วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขอคุย...ไปตะลุยญี่ปุ่นมา (ตอนที่สี่...ตะลุยปราสาทโอซาก้าก่อนมาชิมทาโกะยากิ)


ตอนที่สี่...ตะลุยปราสาทโอซาก้าก่อนมาชิมทาโกะยากิ

วันที่ 29 มีนาคม 2552

          .....วันนี้แยกออกเป็นสองสายอีกแล้วครับท่านผู้ชม เพราะเหตุที่ความต้องการต่างกัน สายแรกมี 5 คน ประกอบด้วย ผม พี่จันทร์ พี่อ๊อด พี่อู๊ด และพี่เปิ้ล จะไปเที่ยวปราสาทโอซาก้ากัน ส่วนอีกสายหนึ่งนำทัพโดย ป้าแดง กระติก พี่ฟ้า จูน และพ่วงคุณนายหมูไปด้วย รวมอีก 5  คน จะไปช้อปปิ้ง ดังนั้นวันนี้คณะไปเที่ยว “Osaka Castle” หรือ “โอซาก้าโจ” ตามภาษาญี่ปุ่น เราจึงนัดเจอกันตั้งแต่เช้า ส่วนคณะช้อปปิ้งนอนต่อ เพราะออกสายได้...

          วันนี้เราออกจากโรงแรม “Grande Vista Hotel” แล้วเดินผ่านย่านการค้าไป เป้าหมายคือเราจะไปที่สถานีรถไฟ “Hommachi” ซึ่งเจ้าพ่อข้อมูลของ “ห้าหัวทุยตะลุยโอซาก้าโจ” ของเราในวันนี้คือ “พี่อ๊อด” บอกว่าจากสถานี  “Hommachi” เราสามารถที่จะนั่งรถไฟต่อเดียวไปที่ “ปราสาทโอซาก้า” ได้เลย ไม่ต้องไปขึ้นรถไฟที่ Namba แล้วมาลงที่ “Hommachi” ซึ่งอยู่ห่างกันเพียงสองสถานีอยู่ อีกอย่างหนึ่งวันนี้เราก็มีแต่ขาลุย เราเดินไปสถานี “Hommachi” กันดีกว่าจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ และสภาพร้านค้าที่ยังไม่เคยผ่านบ้าง ห้าหัวทุยขาลุยอยู่แล้วไม่มีใครค้าน...

          แต่พอเดินมาได้สัก 10 นาที เจอสถานีแรกคือ “Shinsaibachi” พี่จันทร์ชักเอะใจจึงเข้าไปสอบถามตำรวจ ว่าสถานี “Hommachi” ไปอีกไกลหรือไม่ เขาบอกว่าต้องเดินอีกครึ่งชั่วโมงถึงจะถึง ได้ฟังอย่างนั้น “ห้าหัวทุยขาลุยอยู่แล้ว” ขาก็เริ่มสั่น เริ่มออกเสียงกันจ้าละหวั่นว่า เราขึ้นรถไฟที่สถานีนี้กันเถอะ แล้วค่อยไปต่อรถที่ “Hommachi” ตำรวจนายนั้นจึงบอกว่าถ้าเราจะไปปราสาทโอซาก้า ก็ขึ้นรถไฟที่ “Shinsaibachi” นี่ก็ได้ แล้วไปลงที่สถานี “Morinomiya” ก็ถึงปราสาทโอซาก้าเหมือนกัน แถมจะเดินเข้าไปใกล้กว่าที่จะไปลงที่สถานี “Osaka Castle” เสียอีก ได้ยินดังนั้น ก็ดีใจเสียยิ่งกว่าได้ทอง รีบ “อะริกาโต้ โกไซมัส” คุณตำรวจแล้วก็มุดลง Subway ที่สถานี “Shinsaibachi” ตีตั๋วไป “Morinomiya” ทันที...

          จะไปเที่ยวปราสาทโอซาก้ากันทั้งที ก็ขอเล่าประวัติพอย่อๆของ “ปราสาทโอซาก้า” ให้ฟังเสียหน่อย จะได้ไปเที่ยวกันได้สนุก ปราสาทโอซาก้าสร้างขึ้น บนบริเวณที่เคยเป็นวัดชื่อ Osaka Hongan-ji  เมื่อปี ค.ศ.1583 เทียบเป็นพุทธศักราชแล้วละก็ตกอยู่ในปี พ.ศ.2126 ของไทยเราก็จะตรงกับรัชสมัยของ “สมเด็จพระมหาธรรมราชา” พระราชบิดาของ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ซึ่งยังมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่ในขณะนั้น ปราสาทโอซาก้าสร้างโดย นักรบซามูไรญี่ปุ่นผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งได้พยายามรวบรวมผู้คนและแว่นแคว้นต่างๆ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้วสร้างเมืองหลวงขึ้น นักรบผู้นั้นชื่อว่า “Toyotomi Hideyoshi” (ค.ศ.1537 – 1598) ปราสาทโอซาก้าแห่งนี้ จึงนับว่าเป็นพระราชวังแห่งแรกของญี่ปุ่นทีเดียว แต่ Toyotomi Hideyoshi ก็ยังต้องสู้รบกับบรรดาซามูไรต่างพวก ที่เข้ามาโจมตีปราสาทโอซาก้าอยู่หลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งก็ประสบชัยชนะเสมอมา จนกระทั่งมาถึงสงครามที่เรียกกันว่า Osaka Natsu No-jin ในปี ค.ศ.1615 ปราสาทโอซาก้าถูกตีแตก คนในตระกูล Toyotomi ถูกฆ่าล้างโคตร “Tenshukaku” ซึ่งเป็นส่วนของหอคอยปราสาท ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ ต่อมาในสมัยของ Tokugawa ปราสาทโอซาก้าก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ แต่ภายหลังก็ถูกฟ้าผ่าเสียหายไปอีก มาจนกระทั่งในปี ค.ศ.1931นายกเทศมนตรีเมืองโอซาก้าคนหนึ่งชื่อ “Seki” ได้ร่วมแรงร่วมใจกับบรรดาชาวเมืองโอซาก้า ช่วยกันบริจาคเงินมาได้ถึง หนึ่งล้านห้าแสนเยน เพื่อทำการบูรณะปราสาทโอซาก้า ให้กลับมาสวยงามอีกครั้งจนถึงทุกวันนี้

          ปราสาทโอซาก้านี้มีบริเวณกว้างขวางมากครับ แถมยังล้อมรอบด้วยคูน้ำขนาดกว้างขวางถึงสองชั้น และมีกำแพงปราสาทก่อด้วยหินสูงใหญ่รายรอบคูน้ำอีกที จึงเท่ากับมีกำแพงหินอย่างใหญ่ถึงสองชั้น ตรงระหว่างทางเดินเข้าไปสองข้างทาง จะมีร้านขายดอกไม้ต้นไม้สวยงาม เรียงรายกันไปน่าชมเชียวครับ เจอดอกไม้สวยๆแปลกๆผมก็ถ่ายรูปไปเรื่อย ได้ยินเสียง “พี่อู๊ด” ชื่นชอบกับต้นซากุระเล็กๆที่เขาใส่กระถางวางไว้ขาย ประมาณว่าอยากจะซื้อกลับไปเมืองไทย เหลียวดูหน้า “พี่อ๊อด” ก็เห็นทำหน้าประมาณว่า “งานเข้า” แล้วเรา ก็ตามประสาผู้ชายที่ไม่อยากจะหอบหิ้วอะไรให้มันพะรุงพะรังมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ดูท่างานนี้จะขัดใจ “พี่อู๊ด” ศรีภรรยาได้ยาก อย่างดีที่สุดตอนนี้ก็คือบอกว่าพี่อู๊ดว่า เดี๋ยวเราเข้าไปเที่ยวปราสาทโอซาก้ากันก่อน ขากลับค่อยมาซื้อ ประมาณว่าเผื่อประวิงเวลาได้ หรือว่าขากลับเผื่อว่ามีทางออกในทางอื่นอีก จะได้หาเหตุไม่ต้องขนต้นไม้กลับบ้าน!!

          ตรงทางเข้าจะมีลานน้ำพุสวยงามเชียวครับ แล้วก็มีรถไฟเล็กเหมือนตามในสวนสนุกบ้านเรา ไว้บริการพานักท่องเที่ยวที่ไม่อยากเดินเข้าไปถึงทางเข้าปราสาท ค่าบริการคนละ 200¥ ครับ

...ป้ายบอกสถานีรถไฟของญี่ปุ่นครับ จะบอกทั้งสถานีที่มาและสถานีถัดไป...

...ป้ายนี้แหละครับที่สำคัญ เพราะเราขึ้นจากสถานีเลขที่ N15 Shinsaibashi แล้วเราจะไปลง สถานี N20 Morinomiya ครับ...

...นี่แหละครับช่องสอดตั๋วของสถานีรถไฟเขา ต้องระวังให้ดีเพราะมันจะดูดเข้าไปเร็วมาก...

