วันที่ พุธ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การเจาะหลุมปิโตรเลียมในประเทศไทย


ประวัติการเจาะหลุมปิโตรเลียมในประเทศไทยโดยสังเขป

     

ยุคบุกเบิก (.. 2464 - 2503)เริ่มตื่นตัว (.. 2504 - 2523)สู่ความโชติช่วงชัชวาล (.. 2524 - ปัจจุบัน)ยุคบุกเบิก (.. 2464 - 2503)

ประเทศไทยรู้จักการใช้น้ำมันดิบมาเป็นระยะเวลานาน ตามพงศาวดารล้านนากล่าวไว้ว่า

"ชาวเมืองฝางได้นำน้ำมันดินมาจ่ายเป็นส่วยอากรให้แก่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่" ชาวบ้านรู้ว่าน้ำมันดินที่พบไหลซึมขึ้นมานั้นมีคุณสมบัติในการรักษาโรคผิวหนัง จนถึงยุครัตนโกสินทร์นี้เอง เมื่อพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินในขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการรถไฟหลวง ได้ทรงมีพระดำริว่า "อันกิจการรถไฟที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงนี้ รังแต่จะทำให้ป่าไม้ที่มีอยู่ในเมืองไทยหมดสิ้นไปโดยเร็ว เห็นสมควรที่จะคิดหาเชื้อเพลิงอื่นมาใช้ทดแทน เพื่อเป็นการรักษาป่าไม้ให้ยังคงไว้" ในปี พ.. 2464 จึงได้ว่าจ้างนาย Wallace Lee นักธรณีวิทยาชาวอเมริกันเข้ามาสำรวจหาปิโตรเลียมในประเทศไทย (แหล่งฝาง และที่กาฬสินธุ์) และในช่วงเวลาเดียวกันในปี พ.. 2465 ได้ทรงว่าจ้างช่างเจาะชาวอิตาเลียนเข้ามาทำการเจาะสำรวจปิโตรเลียมที่แอ่งฝาง ในบริเวณที่เรียกว่า บ่อหลวง ซึ่งพบน้ำมันดิบไหลซึมขึ้นมาถึงผิวดินแต่โบราณ และได้เจาะหลุมทั้งสิ้น 2 หลุม แต่ผลการเจาะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากอุปกรณ์การเจาะในสมัยนั้นส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ โดยหลุมแรกเมื่อเจาะถึงความลึก 216.30 เมตร ก็จำต้องหยุด เนื่องจากท่อกรุยุบตัว ผลการเจาะพบเพียงร่องรอยก๊าซธรรมชาติแต่ไม่พบน้ำมัน หลุมที่ 2 เจาะได้ลึก 185.15 เมตร ปรากฏว่าท่อกรุขาดตรงรอยต่อจึงต้องระงับการเจาะไปเช่นกัน จนถึงปี พ.. 2479 ถึง 2487 กรมทางหลวงได้ดำเนินการสำรวจขุดเจาะในบริเวณบ่อน้ำมันฝาง เพื่อหาชั้นทรายน้ำมันนำไปใช้สร้างถนนแทนยางแอสฟัลต์ การเจาะส่วนใหญ่ใช้เครื่องเจาะแบบสว่านหมุนด้วยแรงคน (เครื่องเจาะแบบบังกา) เป็นหลัก ทำให้ได้หลุมไม่ลึกมาก ประมาณ 10-20 เมตร แต่มีบางหลุมใช้เครื่องยนต์ช่วยในการเจาะทำให้สามารถเจาะได้ลึกถึง 200 เมตร และที่หลุมหนึ่งมีชื่อเรียกกันว่า "บ่อระเบิด" ได้พบน้ำมันดิบไหลซึมขึ้นมาเมื่อเจาะหลุมได้ความลึกประมาณ 70 เมตร และกรมทางหลวงพยายามที่จะผลิตน้ำมันดิบจากหลุมนี้แต่ก็ได้เพียงเล็กน้อย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.. 