วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เหตุการณ์ “คืนนั้น..วันนี้” วันที่เจนนิเฟอร์ คิ้ม ได้บทเรียน


ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนว่าผมและภรรยาเป็นแฟนเพลงตัวยงคงกระพัน ของ เจนนิเฟอร์คิ้ม มาโดยตลอด 

และยิ่งได้ติดตามการทำงานเป็นพิธีกรของเธอ ในรายการ “คืนนี้วันนั้น”  ตั้งแต่รายการนี้ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 ทุกคืนวันอังคาร  จนกระทั่งรายการนี้ได้ลาจอไปเมื่อไม่นานมานี้  ก็ยังชื่นชอบนักร้องสาวคนนี้ไม่เสื่อมคลาย

ครั้งหนึ่งช่วงที่ยังเป็นพิธีกรอยู่  เจนนิเฟอร์คิ้ม เคยให้สัมภาษณ์ไว้ถึงช่วงการสมัครไปเป็นพิธีกรรายการนี้ว่า ... เจ เอส แอล เป็นโรงเรียนผลิตพิธีกรมืออาชีพแห่งหนึ่ง ถึงไม่ได้งานก็ไม่เสียใจ พอได้รับหน้าที่พิธีกรจึงดีใจมาก …

          “ซึ่งเราต้อง เข้าใจ ปรับตัว เรียนรู้ และยอมรับกับทีมงานทุกคน สอนให้เราเคารพการทำงานร่วมกับผู้อื่น ...ให้ทำตัวกลมกลืนไปกับทีมงาน และนี่จะเป็นหลักการทำงานที่ใช้ได้ไปตลอดชีวิตเลยนะ .. กับทีมงานเราทำงานกันแบบพี่น้อง และเป็นครูซึ่งกันและกัน โตไปพร้อมๆกัน”

          จากรายการ “คืนนี้วันนั้น” มาถึงเหตุการณ์ “คืนนั้น..วันนี้” 

วันที่ผู้สื่อข่าวหลายสำนักรายงานว่า  เจนนิเฟอร์ คิ้ม พูดแซว เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ (ขวัญใจอีกคนหนึ่งของผม ที่ได้ยินเธอพูดเมื่อไรก็ฮาเมื่อนั้น) ด้วยถ้อยคำว่า “กะหรี่แก่”  ในขณะที่ไปร้องเพลงโชว์ในผับแห่งหนึ่ง

หลังจากคืนนั้นจนถึงวันนี้ ผมว่าเธอคงได้บทเรียนไปมากพอสมควร เกี่ยวกับเรื่องการสื่อสาร บางทีเธออาจไม่ได้คิดอะไร อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงของเธอ ที่ชอบพูดแซวคนนั้นที แต่คนฟังซิครับ ใจคนฟังไม่ได้คิดเหมือนคนพูด คำพุดเล่น ๆ บางคำของเรา อาจไปกระทบจิตใจของคนอื่นเขาได้

และผลลัพธ์ของมันอาจจะรุนแรงเกินกว่าที่เราจะคาดคิดได้ เช่น นักพูดระดับประเทศและนักการเมืองท่านหนึ่งเผลอพูดติดตลก แต่ดันไปกระทบจิตใจผู้ฟังกลุ่มหนึ่ง กลายเป็นเหมือนไปพูดดูถูกคนนั้นเข้าโดยไม่ตั้งใจ  จากเหตุการณ์นั้น ท่านไม่ได้ทำอาชีพนักพูดอีกแล้ว

นักการเมืองระดับรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ พูดถึงการเข้าร่วมประท้วงกับกลุ่มพันธมิตร ว่าอาหารดี ดนตรีเพราะ ทุกวันนี้คำพูดนี้ยังติดตรึงอยู่ในโสตประสาทของหลาย ๆ คน คนพูดก็ถูกติติงจากนักวิชาการและสื่อมวลชนหลายแขนง

พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงบทความตอนหนึ่ง จากกรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ กาแฟดำ ฉบับวันที่ 6 เม.ย. 52 ที่ผ่านมา  ผู้เขียนบทความบอกว่า

 

คำว่า “พูดพล่อยๆ” นั้น ดูเหมือนจะกลายเป็นคำปกติสำหรับนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเสียแล้ว สะท้อนว่ามาตรฐานแห่งการใช้ภาษาสำหรับ “ท่านผู้ทรงเกียรติ” ของประเทศนี้ตกต่ำลงอย่างน่าเป็นห่วง

คุณทักษิณ ชินวัตร กับ คุณกษิต ภิรมย์ เป็นคู่หนึ่ง  คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ คุณเฉลิม อยู่บำรุง เป็นอีกคู่หนึ่ง ที่ใช้ภาษาอันไม่สมควรใช้ในที่สาธารณะ  (ผมเห็นด้วยกับกาแฟดำนะครับ)