...มาถึงทางเข้า "ปราสาทโอซาก้า" แล้วครับ สองข้างทางเป็นร้านขายดอกไม้ต้นไม้ วิวทิวทัศน์ก็สวยดีนะครับ...

...ต้นนี้ขาย 500¥ แพงนะครับ ถ้าเทียบกับบ้านเราเกือบสองร้อยบาทแนะ...

...ต้นนี้ยิ่งไปกันใหญ่เลยตั้ง 2,000¥ ดูเหมือนจะเป็นต้นสนนะ ใช่ไหมครับคุณ "เต็งพ้ง"...

...ต้นนี้ดอกสวยดีครับ แต่ราคาตั้ง 350¥ ผมว่าถ้าเป็นเมืองไทยไม่น่าจะเกิน 10 บาท...

...ต้นนี้น่าจะเป็นต้น "แมกโนเลีย" ที่ผมเห็นที่ศาลเจ้าคาสุกะ ที่นารา แล้วผมไม่ทราบชื่อ ได้ความกรุณาจากคุณ "เชษฐา พิมาน" ช่วยโพสบอกว่ามันคือต้น "แมกโนเลีย" แต่ดูราคาแล้วแพงจังครับ...

...มีดอกไม้สวยๆมาวางขายเยอะแยะเลยครับ...

...รูปนี้ถ่ายมาอวดย่าดา ถึงแม้ว่าฝีมือการถ่ายภาพ Closed Up ของผมจะเทียบชั้นย่าดาไม่ได้ แต่ภาพนี้ก็ไม่ขี้เหร่นะครับ ว่าไหมครับ...???

...บริเวณลานน้ำพุที่จัดทำเอาไว้อย่างสวยงามครับ นักท่องเที่ยวมาถึงก็จะรู้สึกสดชื่นและอยากที่จะถ่ายรูปกันทุกคน...

...สาวน้อยคนนี้เธอเป็นพนักงานอยู่ที่รถไฟเล็กหน้าสวนสาธารณะก่อนที่จะเข้าไปในบริเวณปราสาทโอซาก้า หน้าตาบ้องแบ๊วดีนะครับ...

...ทางเดินเข้าไปในบริเวณปราสาท วันนี้วันอาทิตย์คนพลุกพล่านเป็นพิเศษครับ...

          วันนี้วันอาทิตย์ จึงมีนักท่องเที่ยวจากทั้งญี่ปุ่นและต่างชาติ ต่างพากันมาท่องเที่ยวชม “ปราสาทโอซาก้า” กันค่อนข้างเยอะ บริเวณทางเดินไปสู่ตัวปราสาท จะมีต้นซากุระสองข้างทางเรียงรายเต็มไปหมด เสียดายว่าดอกยังไม่บาน ถ้าบานพอดีคงจะเป็นสถานที่ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในทริปนี้ทีเดียว

          ผมเดินถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ไปเรื่อย พลางก็เพ่งพินิจพิจารณา ถึงความกว้างและใหญ่โตมโหฬารของปราสาท แถมกำแพงยังเป็นหินสูงใหญ่ถึงสองชั้น มีคูน้ำอย่างกว้างและลึกอีกสองชั้นเช่นกัน แต่ก็ยังไม่อาจสกัดกั้นศัตรูที่รุกรานเข้ามาจนแตกพ่ายได้ คิดไปถึงกรุงศรีอยุธยาครั้งเสียกรุง ทั้งสองครั้ง เปรียบเทียบกันแล้วภูมิประเทศของ “ปราสาทโอซาก้า” แห่งนี้ยังแข็งแรงกว่ากรุงศรีอยุธยาตั้งหลายเท่า กรุงศรีอยุธยานั้นที่จริงแล้วถ้าไม่เพราะมีไส้ศึกอยู่ภายใน ก็คงจะยังรักษาเมืองไว้ได้ ผมว่าสงครามตีปราสาทโอซาก้าในครานั้น คงต้องมีไส้ศึกอยู่ภายในด้วยแน่ๆครับ ไม่งั้นคงจะยากที่จะตีเข้าไปได้

          เราเดินผ่านสะพานเข้าไปถึงเขตปราสาทชั้นใน ตรงประตูทางเข้ามีหญิงสาวสวยคนหนึ่งกำลังตั้งวง แสดงกายกรรมลิงให้นักท่องเที่ยวชม โดยขอบริจาคเงินจากนักท่องเที่ยวเป็นค่าการแสดง ผมประหวั่นนึกไปถึงเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่นไปเที่ยวสนามหลวง แล้วเขาก็ชอบมีการแสดงงูกับพังพอนให้ชม แต่กว่าจะได้ชมงูกัดกับพังพอน เพื่อนก็เล่นขายพระ “หลวงพ่อแพ” หมดไปเสียหลายรอบ เห็นคนมุงดูกันเยอะ ผมก็เลยไปมุงดูบ้างอยากจะรู้เหมือนกันว่า “ลิงญี่ปุ่น” แสดงได้ดีเท่า “ลิงไทย” หรือไม่

          เธอให้ลิงของเธอ ซึ่งก็แต่งกายอย่าหรูใส่เสื้อใส่กางเกงดิบดี ตามธรรมเนียมของการโชว์ แสดงการเดินบนไม้สูงๆแล้วก็ใช้ไม้นั้นเดินไปต่างเท้า แล้วก็ยังมีการหกคะเมนตีลังกาประสาลิงอยู่อีกหลายช็อต เสร็จแล้วท้ายที่สุดเธอกับลูกน้องลิงของเธอก็จะขึ้นไปยืนบนแสตนด์ แล้วก็โค้งคำนับอย่างงามให้ผู้ชม จากนั้นก็จะเป็นการขอบริจาคโดยใช้ตะกร้าหวายเดินขอเงินจากผู้ชมไปรอบวง การแสดงของลิงนั้นไม่เท่าไหร่ครับท่านผู้ชม ผมว่าลิงไทยเราสู้ได้แน่นอน แต่ผมประทับใจกับลีลาการพากย์ของสาวผู้นี้มากกว่า เพราะแม้กระทั่งผมซึ่งฟังภาษาของเธอไม่รู้เรื่อง ยังสนุกสนานไปกับลีลาท่าทางของเธอ จนต้องยืนดูตั้งนาน กระทั่งมีการรับบริจาคเงินนั้นแหละ ผมถึงจะหลบฉากออกมา...แหะ แหะ แหะ

          ค่าธรรมเนียมเข้าปราสาทโอซาก้า ต้องชำระคนละ 600¥ ครับท่านผู้ชม พี่จันทร์ก็ไปซื้อมาเสร็จสรรพแล้วก็มาแจกพวกเราคนละใบ จากนั้นเราก็ชักแถวกันเดินเข้าไปในปราสาท ในตัวปราสาทโอซาก้ามีทั้งหมด 8 ชั้น วิธีขึ้นปราสาทก็มีให้เลือกสองทางคือขึ้นทางลิฟท์ ซึ่งต้องรอหน่อยกับเดินขึ้นบันไดไป แน่นอนครับว่าขาลุยอย่างพวกเราต้องเลือกวิธีการแบบ.....ขึ้นลิฟท์!! 

          เราขึ้นกันมาชั้น 8 บนสุดก่อน แล้วกะว่าค่อยเดินชมชั้นล่างๆลงมาเรื่อยๆ ชั้นบนสุดเป็นชั้นสำหรับชมวิวทิวทัศน์อย่างเดียวครับ ซึ่งผมก็ไม่ค่อยได้ถ่ายอะไรมากนัก เพราะดูแล้วไม่ค่อยน่าถ่ายสักเท่าไหร่ วิวไม่สวยว่างั้นเถอะ แถมยังติดตะแกรงเกะกะมุมกล้องเสียอีก ผมเดินลงมาชั้นล่างๆ จะเป็นคล้ายๆกึ่งพิพิธภัณฑ์ กึ่งนิทรรศการ ที่เขาเอามาโชว์เพื่อแสดงถึงความเป็นมาของ “ปราสาทโอซาก้า” ที่ผมยืนดูอยู่นานก็เห็นจะเป็นสไลด์โชว์ประวัติความเป็นมา ซึ่งเขาใช้ภาพวาดแล้วถ่ายมา เนื้อเรื่องก็เป็นเรื่องสงครามเสียส่วนใหญ่ ถัดมาก็เป็นตู้โชว์ภายในก็จะมีรูปปั้นนักรบต่างๆของญี่ปุ่นทำด้วยเรซิน ลงมาชั้นล่างๆก็จะเป็นประวัติของ ผู้สร้าง “ปราสาทโอซาก้า” ซึ่งก็คือ “Toyotomi Hideyoshi” ถัดมาก็มีชุดเสื้อเกราะของนักรบซามูไร และชุดคลุมของนินจาเอามาแสดงโชว์ เมื่อมีการโชว์ชุดนักรบให้ “อิน” เข้าไปในจิตใจของท่านผู้ชมแล้ว ก็ถึงเวลาล้วงกระเป๋าเอาสตางค์จากเราไป ด้วยการให้เช่าชุดซามูไรภาคต่างๆเพื่อใส่ถ่ายรูป ซึ่งผมก็ชอบแต่ชอบถ่ายจากคนที่เขาเช่าชุดแล้วนะครับ ไม่ชอบ “เช่า” ใส่เองครับ...!!