2492 กรมโลหะกิจ (กรมทรัพยากรธรณีในปัจจุบัน) ได้ดำเนินการสำรวจและขุดเจาะหลุมปิโตรเลียมในแหล่งฝาง โดยการสั่งซื้อเครื่องเจาะแบบหมุนที่มีขีดความสามารถในการเจาะลึก 1,000 - 1,500 เมตร จากประเทศเยอรมันตะวันตก นับเป็นเครื่องเจาะเครื่องแรกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของ ปลายปี พ.. 2494 กรมโลหะกิจเริ่มเจาะสำรวจจากด้านตะวันออกของแอ่งฝาง บริเวณใกล้กับ บ่อระเบิด และวางหลุมเจาะเป็นแนวขยายออกไปถึงกลางแอ่งค่อนไปทางตะวันตก รวม 3 หลุม และทำการเจาะเพิ่มอีก 2 หลุม ทางด้านตะวันออกของแอ่งฝาง ในเวลาเดียวกับที่ทำการสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนไปพร้อมกัน ทำให้ได้ข้อมูลสำหรับการเจาะหลุมที่ 6 (HL-6) ได้พบชั้นน้ำมันที่แท้จริงที่ความลึก 760 ฟุต เมื่อเดือนมีนาคม พ.. 2496 และได้ทดลองผลิตน้ำมันจากหลุมดังกล่าว จนถึงราวเดือนเมษายน พ.. 2497 ก็จำต้องหยุดการผลิตลง เนื่องจากขาดงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์มาตรฐานในการเตรียมหลุมผลิตทำให้ทรายเข้าไปทับถมในหลุม รวมผลิตได้น้ำมันทั้งสิ้น 1,040 บาร์เรล แหล่งน้ำมันนี้รู้จักกันในนาม แหล่งไชยปราการ ต่อมากรมโลหกิจได้จัดซื้อเครื่องเจาะแบบหมุนชนิดติดตั้งบนรถบรรทุกที่มีขีดความสามารถในการเจาะลึก 750 เมตร (2,500 ฟุต) จากสหรัฐอเมริกา และอุปกรณ์การผลิตเครื่องสูบน้ำมัน และเครื่องอัดซีเมนต์ มาใช้ในกิจการขุดเจาะแหล่งน้ำมันดิบที่ฝาง และได้ดำเนินการเจาะในระหว่างปี พ.. 2498 - .. 2499 ในบริเวณที่เคยเจาะพบน้ำมันมาแล้วรวม 9 หลุม พบน้ำมันดิบ 6 หลุมแต่สามารถทำการผลิตได้เพียง 3 หลุม ที่เหลือไม่สามารถผลิตได้เนื่องจากปัญหาขัดข้องทางเทคนิค จนในปลายปี พ.. 2499 กรมพลังงานทหารได้เข้ารับโอนกิจการน้ำมันฝางไปดำเนินงานต่อตามมติคณะรัฐมนตรี นอกจากความสำเร็จในการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันที่แหล่งฝางนี้แล้ว กรมโลหกิจได้จัดทำโครงการสำรวจน้ำมันทั่วประเทศขึ้น ในขั้นแรกได้ทำการบินสำรวจธรณีฟิสิกส์ทางอากาศในบริเวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ผลการแปลความหมายพบตำแหน่งที่น่าสนใจสำหรับการเจาะสำรวจปิโตรเลียมอยู่หลายบริเวณ กรมโลหกิจจึงย้ายแท่นเจาะจากฝางมาเจาะสำรวจในบริเวณดังกล่าว โดยหลุมแรกคือ หลุม HL-1 เจาะที่บ้านคุ้งลาน อำเภอบางปะอิน จังหวัดอยุธยา ในราวปลายเดือนมิถุนายน พ.. 2500 และต้องหยุดซ่อมเนื่องจากเครื่องเจาะชำรุด แล้วเจาะต่อเมื่อการซ่อมแล้วเสร็จจนถึงความลึกสุดท้ายที่ 406 เมตร และไม่พบปิโตรเลียม ต่อมากรมโลหะกิจได้ซื้อเครื่องเจาะเพิ่ม แล้วนำไปเจาะที่บริเวณวัดใหญ่ชัยมงคลซึ่งห่างจากหลุม HL-1 ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 7 กิโลเมตร หลุม ID-1 (สิงหาคม - ตุลาคม 2501) ถึงความลึก 421 เมตร ต้องหยุดและย้ายหลุมเจาะเนื่องจากหลุมพัง เจาะต่อไม่ได้ หลุม ID-2 ห่างจากหลุมเดิมไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 300 เมตร และเจาะได้ความลึก 1,829 เมตร ไม่พบปิโตรเลียมและยังไม่ถึงหินฐานราก จึงย้ายไปเจาะหลุมที่ 3 ที่บริเวณวังโบราณ อำเภอเมืองอยุธยา เจาะได้ลึก 433 เมตรไม่พบปิโตรเลียม พบหินปูนเป็นหินฐานราก

