วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บางความเหงา..เรื่องเล่าวันอาทิตย์


              หนึ่งวันกับการหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์ นอกจากทิ้งร่างนอนเหยียดยาวชมวีซีดีจากโรงเช่าในห้องเช่า เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อสมอง และผ่อนปรนชีวิตไม่ให้เร่งรีบตามโลกที่นำหน้าไปไกล

           ชีวิตในวันหยุดของผมดูจะซ้ำๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไม่โลดโผนโจนทะยาน ไม่น่าตื่นเต้นและเร้าจิตใจ บางวันนั่งอ่านหนังสือที่ค้างไว้ รอบเดือนนี้ว่าจะแวะร้านหนังสือประตูสีฟ้าซื้อ “สานแสงอรุณ” ก็ไม่ได้พาร่างย่างกรายผ่านไปสักที

          

             จะว่าหาโอกาสเหมาะๆ ไม่มีก็ไม่ใช่ จะว่าลืมเสียเป็นส่วนมากก็ไม่เชิง

         แต่ในสัปดาห์เว้นสัปดาห์จะหยิบหนังสือหนึ่งเล่มไปหมกตัวตั้งแต่เช้า ทิ้งห้างสรรพสินค้าซีคอน สแควร์ และเสรีเซ็นเตอร์ ไว้เบื้องหลัง ทำทีท่าว่าไม่สนใจจะเข้าไปเดินตากอากาศเย็นๆ ความจริงแล้วไม่มีตังค์เข้าไปซื้อสินค้าที่วางยั่วยวนตา และเมื่อตัดสินใจจะเข้าไปภายใน “สวน” เดือนละสองครั้ง จึงต้องบังคับใจไม่ให้กดกริ่งขอก้าวขาลงเมื่อผ่านห้างฯ

            ไม่ใช่จะมีเฉพาะผมที่เลือกมาที่นี่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ลุง ป้า น้า อา หนุ่มสาว ลูกเล็กเด็กแดง ต่างพาใจเข้ามาพักผ่อนที่นี่ทั้งนั้น อาศัยร่มไม้เป็นหลังคาป้องกันแดด ปูเสื่อนั่งสรวลเฮฮาตามประสาคนมีครอบครัว ก็มีบ้างที่พกพาความโดดเดี่ยวและหนังสือบางเล่มนั่งพิงต้นไม้อ่านหนังสือ

          ต้นไม้ต้นนั้นคงเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของคนอ่านหนังสือคนนั้น ธรรมชาติไม่เคยทำร้ายหรือทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ คงมีแต่มนุษย์ที่มุ่งทำลายแล้วไปโทษว่าธรรมชาติโหดร้ายเหลือเกิน

            อากาศที่นี่เย็นสบายกาย สบายใจ ดอกไม้ร่วงลงประดับพื้นดินที่มีสีเขียวของหญ้าเป็นพรมปูตลอดริมทางเดิน มองไปทิศทางใดมีแต่ความสดของแมกไม้ละลานตา สิบบาทกับค่าเข้าไปนั่งพักผ่อนคุ้มเกินกว่าจะตีราคาคุณค่าที่ได้รับ

            ผมเลือกพื้นพรมสีเขียวใต้ร่มไม้ ถอดรองเท้าย่ำเดินให้หนังกำพร้าทำความรู้จักธรรมชาติแห่งความงดงาม นั่งสัมผัสพื้นและเอนกายลงนอนอย่างไม่กลัวเชื้อโรค ท้องฟ้าโปร่ง เมฆวิ่งไล่จับกันสนุกสนาน แสงแดดคงจะไปลามเลียพื้นถนนและตึกใหญ่ หลายคนที่นั่นคงจะบ่นว่า “ร้อนตับแตก” แต่ที่นี่ผมกลับเห็นแต่รอยยิ้มของผู้คน เด็กๆ วิ่งเล่นบนพื้นพรมโดยมีสายตาแห่งความห่วงใยดูอยู่ไม่ห่าง

           “อากาศเย็นนะแม่” เสียงจากครอบครัวหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ รำพึงแว่วมากับสายลมให้ได้ยิน เหมือนว่าแดดร้อนจะตกลงปลงใจไม่มารบกวนสวนสาธารณะจึงไม่ย่างกรายเข้าทำมาให้อบอ้าว

            ม้านั่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางการห้อมล้อมของต้นไม้ เห็นจะไม่ไร้เพื่อนเมื่อมีใครสักคนหย่อนก้นลงนั่ง ไม่เคยโอดครวญหากแต่นิ่งทำหน้าที่อย่างไม่สะทกสะท้าน

            ผมนอนเปิดหนังสือบางหน้าในเล่ม “เสียงแห่งขุนเขา” ของ “ยาสินาริ คาวาบาตะ” ฝีมือการแปลของ “อมราวดี” ละเลียดอ่านภาวะอารมณ์แห่งความโดดเดี่ยวและเหงาเศร้า เหมือนมีเสียงครืนคำรามมาจากขุนเขาเข้ามาในสวนสาธารณะ ชำเลืองมองซ้ายขวาไม่มีสิ่งใดนอกจากธรรมชาติที่รายล้อมรอบตัว ผุดนั่งแล้วกลับมาอยู่กับหนังสือ

       โลกในสวนสาธารณะดูจะเหมาะสมกับชีวิตผู้คนที่หนีความจอแจในเมือง เสียงที่รำเพยพัดมากับสายลมคือเสียงหัวใจแห่งมิตรภาพ แม้ความความอบอุ่นของหัวใจจะเป็นเพียงแค่เงามาเคียงคู่เพียงครู่แล้วจากพราก ผมกลับรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่หมกตัวอยู่ที่นี่

           ธรรมชาติเยียวยาหัวใจที่โดดเดี่ยวให้เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจุดจบสุดท้ายจะเหมือนใบไม้ที่หล่นร่วงสู่พื้นดิน แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าความอาทรจากรอยยิ้มของผู้คนรอบข้างยังงดงาม...

           ผมปิดหนังสือ หยิบใบไม้แห้งใกล้ๆ มาสอดเป็นที่คั่น ดวงตะวันทำองศาบอกเวลาใกล้ย่ำเย็น ผู้คนดูจะมากยิ่งขึ้น ชายชราที่ห่วงสุขภาพวิ่งเหยาะๆ คนแล้วคนเล่าที่ผ่านไป ผมลุกขึ้นและออกเดินไปบนเส้นทางเดียวกับที่ผู้คนใช้เดินและวิ่งออกกำลังกาย

          การค้นหาความหมายชีวิตในสวนสาธารณะ หรือในห้องเช่าที่เสมือนไม่ว่างเปล่า ล้วนเป็นทางเลือกที่เป็นจุดหมายปลายทางแห่งความอิ่มใจจากความโดดเดี่ยว โลกแห่งสวนสาธารณะดูจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับชีวิตของคนบางคน และไม่ใช่จะทุกคนที่จะหาโอกาสมานั่งเล่นนอนเล่นได้อย่างสบายใจ

          แล้วพบกันสัปดาห์เว้นสัปดาห์....สวนสาธารณะ...


ภาพ...สวนหลวง ร.๙ โดย..สุริยา   โนนน้อย...

โดย สีคาร

 

กลับไปที่ www.oknation.net