          ผมเดินลงมาเรื่อยๆตามบันได ซึ่งสร้างไว้ดีมากเพราะบันไดขึ้นกับบันไดลง เขาจะสร้างสลับกันไว้ทำให้ไม่ต้องแออัดยัดเยียดเบียดเสียดกันขึ้นลง ชั้นล่างจะเป็นร้านค้าขายของที่ระลึก ผมถูกใจแก้วเซรามิกใบหนึ่ง ราคา 1,000¥ ที่จริงก็ออกจะแพงอยู่นะ เพราะไม่ใช่แก้วที่ทำจากดินชนิดที่เป็น “Bond China” สักหน่อย แต่ก็ถูกใจลวดลาย ที่ดูเป็นญี่ปุ่นดี เลยซื้อมาหนึ่งใบถือเป็นที่ระลึกจากญี่ปุ่นครั้งนี้ก็แล้วกัน

...เห็นตัวปราสาทอยู่ไกลๆแล้วก็เลยขอยืนแอ่นพุงถ่ายรูปสักหนึ่งรูป...

...สองข้างทางที่เดินจะเห็นมีต้นซากุระเรียงรายไปตลอด เสียดายที่ยังไม่บาน ไม่งั้นจะเป็นภาพที่สวยมาก...

...คูน้ำรอบปราสาทดูลึกและกว้างขวางมากครับ แถมกำแพงหินนั่นก็ดูแข็งแรงและสูงชัน ขนาดนี้ยังป้องกันศัตรูไม่ได้เลยครับ...

...กายกรรมลิงญี่ปุ่น สาวสวยคนนี้เธอมาเปิดการแสดง กายกรรมจากลิงที่เธอฝึกมาครับ...

...ตะกี้นี้ยังไม้สั้น ทีนี้ใช้ไม้ยาวเดินต่างขาเลยครับ ผู้ชมปรบมือกันเกรียว...

...ลีลาท่าทางการพากย์ของเธอ นับว่าสนุกและเร้าใจทีเดียวครับ ขนาดผมฟังไม่ออกยังรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานไปกับเธอด้วย...

...แสดงจบก็โค้งอย่างงามให้กับท่านผู้ชมทั้งคนทั้งลิง...

...ท้ายของที่สุด ก็เดินถือตะกร้ารับบริจาคเงินจากผู้ที่เมตตาและประทับใจในการแสดง ก็ได้มากโขอยู่นะครับ...

...ปราสาทโอซาก้าตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเราเรื่อยๆแล้วครับ...

...ก่อนเข้าปราสาทโอซาก้ามีต้นซากุระดอกกำลังบานอยู่ต้นหนึ่ง สวยจนพี่จันทร์ต้องขอถ่ายรูป...

...ปราสาทโอซาก้าในมุมนี้ดูเหมือนพระราชวังในสวรรค์เลยครับ...

...นี่ก็อีกมุมหนึ่งครับ ท้องฟ้าเป็นใจทำให้ถ่ายออกมาได้สวย...

...พี่เปิ้ลกับท่าเต๊ะจุ้ยก่อนเข้าปราสาทโอซาก้า...

...บัตรค่าธรรมเนียมการเข้าชมปราสาทโอซาก้าครับราคา 600¥...

...อันนี้เป็นภาพสไลด์แล้วก็มีเสียงพากย์บอกถึงประวัติความเป็นมาของปราสาทครับ...

...ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการสู้รบกันของพวก "ซามูไร"...

...มีสงครามที่ไหนก็มีหายนะที่นั่น ดูภาพนี้แล้วก็อเนจอนาถ กับสภาพที่จะต้องอพยพหลบหนีครับ...

...มีตู้โชว์ตุ๊กตานักรบซามูไรด้วยครับ...

...เขาทำได้เหมือนของจริงนะครับ แต่เอ!! ผมไม่เคยเห็นของจริงนี่นา...!!!

...อีกด้านหนึ่งเป็นนิทรรศการบอกเล่าถึงประวัติของผู้สร้างอย่าง "Toyotomi Hideyoshi"...

...มุมมองจากด้านบนปราสาทถ่ายลงมาก็สวยดีนะครับ...

...เขาออกแบบทางเดินไว้ดีมากเลยครับ สลับกันระหว่างทางขึ้นกับทางลง...

...ด้านล่างมีตราประทับสำหรับนักท่องเที่ยวด้วยครับ...

...สองพ่อลูกคู่นี้เช่าชุดซามูไรมายืนถ่ายรูป ผมก็แอบถ่ายมาจะได้ไม่ต้องไปเช่าชุดอยู่...

...ภาพแสดงแผนผังบริเวณปราสาทโอซาก้า จะเห็นได้ว่ากว้างใหญ่มาก มีคูน้ำและกำแพงหินถึงสองชั้น แต่กระนั้นก็ยังถูกตีแตก...

...บริเวณสาวนสาธารณะเส้นทางที่เดินกลับครับ...

...เห็นพี่เปิ้ลชอบถ่ายเจ้าดอกหญ้าเล็กๆนี้ ผมก็เลยถ่ายบ้าง...

            ขากลับจากปราสาทโอซาก้า ผมเดินถ่ายรูปมาเรื่อย ถ่ายไปถ่ายมา อ้าว!! ไฟสีแดงโชว์ เตือนว่าแบตเตอรี่ใกล้จะหมดเสียแล้ว นี่ขนาดถ่านใหม่นะครับ Duracell Alkaline ซื้อจากเมืองไทยไป 12 ก้อน 150 บาท ตกชุดละ 50 บาท ใช้แค่ครึ่งวันหมดเสียแล้ว ผมก็เลยยังเหลือ Duracell Alkaline อยู่อีกสองชุด ถ้าเป็นสภาพนี้ไม่พอใช้แน่ๆ เพราะจากที่คิดว่าวันละหนึ่งชุด กลายเป็นวันละสองชุด คิดๆไปแล้วก็ให้นึกเสียดายว่า น่าจะซื้อที่ชาร์จราคาสามพันเยนนั่น ตามคำเสนอแนะของคุณนายหมูเสียก็ดีแล้ว นี่ขนาดผมถ่ายโดยไม่ใช้เฟลชเลยนะครับ แบตเตอรี่ยังหมดเร็วปานนี้ ใครมีเหตุผลช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยครับว่า “อากาศหนาว” ทำไมถึงเป็นเหตุทำให้แบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปหมดเร็วขึ้น!!

          ขากลับแม้ว่าเราจะเดินออกจากปราสาทโอซาก้า อีกทางหนึ่งแต่เมื่อจะต้องเดินออกจากบริเวณปราสาท ซึ่งเป็นเสมือนสวนสาธารณะ เราก็ต้องมาโผล่ทางเดิมอยู่ดี เพราะฉะนั้น “กระถางซากุระ” ต้นนั้น จึงตกเป็นทรัพย์สินของ “พี่อู๊ด” อย่างมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ มิใยที่ “พี่อ๊อด” จะขู่ว่า ขากลับเมืองไทยผ่านด่านฯ อาจถูก เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชยึดเอาไปก็ได้นะ...

          พี่จันทร์ดูเวลาแล้ว ก็บอกว่าท่าจะไปไม่ทันนัดกับกลุ่มช้อปปิ้งแน่ๆ เพราะขณะนี้ก็เกือบจะเที่ยงแล้ว เรานัดเจอกับกลุ่ม “ป้าแดง” ในเวลาเที่ยงตรงพอดี เพราะว่าวันนี้เราต้องเช็คเอาท์ จาก “โอซาก้า” เพื่อจะเดินทางไป “เกียวโต” ต่อไป พี่จันทร์ก็เลยทำฟอร์มโทรไปหา “จูน” แล้วบอกว่าอนุญาตให้ช้อปปิ้งต่อได้ถึงเวลาบ่ายโมง ดู ดู๊ ดู ดูพี่จันทร์ทำ!!

          แต่กระนั้น กว่าพวกเราจะได้ขึ้นรถไฟกลับ ก็กินเวลาล่วงไปอีก พี่จันทร์ก็เลยต้องโทรอีกที อนุญาตต่อไปถึงเวลาบ่ายโมงสี่สิบห้า...

