ไม่รู้”
พ่อสังข์เปิดประตูให้แม่วัวออกไปกินหญ้า ซึ่งขึ้นเขียวชะอุ่มอยู่ทั่วไปรอบบริเวณบ้าน เมื่อเสร็จแล้วก็เดินเข้าประตูมา ในมือถือตะกร้าไข่ไก่มีสิบกว่าฟอง เมื่อเห็นผมกับสมพันธ์อยู่ในครัว ก็พูดขึ้นว่า
“อาหารเสร็จหรือยัง รีบยกออกมากินพร้อมกันเสียเลย พวกเดินทางจะได้รีบไป
พ่อสังข์พูดยิ้ม ๆ แต่ผมดูว่าเป็นยิ้มที่เครียด คงไม่อยากให้พวกผมจากไป ผมเองถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากจากไปเช่นกัน นอกจากกังวลกับคนที่จะตามมาฆ่าแล้ว นอกนั้นก็มีความสุขตลอดสัปดาห์
ผมใช้เวลาว่างซ่อมรั้ว ซ่อมคอกวัว ปลูกพืชไร่ จับคันไถ ผมรู้สึกเสียเหมือนกันหากวันไหนได้ออกไปทำงานกลางแจ้ง ผมเป็นห่วงสมพันธ์ที่อยู่ตามลำพัง กลัวคนจะตามมาพบแล้วฆ่าเขาเสีย มีผมอยู่ด้วยจะได้แก้ไข ความจริงแล้วผมไม่คิดจะสู้กับใคร
ผมชอบครอบครัวของพ่อและแม่ทั้งสอง พ่อช่างมีอัธยาสัยไมตรีเหมือนพ่อของผมไม่มีผิด ส่วนแม่ผู้พิการก็ทำให้ประหลาดใจด้วยท่าทีอันอ่อนโยน และร่าเริง แม่ขาพิการเดินไม่สะดวกก็จริง แต่ทำงานตลอดเวลา ถ้าเป็นคนปกติคงจะปราดเปรียวกว่านี้
เหนือสิ่งอื่นใดผมได้อยู่ใกล้คนรัก มีความสุขที่ได้อยู่ใกล้คำหล้า แม้จะเป็นคนรักก็ไม่ได้ล่วงเกินอะไรเธอ ผมไม่อยากประทับรอยบาปไว้กับลูกผู้หญิง เผื่อผมไปแล้วจะไม่ได้กลับมารับผิดชอบ
การกล่าวคำอำลาคงเป็นเรื่องเศร้าสิ้นดี ผมไม่รู้ว่าตัวเองตกหลุมรักเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ มันสำคัญที่ว่าผมไม่อยากให้เธอมีความรู้สึกเช่นเดียวกับผม เพราะผมไม่มีอนาคต แต่ผมคิดว่าเธอก็รักผมไม่น้อยเหมือนกัน
คำหล้าจัดอาหารวางบนโต๊ะไม่สูงนัก เพื่อให้แม่สวยผู้พิการได้นั่งบนเก้าอี้กินอาหารพร้อมกับเรา พ่อเป็นผู้ประคองให้แม่นั่ง ถ้าพวกเราไม่อยู่ พ่อกับแม่ก็กินข้าวบนโต๊ะตัวนี้ แม่คนพิการย่อมไม่สะดวก ถ้าจะนั่งกินบนพื้นเหมือนชาวบ้านในชนบททั่วไป
อาหารวันนั้นมีไข่ต้ม แกงไก่ใส่หน่อไม้ดอง กับน้ำพริกผักต้ม คำหล้าเป็นผู้ลงมือทำเอง โดยมีแม่สวยผู้พิการนั่งคอยสั่งงานอยู่บนเก้าอี้ ทุกคนดูเศร้าหมองเมื่อคิดถึงว่า จะต้องพลัดพรากจากกันในไม่กี่นาทีข้างหน้า อาจจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายก็ได้ แม่ฝืนยิ้มเช่นเดียวกับพ่อ
“กินให้อิ่มนะลูก” แม่บอก “เดี๋ยวไปตามทางจะหิว”
“เตรียมของไปกินตามทางหรือยัง?” พ่อถามอย่างห่วงใย
“เรียบร้อยแล้วครับ” สมพันธ์บอก
