วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จะน้อยใจหรือเสียใจดี กับรถยนต์ราคาแสนบาท


"นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว. อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เตรียมหามาตรการส่งเสริมนำเข้ารถยนต์ขนาดเล็กจากอินเดีย ขนาดต่ำกว่า 1,000 ซีซี มาจำหน่ายในไทย คันละ 100,000 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าราคาถูก เนื่องจากค่ายรถยนต์ที่เข้าโครงการผลิต  รถยนต์ประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ไม่มีแผนชัดเจนในการผลิต"

รถ TATA Nano ที่เตรียมจะนำเข้ามาขาย

หลังจากที่ผมได้อ่านข่าวนี้จากเดลี่นิวส์ ฉบับวันที่ 14 พค. 2552 แล้ว ไม่รู้จะน้อยใจหรือว่าเสียใจดี

ประการแรก กว่าจะเข็นโครงการผลิตรถขนาดเล็กอีโคคาร์กันได้ ก็แทบตาย ยืดเยื้อเพราะหาจุดลงตัวไม่ได้ในเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ จนกระทั่งในที่สุดบริษัทรถยนต์ 7 ค่ายตัดสินใจลงทุนสร้างโรงงานผลิตรวมกันแล้วเป็นมูลค่านับแสนล้านบาท (แต่ปัจจุบันไม่ทราบว่าชลอโครงการไว้หรือเปล่า) และแล้ว รมต.คนใหม่กลับหาทางส่งเสริมการนำเข้ารถยนต์ขนาดเล็กกว่า ที่มีราคาขายต่ำกว่าเข้ามาขาย ซึ่งเท่ากับปิดทางอีโคคาร์จนหาจุดคุ้มทุนยากขึ้นไปอีก (คราวนี้คงได้หยุดโครงการถาวรแน่) ผลกระทบนี้ยังรวมไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนซึ่งเป็นธุรกิจคนไทยที่รอความหวังจากโครงการนี้ว่าจะช่วยให้พวกเขารอดตายจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก อาจกลายเป็นฝันสลายไปในที่สุด

ประการที่สอง กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของรถกระป๋องคันนี้ที่ รมต.เห็นดีเห็นงาม ไม่ใช่ผู้ใช้รถยนต์ในปัจจุบัน แต่เป็นกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์และผู้ที่ยังไม่เคยมีรถยนต์มาก่อน เพราะฉะนั้นถึงแม้จะโฆษณาว่าเป็นรถคันเล็กที่กินน้ำมันน้อยและก่อมลพิษน้อยกว่ารถยนต์อื่นๆ จึงเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะรถคันนี้ไม่ได้เข้าไปแทนที่และทำให้จำนวนรถยนต์บนถนนในเมืองน้อยลง ตรงกันข้าม เป็นการเพิ่มปริมาณรถยนต์บนถนน เพิ่มการใช้น้ำมันและการสร้างมลพิษให้มากขึ้นอีกมโหฬาร จากราคาที่แพงกว่าจักรยานยนต์ไม่กี่หมื่นบาท ดังนั้นเพียงแค่ 1 เปอร์เซนต์ของผู้ใช้รถจักรยานยนต์กว่าสองล้านคันในกรุงเทพฯ (สถิติกรมการขนส่งฯ ปี 2550) หันมาใช้รถคันนี้ จะทำให้รถติดหนักขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้มีการเผาเชื้อเพลิงทิ้งโดยเปล่าประโยชน์รวมถึงสร้างมลพิษมากขึ้นอีกเป็นทวีคูณตามไปด้วย เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าราคาถูกอย่างที่ รมต.ว่าไว้เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ส่วนรวมต้องจ่ายและรับภาระเพิ่มขึ้นไปด้วย เพราะตัวมันมี "พิษ" ติดมาด้วย จึงไม่เหมือนกับการได้บริโภคอาหารหรือสิ่งของที่เป็นประโยชน์ในราคาที่ถูก

ประการที่สาม ในขณะที่รัฐบาลเตรียมจะสนับสนุนรถที่ใช้น้ำมันคันนี้ แต่เมื่อปีที่แล้วรัฐบาล(โดยกรมการขนส่งทางบก) ได้ออกกฎหมายกันท่าไม่ให้รถขนาดเล็กแบบนี้ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (อย่างเช่นคันในรูปข้างล่าง) ซึ่งผลิตในอินเดียเหมือนกัน ไม่มีสิทธิวิ่งบนถนนได้ เนื่องจากกำลังขับเคลื่อนไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายใหม่กำหนด ทั้งๆที่รถคันนี้วิ่งได้เกือบทั่วโลก โดยเฉพาะในมหานครลอนดอนและทั่วยุโรป ที่สำคัญคือ มันไม่ใช้น้ำมัน ใครๆก็หาทางสนับสนุนให้ประชาชนซื้อขับบนถนนแทนรถยนต์คันเดิม ยกเว็นประเทศไทยที่ต้องข้อรังเกียจว่ามันวิ่งช้าเกะกะขวางทางจราจร (เป็นเหตุผลที่กรมการขนส่งฯได้บอกผ่านสื่อ)

ประการสุดท้าย รัฐบาลไหนๆก็ป่าวประกาศว่าจะต้องลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง รักษาสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษ พิชิตโลกร้อน

แต่ในการกระทำจริงๆ กลับส่งเสริมให้นำเข้าเพื่อเปิดตลาดผู้ใช้รถยนต์ที่เผาใหม้น้ำมันให้มีมากขึ้น แต่ไม่เคยมีความพยายามหรือสนใจสร้างมาตรการสนับสนุนหรือจุงใจให้มีการใช้รถยนต์ขนาดเล็กแบบนี้ที่ใช้พลังงานสะอาดเลย มิหนำซ้ำยังกีดกันท่าเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศใหญ่ๆในเอเชีย โดยเฉพาะจีน พยายามส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นอย่างมาก ทั้งรถยนต์ สกุตเตอร์และจักรยานไฟฟ้า

อยากจะใช้รถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กๆก็ถูกห้าม หาทางค้นคว้าวิจัยเพื่อจะสร้างเอง รัฐก็ไม่สนับสนุน

แต่คนอื่นจะส่งรถยนต์เข้ามาขายดูดเงินคนไทยออกไป แถมเผาน้ำมันพ่นควันพิษทิ้งไว้ในประเทศไทย กลับเห็นดีเห็นงาม กระตือรือล้นจะหาทางสนับสนุน

แบบนี้คนไทยอย่างผมควรจะน้อยใจ หรือ เสียใจดีครับ

โดย mr.zakkman

 

กลับไปที่ www.oknation.net