วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ละครใบ้...ใยฮาตรึม


           

(ตีพิมพ์ในคอลัมน์ดวงใจวิจารณ์ นิตยสารขวัญเรือน พ.ย. 2549 ฉบับ 840 )   

กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง  หรือกระเป๋าตุงแฟนตรึม ฟังดูเป็นประโยคคุ้นหูที่ออกจะเหมือนว่าช่างเป็นถ้อยคำที่เป็นเหตุเป็นผลกันดีจังเลย   ที่ว่าถึงผลพวงต้นสายปลายเหตุกับบทสรุปด้วยถ้อยคำสั้นๆที่กินใจความได้ดีกับลำดับของ คำนาม-คำกริยา-คำนาม-กริยา ที่ต่อเนื่องกันช่วยกระจ่างแจ้งเนื้อความได้หมดจด   โดยไม่ต้องมาขยายความมง..ความหมายต่อให้ยืดยาว

ต่างไปจากชื่อเรื่องของบทความนี้ ละครใบ้...ใยฮาตรึม  ดูคล้ายกับการขัดแย้งกันอยู่ในที ว่าไม่สมเหตุสมผลกันเป็นอย่างยิ่ง  ถ้าขึ้นต้นว่าเป็นคำนามละครใบ้-ไร้เสียงแล้วทำไมผลตอบรับกับเป็นกริยาอาการที่มาขยายเชิงเพิ่มปริมาณอีกในคำว่า ฮาตรึม  นี่ถ้าผมไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมในวันอาทิตย์ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา   ก็คงไม่บังเกิดคำถามโต้แย้งในใจใดๆขึ้นมาเยี้ยงนี้เป็นแน่แท้

โดยสัปดาห์ต้นเดือนเจ็ด ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต รัชดาภิเษก ได้กลายเป็นที่สถิตอยู่ของงาน ละครใบ้กรุงเทพครั้งที่ 9 (Pantomine in Bangkok # 9)ขึ้น   ซึ่งนับเป็นการชมละครใบ้กรุงเทพครั้งแรกของผู้เขียนด้วยเงื่อนไขที่ว่า ฟ้าฝนใยมิเป็นใจเช่นนี้ จากแผนการณ์เดิมว่าจะไปย่ำต๊อกๆตุ๊กๆต๋อยๆที่ตลาดนัดเจเจ  จึงถูกเปลี่ยนแปลงกระทันหัน  ด้วยนโยบาย ‘ไปตายเอาดาบหน้า’ กับการไปหาตั๋วบัตรชมหน้างานเลย   และผลปรากฎก็ไม่ยากเกินไขว้คว้าเพราะถึงจะ sold out ตั๋วทุกที่นั่งแล้ว   แต่ก็ยังมีผู้สละสิทธิ์และมาไม่ทันอยู่ดี   ผมจึงสวมทับลอยแบบปัจจุบันทันด่วน  โดยได้ข้อมูลละครใบ้เพียงแค่ในโบชัวร์แผ่นน้อยไว้อ่านเพียงไม่กี่วินาทีก่อนการแสดงรอบ 14.00 น.จะเริ่มขึ้น

ด้วยแสงไฟภายในหอประชุมอันจำกัด  บวกกับที่นั่งขนาบข้างด้วยสองสาวน่ารัก(ของ)ใครก็ไม่รู้? ทำให้สมาธิแตกซ้าน ไม่องไม่อ่านแผ่นพง...แผ่นพับมันแล้ว  สังเกตุภูมิทัศน์รอบข้างดีกว่า   แต่ช้าไปเสียแล้ว เมื่อแสงไฟดับวูบลงพร้อมการแสดงได้เริ่มขึ้น เรียกความสนใจของผมไปอย่างสิ้นเชิงในบัดดล