แสดงว่าปัญหาเรื่องการสื่อสารเกิดขึ้นกับคนเกือบทุกวงการเลยทีเดียว

เอาอีกซักตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งผมนึกได้ กรณีที่ผู้สร้างหนังไทยเรื่อง “หมากเตะ โลกตะลึง” ถูกประท้วงจากประเทศเพื่อนบ้านห้ามฉายหนังเรื่องดังกล่าว

โดยผู้ประท้วงให้เหตุผลว่าเนื้อหา คำพุดของหนังบางตอนไปดูถูกคนชาติเขาเข้า คนไทยดูหนังเรื่องนี้อาจจะขำ แต่คนประเทศเขาไม่ขำด้วย  เลยต้องถ่ายทำบางฉากใหม่ ตัดต่อใหม่ เอามาฉายเป็นฉบับรีเมก ได้ข่าวว่าทำรายได้ได้ไม่ดีนัก

จริง ๆ ผู้สร้างก็ได้ออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะดูถูกดูหมิ่นคนในชาตินั้นเลย 

นี่แหละครับ หัวใจสำคัญของการสื่อสารไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ก่อนจะสื่ออะไรออกไปให้นึกถึงใจนึกถึงความรู้สึกของผู้ฟังด้วย เราไม่ได้สื่อเฉพาะข้อมูลออกไปหาผู้ฟังเท่านั้น แต่เรากำลังสื่ออารมณ์ออกไปด้วยครับ อยู่ที่ว่าผู้รับจะรับอารมณืนั้นหรือเปล่า 

นักสื่อสารที่เก่งจึงต้องวิเคราะห์ผู้ฟัง (ทั้งหมด) ให้ดีเสียก่อน  เพราะหากสื่อสารอะไรไปแล้ว มันเรียกกลับคืนมาไม่ได้ ตามหลักการสื่อสารที่ว่า “Communication is irreversible" สื่อไปแล้วจะย้อนคืนกลับมาไม่ได้ ไปแล้วไปเลย

แต่ถ้าผู้สื่อพลาดไปแล้ว ก็ต้องยอมรับผิด ขอโทษผู้ฟังซะ อารมณ์ความขุ่นข้องหมองใจของผู้ฟังก็จะทุเลาเบาบางลงได้

อย่างกรณีคุณ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ก็ทำถูกต้องแล้วครับที่ออกมาขอโทษคุณเนาวรัตน์ คุณคิ้มบอกว่า

” ...ไม่ว่าจะทำอะไรไปโดยที่เจตนา หรือไม่เจตนาก็ตามความที่เราเป็นเด็ก เราคิดว่าเป็นเด็กก็ต้องขอโทษ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดอย่างไร ฉะนั้นต้องกราบขอโทษพี่เขาด้วย พร้อมทั้งยกมือไหว้ก่อน ก่อนจะกล่าวอีกว่า ไม่ได้มีเจตนาก้าวร้าว มันเป็นส่วนหนึ่งของการโชว์หรือการแสดงเท่านั้น ” 

ด้านคุณเนาวรัตน์ ก็บอกว่า ..

“จากความรู้สึกแล้วรักน้องคิ้ม เพราะว่าเป็นแฟนคลับของน้องคิ้มเขามานาน แต่ที่เตือนไปในเรื่องของคำพูด ก็เตือนด้วยความหวังดี และความรักจริงๆ ไม่ได้ต้องการคำขอโทษ แต่ในเมื่อน้องคิ้มออกมาขอโทษ ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่ก็ต้องยกโทษให้ อยากให้เรื่องนี้จบตั้งแต่วันนี้ไปเลย” 

ก็ขอให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนเรื่องการสื่อสารของคุณคิ้ม และทุก ๆคนที่ต้องสื่อสารนะครับ เป็นการเรียนรู้จากความผิดพลาด (Learning by Mistake) ไม่ว่าจะตั้งใจ หรือไม่ก็ตาม

ว่าแต่ว่าตอนนี้ได้ข่าวว่ากลุ่มเพศที่สาม กำลังจะประท้วงเรื่องการใช้คำพูดไม่เหมาะสมของคุณคิ้มในผับคืนนั้น  

ถึงแม้รายการ “คืนนี้วันนั้น” จะลาจอไปสักพักแล้ว แต่เหตุการณ์ “คืนนั้น..วันนี้” ที่ผับแห่งนันของเจนนิเฟอร์คิ้มยังไม่จบ เห็นไหมครับว่าการสื่อสารมันเรียกกลับคืนมาไม่ได้จริง ๆ

ก็ขอเป็นกำลังใจให้เจนนิเฟอร์ คิ้ม  และหวังว่าทุกอย่างคงจบลงด้วยดีนะครับ

โดย Pro.Trainer

 

กลับไปที่ www.oknation.net