          กลับมาถึงสถานีเดิม “Shinsaibachi” เราลงเดินย้อนกลับมาทางโรงแรม ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ของพี่จันทร์ดัง แล้วก็ตามมาด้วยเสียงคุยกันของสองพ่อลูก “จูน-จันทร์” ได้ความว่า “จูน” กำลังต่อแถวเพื่อเข้าคิวซื้อ “ทาโกะยากิ” เจ้าอร่อยของโอซาก้าอยู่ ให้พวกเรารุดไปสมทบ

          เราเดินมาถึงร้าน “ทาโกะยากิ” จูนก็กำลังได้คิวซื้อ “ทาโกะยากิ” พอดี ร้านตรงข้ามเป็นร้านขาย “Okonomiyaki” หรือที่ตามร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยชอบเรียกว่า “พิซซ่าญี่ปุ่น” นั่นแหละครับ เพียงแต่ว่า “พิซซ่าญี่ปุ่น” ของต้นตำรับอย่างร้านนี้ ดูจะทำได้น่ากินกว่าของเมืองไทย เพราะเขาจะทำซ้อนๆกันไปหลายชั้น แต่ละชั้นก็ใส่หน้าต่างๆลงไป เช่น ผักบ้าง ไข่บ้าง แฮมบ้าง กิมจิบ้าง แล้วแต่ว่าลูกค้าจะเลือกเอาหน้าไหน ร้าน “Okonomiyaki” ร้านนี้ มีคนเข้าแถวซื้อยาวพอๆกันกับ ร้านทาโกะยากิฝั่งตรงกันข้ามเลยครับ แต่เมื่อมันน่ากินพวกเราก็เข้าคิวตามเขาเหมือนกัน!!

          “Okonomiyaki” ชิ้นหนึ่งจะตกประมาณ 400 – 600¥ ครับแล้วแต่ว่าจะใส่หน้าอะไรลงไปเยอะขนาดไหน พ่อครัวคนปรุงก็จะปรุงสดๆต่อหน้าเราเลย แต่ผมสังเกตเห็นมือพ่อครัวว่ามือของเขา ผิวหนังจะลอกออกมาเป็นสีแดงๆ ดูแล้วน่ากลัวมาก ถามจูนๆบอกว่าส่วนใหญ่ชาวญี่ปุ่นจะแพ้สารเคมี จำพวกน้ำยาล้างจาน ผงซักฟอกอะไรอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชาวญี่ปุ่นผิวขาวมากไป อยู่ในภูมิภาคที่อากาศเย็นและแห้ง ก็เลยทำให้แพ้ง่าย หรือว่าเป็นเพราะน้ำยาจำพวกซักล้างของญี่ปุ่น ใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นด่างมากเกินไปก็เลยทำให้ไปกัดมือไม้ของผู้ใช้เข้าให้ แต่จะเป็นเพราะเหตุใดก็ตามแต่ อย่าเป็นเพราะเกิดเป็นเชื้อราแล้วกลายเป็น “โรคผิวหนัง” ก็แล้วกัน เดี๋ยวจะมาติดผม เพราะแม้ผมจะไม่ขาวเท่าชาวญี่ปุ่น แต่ก็ขาวกว่ามาตรฐานชายไทยก็แล้วกัน...!!

          กว่าจะถึงคิวของพวกเราที่จะได้สั่ง “Okonomiyaki” ก็ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง ของผมหมายตาเอาหน้าไข่ เพราะดูตามรูปแล้วมันน่ากินดี แต่ปรากฏว่าเมื่อทำออกมา “หน้าไข่” ของผมมันไม่ใช่ “โอโคโนมิยากิ” แต่ดันเป็น “ยากิโซบะ” ที่เป็นบะหมี่ญี่ปุ่นผัดๆกับซีอิ๊วนั่นแหละ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงเราก็มาแบ่งๆกันกินอยู่แล้ว มื้อนี้เราก็เลยได้กินกันทีเดียวสามอย่างคือ “ทาโกะยากิ” “โอโคโนมิยากิ” แล้วก็ “ยากิโซบะ” แล้วก็ถือว่ามื้อนี้เรากินกันข้างถนนจริงๆ เพราะตรงที่เรายืนจับกลุ่มกันกิน 10 คนนั้น ก็คือถนนสาธารณะที่มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาอย่างพลุกพล่านนั่นเอง

          พูดถึงรสชาติของ “ทาโกะยากิ” ที่เราสงสัยมาสองวันว่า ทำไมคนถึงได้ฮิตมาเข้าแถวซื้อ ของเจ้าร้านนี้กันคิวยาวทุกวัน พอได้ชิมก็รู้ได้ว่าของเขาอร่อยจริงๆ แป้งสาลีของเขานุ่มลิ้น แต่ที่พิเศษก็เห็นจะเป็นเจ้า “ปลาหมึกยักษ์ทาโกะ” นั่นแหละ ที่ช่วยขับกล่อมให้ปุ่มรับรสบนลิ้นของเรา เพลิดเพลินจนไม่อยากจะกลืน แต่ถ้านึกไปถึงระยะเวลาที่ต้องเข้าแถวซื้อ แล้วกว่าจะได้กินผมก็ว่า ไปซื้ออย่างอื่นกินก็อร่อยไม่แพ้...เหมือนกันนะ!!

          ส่วนเจ้า “Okonomiyaki”ของอีกฝั่งหนึ่ง ผมว่ารสชาติอร่อยกว่า “พิซซ่าญี่ปุ่น” ในเมืองไทยนะ ของเขาดูเหมือนจะเค็มแต่ไม่เค็ม ของเราดูเหมือนจะไม่เค็มแต่เค็ม กินเข้าไปแล้วคำหนึ่งหยุดไม่ได้ ต้องต่อสักสาม-สี่คำถึงจะโอเค เดี๋ยววันต่อไปเราจะยังได้กิน “Okonomiyaki” แบบฉบับของคนฮิโรชิมาอีก เป็นอย่างไรต้องตามดูครับ

          พูดถึงร้านขายดีสองร้านนี้แล้ว ก็อยากจะพูดถึงอีกร้านหนึ่ง ซึ่งขายอยู่ติดกันกับร้านทาโกะยากิคือ ร้านขนมไส้ถั่วแดงทำเป็นรูปปลา แต่ร้านนี้ไม่มีคนเข้าคิวไปซื้อเลย ดูๆไปให้น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง คุณนายหมูของผมด้วยความใจเป็นกุศล ก็เลยเดินไปซื้อมาหนึ่งชิ้น เอามาให้ผมทาน เพราะเห็นว่าผมชอบถั่วแดง พอทานไปแล้วก็ได้รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงไม่ค่อยมาคนมาซื้อ .....ก็มันไม่อร่อยนี่เอง!!

...วันอาทิตย์สภาพเมืองโอซาก้าก็พลุกพล่านไปด้วยผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากพอสมควรทีเดียว...

...กลุ่มที่ช้อปปิ้งที่โอซาก้า โชคดีที่ได้เจอดาราหนุ่งรูปหล่อ "ฟิล์ม - รัฐภูมิ" ซึ่งกำลังมาทำรายการท่องเที่ยวเมืองโอซาก้าอยู่พอดี วันก่อนผมยังนั่งดูรายการทีวีของเขาอยู่เลยครับ...

...ลูกสาวขอถ่ายแล้ว แม่กับป้าก็ขอถ่ายบ้าง แต่ดูหน้าดาราไม่ค่อยจะสดชื่นเอาเสียเลย คงจะไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องมาต้อนรับแฟนคลับคนไทยถึงในต่างประเทศอย่างนี้...

...นี่แหละครับหน้าตาร้าน "ทาโกะยากิ" เจ้าดัง ในโอซาก้า ลูกค้าจะต่อแถวเข้ามาซื้อกันยาวเชียวครับ...

...ยาวประมาณไหนก็ลองดูท้ายแถวแล้วกันครับ ผมถ่ายไม่หมดในหนึ่งเฟรมทีเดียว...

...หน้าตาของร้าน 100¥ ครับ ดูเหมือนร้าน "ไดโซะ" ในเมืองไทยจะดูดีกว่านะ...

...นี่แหละครับร้านขาย "Okonomiyaki" ฝั่งตรงกันข้ามกับร้านขายทากิยาโกะ ร้านนี้ก็แถวยาวไม่แพ้กัน...

...กว่าจะได้จานนี้มา...

...อร่อยไม่อร่อยก็ดูท่าผู้ชายคนนี้ดูแล้วกัน...

...ป้าแดงก็ชู "Okonomiyaki" ที่สั่งไว้ให้ดูเหมือนกัน...

..."Okonomiyaki" ของสาวน้อย "กระติก" ก็น่ากินไม่เบา...

...ส่วนสาวคนนี้เธอไม่สน เธอได้ "เป๊ปซี่" มาหนึ่งกระป๋องเธอก็พอใจแล้ว...!!!

         “สิบหัวทุยตะลุยทัวร์” กลับมาถึงโรงแรมกัน ก็พบว่าพวกเราเช็คเอาท์ เอากระเป๋าลงมาข้างล่างกันหมดแล้ว ซึ่งอันนี้ต้องขอขอบคุณ “กลุ่มช้อปปิ้ง” เพราะว่าตื่นสายกว่า “กลุ่มปราสาทโอซาก้า” ก็เลยช่วยจัดการแพ็คกระเป๋าแทนให้เสร็จสรรพ เราจะต้องเดินหน้ากันไปเกียวโตในวันนี้ พี่จันทร์กับพี่อ๊อดก็ไปหาข้อมูลการเดินทาง จากโรงแรมที่จะต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานี Osaka เพื่อเดินทางไปลงสถานี Kyoto ก็ได้ยินสองสหายร่วมรุ่น KU 30 ปรึกษาหารือกันว่า จะเดินไปขึ้นรถไฟที่สถานีนี้แล้วไปลงสถานีนั้น แล้วลากกระเป๋าไปหน่อยเพื่อไปต่อรถที่สถานีโน้น หรือว่าจะยอมเดินไกลหน่อยแล้วไปต่อรถสองต่อไปถึงสถานี Osaka ปรึกษากันไปปรึกษากันมา “ป้าแดง” KU 30 อีกคนหนึ่งก็เลยสรุปให้ว่าไป Taxi ลงสถานี Osaka แล้วขึ้นรถไฟเที่ยวเดียวถึง Kyoto จบ!!