Guri Guri Girl เป็นคณะละครแรกที่ขึ้นมาหน้าเวทีโดยค่อยๆเดินผ่านท่ามกลางที่นั่งผู้ชมขึ้นมา กับสองหญิงสาว  คนหนึ่งรูปร่างท้วมตุ้ยนุ้ยภายใต้เสื้อผ้าสีแสบตากับชุดกระโปรงยาวเหมือนสุมไก่สีชมพู-เหลือง-เขียวลายสลับกัน  ที่ศรีษะมีหัวตุ๊กตาบ้องแบ๋วสวมทับ คล้ายๆเอาหัวแป๊ะยิ้มมาใส่เวลาเชิดสิงโต   ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาววัยกลางคนเดินตามมาขณะมือเล่นดนตรีคล้ายๆหีบเพลง(ไม่รู้ว่าชื่อเครื่องดนตรีอะไรใช้นิ้วเล่นที่วงดนตรีลูกทุ่งบ้านเราสมัยก่อนนิยมเล่นกัน)  เล่นจังหวะน่ารักๆตามสไตล์โยกย้ายการเต้นและย่างก้าวของตุ๊กตาหุ่นตุ้ยนุ้ยที่ค่อยๆต่วมเตี้ยม...ต่วมเตี้ยม   ขึ้นมาเดินจัดเรียงกล่องกระดาษที่มีอักษรติดอยู่  เรียงต่อทีละกล่อง ผิดๆถูกๆ จนกระทั้งต่อเสร็จด้วยอากัปกริยาน่ารักน่าชังเรียกรอยยิ้มกับคำว่า  Pantomine in Bangkok  9  ที่บ่งบอกถึงการเปิดงานแสดงครั้งนี้ได้เริ่มขึ้น

Wasabiman คณะละครที่สอง  มาเปิดตัว(ก่อนแสดงจริงอีกชุด)กับท่ารำดาบซามูไรของสองชายหนึ่งหญิง  ก่อนปะดาบพันตูกันโชว์พอหอมปากหอมคอ โดยไม่มีคำพูดใดๆเอื้อนเอ่ย นอกจากซาวด์เพลงแบบคึกคัก...คึกคัก  อารมณ์ประมาณเดียวกับเพลงซาวด์แทรกภาพยนนตร์ Kill Bill ภาคที่เป็นโทนเสียงออกญี่ปุ่น...ญี่ปุ่น...ตะแน่วๆ

Guri Guri Girl มาอีกรอบกับการโชว์เดี่ยวเรียกเสียงฮาแรกๆ    กับท่าทางการลงเล่นน้ำทะเลของตุ๊กตาหุ่นตุ้ยนุ้ย  ที่มีอิริยาบทเตรียมพร้อมตั้งแต่การเริ่มสวมชุดบิกินี่ในจินตนาการ  การลงเล่นน้ำแล้วจม  จนต้องมาใส่ห่วงยาง  แถมพกด้วยรูปแบบท่วงท่าการว่ายน้ำสุดเก๋ไก๋เรียกเสียงฮาจนถึงบทมหัศจรรย์สุดท้ายที่ขี่หลังปลารึเปล่า?  เพราะสิ่งที่นักแสดงกระทำแสดงออกจึงเป็นเพียงท่าทางพอเลาๆ...เท่านั้น    ส่วนที่ไปกันได้ดีคือ เสียงบรรเลงดนตรีของสมาชิกอีกคนของวงที่เหมาะเจอะไปเสียทุกอย่าง  แม้แต่เต้นฮูลา...ฮูลาแบบระบำชาวเกาะก็ไม่เว้น  ha…ha

Babymine  ที่มาทราบในภายหลังว่าเป็นคณะละครของคนไทยล้วน ศิษย์เอกของศิลปินคนหน้าขาว(ไพฑูรย์  ไหลสกุล) ทีมสยามเพียงหนึ่งเดียวในงานนี้  กับการแสดงชื่อชุดว่า The Family  “เรื่องราวของสายใยแห่งความรักและความผูกพันอันอบอุ่นในครอบครัว  ซึ่งถ่ายทอดผ่านการเล่านิทานของพ่อ ”  กับการแสดงของ ชายหนุ่มที่มีลูกแฝดจอมทะโมนมานำเสนอลีลาถึงการเล่านิทานให้เด็กๆฟัง  เกี่ยวกับการไล่ล่าของสัตว์ประหลาดกับการวิ่งหนีเอามันส์ของสองแฝด    และแล้วระหว่างนั้นได้มีเสียงหัวเราะที่นำไปก่อนใครเพื่อนในละครเรื่องนี้กับเสียงผู้ชมวัยเด็กเล็กที่หัวเราะเอิ๊กอ๊าก...ก้องดังก่อนใครๆ   ที่ได้ยินกันลั่นทั้งหอประชุมเมืองไทยฯ    ชวนให้คนดูเหล่าผู้ใหญ่หัวเราะขำทั้งละครและเสียงเด็กขำไปด้วยกัน    ทำให้ผมนึกไปไกลว่า เด็กๆเขาจินตนาการท่าทางขอตัวละครไปถึงไหนแล้วนี่...ใยไปเร็วกว่าเรานัก    รึว่าพอโตขึ้นสมองส่วนอิมเมจินของเราสูญหายหรือฝ่อเล็กลงไปแล้วรึนี่...ชะเอิงเอย