ผมเหลือบมองดูคำหล้า เธอรู้ตัวรีบเบือนหน้าหนี คงจะซ่อนน้ำตาไม่ให้ใครเห็น รีบอิ่มข้าวทันที
พ่ออิ่มข้าวก่อน จัดแจงเอาไข่ไก่บรรจุในกล่องใบหนึ่ง หาอะไรมารองเพื่อไม่ให้มันแตก แล้วพูดว่า
“อย่าว่าพ่อไล่เลยนะ อิ่มข้าวแล้วก็รีบพากันไป ตะวันขึ้นสูงแล้ว เดี๋ยวม้าจะร้อน”
ผมสังเกตเห็นสมพันธ์เริ่มแข็งแรงขึ้นเหมือนเก่า เขากินอาหารได้มาก ทางอีสานถ้าหายไข้แล้วกินข้าวได้มาก เรียกว่า “คนพีโพ” สมพันธ์ก็คงจะอยู่ในลักษณะนั้น
ส่วนตัวผมนั้นไม่มีอะไรจะเสียใจเท่าการลาจาก ทำให้กลืนข้าวไม่ค่อยลง กินได้บ้างเล็กน้อยก็เลยอิ่ม แล้วลุกออกมากินน้ำ ล้างมือ ที่โอ่ง แม่พูดขึ้นว่า
“คำหล้าคุยกับแม่แล้วจะอยู่ที่นี่ ไม่เข้าไปในเมือง” ผมมองดูหน้าคำหล้า เธอก็บอกว่า
“พ่อกับแม่อยากให้ฉันอยู่ที่นี่”
“ใช่ แม่ของร้องเขาเอง” แม่ว่า “แม่ไม่มีเพื่อน ถ้าไปอยู่ในเมืองจะได้รับความลำบากในการหากิน อยู่ที่นี่เลยดีกว่าจะได้เป็นเพื่อนแม่ เป็นลูกสาวของแม่ตลอดไป”
คำหล้ามีท่าทางดีใจ บอกผมว่า
“พี่จะได้รู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ ไปหางานทำในเมืองก็ไม่รู้จะได้เร่ร่อนไปถึงไหน ถ้าพี่จะติดต่อกับฉันก็ขอให้ติดต่อมาที่นี่ ฉันจะคอยฟังข่าวจากพี่”
ผมไม่อยากให้เธอไปหางานทำในเมืองเหมือนกัน ที่คิดไว้แต่แรกก็เผื่อว่าจะไม่มีใครยินดีอุปการะ เมื่อมาพบผู้ใจบุญอย่างที่พบก็ได้แต่ดีใจ
ผมกินข้าวอิ่มก่อนสมพันธ์ จึงลุกออกมายืนข้างนอก ตามองไปรอบ ๆ บริเวณ อยากจะจดจำสถานที่แห่งนี้ไว้ วันข้างหน้าอาจจะได้กลับมาพักพิงอีก
ที่นี่ให้ความอบอุ่น ในขณะที่โลกภายนอกเต็มไปด้วยความโหดร้าย วุ่นวายและขาดเมตตาธรรม
ผมแก้สายบังเหียนม้าตัวของสมพันธ์ แล้วจูงมันมาหาตัวของผม เมื่อเหวี่ยงตัวขึ้นนั่งบนหลังของมัน แล้วก็กระตุ้นให้เดินมือหนึ่งกุมสายบังเหียนม้าของตัวไว้ อีกมือหนึ่งดึงสายบังเหียนม้าตัวของสมพันธ์
จากบ้านพักกับที่ผมไปเอาม้า ห่างกันราวหนึ่งเส้น ผมมองเห็นความเคลื่อนไหวที่บ้านพัก ทำให้เป็นที่สดุดตา สักครู่คำหล้าก็วิ่งผมปลิวมาหาผมที่กำลังขี่ม้าจูงม้าอยู่ พลางตระโกนบอกว่า
“เร็วเข้าพี่ เกิดเรื่องแล้ว” พร้อมกับชี้มือให้ดู
ผมมองไปทางมือเธอชี้ ก็เห็นคนขี่ม้ามาแต่ไกล ดวงตะวันขึ้นเหนือยอดไม้ เป็นเหมือนลูกไฟดวงใหญ่วงกลมสีแดง ผมไม่ต้องอาศัยกล้องส่องทางไกลมองแวบเดียวก็รู้ว่าใครขี่ม้ามา หมู่สายคนตามล่าเรานั้นเอง
ม้าตัวที่ผมกำลังขี่อยู่ตกใจตื่น เมื่อหญิงสาววิ่งเข้ามาใกล้ เธอตระโกนบอกซ้ำท่าทางตื่นเต้น