          ถึงเกียวโต ดูเหมือนอากาศที่นี่จะหนาวกว่าที่โอซาก้าเล็กน้อย พี่อ๊อดบอกว่า ถ้าเราต่อรถไฟไปอีกเพียงสถานีเดียว ก็จะถึงโรงแรมที่จองไว้พอดี แต่ทว่าเราหาทางลงไป Subway เพื่อจะไปขึ้นรถไฟไม่เจอ เราก็เลยต้องออกมาหน้าสถานีรถไฟเกียวโต แล้วก็เรียก Taxi ตามเคย แต่ที่ไม่เหมือนเคยก็คือว่า คราวนี้เราต้องเรียก Taxi ถึง 4 คัน แทนที่จะเรียกแค่สามคันเหมือนทุกครั้ง เหตุเพราะว่าเจ้า Taxi คันที่สาม นิสัยไม่ดี นอกจากจะหน้าตาไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับลูกค้าเหมือน Taxi คันอื่นๆเขาแล้ว มันยังไม่ยอมให้เราเอากระเป๋าเดินทาง ใส่เข้าไปในที่นั่งเบาะหลังอีก ทั้งๆที่ที่เก็บของท้ายรถเราใส่กระเป๋าจนเต็มแล้ว แถมยังไม่ยอมช่วยเหลือพวกเรายกกระเป๋าด้วย สรุปก็เลยต้องเรียก Taxi อีกคันเป็น 4 คัน แล้วให้จูนนั่งมาคนเดียว เปลืองไปอีก...!!

          โรงแรมที่เราจองเป็นโรงแรมเล็กๆชื่อ “Super Hotel” แต่ดูเงียบๆเหงาๆไม่น่าเป็นโรงแรมได้เลย ถ้ามองจากภายนอกไม่มีป้ายบอกว่าเป็นโรงแรม คงจะเดาไม่ถูกว่านี่คือโรงแรม คือสภาพมันเป็นตึกสูงๆ สูงลิ่วไปเสียอย่างนั้น ความกว้างของตัวตึกไม่น่าจะถึง 10 เมตรนะผมว่า ชั้นล่างสุดไม่มีอะไรเลย มีแต่ลิฟต์ตัวเดียว เราต้องกดลิฟต์ขึ้นไปชั้นสอง ถึงจะเจอเคาน์เตอร์เช็คอิน มีพนักงานผู้หญิงรอรับเช็คอินอยู่คนเดียว แต่เธอก็บริการพวกเราด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ตามแบบฉบับการให้บริการที่ดีของชาวญี่ปุ่น เรียกว่า “มาตรฐานญี่ปุ่น” ไม่มีตกว่างั้นเถอะ นึกแล้วก็ยังให้เจ็บใจอีตาโชเฟอร์แท็กซี่คันเมื่อกี้ ที่ไม่มี “Service Mind” เหมือนกับชาวญี่ปุ่นคนอื่นๆเขาเลย

          พี่จันทร์บอกว่าโรงแรมที่นี่ราคาถูก แล้วก็อยู่ในย่านที่เดินทางสะดวกสุดแล้วในเกียวโต เพราะค่าห้องตกเพียงคนละ 8,280¥ ต่อสองคืน ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 3,150 บาท ต่อคนต่อสองคืน ถ้าคืนเดียวก็หารสองเหลือ 1,580 บาท ประมาณนั้น เพียงแต่ว่าลักษณะจะดูไม่เหมือนโรงแรมสักเท่าไหร่ เพี้ยนๆไปทางอะพาร์ทเมนท์มากกว่า แต่เอาเถอะเรามาเที่ยวนี่นา จะอะไรนักหนากับที่พักเอาแค่พออยู่ได้ น้ำไหลไฟสว่าง ห้องสะอาดปราศจากแมลงสาบก็พอแล้ว เออ!!พูดถึงแมลงสาบ ไม่รู้ที่ญี่ปุ่นนี่มีไหม แต่ผมยังไม่ได้เห็นเลยนะ....

          แม้จะเป็นโรงแรมเล็ก แต่ “Super Hotel” ก็มีสิ่งอำนายความสะดวกให้พร้อม ทั้งทีวี ตู้เย็น กาต้มน้ำ ที่เป่าผม ชุดนอน รองเท้า แถมยังมีหมอนเสริมวางไว้ให้ฟรีอีกด้วย ใครอยากจะใช้หมอนเสริมก็หยิบเอาขึ้นมาได้เลย เขาจะมีวางบริการไว้ให้ตรงเคาน์เตอร์ชั้นสองนั้นแหละ ซึ่งนอกจากหมอนแล้ว เขายังมี Accessory ไว้แจกฟรีอีก ซึ่งอันนี้ดูทุกคนจะชอบมาก แล้วก็ไม่เห็นที่โรงแรมอื่นเขาจะมีอย่างนี้เลย Accessory ที่ว่านี้ก็คือ พวกซองแชมพู ซองโลชั่นอะไรประมาณนี้ เขามีอยู่สักสิบกว่าอย่างเห็นจะได้ เพียงแต่มันเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมดอ่านไม่ออก ต้องคอยถามจูนว่ามีอะไรบ้าง แต่ที่ผมชอบก็คือ “เจลแปะน่อง” แปะเท้า สำหรับเวลาปวดเมื่อย ใช้แปะก่อนนอน รุ่งเช้าหายเลย แล้วก็จะได้ไปเดินมาให้เมื่อยใหม่!!

          “Super Hotel” ยังมีเรื่องที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งครับ นั่นก็คือวิธีการเข้าห้องพักของเขา เขาไม่ใช้ “กุญแจ” ไม่ใช้ “การ์ด” แต่เขาใช้รหัสกดเอา อย่างของผมได้ห้องเบอร์ 702 พนักงานที่เคาน์เตอร์เขาก็ให้กระดาษเล็กๆมาใบหนึ่ง ที่กระดาษพิมพ์เลขรหัสเอาไว้หกตัวว่า “683223” ที่หน้าประตูห้อง ก็จะมีแป้นให้กดรหัสดังกล่าว ฉะนั้นกรุณาอย่าลืมและอย่าทำรหัสหาย มิฉะนั้นท่านอาจจะเข้าห้องไม่ได้ เพราะเคาน์เตอร์ของโรงแรมที่นี่ เขาไม่ได้เปิดบริการตลอดเวลาเหมือนโรงแรมทั่วๆไปนะครับ เขาจะมีเวลาปิดเวลาเปิด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้ากลางคืน เกิดลูกค้าพาพรรคพวกเข้ามานอนด้วย แล้วเขาจะรู้ได้ยังไง หรือว่าเขาไม่สนเพราะห้องมันคับแคบอยู่แล้ว แต่เอ๊ะ!!ไม่สนก็ไม่ได้นะ เพราะมันเป็นรายได้ของเขา ก็โรงแรมเขาคิดค่าที่พักตามรายหัวนะครับ แต่เอาเถอะช่างหัวโรงแรมมัน...!!!

          พี่จันทร์นัดเจอกันข้างล่าง แล้วก็ลงมาก่อน ผมก็ลงมาด้วยพร้อมพี่อ๊อดและพี่อู๊ด เราเห็น “Seven Eleven” อยู่ใกล้ๆ ก็เลยเดินไปสำรวจกัน พูดถึงร้าน “Seven Eleven”ที่ญี่ปุ่นนี่ มีไม่เยอะเหมือนเซเว่นที่เมืองไทยนะครับ ส่วนใหญ่เราจะเจอร้านสะดวกซื้อยี่ห้อของญี่ปุ่นอย่าง “Family Mart” แล้วก็อีกร้านหนึ่งชื่อร้าน “Lawson” เสียมากกว่า แม้ว่าในทางข้อเท็จจริงแล้ว “Seven Eleven”จะเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีสาขามากที่สุดในญี่ปุ่น ตามมาด้วย “Lawson” และ “Family Mart” ก็ตามเถอะ แต่ผมรู้สึกว่าจะเจอะเจอ “Lawson” และ “Family Mart” เสียมากกว่า ซึ่งก็นับว่าธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “Konbinii” ของคนญี่ปุ่นนั้น มีความเข้มแข็งมาก อย่างน้อยก็สามารถต่อสู้กับยักษ์ใหญ่อย่าง “Seven Eleven” ได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยงทีเดียว

