วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ณ ราตรีที่ฟากฟ้านั้นไร้แสงจันทรา และ ท้องนภานี้ไม่มีดาวสักดวง !!..


.. The Old Guitarist By Pablo Picasso (1881-1973)..

บทเพลงสันติภาพจะมีประโยชน์อันใด? ..

หากมันถูกกู่ร้องโดยมนุษย์ผู้คุ้นเคยกับวิถีของการเป็นผู้ล่า !..

บทเพลงแห่งการสมานฉันท์ปรองดองจะมีความหมายอันใด? ..

หากมันถูกขับขานออกมาจากปากของมนุษย์ผู้ชื่นชอบการเอารัดเอาเปรียบ !!!..

vincentoldbook

............................

ณ ราตรีที่ฟากฟ้านั้นไร้แสงจันทรา และ ท้องนภานี้ไม่มีดาวสักดวง !!..

ฉันนั่งทบทวนชีวิตอยู่เงียบๆ..

ในราตรีที่ฟากฟ้าไร้แสงจันทรา และ ท้องนภาไม่มีดาวสักดวง ..

มีเพียงเมฆฝนทะมึนดำ จับก้อนมหึมาดูน่ากลัว ลอยบดบังฟากฟ้าราตรีอยู่ทั่วท้องนภากาศ..

ไฟนีออนหน้าร้านที่เปิดสว่าง พื้นกระเบื้องด้านล่างที่สะท้อนเป็นเงาสีขาว ในยามนี้มันเต็มไปด้วยแมลงปีกแข็งสีดำตัวเล็กที่กัดเจ็บ ..

พวกมันคงบินมาจากหนองน้ำตรงสวนสาธารณะที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่นัก..เพื่อมาเล่นไฟ !..

พวกมันคงจะเหน็ดเหนื่อย และ เบื่อหน่าย ที่จะบินกลับไปยังถิ่นที่ที่พวกมันบินจากมา ..

พวกมันจึง..ต่างค่อยๆ หมดเรี่ยวแรงไป ทีละนิด ทีละนิด !!..

พวกมันจึง..ต่างค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาตาย ทีละตัว ทีละตัว !!..

............................

มดตัวน้อย..

เดินเรียงแถวยาวดูคล้ายขบวนรถไฟ ..

มันไต่อยู่ตามซอกเสาอิฐและผนังกำแพงภายในร้าน พวกมันเดินขบวนพลุกพล่านไปมาเสมือนหนึ่งว่ากำลังก่อการประท้วง และ ปิดการจราจรอยู่ทั่วทุกซอกทุกมุมของร้าน..

ฉันพยายามทำความเข้าใจกับภารกิจของพวกมัน..อย่างช้าๆ ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง !!

พวกมันคงกำลังจะหาถิ่นที่อยู่ใหม่เพื่อหนีน้ำ หรือ ไม่พวกมันก็คงจะออกหาอาหารตามเศษซากแมลงปีกแข็งสีดำที่ตายไปแล้ว !!!..

พวกมดตัวน้อยๆเหล่านี้จัดได้ว่ามันเป็นสัตว์ที่ขยันขันแข็งเอาการเอางาน มีความวิริยะอุตสาหะเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ พวกมันมีความสมัครสมานสามัคคี ชนิดที่จะไปหาสัตว์อื่นใด? สัตว์พันธุ์ใด ?มาเทียบเคียงได้ยาก !

ฉันรักพวกมดตัวน้อยๆเหล่านี้มาก รักในความขยันของมัน ทว่า ฉันจำเป็นที่จะต้อง..ฆ่ามัน !!

พวกมดทำงานหนักกันทั้งวันทั้งคืน ฉันไม่เคยเห็นพวกมันหลับนอน หรือ หยุดทำงานกันเลยสักวันเดียว ยกเว้น ! ก็แต่ตอนที่ฉันเห็น..พวกมันตาย !!

เห็นพวกมันตายเพราะโดนมือของฉันบี้แบน ตายเพราะโดนไฟที่ฉันจุดเผาผลาญ และ ตายเพราะโดนฉันฉีดพ่นด้วยยาฆ่าแมลง !!..