 

 

Three Fat Men โดยวง Torio “ บทสนทนาอันน่าขันระหว่างชายอ้วนสามคน” ชายสามใบเถาหน้าตาตลกราวกับหม่ำ-เท่ง-โหน่ง ของบ้านเรา  แต่งตัวในชุดคนอ้วนท้องโตเหมือนกับเป็นพ่อไก่แจ้ตัวเบ้อเริ่ม  เดินด๊อกแด๊ก...ด๊อกแด๊ก ปล่อยมุกตั้งแต่เสียงฮัมประจำตัว ออกไปทางเสียงร้องประสานกัน  หรือมุกแกล้งนั่งเก้าอี้หกล้ม      คณะนี้มาแสดงสองชุดในห้วงเวลาถัดๆไป(ไม่ต่อเนื่องกัน) อีกเรื่องชื่อ Old Men Blues “ ชายชราสามคนมาพบกันที่สวนสาธารณะ  พวกเขาใช้เวลาช่วงสั้นๆ  ที่อยู่ด้วยกันนั้นร่วมแบ่งปันความทุกข์ความสุขของกันและกันทั้งพูดคุยปรับทุกข์  รำลึกความหลัง  ร้องไห้  หัวเราะ ร้องเพลง และมีการขัดอกขัดใจ ทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างเล็กๆน้อยๆ” 

มุกหนึ่งเท่าที่จำได้คือการกินมันเผา  แล้วแบ่งกันไม่ลงตัวที่เน้นที่การแสดงตลกท่าทางให้หัวเราะกันไม่หยุดหย่อน  จนผมเริ่มแอบเหลือบมองสองสาวที่นั่งด้านซ้าย-ขวา ได้แปล๊บเดียว(เอง)  ก่อนจะมาระเบิดเสียงฮาต่ออีกหลายยก   พร้อมๆกับมีการแต่งเติมสีสันด้วยการเล่นเครื่องดนตรีเม้าท์ออร์แกนและกีต้าร์โปร่งของตัวละครประกอบอย่างไพเราะเพราะพริ้ง

Yano & Wasabiman มาแสดงชุด Samurai Lift “ชายหนุ่มคนหนึ่งเข้าไปเจอซามูไร 3 คนในลิฟท์  แล้วลิฟท์เจ้ากรรมก็เกิดเสียต้องติดอยู่ในนั้น  ขณะที่สามซามูไรเริ่มชักดาบออกมาต่อสู้กันในพื้นที่จำกัด” เป็นการแสดงของการอยู่ผิดที่ผิดทางของชายหนุ่ม เวร...จริงๆ  ดันมาอยู่ใกล้ซามูไรคู่อริคนกำลังจะตีกันเสียนิ  เท่าที่จำได้คือมีฉากเด็ด  ตอนมือของเขาติดอยู่ที่ลิฟท์ดึงไม่ออก  พอซามูไรจะขอช่วยโดยการชักดาบจะฟันแขน  ชายหนุ่มกับชักมือออกได้(เอง)อย่างทันทีทันควันหน้าตาเฉย  ฮา...ฮา