          แถม  “Family Mart” เจ้านี้ ยังสามารถส่งออกมา ตีตลาดต่างประเทศอย่างใน “จีน” “ไต้หวัน” และ “ไทย” ได้อย่างน้อย ก็ทำให้เราเห็นอยู่หลายสาขา ในเมืองไทย คิดแล้วก็พาลให้นึกถึงร้านสะดวกซื้อสัญชาติไทยอย่าง “Fresh Mart” “Orange Mart” และ “V-Shop” ที่มีอยู่กระหย่อมกระแหยม ในท้องตลาดว่า น่าจะพัฒนาขีดความสามารถ ขึ้นมาสู้กับยักษ์ใหญ่ต่างชาติได้บ้าง คงไม่ต้องถึงกับส่งออกไปเปิดสาขาในต่างประเทศหรอก (แต่ถ้าในแถบอาเซียนด้วยกัน อย่าง ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา ก็น่าสนนะครับ) เอาแค่ช่วยรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด ให้อยู่ในมือคนไทยบ้างเท่านั้นก็พอ แต่นั่นก็ต้องขอแรงคนไทยช่วยไปอุดหนุน กิจการของคนไทยเราด้วยนะครับ

          พี่จันทร์ได้เบียร์มาหนึ่งกระป๋อง พี่อ๊อดได้ขนมไว้กินกลางคืน ส่วนผมได้ถ่าน “Evolta” มาหนึ่งชุด ราคาชุดหนึ่ง 4 ก้อน = 540¥ ตกเป็นเงินไทยประมาณ 220 บาท สมน้ำหน้าที่ไม่ซื้อมาจากเมืองไทย ที่ราคาแค่ชุดละ 125 บาทเอง...!!!

          เรากลับมารอกลุ่มผู้หญิงๆที่หน้าโรงแรม พี่จันทร์บอกจะขึ้นไปตาม แล้วก็หายไปเลย จนทุกคนลงมาพร้อมกันหมดแล้ว พี่จันทร์ก็ยังไม่ลงมา โรงแรมก็แคบแค่นี้ ลิฟต์ก็มีตัวเดียวยังอุตส่าห์สวนทางกันได้เนาะ...!!

          พี่อ๊อดเสนอว่าให้พวกเราเดินกันไปก่อน ข้างหน้าเหมือนจะมีวัดโบราณอยู่ทางขวามือ เดินกันไปถ่ายรูปเล่นๆ เดี๋ยวพี่จันทร์ลงมาไม่เจอใคร ก็คงจะโทรมาหาเอง พวกเราก็เลยโอเค เพราะถ้าพี่จันทร์ยั๊วะหาว่าทิ้งแก ก็จะได้ตอบได้ว่า “เป็นข้อเสนอแนะของพี่อ๊อด” !!

          เราก็เลยเดินกันไปเรื่อยๆ ถึงหน้าอาคารโบราณๆจะเป็นวัดหรือวังอะไรก็ไม่ทราบ เพราะดูเหมือนเขาจะปิดทำการซ่อมแซมอยู่ พี่จันทร์ก็ไม่โทรมาเสียที พี่ฟ้าก็เลยโทรขึ้นไปหาพี่จันทร์ ได้ความว่าไปตามหาพวกเราอยู่ที่ชั้น 7 แต่ไม่เจอ ก็จะเจอได้อย่างไร เพราะทุกคนลงชั้นล่างตามที่นัดกันไว้ ซึ่งคนนัดก็ไม่ใช่ใครอีก “พี่จันทร์” นั่นเอง!!

...หน้าสถานีรถไฟเกียวโตครับผู้คนพลุกพล่านพอสมควร...

...มีรูปเจ้าหนูนี่ตั้งอยู่หน้าสถานีด้วย พี่เปิ้ลบอกว่า "เกียวโต" เป็นแหล่งกำเนิดของเจ้าการ์ตูนเรื่องนี้...

...พอทราบดังนั้นช่างภาพของเราก็เลยบันทึกภาพกันใหญ่...

...นี่แหละครับ Taxi ญี่นในเกียวโต แต่วันนี้เราโชคร้ายที่เจอโชเฟอร์นิสัยไม่ดีคนหนึ่ง ทำให้เราต้องใช้รถถึง 4 คัน...

...พนักงานเคาน์เตอร์ที่ "Super Hotel" มีเพียงคนเดียว แต่บริการเราทุกอย่าง แถมตอนเช้ายังเห็นเธอมาจัดอาหารเช้าให้ด้วย...

...ห้องที่นี่เล็กๆแคบๆครับ เตียงนี้แหละครับที่ผมต้องนอนกอดกับคุณนายหมูสองคน...

...ห้องแคบแค่นี้เองครับ...

...แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน...

...ห้องน้ำที่นี่ก็แคบครับแต่ก็ดีไซน์ทุกอย่างไว้ลงตัวพอดี...

...มุมซ้ายมือนั่นแหละครับ ด้านหน้าของโรงแรม "Super Hotel"...

...หน้าตาของร้าน Seven Eleven ข้างๆโรงแรม...

...เพิ่งรู้ที่ญี่ปุ่นนี่แหละครับว่า Starbuck ทำกาแฟถ้วยวางขายด้วย ทำไมเมืองไทยไม่มี...???

...พี่ฟ้าเตรียมตัวสู้เต็มที่ แต่ตอนจบของค่ำคืนนี้เมื่อยล้ากันไปทุกคน...!!!

...พี่อ๊อดหลับตาพริ้มเหมือนรำคาญกับสองสาวที่มาถ่ายรูปกันอยู่ข้างหน้า...

...ผมชอบถ่าย "กระติก" ครับ ชอบรอยยิ้มของเธอดูแล้วสดชื่นดี...

...นี่แหละครับอาคารโบราณที่เราเดินผ่านไม่รู้ว่าเป็นวัดหรือวัง เพราะเขาปิดซ่อมแซมอยู่...

          พวกเรามารวมตัวกันครบ “สิบหัวทุยตะลุยเกียวโต” กันอีกทีก็ที่หน้าสถานีรถไฟเกียวโต ซึ่งที่นี่ดูเหมือนจะเป็นชุมทาง ที่รวมของขนส่งสาธารณะทุกประเภท ทั้งรถไฟ รถเมล์และรถแท็กซี่ เราต้องนั่งรถเมล์สาย 100 เพื่อจะไป “Gion” ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนเก่าแก่โบราณ เป็นแหล่งที่ยังมี “เกอิชา” ด้วย เราสับสนกับรถเมล์สาย 100 นี้มาก เพราะที่ป้ายรถบอกว่าหมดเวลาเดินรถแล้ว เราก็เลยไปคอยรถเมล์สายอื่น แต่จู่ๆสาย 100 ก็วิ่งมาเข้าท่าหน้าตาเฉย ก็เลยต้องวิ่งกันมาขึ้นรถเมล์สาย 100 นี้อีก

          เมืองเกียวโตนี้ เป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น ซึ่งมีอายุยาวนานมากกว่าพันปีทีเดียว ถ้าเทียบของไทยก็ต้องประมาณ “กรุงสุโขทัย” นั่น เพียงแต่ของเราเป็นเมืองหลวงอยู่ได้ไม่กี่ร้อยปี มาถึงอยุธยาก็เป็นเมืองหลวงอยู่ได้แค่ 400 ปีเท่านั้น แต่เกียวโตนั้น เป็นเมืองที่พระจักรพรรดิญี่ปุ่น ประทับต่อเนื่องยาวนานมาถึง 1,100 ปีทีเดียว เมืองนี้สร้างเลียนแบบมาจากนครฉางอัน หรือซีอาน อันเป็นเมืองหลวงของจีนในสมัยราชวงศ์ถัง ผังเมืองจะเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีถนนตัดกันเป็นรูปตาราง ซึ่งยังปรากฏหลักฐานมาจนถึงทุกวันนี้

          ย่าน “Gion” ที่เราจะไปกันนี้ เป็นย่านบันเทิงเริงรมย์ในอดีตของเกียวโต โดยมีผู้หญิงที่ให้ความบันเทิงที่เรียกว่า “เกอิชา” อาศัยอยู่ในแถบนี้ เกอิชาในเกียวโตนั้น จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามความชำนาญ ถ้าเป็นเด็กรุ่นสาวอายุได้ 16 ปี ซึ่งถือเป็นเกอิชาฝึกหัด จะเรียกว่า “ไมโกะ” แต่เมื่อได้รับการพัฒนาฝีมือมากขึ้นจนเจ้าสำนักไว้วางใจแล้ว เมื่ออายุถึง 21 ปี จะได้เป็นเกอิชาเต็มตัวเรียกว่า “เกโกะ” ไมโกะกับเกโกะแต่งกายแตกต่างกันตรง “ไมโกะ” จะมีผ้าผ้ารัดเอวแถบยาวที่เรียกว่า “โอบิ”  แต่ “เกโกะ” จะแต่งชุดกิโมโนอย่างสวยงามเต็มที่

