วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องของ ชายเล ทะเลงาม


คอลัมน์ ห้องกฎหมาย

ชายเล ทะเลงาม
    
ชายเล ทะเลงามเป็นเด็กเรียบร้อย เกิดและเติบโตในชุมชนที่ตั้งอยู่ริม ชายฝั่งทะเลอันดามัน
ครอบครัวประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ในวันหยุดเรียนเขามักจะตามพ่อออกทะเลหาปลากับ
พ่ออยู่บ่อยครั้ง
       
“ปลาที่ทะเลบ้านเราเมื่อก่อนอุดมสมบูรณ์มาก หาปลามาได้ก็นำมากินมาแบ่งกับเพื่อนบ้าน
ที่เหลือยังเอาไปวางขายที่ตลาดหน้าอำเภอได้อีก” ขณะที่นั่งเรือออกทะเล พ่อมักเล่าให้
ชายเลฟังแบบนี้เสมอ
      
“ทุกวันนี้ปลามันลดลงไปเยอะ ก็พวกอวนลากอวนรุนนั่นแหละที่มาต้อนเอาสัตวน้อยใหญ่จน
ไม่ให้โอกาสมันได้ขยายพันธุ์เลย  ซ้ำร้ายพวกทางการก็ได้ประกาศเขตหวงห้ามจับสัตว์น้ำ
 เลยพลอยทำให้พวกเราหาปลาได้น้อยลง” นี่ก็อีกเรื่องหนึ่งที่พ่อมักจะเล่ายาวๆให้เขาฟัง
      
ในหมู่บ้านชายเลเป็นเด็กที่เรียนดีมาก เขาเคยได้รับคัดเลือกให้เป็นเยาวชนดีเด่นของ
จังหวัด นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของครอบครัว  เป็นอย่างมาก
      
ก่อนจบมัธยมปลาย ชายเลบอกกับพ่อแม่ว่าเขาอยากจะเรียนต่อในชั้นมหาวิทยาลัย
เขาอยากเรียนกฎหมายเพราะอยากนำความรู้ที่เล่าเรียนมาช่วยเหลือพ่อแม่และคนอื่นๆ
ในหมู่บ้าน พ่อแม่เห็นด้วยจึงให้การสนับสนุนลูกชายเต็มที่ ด้วยหวังว่าเมื่อเขาจบออกมา
จะเป็นเสาหลักของครอบครัวได้
      
เมื่อเริ่มเข้าศึกษาวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยในเมืองหลวง นอกจากความรู้ที่ได้จากการ
เล่าเรียนแล้ว ชายเลยังได้เข้าร่วมทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย  ทำให้เขาได้เห็นโลกที่
กว้างที่ต่างออกไปจากหมู่บ้านบางหอยที่เขาจากมา
      
สี่ปีที่ชายเลใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยผ่านไปไวเหมือนติดปีก หลังจบมาไม่นาน เขาก็กระโดด
เข้าร่วมแข่งขันกับบัณฑิตจบใหม่หลายหมื่นหลายแสนคนมุ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน เขาตั้งใจ
ที่จะเข้าทำงานในสำนักงานกฎหมายเพื่อหาประสบการณ์ และยังเป็นประโยชน์ต่อการสอบ
ใบอนุญาตว่าความที่วาดหวังไว้
      
แต่ชายเลก็ต้องเดินเตะฝุ่นหางานอยู่หลายเดือนไม่มีสำนักงานกฎหมายที่ไหนรับทนายที่ยัง
ไม่มีชื่อ จนพ่อแม่ไถ่ถามมาตลอดว่าจะกลับบ้านเมื่อไหร่ เขาบอกว่าจะขอเวลาสักพักเพื่อ
ทำตามความตั้งใจของเขาให้แล้วเสร็จก่อน
      