  

เริ่มตื่นตัว (.. 2504 - 2523)

ในช่วงแรกของการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมในประเทศ เป็นงานที่สงวนและดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐทั้งสิ้น ต่อมาหลังจากการดำเนินการในแหล่งน้ำมันฝางมานาน รัฐได้เข้าใจแล้วว่าการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมเป็นกิจการที่ใช้เงินทุนและมีความเสี่ยงสูง จึงได้เปลี่ยนนโยบายใหม่ให้เอกชนเข้าทำการสำรวจได้ ในเบื้องต้นจำกัดให้เพียงบริษัทเอกชนไทยเท่านั้น แต่การสำรวจก็ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ประกอบกับการที่ต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มมากขึ้นทุกปี และได้พิจารณาเห็นว่าการที่ประเทศจะมีแหล่งปิโตรเลียมเป็นของตนเองจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในปี พ

หลังปี พ

  

.. 2504 รัฐบาลได้ประกาศเชิญชวนเอกชนให้มายื่นขอสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย และในปี พ.. 2505 บริษัท Union Oil Commpany of California (ปัจจุบัน คือ บริษัท Unocal) ได้รับสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในภาคอีสาน ได้ทำการขุดเจาะหลุมปิโตรเลียมหลุมแรกที่ดำเนินงานโดยบริษัทเอกชนต่างชาติในเมืองไทย ที่บริเวณโครงสร้างที่ Wallace Lee เคยเชื่อว่าน่าจะเป็นโครงสร้างกักเก็บน้ำมัน คือหลุมกุฉินารายณ์ -1 ตำบลโคกมะลิ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ (13 พฤศจิกายน 2514 - 14 เมษายน 2515) ได้ความลึก 3,356 เมตร แต่ไม่พบปิโตรเลียม บริษัทฯจึงคืนสิทธิในพื้นที่ทั้งหมด .. 2505 กรมโลหะกิจได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นกรมทรัพยากรธรณี และยังคงรับผิดชอบงานพิจารณาการขออนุญาตสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต่อไป ในปี พ.. 2509 บริษัท กัลฟ์ออยล์ ได้รับสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในบริเวณกรุงเทพฯและปริมณฑล หลังจากการสำรวจขั้นแรกแล้ว ในปี พ.. 2512 บริษัทฯทำการเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียมห่างจากท่าเรือคลองเตยไปทางตะวันตกประมาณ 15 กิโลเมตร เขตภาษีเจริญ ชื่อ หลุมวัดศาลาแดง-1 ความลึก 1,859 เมตร แต่ไม่พบปิโตรเลียมจึงปรับปรุงหลุมให้เป็นหลุมผลิตน้ำบาดาลและมอบให้แก่กรมทรัพยากรธรณี ในราวปี พ.. 2507 องค์การสหประชาชาติได้ออก กฎหมายทะเล ใช้บังคับแก่ชาติสมาชิกในอาณาเขตชายฝั่งและทรัพยากรใต้ทะเลในพื้นที่ดังกล่าวเป็นสิทธิแก่เจ้าของประเทศ ปีพ..2508 ประเทศไทยเริ่มกำหนดเส้นสกัดไหล่ทวีปทางด้านอ่าวไทย และในปี พ.. 2510 ไทยได้ออกประกาศเชิญชวนเอกชนให้มายื่นขอสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในเขตไหล่ทวีป(อ่าวไทย) และในทะเลอันดามัน ปรากฏว่ามีบริษัทฯที่ได้รับอนุญาติจำนวน 6 บริษัทฯ และบริษัท Continental Oil Company of Thailand ได้เจาะสำรวจหลุมแรกในอ่าวไทย คือ หลุมสุราษฎร์ -1 ในแปลงสัมปทาน B10 (12 มิถุนายน - 2 สิงหาคม 2514) ได้ความลึก 9,629 ฟุต