          อาชีพของเกอิชานั้นพัฒนามาจาก “ไทโคะโมะชิ” หรือ “โฮคัง” เป็นคล้ายๆพวกตลกหลวงในราชสำนัก แรกเริ่มเดิมที “เกอิชา” จะมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ต่อมาก็นิยมมีเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น “เกอิชา” ได้รับความนิยมมากในช่วงศตวรรษที่ 18 – 19 ในปี ค.ศ.1920 มีการสำรวจพบว่ามี “เกอิชา” ทั่วประเทศญี่ปุ่นถึงกว่า 80,000 คนทีเดียว

          หญิงที่จะเข้ามาทำอาชีพ “เกอิชา” นั้น มักมาจากครอบครัวที่ฐานะยากจน โดยเจ้าสำนักเกอิชา จะไปซื้อตัวมาแล้วนำมาฝึกหัดเลี้ยงดู โดยในช่วงเด็กอาจจะต้องทำงานเป็นหญิงรับใช้ “เกอิชา” รุ่นพี่ๆ ด้วยการทำงานบ้าน และปรนนิบัติพัดวี หากว่าทำงานได้เป็นที่พอใจ ก็จะได้รับการถ่ายทอดให้ได้เรียนศิลปะหลายแขนง เช่น เล่นดนตรี เต้นรำ ขับร้อง ชงชา จัดดอกไม้ รวมถึงต้องเรียนรู้เรื่องบทกวีและวรรณคดีด้วย เมื่อได้เป็น “ไมโกะ” หรือเกอิชาฝึกหัดแล้ว ก็จะได้ติดตาม “เกโกะ” หรือเกอิชารุ่นพี่ ไป โรงน้ำชา งานเลี้ยง งานสังสรรค์ต่างๆ ตามแต่จะมีผู้ว่าจ้างไป ซึ่งถือเป็นการฝึกงานเกอิชาให้ไมโกะไปในตัว

          “เกอิชาไม่ใช่โสเภณี” อย่าได้เข้าใจผิด ซึ่ง “โสเภณี” ของญี่ปุ่นนั้นจะมีอยู่ต่างหาก เรียกว่า “โออิรัน” เขาบอกว่าให้ดูง่ายๆที่การแต่งกาย “โสเภณี” หรือ “โออิรัน”   จะแต่งชุดที่มี “โอบิ” ผูกปมเอาไว้ข้างหน้าเพื่อที่จะให้แขก ดึงออกได้ง่ายๆ ส่วน “เกอิชา” ปมนั้นจะอยู่ข้างหลัง ชุดกิโมโนและเครื่องประดับของโสเภณีนั้น จะโอ่อ่าหรูหรา ฟู่ฟ่า ส่วนของเกอิชานั้นจะเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยศิลปะและธรรมชาติ ไฮโซกว่ากันเยอะว่างั้นเถอะ!!

          แต่ว่า “โออิรัน” นั่น ก็ไม่ใช่ “โสเภณี” แบบธรรมดาๆ อย่างที่เราเดินเข้าไปซื้อบริการยังไงก็ได้นะครับ “โออิรัน” ก็มีความรู้ในด้านศิลปะ การขับร้องเต้นรำ ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าเธอให้บริการเหมารวมเป็นแพคเกจ ทั้งขับร้อง เต้นรำ และมีเพศสัมพันธ์ด้วยเสร็จสรรพในคราวเดียวกัน ส่วน “เกอิชา” นั้น เธอจะไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์กับใคร ยกเว้น “ผู้อุปถัมภ์” หรือ “ดันนะ” ของเธอเท่านั้น......ยังดีนะครับที่ยังมีทางออก!!

           

    ...ภาพการแต่งกายของ "ไมโกะ" "เกอิชา" และ "โออิรัน" เรียงตามลำดับครับ...

        

            ...ภาพการแต่งกายด้านหลังของ "ไมโกะ" "เกอิชา" และ "โออิรัน"...

...หมายเหตุ...ภาพและข้อมูลเรื่อง "ไมโกะ" "เกอิชา" และ "โออิรัน" นำมาจากบล็อกของคุณมายา ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ...

...http://shinigami-maya.exteen.com/20080121/entry

          เรามาถึงย่าน “Gion” ก็ย่ำค่ำพอดี ที่ศาลเจ้า “Yasaka-Jinja” ที่เราจะมาเที่ยว หรือมีชื่อเรียกเล่นๆว่าศาลเจ้า “Gion San” เพราะอยู่ตรงย่าน “Gion” พอดี กำลังมีงานศาลเจ้า สภาพการก็คล้ายๆงานวัดบ้านเรานั่นแหละครับ มีออกร้านขายของทั้งของกินของใช้ เรียงรายไปทั้งสองข้างทาง “พี่จันทร์” ไปเห็นร้านขายอาหารร้านหนึ่ง จะเรียกชื่อว่าอะไรก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่มันเป็นเนื้อเหมือนกับทอดหรืออบประมาณนั้น แล้วก็ใส่ซอสจนแฉะ พี่จันทร์ว่ามันน่ากินดีให้ผมซื้อกิน คือพี่จันทร์เขาไม่กินเนื้อ แต่เห็นว่ามันน่ากิน ก็เลยให้ผมซื้อกินแทน อือม์...แล้วถ้าผมบอกว่า “อร่อย” แล้วพี่จันทร์จะรู้ได้ยังไงว่ามันอร่อยยังไง...???

          ศาลเจ้ายาซากะนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ ซุ้มประตูที่ทำด้วยหินแกรนิต ที่สร้างไว้อย่างสูงใหญ่และสวยงาม นอกจากนี้ ก็ยังมีศาลาที่มีโคมไฟเขียนอักษรญี่ปุ่นไว้ ประดับประดาเต็มไปหมด นักท่องเที่ยวมาถึงก็ต้องถ่ายรูปที่นี่แหละครับ พวกเราทั้งสิบต่างก็แยกย้ายกันไปเสพความสุข ทั้งถ่ายรูปทั้งซื้อของกิน กันอย่างสนุกสนานบานตะไท

          ด้านหลังศาลเจ้าเดินทะลุออกไปยังเป็น “สวนสาธารณะมารุยามะ” สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ “ต้นซากุระพันปี” คือมันมีต้นซากุระต้นใหญ่อยู่ต้นหนึ่งครับ กำลังออกดอกบานสะพรั่ง แล้วเขาก็เอาไฟมาประดับประดาไว้ ดูแล้วสวยงามมากครับ มีผู้คนมาชมแล้วก็ถ่ายรูปซากุระต้นนี้กันมากมาย ผมก็ไม่พลาดเช่นกันครับ ดูแล้วก็เป็นต้นซากุระที่ใหญ่มาก มากกว่าที่ “นารา” อีกครับ แต่จะอายุถึงพันปีหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ก็ไม่อยากจะไปพิสูจน์ หรือไปค้นคว้าหาความจริงอะไร เขาว่าพันปีก็พันปีตามเขา จะเป็นอะไรไป..!!

          จาก “ต้นซากุระพันปี” ผมเห็นมีทางเดินขึ้นไปอีก ผมก็เลยเดินลองไปเที่ยวดู ก็ปรากฏว่าส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเรือนญี่ปุ่นเก่าๆ ไม่ทราบว่าเป็นบ้านพักของ “เกอิชา” หรือเปล่า เพราะยังไม่เห็นมี “เกอิชา” สักคนแต่งตัวเดินออกมาให้เห็น เดินไปๆจนเห็นว่าไม่มีอะไรแน่แล้วผมก็เดินวกกลับมา แล้วก็เข้ามาในศาลเจ้าอีกด้านหนึ่ง ก็ปรากฏว่าพวกเรามารวมตัวกันเกือบครบแล้ว เตรียมที่จะออกไปจากศาลเจ้าเพื่อไปหาร้านอาหารกินกัน พอเจอหน้าผม ป้าแดงก็ทักทันทีว่า อ้าว!! ไม่เจอหมูหรือหมูออกไปตามหาผม ที่สวนสาธารณะมารุยามะ เพราะเห็นผมเดินออกไปทางนั้น ผมก็บอกว่าผมเดินอ้อมกลับมาอีกทาง

          กระติก ก็เลยรับอาสาจะไปตาม “อาหมู” ให้ หายไปสักพัก หมูก็เดินกลับมา แต่กระติกหาย!! ทีนี้ก็ไม่มีใครจะออกไปตามอีก ไม่งั้นก็คงจะตามแล้วหาย ตามแล้วหาย กันทั้งคืน ไม่ได้ไปกินข้าวกัน รอสักพักกระติกก็มา เฮ้อ...!!

...ที่สถานีรถไฟครับ เป็นที่รวมของรถเมล์ทุกสายด้วย เราต้องเดินหาป้ายรถเมล์สาย 100 เพื่อที่จะไป Gion กัน...

...หน้าศาลเจ้ายาซากะ ซุ้มประตูนี่แหละครับที่เป็นจุดเด่นสำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้...

...เขากำลังมีงานประจำปีพอดีเลยครับ บรรยากาศก็ประมาณงานวัดเมืองไทยเลย ต่างกันแต่ว่าของเขาไม่มีเสียงดัง เหมือนของเราเท่านั้นเอง...