“หนีซิพี่ หนีไปเร็ว ๆ”
ผมรู้สึกสับสนและตัดสินใจไม่ถูก มือกุมบังเหียนม้าไว้มั่น “หนีไปจะมีประโยชน์อะไร” ผมคิด “หมู่สายย่อมตามทัน แต่ถ้าอยู่ผมจะทำอย่างไรดี”
“พี่จะไปตามสมพันธ์” ผมบอกคำหล้าแล้วกระตุ้นม้าให้วิ่งไปยังบ้านพัก เมื่อไม่เห็นสมพันธ์ออกมาผมก็หยุดม้าไว้ที่ประตูบ้าน พลางตระโกนเรียกซ้ำ ไม่มีเสียงตอบมีแต่แม่สวยผู้พิการพยุงตัวด้วยไม้ค้ำยันมาที่ประตู แล้วบอกผมว่า
“สมพันธ์วิ่งถือปืนยาวไปทางหลังบ้าน”
“ปืนยาว” ผมตกใจ เพิ่งนึกได้ว่าปืนกระบอกนี้เพิ่งยึดมาจากเฒ่าถา ผมลืมปืนกระบอกนี้เสียสนิท ถ้าแม่สวยไม่พูดขึ้นผมคงลืมมันไว้ที่นี่
ผมผูกสายบังเหียนม้าของตัวของสมพันธ์ไว้กับต้นมะยมข้างบ้าน แล้วขี่ม้าตัวของผมเรียกหา
“สมพันธ์ สมพันธ์ กลับมาก่อน”
มองไปทางหมู่สายอีกทีก็เห็นเขาขี่ม้าจวนจะถึงประตูเข้าไร่อยู่แล้ว ขี่ม้าเหยาะย่างสม่ำเสมอ เป็นม้าสีดำขนาดใหญ่ บรรทุกสัมภาระมาด้วย
สมพันธ์คงจะนั่งซุ่มตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่ผมตามหาเขาไม่พบ หมู่สายใกล้เข้ามา ๆ เขาคงไม่รู้ว่าสมพันธ์ซ่อนตัวคอยเล่นงานเขาอยู่ตรงไหน อดีตตำรวจมือปราบก็มีความเผลอเรอได้เหมือนกัน
นึกถึงสมพันธ์ ถ้าเขายิงหมู่สายร่วงลงจากหลังม้าแล้วตาย แวบหนึ่งผมคิด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมก็รอดตายเพราะหมู่สายถูกสมพันธ์ยิงตายก่อน
แต่ไม่ใช่ทางที่ถูก ภรรยาของหมู่สายตาย ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่ความตายครั้งนี้มือของเราจะเปื้อนเลือด เราจะกลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคนจริง ๆ ความผิดครั้งก่อนเราควรได้อภัย แต่ครั้งนี้อย่าได้หวังเลย
พ่อสอนผมว่าอย่างยิงคนที่ไม่มีทางสู้ คิดได้อย่างนั้น ผมก็ควบม้าอย่างเร็วพลางตระโกนเรียก
“สมพันธ์ หยุดก่อน อย่าทำ”
ผมตระโกนพลางเร่งม้าพลาง “อย่ายิงเขาเลย”
หมู่สายเห็นผมขี่ม้าเข้าหา ผมเห็นเขาดึงปืนยาวจากซองที่ผูกติดกับอานม้าขึ้นมาถือ คำหล้าวิ่งตามม้าผม ส่งเสียงเรียกอยู่ข้างหลัง
ผมเหลือบไปเห็นสมพันธ์พาดปืนยาวกับขอนไม้ อยู่หลังต้นรัง ผมตระโกนลั่น
“อย่ายิง” แต่ปืนแก๊ปในมือของสมพันธ์ลั่นกระสุนแล้ว หมู่สายหล่นลงจากหลังม้า ปืนหลุดมือ ม้ากระโดดเผ่นด้วยความตกใจ
สมพันธ์ลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งไปทางหมู่สาย พลางบรรจุดินปืนลงในลำกล้องพร้อมกระสุนชุดใหม่ หมู่สายตระเกียกตระกายหนีแต่ลุกไม่ขึ้น เขายังไม่ตายสมพันธ์กำลังจะยิงซ้ำ ผมกระตุ้นม้าให้วิ่งไปโดยเร็ว