Photo โดย Yano เขาคือชายหนุ่มจากการแสดงชุด Samurai Lift คราวนี้มาโชว์เดี่ยวถึง “เหตุการณ์ในช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิตที่บันทึกไว้ด้วยภาพถ่ายได้ถูกนำมาเรียงร้อยเป็นเรื่องราวอย่างน่าประทับใจ” เป็นแอ็คชั่นการถ่ายรูปตั้งแต่เด็กๆเริ่มตั้งแต่สมัยที่นิยมชูสองนิ้ตัววี-Victory ให้กล้อง จนผ่านห้วงวัยโจ๋  วัยการทำงาน วัยแห่งชีวิตคู่ ขณะมีลูกหลาน จนแก่เฒ่าหง่ำเหงือก   เรียกเสียงฮาขำๆในแอ๊คชั่นสุดท้ายของแต่ละการลั่นชัตเตอร์     โดยเด็ดสุดของการแสดงนี้อยู่ที่ภาพถ่ายสุดท้ายของทุกๆคนนั้นน่าจะเหมือนกัน  นั้นคืออยู่ที่ความว่างเปล่าไร้สิ่งอันใดทั้งสิ้นทั้งมวลนั่นเอง  เป็นปรัชญาชีวิตดี...แท้น้อ

ช่วงพักครึ่งสิบนาที  ผมจึงได้เริ่มสังเกตุผู้คนรอบข้าง  โดยเฉพาะสองสาวขนาบข้างที่มีเหตุให้ต้องนั่งมาเรียงชิดติดกัน  โอ้ เธอใส่เสื้อแขนกุดครับ...โอ้เธอมากับใครก็...หม่ายรู้ ด้านซ้ายกลุ่ม-ด้านขวาก็อีกกลุ่ม  ทั้งๆที่ข้าพเจ้ามาคนเดียวครับ  ดังนั้นสูจิบัตรจึงช่วยฆ่าเวลาไปพอดิบพอดี ในข้อความนั้นบ่งบอกว่าเหลือการแสดงอีกสองคณะสองเรื่องครับผม

Meditation โดยนักแสดงชาวเกาหลี Kim Wonbeom “ Meditation เป็นผลงานชิ้นสำคัญของ Etienne Decroux  ปรมาจารย์ละครใบ้ชาวฝรั่งเศสซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับปรัชญาตะวันออกว่าด้วยความรู้สึกภายในอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของชีวิต เช่น อารมณ์ปรารถนา ความไม่พอใจ ความรู้สึกแปลกแยก คามเสียใจ ความสิ้นหวัง ความรัก เป็นต้น”  เน้นการแสดงคล้ายๆกับการเต้นรำออกท่าทางเชื่องช้า ลีลาอ้อยสร้อย  ด้วยการเปลือยท่อนบนของร่างกายแล้วใช้ผ้าพันรอบศรีษะจนไม่เห็นหน้าตาผู้แสดง   การร่ายรำเนิบนาบส่งผลให้ผมวูบ...วาบพักสายตาเป็นระยะๆแบบเคลิ้มๆไปเป็นพักๆ ทำให้ไม่ค่อยปะติดปะต่อการแสดงอันเรื่อยๆ ที่ไม่มีขำไม่ปล่อยมุกอะไรทั้งนั้น ผมถือเป็นการพักผ่อนกรามไปในตัว

จนกระทั้งเสียงดนตรีเจ-ร็อคกระหึ่มก้องดัง พร้อมการปรากฎตัวของสองหนุ่มอันมีทรงผมเอก ลักษณ์ทรงโมฮ๊อกสีสันบาดตา  มาปรากฎตัวในนามคณะ Gamarjobat เรียกเสียงกรี๊ดก้องดัง  แสดงถึงการมีแฟนนานุแฟนอยู่อย่างเต็มขึ้น  และแล้วสองหนุ่มกวนโอ๊ย  ก็มาปล่อยมุกไม่ยั้ง  สร้างสีสรรค์สุดฤทธิ์กับการเล่นกับผู้ชมด้านหน้าเวที ทั้งอำทั้งหยอก เช่น แถวไหนตบมือเสียงค่อยกว่าเพื่อน ก็ไม่แสดงให้แถวนั้นดู โดยยกเสื้อบังไว้ไม่ให้เห็น...ฮาๆ, ชวนเล่นเกมทายของว่าอยู่มือไหนโดยเอาอมยิ้มกับแบงค์ร้อยมาล่อ...อิๆ, มุกอมลูกปิงปองในปาก, มุกขายเสื้อแบบไม่มีเงินทอน, มุกเสกให้อยู่นิ่งๆ  เป็นต้น     ขอบอกว่าฮา...กลิ้งครับท่าน  สองสาวข้างผมก็ไม่เว้นครับ...ฮาแตก...ฮากระจาย