พบร่องรอยปิโตรเลียม สำหรับหลุมเจาะหลุมแรกในอ่าวไทยที่ประสบความสำเร็จพบปิโตรเลียม คือ หลุมเจาะ 12-1 ดำเนินการโดยบริษัท Union Oil (บริษัท Unocal ปัจุบัน) ในแปลงสัมปทาน B12 (9 ตุลาคม 2515 - 29 มกราคม 2516) โดยพบทั้งก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลวในปริมาณที่น่าพอใจ (เดิมคาดว่าน่าจะพบน้ำมันในอ่าวไทย) ทำให้บริษัทฯคาดว่าอาจไม่คุ้มทุนในการสำรวจและผลิตก๊าซจากอ่าวไทย เนื่องจากในเวลานั้นยังไม่มีตลาดของก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลวในประเทศ (เชื้อเพลิงส่วนใหญ่ของประเทศในเวลานั้น คือ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา ถ่านหินและฟืน) แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯได้ตัดสินใจเจาะสำรวจเพิ่มเติม ในขณะที่ทำการเจรจาขายก๊าซให้กับองค์การก๊าซ (การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าไปพร้อมกัน จนในปี 2518 ได้เจาะหลุมประเมินผลหลุมแรกของประเทศ คือ หลุม 12-5 เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของแหล่งก๊าซดังกล่าว ต่อมาแหล่งก๊าซนี้ได้ชื่อว่า แหล่งเอราวัณ นอกจากความสำเร็จของบริษัท Union Oil แล้ว บริษัทผู้รับสัมปทานอื่นก็พบแหล่งก๊าซที่มีค่าในเชิงพาณิชย์อีก เช่น บริษัท Texas Pacific (ปัจุบันได้โอนสิทธิให้กับบริษัทปตท.สผ.และคณะ) เจาะหลุมสำรวจพบแหล่งก๊าซในแปลงสัมปทาน B17 เมื่อปี 2523 และต่อมาแหล่งก๊าซนี้ได้ชื่อว่า แหล่งบงกช ซึ่งนับเป็นแหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในปัจจุบัน การสำรวจปิโตรเลียมในทะเลอันดามัน เริ่มต้นในปี พ.. 2514 รัฐบาลเปิดให้ยื่นขอสัมปทานครั้งแรก บริษัท Amoco Thailand Petroleum และบริษัท Pan Ocean Oil Corporation ได้รับสัมปทานแปลงสำรวจ W2 และ W4 ตามลำดับ หลังจากได้สำรวจธรณีฟิสิกส์ พบว่ามีตะกอนสะสม หนาน้อยกว่า 1,000 เมตร หรือประมาณ 3,300 ฟุต โอกาสพบปิโตรเลียมมีน้อย บริษัทฯจึงคืนพื้นที่สัมปทานทั้งหมด ต่อมาในปี พ.. 2516 รัฐบาลได้กำหนดพื้นที่สัมปทานที่มีน้ำลึกกว่า 200 เมตร เป็นเขตน้ำลึก รวม 3 แปลง คือ แปลงสำรวจ W7 W8 และ W9 พร้อมทั้งส่งเสริมการสำรวจ โดยให้ผลตอบแทนแก่บริษัทสูงขึ้น เช่น ลดหย่อนด้านข้อผูกพันในสัมปทาน ลดอัตราค่าภาคหลวงปิโตรเลียม จากร้อยละ 12.5 เป็น 8.75 และยังให้โอกาสสำรวจนานขึ้น โดยลดอัตราส่วนของพื้นที่ที่ต้องคืนในช่วงการสำรวจระยะแรก เป็นต้น ทำให้มีการสำรวจที่สำคัญ ในช่วงปี พ.. 2517 - 2530 คือการสำรวจธรณีฟิสิกส์ วิธีวัดคลื่นไหวสะเทือน แบบ 2 มิติ ประมาณ 12,000 กิโลเมตร และเจาะสำรวจ 13 หลุม บริเวณแอ่งเมอร์กุย โดยบริษัท Union Oil Company of Thailand แปลง W8 เจาะสำรวจ 6 หลุม พบร่องรอยก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบในหลุมเมอร์กุย -1 และหลุมตรัง-1 บริษัท Esso Exploration Inc. แปลง W9 เจาะสำรวจ 5 หลุม พบร่องรอยก๊าซในหลุม W9-B-1 และบริษัท Placid Oil แปลง W8 เจาะสำรวจ 2 หลุม พบร่องรอยก๊าซในหลุมยะลา-1สู่ความโชติช่วงชัชวาล (.. 2524 - ปัจจุบัน)