ฉันพบคำจำกัดความของชีวิตสั้นๆ ด้วยภาพสะท้อนจากเงากระจกใส ผ่านมดตัวน้อยๆเหล่านี้ ที่มีฉันเป็น "ผู้ล่า" และเป็น ..เพชรฆาตผู้โหดร้าย !..

ฉันพบคำจำกัดความของชีวิตยืนยาว ด้วยภาพสะท้อนจากเงาจิตสำนึก ผ่านตัวตนของฉันเอง ที่มีฉันนั่นแหละเป็น "ผู้ถูกล่า" และ เป็น ..เหยื่อผู้น่าสมเพช!..

ฉันนั่งอยู่ในความมืด ..ฉันมองเห็นการเคลื่อนไหว ..ฉันมองเห็น "กาลเวลา" !..

ฉันเห็นว่า..เวลา..มันช่าง..ผ่านไปไวฉิบ !

ทว่า ความจริง ..มันหาเป็นเช่นนั้นไม่ !!!

.......................

เวลาล่วงผ่านไป ..

ราตรีกาลอันมืดมิดและยาวนานยังคงเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ ..มันมิได้ผ่านไปอย่างไวฉิบ เหมือนดั่งที่ฉันเห็น และ คาดหมายว่าจะให้มันเป็น ..

ฉันเหลียวมองไปรอบๆ ฉันพบว่าฉันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ตรงโต๊ะเขียนหนังสือ ที่มีหนังสือกองพะเนิน มีโน้ตบุ๊คตั้งเปิดทิ้งไว้ ตรงที่ๆเดิมที่ฉันนั่งเขียน นั่งฝัน นั่งจินตนาการอยู่เป็นประจำ ..

รอบๆกายยามนี้หนาวเย็นด้วยสายลมที่ผสมกลิ่นไอฝน อาจจะเป็นฝนที่ตกลงมาตั้งแต่ในช่วงบ่าย หรือ ไม่ก็เป็นฝนที่โปรยปรายลงมาตั้งแต่เมื่อวันวาน..

ฉันเหลือบมองดู "เจ้ากาแฟ" หมาน้อยพันธุ์คอกเกอร์ขนสีน้ำตาลทอง ..

มันยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ภายในคอกรูปทรงตะกร้าใบใหญ่ ฉันได้ยินเสียงกรนอันแผ่วเบาของมัน ได้ยินเสียงหายใจเข้า หายใจออกของมัน ..

มองเห็นพุงกลมๆที่ปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลทองของมัน กระเพื่อมขึ้น กระเพื่อมลง อย่างช้าๆ..

เท้าทั้งสี่ที่เหยียดตรงไปจนสุดเส้นเอ็น บ่งบอกได้ชัดว่า มันคงกำลัง.. ถึงสุข !..

..............................

..The Blue Violinist Marc Chagall (1887 – 1985)..

ทันทีทันใด ..

ในความเงียบสงัดแห่งรัตติกาล..

โสตประสาทฉันกลับแว่วได้ยินเสียงขับดนตรี เสียงดนตรีที่แว่วดังมาจากที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ?..

มันคงเป็นเสียงเพลงที่ดังมาจากร้านเหล้าร้านนั้นแน่ๆ..ฉันคิด !! ..

ใช่! ร้านเหล้าร้านนั้น ที่เปิดบริการอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก มันตั้งอยู่เยื้องๆตรงซอยข้างๆกันกับร้านของฉัน พวกเขายังคงเปิดเพลงดังกระหึ่มเฉกเช่นทุกๆค่ำคืนที่ผ่านมา..อย่างมิเกรงใจใคร !!

ฉันมองดูหน้าจอโน้ตบุ๊คที่ฉันเผลอเปิดแช่มาตลอดทั้งวัน ฉันพยายามจะมองดูตัวเลขบอกเวลาว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ? ทว่า ฉันกลับมองไม่เห็น ทำไมตัวเลขเหล่านั้นถึงไม่มี ฉันนึกแปลกใจ มันต้องปรากฎตรงที่ใดที่หนึ่งซิว่ะ! ..

ฉันพยายามกวาดสายตาให้ทั่ว แต่ก็ไม่เห็นมี ..เสียงเพลงยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ มันดังขึ้นเรื่อยๆเสมือนหนึ่งว่ามันไม่ต้องการจะให้ผู้ใดฟังมันได้อีกต่อไปแล้ว !!..