 “อดีตโจรปล้นแบงก์เกิดรักแรกพบกับสาวตาบอดผู้หาเลี้ยงชีพด้วยการขายดอกไม้  ด้วยความรักเขาจึงยอมตรากตรำทำงานสุจริตเพื่อหาเงินมาเป็นค่ารักษาดวงตาเธอ” เป็นเรื่องย่อที่ปรากฎในสูจิบัตรของการแสดงชุด  City Light  ผลงานอมตะของภาพยนตร์ในอดีตของดาวตลกของโลกชาลี แชลปลิน  ซึ่งครั้งนี้ Gamarjobat นำมาเสนอในรูปของละครใบ้ขนาดยาวไร้เสียงพูด  แต่มีเสียงซาวด์แทรกประกอบเร้าอารมณ์เป็นช่วงๆ    ไม่น่าเชื่อว่าเกิดจากการแสดงเพียงสองคนเท่านั้นจากเนื้อเรื่องเดิมที่ต้องมีตัวละครจริงอยู่นับสิบชีวิต  ไม่ว่าเรื่องราวจะเศร้า รักโรแมนซ์  ไล่ล่า  รัดทด ขำขัน สักเพียงไรสิ่งที่ไม่ขาดหายไปคือมุกฮา...ฮา สอดแทรกอยู่เป็นระยะช่วงตรึงความสนใจไว้ไม่หยุดหย่อน   พร้อมมีฉากเสริมเทคนิคการคิดแบบครีเอทแสนสร้างสรรค์มาอย่างดี  ตั้งแต่ฉากไล่ล่ารถโจรกับผู้ร้ายตลอดกลางวันยันกลางคืน ที่รถโจรกับตำรวจสามารถเปิดไฟได้ด้วย เรียกเสียงปรบมือกันเกรียว

หรือในฉากรักโรแมนติก มีเพลงร้องคู่แสนคุ้นหูให้คู่พระ-นางร้องลิปซิงค์คู่ประกอบกับการแสดงท่าทางกุ๊กกิ๊กจู๋จี๋ชวนหัว  ,หรือท่าวิ่งของตัวละครนำก็วิ่งดูเหมือนจริงจังที่สงสัยว่าจะเลียนแบบมาจากต้นฉบับรึเปล่า  อันนี้ผมไม่มีข้อมูล แต่ก็ดูออกมาดีทีเดียว,  ท่านั่งเก้าอี้หมุนของบทนางเอกก็ชวนให้อมยิ้มไปพร้อมๆกับมุกที่ปัดน้ำฝนหน้ารถตำรวจ  และยังอดขำไม่หายกับหน้าแป้นแล้นของนางเอกหน้าเหลี่ยมด้วย...ฮา..ฮา

โดยรวมแล้วการชมละครใบ้ครั้งนี้  นับว่าเหนือความคาดหมายในด้านความฮา  อันเนื่องมาจากการปล่อยมุกไม่บันยะบันยัง  ในขณะที่เนื้อหาหลักที่นำเสนอไม่เสียรูปแบบประเด็นหลักไป  สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปของละครใบ้คือ เสียงแห่งการชี้นำว่ากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน อย่างไร ตัวละครคิดอะไรอยู่บ้าง  ซึ่งมันไม่ถือว่าเป็นข้อด้อยเลยแม้สักนิดเดียว      ตรงกันข้ามพบว่ามันก่อให้บังเกิดการเพ่งเล็งอย่างคอนเซนเตรท  การมีสมาธิอย่างชนิดใจจดใจจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวอากัปกริยาต่างๆนานาของตัวละคร  ซึ่งนับว่าเป็นกลเม็ดเคล็ดลับ   อย่างดีในการทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วม เกาะติดตามสถานการณ์ไปด้วย  รวมไปถึงรู้สึกไปตามอารมณ์ตัวละครนั้นๆ        

แต่ก็มีอย่างมุกอำๆเกี่ยวกับการเล่าเรื่องที่ล้มเหลว เช่นมุกตอนใน Old Men Blues ที่หนึ่งตัวละครทำท่าเล่าอะไรก็ไม่รู้  ขณะที่สองคนที่เหลือก็ไม่เข้าใจสักทีให้แสดงซ้ำอยู่หลายรอบก็พบว่าไม่เข้าใจทั้งตัวละครและคนดู  จนถือเป็นการเรียกมุกขำๆหนึ่งไปเลย      และไม่รู้ผมนึกไปเองรึเปล่าว่า  ที่จริงแล้วเขาอยากจะล้อเลียน โดยเฉพาะคนดูที่ดูละครใบ้แล้วไม่รู้เรื่อง ไปด้วยรึเปล่า...เนี๊ย?