สมพันธ์ไม่เคยฟังเสียงผมเลย คราวนี้ก็อีก เมื่อได้ยินเสียงม้าวิ่งสมพันธ์จึงหยุดเหลียวมามอง เมื่อเห็นผมดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความผิดหวัง รีบวิ่งเพื่อจะให้ถึงตัวหมู่สายแล้วเหนี่ยวไกยิง ส่งหมู่สายไปลงนรก ก่อนที่ผมจะตามไปทัน
ขณะที่กำลังประทับปืนเตรียมจะเหนี่ยวไก ผมก็เข้าถึงตัวพอดี ผมเบี่ยงตัวลงจากหลังม้าหมายจับตัวของสมพันธ์ แต่ทำได้แค่ผลักเขาให้ล้มลง เสียงปืนคำรามขึ้นอีกหนึ่งนัด กระสุนแฉลบไปตามพื้นดิน ไม่มีใครได้รับอันตราย สมพันธ์ตระกายเข้าหาปืนที่หลุดมือ ผมวิ่งเข้าไปหาปืนก่อนที่สมพันธ์จะทันได้คว้าเอาไป แล้วผมก็โยนมันไปอีกด้านหนึ่ง
สมพันธ์มองหน้าผมอย่างไม่พอใจ ผมเห็นเพื่อนกำลังคลั่งด้วยความโกรธและกลัว จึงเข้าจับตัวไว้ “ฆ่ามันให้ตายก่อนที่มันจะฆ่าเรา” สมพันธ์ร้องขึ้น ผมกอดตัวเขาไว้แล้วร้องห้าม
“สมพันธ์ ฟังกันก่อน อย่าฆ่าเขาเลย”
ตอนนี้สมพันธ์เลือดเข้าตา เป็นบ้าไปเสียแล้ว ทั้งต่อยทั้งเตะผมที่เข้าไปขัดขวางเขา ผมต้องคอยหลบเอาไว้ไม่พยายามโต้ตอบ ผมสงสัยว่าสมพันธ์เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งหายจากเป็นไข้
“พอแล้วเพื่อน ๆ” ผมร้องได้คำเดียว สมพันธ์ยังไม่หยุด เขาชกต่อยผมอย่างดุเดือด เหมือนเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมานาน ปากร้องคำรามนัยน์ตาบอกว่าฆ่าคนได้ ผมแปลกใจเพื่อนรัก นี่เขาจะฆ่าผมหรืออย่างไร เมื่อห้ามไม่ฟังก็ต้องสู้กัน
ผมสู้อย่างสุดชีวิต เหมือนสมพันธ์ไม่เคยเป็นเพื่อนผมมาก่อน คนเราเมื่อห้ามกันดี ๆ ไม่ฟังก็ต้องสู้กันให้มันตายไปข้างหนึ่ง
ผมยังมีสติดีอยู่ไม่อยากฆ่าเพื่อน จึงหลีกเลี่ยงการชกหน้าแต่ต่อยท้อง และชายโครงแทน สมพันธ์โดนหมัดผมเข้าถี่ ๆ ก็ถึงคราวที่จะต้องหยุด กำลังกายกำลังใจของผมดีกว่าจึงเอาชนะสมพันธ์ได้
สมพันธ์เริ่มสูญเสียกำลังใจ เนื่องจากเกิดความกลัว และกำลังกายที่ฟื้นจากการเป็นไข้ ไม่ช้าก็ทรุดลงนั่งร้องไห้น้ำตาอาบหน้า
“ฆ่ากันให้ตาย ๆ ซะ” เขาร้องไห้อย่างคร่ำครวญ “กันอยากตาย อยู่ไปก็ต้องถูกเขาฆ่ากันตายอยู่ดี”
ผมเดินไปหยิบที่โยนทิ้งไว้ แล้วฟาดลงกับต้นไม้หักเป็นสองท่อนอย่างไม่แยแส เมื่อเห็นว่าปืนยาวกระบอกนั้นกลายเป็นเศษเหล็กและเศษไม้ไปแล้ว ผมก็ขว้างมันเข้าป่าไป หลังจากนั้นก็รู้สึกเหนื่อยหอบ