...ร้านเนื้ออบร้านนี้แหละครับ ที่พี่จันทร์บอกว่าน่ากิน แล้วแนะนำให้ผมลองซื้อกิน...

...แค่นี้แหละครับ 600¥ ครับ แพงไหม...???

...ภายในศาลเจ้าศาลาที่มีโคมไฟนี้ก็เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของที่นี่ครับ...

...สวยไหมครับ...

...เดินเข้าไปหลังศาลเจ้าจะเป็นสวนสาธารณะมารุยามะครับ กำลังมีงานเทศกาลซากุระอยู่พอดี...

...ร้านรวงของเขาก็เหมือนงานวัดเมืองไทยจริงๆครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นของกินพวกปิ้งย่าง แต่ว่าร้านที่เล่นเกมชิงของรางวัลก็มีนะครับ เหมือนเมืองไทยเลย ไม่รู้ใครตามใคร...

...ต้นนี้แหละครับ "ซากุระพันปี" ดูมันเก้งก้างยังไงชอบกล...

...เอามาให้ชมอีกภาพหนึ่ง มีคนมาถ่ายรูปกันเยอะเลยครับ...

...เริ่มมืดแล้ว ถ่ายศาลากับโคมไฟของศาลเจ้าให้ดูอีกที จะได้เอามาเปรียบเทียบกับรูปตอนหัวค่ำ...

...สวยนะครับ...

...แต่แปลว่าอะไรก็ไม่ทราบ...

...สี่สาวญี่ปุ่นนี้แต่งชุดกิโมโนมาเที่ยวพอดี พวกเราก็เลยขอถ่ายรูปไว้...

...พี่จันทร์กับพี่อ๊อดก็เลยไปขอถ่ายรูปด้วย...!!!

...ส่วนห้าสาวใหญ่นี้ไม่ได้เป็นญี่ปุ่นนะครับ แต่เป็นเกาหลีเธอแต่งชุดประจำชาติมาเที่ยวด้วย ดีจังเลย...

          พวกเราเดินหาร้านกินข้าวกันอยู่หลายร้าน จากถนนฝั่งขวา แล้วก็ข้ามถนนไปฝั่งซ้าย แล้วก็ย้ายไปฝั่งขวาอีก เกือบจะได้กินอยู่ร้านหนึ่ง เป็น “ชาบู ชาบู” แต่พี่จันทร์ติว่าแพงเกินไป ตกหัวละตั้ง 3,700 ¥ ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1,400 บาท แต่ทุกคนก็อยากกินบอกว่าสู้!! แต่สุดท้ายก็มีปัญหาอีก เพราะร้านนี้มีแต่เนื้อล้วนๆ ไม่มีหมูหรือไก่ให้พี่จันทร์กับพี่ฟ้า ที่ไม่กินเนื้อได้เลือกเลย.....อด!!

          สุดท้ายเรามาได้ร้าน “โซบะ” ร้านหนึ่งดูน่ากินมาก แต่ตอนนั้นถึงไม่น่ากินก็จะกินแล้ว เพราะหิวจะแย่อยู่แล้ว แถมข้างนอกอากาศก็หนาว ไม่อยากจะไปเดินเลือกร้านไหนอีกแล้ว พอมีคนเสนอสักคนหนึ่ง คนอื่นๆก็เลยเออๆออๆโอเคตามกันหมด ผมดูเมนูแล้วก็สั่งโซบะปลา เพราะตามรูปมันดูน่ากินดี กินแล้วก็อร่อยแบบแปลกๆดีนั่นแหละ ท่านผู้ชมก็ลองนึกภาพว่า “บะหมี่ที่ใส่ปลามาทั้งตัว” มันจะมีรสชาติเป็นอย่างไร? น้ำซุปผมว่ามันก็อร่อยดีนะ คือมันเป็นซุปที่เขาเคี่ยวมาจากปลา คงเพื่อจะได้เข้ากันกับ เนื้อปลาที่เขาใส่มาในโซบะ ส่วนตัวปลานั้นผมว่ารสชาติคล้ายๆ “ปลาต้มเค็ม” ของบ้านเรานะ เพียงแต่ว่ามันไม่เค็มขนาดนั้น แล้วมันก็ไม่เปื่อยอย่างของเรา รวมๆแล้วก็เอาน่า...ผ่าน!!

...นี่แหละครับโซบะหน้าปลาต้มเค็มของผม น่ากินไหมครับ...???

...พี่เปิ้ลเธอไปนั่งรอเข้าห้องน้ำอยู่หลังลุงจันทร์ ห้องน้ำที่นี่ถึงจะแคบๆและเป็นห้องน้ำรวมทั้งชาย-หญิง แต่ก็สะอาดมากครับ...

            อิ่มแล้ว ก็เตรียมเดินทางกลับได้ยินพี่จันทร์คุยกับพี่อ๊อดว่า จะขึ้นรถเมล์สายนั้นสายนี้ แล้วในที่สุดพี่จันทร์ก็บอกว่า ดูแล้วไม่น่าไกล ถ้าเดินตัดมาถึงสี่แยกใหญ่ตรงนี้เลี้ยวซ้าย ตรงมาก็ถึงโรงแรมแล้ว ดีจะได้ชมสภาพบ้านเรือนของเขาไปด้วย สรุปว่า...เดิน!!

          กลุ่มผมมีพี่อ๊อด พี่อู๊ด พี่เปิ้ล เดินล่วงหน้าออกไปก่อน แต่ยิ่งเดินดูเหมือนจะยิ่งไกล ทั้งขาทั้งเท้าก็ให้เมื่อยสุดๆ หยุดก็ไม่ได้เพราะอากาศหนาวมากขึ้นทุกทีๆ ตามเวลาที่เริ่มดึกขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะมาถึง “Super Hotel” เล่นเสียแทบขาดใจ พี่จันทร์นะพี่จันทร์...!!

          กลับมาถึงห้องพอถอดเสื้อผ้าจะอาบน้ำ อู้ฮูวว...ตรงขาอ่อนของผมทั้งสองข้างมีลายแตกเป็น “ลายเนื้อโกเบ” เลย มิน่าล่ะเมื่อกี้เวลาเดินถึงได้รู้สึกแสบๆที่ขา ที่เป็นเช่นนั้นเพราะผม ลืมทาโลชั่นที่ขาครับท่านผู้ชม ที่จริงตอนไปนิวซีแลนด์กับจิ่วจ้ายโกว ผมก็ทาอยู่นะครับแต่ว่าคราวนี้ มันลืมไปทาแต่เฉพาะใบหน้ากับมือและแขน ผิวหนังของคนเขตร้อนอย่างผม มันทนอากาศหนาวมากๆไม่ได้มันก็เลยแตกเป็นลาย คุณนายหมูก็เลยเอา “บัวหิมะ” ที่ซื้อมาจากเมืองจีนมาทาให้ รุ่งเช้าก็หายครับ

          ก่อนนอนผมก็เลยได้ใช้ “เจลแก้ปวดเมื่อย” ของทางโรงแรม เอามาแปะที่เท้าที่น่องทั้งสองข้าง ก็โอเคนะครับเย็นๆดีพอรุ่งเช้า ก็พร้อมที่จะไปเมื่อยใหม่ได้

พบกันใหม่ตอนที่ห้าครับ

            รวมค่าใช้จ่ายในวันนี้

            29 มีนาคม 2552

-           ค่ารถไฟจากสถานี Shinsaibashi ไป Morinomiya @230 ¥ x 5 = 1,150 ¥

-           ค่ารถไฟเล็กเข้า Osaka Castle @200 ¥ x 5 = 1,000 ¥

-           ค่าเข้าชม Osaka Castle @600 ¥ x 5 = 3,000 ¥

-           ค่ารถไฟ Morinomiya ไป Shinsaibashi @230 ¥ x 5 = 1,150 ¥

-           อาหารเที่ยง Okonomiyaki พี่จันทร์เลี้ยง

-           ค่า Taxi จากโรงแรม Grand Vista ไปสถานี Osaka = 1,620+1,470+1,470 ¥ (@456 x 10)

-           ค่ารถไฟจาก Osaka - Kyoto @540 ¥ x 10 = 5,400 ¥

-           ค่า Taxi จาก Kyoto Station - Super Hotel @640 ¥ x 4 = 2,560 ¥            (@256x10)

-           ค่าโรงแรม Super Hotel 2 คืน @8,280 ¥ x 10 = 82,800 ¥

-           ค่ารถเมล์ไป Gion @220 ¥ x 10 = 2,200 ¥

-           อาหารเย็นกินที่ร้านขาย Soba = 13,000 ¥ (@1,300 ¥ x 10)

·         รวมค่าใช้จ่ายวันที่ 29 มีนาคม 2552 ต่อคน @12,312 ¥

โปรดติดตามต่อในตอนที่ห้า  “ตอนที่ห้า...ตะลุยเกียวโตโอ้โฮมีแต่วัด”

โดย เป๊ปซี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net