วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิจารณ์หนังสือ: อธิบายวิกฤตเศรษฐกิจด้วยหลักของ Hyman Minsky


หนังสือ:The Cost of Capitalism

ISBN: 978-0-07-162844-0

ผู้แต่ง: Robert Barbera

สำนักพิมพ์: McGrawHill


"สัปดาห์นี้ผมกลับมาสู่หนังสือหนักๆเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจอีกครั้ง หนังสือที่ผมอ่านและแนะนำนี้ทำให้ผมรู้จักแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อ Hyman Minsky แต่ผู้แต่งหนังสือคือ Robert Barbera หนังสือของเขาชื่อ The Cost of Capitalism-Understanding Market Mayhem and Stabilizing our Economic Future

Barbera เป็นนักเศรษศาสตร์ที่ทำงานใน Wall street อยู่หลายปี เขากล่าวว่ารู้จัก Hyman Minsky เป็นการส่วนตัวมานานและมั่นใจว่าแนวคิดของ Minsky ผู้ล่วงลับนั้นอธิบายวิกฤตการณ์ทางการเงินในช่วง 15-20 ปีหลังได้อย่างดีมาก Barbera บอกว่าแนวคิดของ Minsky นั้นอยู่นอกกระแสและไม่เป็นที่ยอมรับนักในช่วงที่ผ่านมา ในพื้นที่ 200 กว่าหน้าของหนังสือเล่มนี้ Barbera จะพูดถึงหลักคิดของ Minsky ที่อธิบายเศรษฐกิจฟองสบู่ว่าเป็นอย่างไรมีปัจจัยอะไรบ้าง แล้วแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นอย่างไร และมักจัดการกับปัญหาอย่างไร และรวมไปถึงการอธิบายวิกฤตการณ์ทางการเงินหลายๆครั้งที่ผ่านมาเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความคล้าย/ต่างกันอย่างไร สุดท้าย Barbera จะสรุปว่าถ้าประยุกต์หลักคิดของ Minsky แล้วธนาคารกลางหรือผู้ดูแลเศรษฐกิจมหภาคควรพิจารณาปัจจัยอะไรเพิ่มในแง่ของสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้ Barbera แบ่งออกเป็นสี่ภาคและสิบหกบทครับ

ก่อนอื่นเลยผมสงสัยว่าชื่อหนังสือ The Cost of Capitalism เป็นมาอย่างไร จากการอ่านจึงเข้าใจไปว่าสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อก็คือการแย้งกับความคิดที่ว่าวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่ผ่านมานั้นล้วนเกิดจากปัจจัยภายนอกระบบทุนนิยมและแต่ละครั้งที่เกิดก็จะมีความเฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน Barbera บอกว่าตามหลักของ Minskyแล้วในระบบทุนนิยมนั้นการเกิดวิกฤตการณ์อันมีจุดเริ่มมาจากการเก็งกำไรที่ร้อนแรงนั้นถือเป็นต้นทุนของระบบเลยทีเดียวที่สำคัญคือไม่มีปัจจัยภายนอกมาทำให้เป็นแต่เป็นธรรมชาติของระบบเอง คำถามต่อมาของผมคือแล้วหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็น Cost of Capitalism ได้หรือไม่ ข้อนี้คำตอบไม่ได้ฟันธงว่าได้หรือไม่ได้ Barbera บางครั้งก็จะใช้คำว่าหลีกเลี่ยงบางครั้งก็ใช้คำว่าชะลอหรือลดความรุนแรงตลอดในหนังสือของเขา เอาเป็นว่าผมขอเล่าให้ฟังว่า Barberaอธิบายสิ่งที่ Minsky คิดไว้อย่างไรก็แล้วกัน

หลักเบื้องต้นที่อธิบายธรรมชาติวิกฤตการณ์ในระบบทุนนิยมสองอย่างของ Minsky คือ ข้อแรกบอกว่า การที่เศรษฐกิจโตอย่างต่อเนื่องนานๆทำให้คนกล้าเสี่ยงมากขึ้น ข้อสองบอกว่า เมื่อคนจำนวนมากได้ลงทุนแบบเสี่ยงแล้ว ความผิดพลาดในการเก็งกำไรเล็กๆน้อยๆของบุคคลหลายๆคนจะสร้างผลกระทบใหญ่แกระบบ Barbera ใช้ตัวอย่างง่ายๆมาอธิบายอย่างชัดเจน เขาเปรียบเทียบพี่น้องที่เพิ่งเรียนจบสองคนและกำลังจะทำงานดดยแม่มีเงินก้นถุงเพื่อให้ลงทุน คนหนึ่งเอาไปวางเงินดาวน์และผ่อนบ้านระยะยาวจุดประสงค์คือเพื่อมีบ้านของตนเองและประเมินรายได้กับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายแบบเอาชัวร์ คนน้องหัวแหลมเห็นช่องว่าราคาบ้านและที่ดินเพิ่มทุกปีมานานแล้วจึงไม่คิดแค่ผ่อนบ้านแต่ต้องการเก็งกำไรหาเงินก้อนไว้ใช้แต่พอราคาบ้านไม่ขึ้นผิดคาดคนน้องจึงผ่อนต่อไม่ได้ต้องให้ธนาคารยึดบ้านไป Barbera บอกว่าความผิดพลาดในการเก็งของคนน้องนั้นไม่มากมายก็แค่ให้ยึดบ้านส่วนตัวเองก็ทำงานต่อไป แต่ในแง่ธนาคารแล้วมูลค่ารายได้ที่ควรได้รับจากลูกหนี้นั้นถูกแทนด้วยสินทรัพย์คือบ้านที่ราคาลดลงและแน่นอนว่าต่ำกว่ามูลค่าหนี้แถมยังขายต่อไม่ได้ราคาสิ่งเหล่านี้เกิดกับธนาคารมากเข้าก็เป็นปัญหาต่อธนาคารและระบบการเงิน

Barbera ตำหนิธนาคารกลางและนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักว่าเอะอะอะไรก็จะแค่คุม Inflation ให้ต่ำๆอย่างเดียวคิดว่าทุกอย่างจะดีเอง เขาขุดให้ฟังว่าวิธีการคุม Inflation อย่างเดียวนั้นใช้ได้ผลในสมัย 1970 ที่ปัญหาเศรษฐกิจมาจากเรื่องค่าแรงและราคาสินค้าแต่ยี่สิบปีที่ผ่านมาปัญหาได้เลยเรื่องค่าแรงและราคาไปแล้วและมีบางสิ่งที่ธนาคารกลางหรือรัฐไม่เคยเชื่อว่าเป็นสิ่งบอกเหตุเลยคืออัตราตอบแทนระยะยาวของสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับอัตราตอบแทนระยะยาวจากพันธบัตรรัฐบาล เขาบอกว่าธนาคารกลางมัวแต่ดูว่า Fed fund rate เทียบกับ Inflation rate ถ้ามากกว่าก็จะเริ่มขยับปรับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเท่านั้นทั้งนี้ก็เพื่อจะเปลี่ยนค่า Inflation และ Unemployment rate เขากล่าวต่อไปอีกว่า Fed ชินกับการจัดการกับอะไรที่มีค่าต่ำลงเช่น stock หรือ bond แต่กับสิ่งที่สูงขึ้นเช่นสินทรัพย์นั้นจะมองเป็นสัญณาณดีและไม่ทำอะไร Barbera เทียบเศรษฐกิจฟองสบู่ที่ร้อนแรงว่าเหมือนวิ่งมาราธอนที่ความเร็วมากเกินไปและนานเกินไปผลคือจะช็อตในช่วงกลางหรือท้ายและกลายเป็นว่าเวลาที่ทำได้จะสู้การวิ่งแบบผ่อนสั้นผ่อนยาวไม่ได้

โดยสรุปก็คือธนาคารกลางต้องหันมามองเรื่องการเก็งกำไรโดยจับตาดู asset ที่มักมีการเก็งกำไรให้ดีเพื่อแตะเบรกลดความร้อนแรงลง ซึ่งกลับไปสู่หลักคิดของ Minsky ที่มองผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจรวมจากผลของการลงทุนเสี่ยงๆหรือการเก็งกำไรนั่นเอง ส่วนการกู้ภัยทางเศรษฐกิจนั้น Barbera บอกว่าเห็นด้วยกับการเข้าช่วยเหลือของรัฐ เขาตั้งคำถามกับหลายคนบอกว่าควรให้กิจการที่ล้มตายไปตามกลไกที่เรียกว่า Creative Destruction ของระบบตลาดเสรีที่มองว่าผู้ที่ล้มหายตายจากถูกแทนที่ด้วยผู้มาใหม่ที่ประสิทธิภาพดีกว่าและเป็น Price of Progress ของระบบ เขามองว่าวิกฤติที่ผ่านมาไม่ได้มาจากการแข่งขันแล้วเกิดการชนะหรือพ่ายแพ้ของกิจการเท่านั้น แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดจากความเป็นไปของการเก็งกำไรเกินควรที่เรียกว่า Deflationary Destruction ซึ่งเป็น Cost of Capitalism และกล่าวว่าวิกฤติการในญี่ปุ่นเมื่อ 1990 เป็นแค่ความฝืดของระบบแต่ไม่พังแบบในสหรัฐฯเมื่อ 1930 เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นเข้าพยุงธนาคารไว้แตสหรัฐฯไม่ได้ทำในช่วง 1930 สุดท้าย Barbera ยังบอกอีกว่ายังเชื่อในระบบทุนนิยมเสรีและเตือนว่าการสวิงไปสู่ทุนนิยมแบบรัฐเป็นตัวนำนั้นจะนำไปสู่ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของกลไกตลาด

สุดท้ายผมออกตัวว่าไม่มีความรู้พอที่จะขจัดข้อสงสัยว่าสิ่งที่ Barbera พูดเกี่ยวกับความผิดพลาด Fed และเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นจริงหรือ เป็นไปได้หรือว่า Fed มองไม่เห็นสัญญาณอันตรายหรือถ้าเห็นแล้วทำอะไรได้แค่ไหนกัน แต่ที่แน่ๆผมขอแนะนำหนังสือนี้และ Stabilizing an Unstable Economy ของ Minsky เองที่ทำให้ผมได้เข้าใจอะไรมากขึ้นครับ"

ขอบคุณ Asiabook สำหรับหนังสือ

โดย unified

 

กลับไปที่ www.oknation.net