ผมเดินเข้าไปหาหมู่สาย กลัวเขามากจนไม่กล้ามองหน้า หมู่สายนั่งตัวงอด้วยความเจ็บปวด เขาคาดปืนพกที่เอว แต่มือของเขาไม่ได้เลื่อนไปชักมันออกมา ดูราวกับว่าเป็นอัมพาตไป
ผมดึงปืนออกจากซองที่เอวหมู่สาย เอากระสุนออก เหวี่ยงมันเข้าไปในพุ่มไม้ จากนั้นก็ก้มลงดูบาดแผลเขา
“ผมอยากช่วยคุณ ไอ้นั้นลอบยิงผู้หมู่ เจ็บมากไหมครับ?” ผมถามขึ้น
หมู่สายจะได้ยินหรือไม่ได้ยินผมไม่ทราบ เขาไม่พูดกับผมสักคำแต่หน้าขาวซีด หน้านิ่วคิ้วขมวด แสดงอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง มือขวากุมที่ไหล่ซ้าย เลือดไหลซึมออกมาตามซอกนิ้ว ผมพูดต่อไป
“ผมเสียใจครับ การกระทำครั้งนี้ผมไม่ได้รู้เห็นด้วย” ผมพูดไปหมู่สายก็ยังนิ่งเงียบ
พ่อสังข์กับคำหล้าวิ่งมาทางที่เรานั่งอยู่ คำหล้ามายืนอยู่ข้างหลังหมู่สาย ราวกับว่าไม่กล้ามองหน้าเขา ผมมองหน้าหมู่สาย แล้วพูดว่า
“ผมจะพาคุณเข้าไปในบ้าน” ผมมองข้ามไหล่หมู่สายไปดูสมพันธ์ ซึ่งขณะนี้หยุดร้องไห้แล้ว
“มาช่วยกันหน่อยซิ” ผมพูดท่าทางขึงขัง
เราช่วยกันหามคนเจ็บเข้ามานอนบนแคร่ไม้ไผ่ ตรงที่สมพันธ์เคยนอนมาก่อน ลูกปืนฝังในจะต้องแคะมันออก
เมื่อหมู่สายนอนลงบนแคร่เรียบร้อยแล้ว ผมก็ฉีกเสื้อตรงบาดแผลออก เอาเหล้าป่ามาให้ดื่มเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด แต่เขาสลบไปก่อนที่จะได้ดื่มเหล้า
พ่อสังข์เป็นคนแคะลูกปืนออก แต่มือพ่อสั่นเกินไป ผมจึงรับหน้าที่แทน ผมกลายเป็นหมอผ่าตัดคราวนี้เอง การแคะลูกปืนออกจากแผล สิ่งสำคัญก็คือการห้ามเลือด ถ้าทำให้เลือดออกมาก คนป่วยก็มีแต่ตายลูกเดียว ผมจึงทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยมีพ่อสังข์เป็นผู้ให้คำแนะนำ
“ช่วยเขาไว้เถอะลูก” แม่สวยว่า “สักวันหนึ่งเขาจะเห็นความดีของลูกเอง”
“ช่วยเขาไว้เพื่อให้เขาตามฆ่านั้นไม่ว่า” สมพันธ์ขัดขึ้น ทุกคนเงียบกริบ ความเห็นของสมพันธ์ก็มีส่วนถูกอยู่บ้างเหมือนกัน
ผมมองหน้าหมู่สายอย่างพินิจพิเคราะห์ ในที่สุดก็ตัดสินใจเอาวิธีช่วยชีวิตเขา ผมแคะลูกปืนออกจนหมด แล้วเช็ดด้วยเหล้าป่าดีกรีแรง แม่หมอให้ผมไปเก็บยอดใบสาบเสือมาหนึ่งกำมือ ตำให้ละเอียดแล้วเอาปิดไว้บนแผล พันด้วยผ้าเป็นการห้ามเลือด เมื่อทำแผลเสร็จแล้วก็คลุมผ้าให้เขานอน คนป่วยหายใจระรวย
“ผมต้องขอโทษแม่ที่ทำให้แม่ต้องลำบาก” ผมพูดขึ้น “แม่มีคนป่วยอีกคน ผมไม่ได้ให้อะไรแม่เป็นการตอบแทนเลย มีแต่นำความเดือดร้อนมาให้”
“ช่างมันเถอะอย่าได้คิดอะไรเลย มันไม่ใช่ความผิดของลูก” แม่สวยว่า