ทว่า ฉันเองก็นึกแปลกใจ..เหตุใด ?..พวกเขาและพวกเธอ ? ที่กรีดเสียงร้องโหยหวนครวญครางคลอตามเสียงเพลง จึงยังคงสดับเสียงดนตรีแห่งการมอดม้วยมรณาของบิดามารดาของพวกเขาและพวกเธอ ณ ร้านเหล้าแห่งนั้นได้ ??

ฉันพยายามจะเงี่ยหูฟังว่าเพลงที่ฉันได้ยินในตอนนี้นั้น มันเป็นเพลงอะไรกันแน่ ? มันฟังดูคล้ายๆเพลงไทย แต่พอฟังดูอีกครั้งมันกลับคล้ายเพลงฝรั่ง มันมีกลิ่นไอของเพลงร็อคที่เร้าร้อน !!..

ฉันได้ยินมันมิชัดเจนนัก เหมือนกับว่ามันมีคลื่นรบกวนอยู่นิดๆ แว่วไกลๆฟังดูคล้ายๆว่ามันน่าจะเป็น....ใช่!ดนตรีที่กระชั้นเร้าใจ ใช่..มันต้องเป็นเพลงร็อค แน่ๆ!! ฉันยังไม่เคยได้ยินได้ฟังเพลงไทยเพลงไหนเล่นได้แบบนี้เลย !!..

เพลงไทยที่ไหนมันจะเร้าใจได้ขนาดนี้ ??..

ใช่!มันคงอาจจะเป็นเพราะ เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะเฮฮา เสียงโห่ปากสนุกสนานครื้นเครง ของพวกเขาและพวกเธอ นิสิตนักศึกษาปัญญาชนคนหนุ่มสาวจากรั้วมหาวิทยาลัยเหล่านั้นแน่ๆ !!..

ที่ทำให้ฉันฟังมันเพี้ยน แยกแยะ เพลงไทย เพลงฝรั่งไม่ออก ทำให้ฉันสับสน หลงคิดไปว่าฉันกำลังได้ยิน..เพลงไทย !เพลงไทยเดิม เพลงไทยโบราณ! ..

ที่มีเสียงดนตรีประสานโหยหวนเหมือนงานสวดศพ ! ..

.............................

.. Blue Nude By Pablo Picasso (1881-1973)..

"ใครตายหรือครับ?"..ฉันตะโกนถามออกไป

"อ้าว!นี่พี่ยังไม่รู้เหรอ มีผู้หญิงผูกคอตายอยู่ตรงหอพักใกล้ๆเรานี่เอง รถเก็บศพเขาเพิ่งจะมาเอาศพไป เสียงไซเรนดังมาก พี่ไม่ได้ยินเสียงไซเรนเลยเหรอ"..เสียงผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนตอบกลับฉันมา

"ไม่ได้ยินจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นอยู่คนเดียวหรือครับ ทำไมเธอถึงผูกคอตายล่ะ ?" ..ฉันถามต่อ

"ไม่ได้อยู่คนเดียว แฟนเค้าออกไปซื้อกับข้าว กลับเข้ามาก็เห็นกลายเป็นศพแล้ว ไม่รู้เพราะอะไรนะ หนูได้ยินแต่เสียงไซเรน พี่ไม่ได้ยินเหรอ" ..เสียงผู้หญิงคนเดิมตะโกนตอบกลับมา

"ไม่ได้ยินครับ ได้ยินแต่เสียงฟ้าร้อง ๓ ครั้ง ฝนจะตกแล้วมั้งครับ?" ..ฉันตอบเธอไป

"เสียงฟ้าร้องที่ไหนกันจ๊ะพี่ นั่นน่ะเขายิงกันจ๊ะ พี่ไม่ได้ดูข่าวหรอกเหรอ คนยิงน่ะเป็นโรคเครียดจัด เลยยิงเพื่อนบ้านเกือบตาย ดีน่ะที่รอด !"..เธออธิบายกลับมาอีกครั้ง พร้อมน้ำเสียงที่แสดงความยินดีที่คนโดนยิงปลอดภัย 

"แย่จังนะครับ ผมคิดว่าเสียงฟ้าร้องซะอีก เสียงปืนหรือครับ ..แล้วเรื่องเครื่องบินตกล่ะครับ คนตายหมดหรือเปล่า ?"..ฉันถามเธอเกี่ยวกับข่าวเครื่องบินตก ..