แต่ก็คงไม่ต้องห่วงในความเข้าใจของเนื้อหาทุกๆขั้นตอนโดยละเอียด   เพราะว่าไปแล้วบางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องรู้เคลียร์ชัดเจนหมดทุกเม็ดเลยก็ได้นี่(เช่นผมเป็นตัวอย่าง ฮาๆ)  เนื่องจากปัจจัยหลักนั้นน่าจะขึ้นอยู่กับพื้นเพภูมิหลังพื้นฐานประสบการณ์ การจัดวางระบบความคิด ความเห็น ของแต่ละปัจเจคบุคคลที่ไม่เหมือนกัน    โดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณวุฒิ วัยวุฒิใดๆ     สาเหตุก็นี่มันเป็นเรื่องบันเทิงล้วนๆนี่หนา   แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ(ที่กล่าวอ้างข้างต้น) ยังหัวล่อ...นำไปไกลโขหลายช่วงตัวก่อนใครๆไปแล้ว

ทุกวันนี้สื่อภาพและเสียงมีอยู่ดาดดื่นจนเราไม่ต้องคบคิดอะไรกันแล้วมีเครื่องส่งสัญญาณมากมาย  ดังนั้นตัวเราจึงคงเปรียบเสมือนคลื่นรับสัญญาณหนึ่งๆกันอยู่ไม่ใช่รึ?     แต่เราเคยสงสัยในความสามารถของเครื่องรับเครื่องแปลสัญญาณนานาชนิดบนหัวสมองเหนือคอตั้งบ่าของเราบ้างไหมว่าจะมีประสิทธิภาพดี-เร็ว-ชั่ว-ช้า มากน้อยเพียงใด    หรือจะใช้ส่วนไหนช่วยประมวลผล(ลัพธ์)ดี  เราคงต้องดูแลรักษา หรือพัฒนาส่วนใดๆในศรีษะขนาดเท่าผลแตงโมขนาดย่อมๆนี้หรือไม่    หรือมันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติไม่มีวันชำรุดเสียหายใดๆเลยรึเปล่า

และไม่บ่อยนักที่จะมีการสื่อสารแปลกใหม่ที่จะช่วยให้เรารับรู้เรื่องราว   โดยไม่บอกอะไรหมด...เรียบทุกโสตเสนาะสัญญาณ   แต่กลับพยายามให้เราได้มาต่อเติมเสริมแต่งคล้ายการเรียงต่อจิ๊กซอว์จากจินตนาการของตนเองให้กว้างขวางไกลออกไป    ละครใบ้จึงน่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งในการช่วยให้เราได้ฝึกนึก ฝึกคิด ฝึกฝนตามภาพที่เห็น (ดังคำกล่าว ภาพหนึ่งสามารถแทนด้วยนับหมื่นพันถ้อยคำ)    จนอาจพอจะกระตุ้นทำให้เกิดรอยหยักนิดๆ...กระจิ๊ดลิด ในสมองก่อผลดีให้เครื่องรับสัญญาณใบย่อยๆนี้บ้าง  ว่ายังมีทางเลือกใหม่ๆ     พร้อมๆกับอาจก่อให้เกิดคำถามแสนครีเอทตามมาอีกมากมายเป็นพรวน  เช่นในวินาทีแห่งการแสดงปิดม่านลง   สาวแปลกหน้าข้างๆผมนี้เขาจะกลับบ้านอย่างไร หนอ...ในขณะที่ข้างนอกฝนกำลังตกหนักออกอย่างนี้...ฮะแอ้ม..นอกเรื่องไปจน...ด้าย

หมายเหตุ  ทุกคำในเครื่องหมายคำพูดนำมาจากเรื่องย่อในสูจิบัตรทั้งสิ้น

 

 

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net