ผมเฝ้าดูสมพันธ์อย่างใกล้ชิด กลัวเขาจะเล่นงานหมู่สายอีก แต่สมพันธ์ก็หมดฤทธิ์ ไม่แสดงอาการโกรธแค้นแต่อย่างใด เขาได้ลงมือแล้วแต่มันพลาดไปเอง ถ้ายิงเข้าตรงหัวใจหมู่สายก็คงตายตั้งแต่บัดนั้น เมื่อรู้ว่าตัวเองพลาดไปก็ยืนไหล่ตก ดวงตาบ่งบอกถึงความสิ้นหวัง พ่อสังข์พูดขึ้นว่า
“ทีนี้พวกลูกก็มีเวลาหนี คงอีกนานกว่าแผลเขาจะหาย ตามลูกไปทัน”
หมู่สายขยับตัว สติสัมปชัญญะค่อย ๆ กลับคืนมา เขากระพริบตาพยายามเพ่งดูผม ขณะนั้นผมยืนอยู่ใกล้แคร่ที่นอนของเขา แล้วพูดว่า
“ผมเองผู้หมู่ ผมสามารถอย่างไรล่ะ ผมเสียใจในเรื่องที่เกิดขึ้น”
หมู่สายหน้านิ่วด้วยความเจ็บปวด เขามองดูผมไม่วางตา ผมเห็นความทิฐิของเขาแล้วไม่สบายใจเลย เสียงของหมู่สายแผ่วเบาแต่ดุดัน
“เอาไว้ให้กูหายก่อน พวกมึงทำกรรมอะไรไว้จะเห็นเอง”
ผมรู้สึกเสียใจในความอาฆาตของเขา เขาปักใจว่าผมทำให้เมียเขาตาย ความจริงพ่อค้าวัวคนทรยศต่างหากที่เป็นผู้ลั่นกระสุน แต่ป่วยการที่ผมจะชี้แจง พูดอย่างไรเขาก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี แต่ผมก็อยากพิสูจน์อะไรที่พระท่านว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” นั้นจะมีความจริงอยู่แค่ไหน
ช่างมันเถอะถ้าจะตายเพราะทำความดี ตายไปก็คงไม่ตกนรก ผมล้วงเงินที่พ่อให้มาจากบ้านออกจากกระเป๋า แล้วยื่นให้พ่อสังข์ บอกว่า
“พ่อครับ พาเขาไปหาหมอด้วย พ่อพาเขาไปนะ เอาเงินนี้จ่าย”
“แต่ลูกก็ต้องใช้เงิน” พ่อสังข์เพื่อนของพ่อพูดขึ้น
“ช่างมันเถอะครับ” ผมบอก “ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะเราเขาก็ไม่เป็นอย่างนี้ รับเงินไว้เถอะ”
พูดจบผมก็คว้าถุงอาหารที่คำหล้ากับแม่สวยช่วยกันจัดให้ แล้วพูดกับสมพันธ์
“ไปเถอะสมพันธ์” ผมบอกเพื่อนแล้วเดินออกมายังลานบ้าน ผูกถุงอาหารกับหลังม้าอย่างแน่นหนา ไม่ไว้ใจสมพันธ์กลัวจะทำถุงอาหารหล่นหายเหมือนคราวที่แล้ว ผมยกมือไหว้ลาแม่สวยเป็นคนแรก ต่มาก็พ่อสังข์ ส่วนคำหล้าผมกล่าวลาเป็นคนสุดท้าย ผมจับมือของเธอมากุมไว้ พูดขึ้นเบา ๆ
“คอยพี่อยู่ที่นี่นะ อย่าหนีไปไหน แล้วพี่จะมาหา”
พูดแล้วผมก็เสียใจเหมือนโกหกเธอ ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดกลับมาที่นี่อีก
“พี่สามารถ” เธอเรียกชื่อผม น้ำตาโหลงเหลง อยากจะพูดอะไรก็พูดไม่ออก คงตื้นตันใจนั้นเอง ผมจึงกอดเธอไว้ในวงแขนอดเวทนาไม่ได้ ร่างเธอสั่นเหมือนลูกนก ผมรู้สึกใจหายเมื่อยามจะต้องจากกัน

โดย ชะเอง

 

กลับไปที่ www.oknation.net