"ผมคิดว่ามันต้องมีเครื่องบินตกที่ไหนสักแห่ง ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า ผมได้ข่าวนี้มาจากที่ไหนสักที่แน่ๆ ..อาจจะในอินเตอร์เน็ต ในทีวี อืมมม...หรือว่า"..ฉันอธิบายพร้อมๆกับหยุดคิดนิดนึงในใจและกำลังจะเอ่ยถามเธอออกไปอีก..ทว่า..

"พี่ดูหนังเรื่องนั้นหรือเปล่า ? พี่จำสับสนล่ะ ไม่มีข่าวเครื่องบินตกหรอก..???" เสียงผู้หญิงคนเดิมตะโกนกลับมา

ฉันเดินออกไปที่หน้าร้าน ตั้งใจจะไปยืนคุยกับเธอใกล้ๆ เธอได้ดูหนังเรื่องนี้ด้วยเหรอ ..ตายหมดเลยเหรอ ..ไม่มีใครรอดจริงๆเหรอ ! ..

ฉันตั้งใจจะเดินไปถามเธอ ทว่า เธอกลับเดินไปตรงมุมตึกมุมนั้น ตรงมุมที่มีเสาไฟส่องแสงสลัวๆ ฉันพยายามมองฝ่าความมืดไป ฉันเห็นเธอยืนคุยอยู่กับใครคนหนึ่ง ?..

ไม่ใช่ซิ ไม่ใช่ยืนคุย เธอกำลังยืนทะเลาะกับใครคนหนึ่ง? และ เธอกำลังร้องไห้ด้วย !!..

................................

.. Three Candles By Marc Chagall (1887 – 1985)..

ฉันเห็นเธอวิ่งกลับมา ..

เธอวิ่งไปตรงหน้าร้านซ่อมแอร์ที่อยู่ข้างๆ ร้านฉัน เธอสวมชุดนักศึกษา และ มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งตามมาติดๆ เขาและเธอทะเลาะกันเสียงดัง แต่ฉันจับใจความไม่ได้ว่าเรื่องอะไร ?

ฉันค่อยๆปิดบานประตูเหล็กหน้าร้านลงเบาๆ พยายามมองไปที่เขาและเธอ เธอยังคงร้องไห้ในชุดนักศึกษา ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งโผล่ออกมา มาคอยปลอบเธอคนที่ยืนร้องไห้ ..

"เจ้ากาแฟ" ส่งเสียงคราง "หงิง หงิง" ..มันคงจะกลัว ฉันนึกในใจ ทำไมเด็กนักศึกษาพวกนี้ต้องมาทะเลาะกันหน้าร้านเราด้วย ..

ฉันคิดที่จะถามออกไป ..ฉันค่อยๆหันกลับมามองดู "เจ้ากาแฟ" เสียงครางของมันยังคงดังมาจากคอกรูปทรงตะกร้าอย่างต่อเนื่อง ..

"หงิง หงิง ..หงิง หงิง !! " ..มันคงกลัวมากฉันนึกโมโหเด็กนักศึกษาสามคนนี้มากๆ ฉันหันกลับไปหน้าร้านตั้งใจจะเปิดประตูออกไปต่อว่าซักหน่อย ..

ทันใดนั้น ..ฉันกลับต้องสะดุ้งสุดตัว !! กับสิ่งที่ฉันพานพบที่หน้าร้าน ..

เขาและเธอ เด็กนักศึกษาทั้งสามคน มายืนจ้องมองฉันอยู่ที่หน้าร้าน ฉันจำได้ว่าเคยเจอพวกเขาและเธอที่ไหนมาก่อน..ใช่แน่ๆ เด็กพวกนั้นนี่ ?..

ใช่ !เมื่อสัปดาห์ก่อน เด็กพวกนี้มายืนทะเลาะกันที่อยู่ที่ข้างๆร้านของฉันนี่นา พวกเขาใส่ชุดนี้ฉันจำได้ ทุกคนเลย ..ทั้งสามคน พวกเขาทุกๆคน ยังอยู่ในชุดเดิม !!..