อยู่มาวันหนึ่งชายเลเดินใจลอยเข้าไปในมหาวิทยาลัย พบข้อความ ‘รับอาสาสมัครนักกฎหมาย
สิทธิมนุษยชน’ เขาหยุดอยู่หน้าโปสเตอร์สีส้มที่ติดอยู่ที่กระดานข่าวของตึกคณะนิติศาสตร์
เขายืนจ้องกระดาษใบนั้นอยู่นาน ทันทีที่อ่านรายละเอียดข้อความจบ ไฟในตัวเขาเหมือนพวยพุ่ง
ขึ้นอย่างประหลาด
      
ไม่กี่วันต่อมาชายเลเดินออกมาจากห้องสัมภาษณ์งานที่พบในโปสเตอร์ เขามองดูตัวเองใน
ชุดกางเกงขายาวสีดำ ร้องเท้าหนังสีดำมันวาว เสื้อเชิ้ตติดกระดุมคอทุกเม็ดหุ้มด้วยเนคไท
สีกรมท่า เขายิ้มให้กับการแต่งตัวของตัวเอง
 
“แม่ครับผมได้งานแล้วนะครับ ทำงานกฎหมายและที่สำคัญทำในพื้นที่ใกล้บ้านเราด้วยนะแม่” 
ชายเลแจ้งข่าวดีให้ทางบ้านรู้ทางโทรศัพท์มือถือด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

..................................................................
 
สองสามวันก่อนสงกรานต์ผมได้รับการติดต่อจากเพื่อนว่าเขากำลังจะทำหนังสือพิมพ์
‘ฅนปากใต้’ เขาอยากให้ผมเขียนเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับกฎหมายเพื่อลง ในหนังสือพิมพ์
ฉบับดังกล่าว และเขาคนเดิมยังบอกอีกว่ารูปแบบที่จะเขียนให้ผมคิด   มาได้เลย
 
ผมตอบตกลงแต่โดยดี
 
ในปัจจุบันเรื่องกฎหมายไม่ได้ไกลตัวอย่างที่เราคิดแล้วนะครับ กฎหมายนั้นมันอยู่ใกล้ชิด
กับเราจนแทบจะนับได้ว่าเป็นญาติสนิทกับเราก็ว่าได้
      
มีหลักกฎหมายหนึ่งที่บอกว่า ‘บุคคลจะอ้างการไม่รู้กฎหมายเพื่อการจะไม่รับผิดนั้นจะกระ
ทำมิได้’  ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องทำความรู้จักกับกฎหมายให้มากขึ้น แต่ในสังคมนอกตำรานั้น
มันไม่ได้เป็นไปตามที่ในกฎหมายเขียนไว้เลย  ประชาชน   ส่วนใหญ่มีจำนวนน้อยมากที่
จะเข้าใจและรับรู้ถึงตัวบทกฎหมายได้  ถ้าไม่มีเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน
      
ปัจจุบันเราจึงมักได้ยินได้เห็นใครต่อใครมักจะอ้างกฎหมายขึ้นมาเมื่อเกิดความคิดเห็นและ
แนวทางที่ต่างกัน และนำกฎหมายนั้นมาใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ทั้งที่จุดมุ่งหมายของ
กฎหมายนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้ผู้คนในสังคมดำรงอยู่อย่างสงบสุขและเป็นระเบียบ
เรียบร้อย
      
‘ข้ารักท่าน แต่ข้าต้องประหารท่านเพราะกฎหมายไม่มีหัวใจ’ ผมนึกถึงข้อความหนึ่งที่เคย
อ่านเจอในเสื้อยืดของน้องคนหนึ่งที่รู้จัก 
 
แน่นอน  ตัวบทกฎหมายเองย่อมไม่มีหัวใจ
 
แต่นั่นหาใช่สาระสำคัญไม่ !
      
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ คนที่นำกฎหมายมาใช้นั้นมีหัวใจหรือไม่ต่างหาก 
     
ครั้งหน้ามาติดตามเรื่องราวของนายชายเล ทะเลงามกันต่อครับ
    

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net