ฉันกำลังจะเอ่ยถามอะไรออกไป ..ลมพัดเย็นวูบวาบจนขนแขนลุก ..ฉันเพ่งมองที่ใบหน้าของคนทั้งสาม ฉันเห็นพวกเขากำลังยืนร้องไห้ ..ฉันตกใจ ขนลุก พวกเขากำลังร้องไห้ ..

"หมาร้องแล้ว หมามันร้องแล้ว.." เขาและเธอ ชี้ให้ฉันดูที่คอกรูปทรงตะกร้า !

ฉันสะดุ้งสุดตัว !!

.............................

..Cafe Terrace At Night Vincent Van Gogh (1853 – 1890)..

"พามันไปฉี่หน่อย ! พามันไปฉี่หน่อย!"..

ฉันสะดุ้งตัวตื่น ..งัวเงีย ..คนใกล้ตัวเธอยังไม่หยุดเขย่าแขนฉัน !!!..

"พากาแฟมันไปฉี่หน่อย มันร้องตั้งนานแล้ว !!"..เธอส่งเสียงดุ เชิงออกคำสั่ง ..

ฉันสบัดศรีษะเพื่อสลัดไล่ความมึนงง แสงสว่างของยามเช้าสะท้อนเข้าตา ฉันปาดเหงื่อที่เหนอะอยู่ตามลำคอ พร้อมๆกับค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน !

ประตูห้องถูกเปิดออก ..

เสียง"เจ้ากาแฟ" ยังคงคราง หงิง หงิง ..อยู่ในตะกร้าเสื้อผ้าที่เราดัดแปลงเป็นคอกน้อยให้มัน ..

ฉันยกตะกร้าขึ้น มันวิ่งมาเลียตรงนิ้วเท้าฉัน พร้อมๆกับส่ายหางดิกๆไปมา ..

ฉันพามันเดินไปหลังร้าน ที่ๆประจำการเดิมของมัน..พอมันจัดแจงธุระของมันเสร็จ ..ฉันก็พามันกลับมาที่หน้าร้าน ..

ฉันเปิดประตูเหล็กขึ้น แดดอ่อนๆยามเช้าสะท้อนเข้ามาในร้าน ทำเอาแสบตา ฉันค่อยๆหรี่ตามอง มองหาชามอาหารของมัน ..ฉันเทนมสดที่เตรียมไว้ลงไป !..

มันส่ายหางดิกๆไปมาด้วยความดีใจก่อนจะตะกุยเลียนมในชามนั้นอย่างกระหาย !..

ฉันค่อยๆนั่งลงตรงมุมเก้าอี้หน้าร้าน ที่ๆฉันนั่งนึกคิดอะไรเล่นๆ พร้อมดื่มอะไรเย็นๆก่อนเข้านอนเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา..

ฉันลุกไปหยิบบุหรี่ แวะเสียบปลั๊กกาน้ำร้อนเพื่อชงกาแฟ จุดบุหรี่ขึ้นสูบมองผู้คนที่ขับขี่รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ผ่านไปผ่านมา ..

ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ !คิดอะไรต่อมิอะไรในใจ ?..

มองหน้าเจ้ากาแฟ หมาน้อยตัวโปรด ที่กำลังแหงนมองหน้าเจ้าของมันว่า..เมื่อไหร่จะเทนมลงมาอีก ! ..แล้วฉันก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ !!...

ถ้าเจ้ากาแฟมันมาเลียนิ้วเท้า ..แสดงว่า..มันหิวข้าว !

ถ้าเจ้ากาแฟมันส่ายหางดิกๆไปมา ..แสดงว่า..มันอยากกัดผ้าขนหนูผืนนั้น !

ถ้าเจ้ากาแฟมันคราง..หงิง หงิง หงิง ..แสดงว่า..มันปวดฉี่ !

และ ..ถ้าเจ้ากาแฟมันส่งเสียงหอนโหยหวนขึ้นมาล่ะก็นะ ..

แสดงว่า..มันปวดขี้อย่างหนัก !!

..................................

วินเซนต์

ขอนแก่น

๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒

..................................

  

โดย vincentoldbook

 

กลับไปที่ www.oknation.net