หลังจากการค้นพบ แหล่งเอราวัณ และบริษัท

บริษัท

นับจากการเจาะหลุมแรกของประเทศในอ่าวไทย

Unocal ทำความตกลงขายก๊าซให้กับบริษัท ปตท.เป็นผลสำเร็จ ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยก็ถูกส่งมาตามท่อใต้ทะเล ขึ้นฝั่งที่ระยองเพื่อนำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรม และบางส่วนถูกแยกและป้อนเข้าโรงงานเคมี ในขณะที่ผลสำเร็จจากการสำรวจขุดเจาะดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าสนใจในสายตาของบริษัทฯน้ำมันต่างชาติ จึงได้มีการออกประกาศเชิญชวนเอกชนให้มายื่นขอสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 6 ในช่วงต้นปี 2522 ในครั้งนี้เองที่บริษัท Thai Shell และบริษัท Esso Exploration Inc. ได้รับสัมปทานในการสำรวจปิโตรเลียมบนบก โดยบริษัท Thai Shell ได้รับสัมปทานแปลง S1 และ S2 คลุมพื้นที่ในเขตจังหวัด พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร หลังจากการสำรวจเบื้องต้น บริษัทฯได้ทำการเจาะสำรวจหลุมปิโตรเลียม 2 หลุมแรก คือ หลุมประดู่เฒ่า-1 ที่ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย (4 มิถุนายน - 4 กันยายน 2524) พบน้ำมันดิบไหลวันละ 400 บาร์เรล และหลุมลานกระบือ-A1 กิ่งอำเภอลานกระบือ จ.กำแพงเพชร (11 กันยายน -1 ธันวาคม 2524) พบน้ำมันดิบไหลวันละ 2,050 - 5,450 บาร์เรล ต่อมาแหล่งน้ำมันของบริษัท Thai Shell E & P นี้รู้จักกันในนามของ แหล่งสิริกิติ์ และนับเป็นแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ สำหรับบริษัท Esso Exploration Inc. ได้รับสัมปทานในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือแปลง E1 - E5 รวม 5 แปลง และได้เจาะสำรวจเป็นหลุมแรก0ที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น หลุมน้ำพอง-1 เริ่มเจาะวันที่ 12 เมษายน 2524 และเจาะถึงความลึกสุดท้ายที่ 13,471 ฟุต พบก๊าซธรรมชาติไหลประมาณวันละ 54 ล้านลูกบาศก์ฟุต ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งที่ใช้ผลิตก๊าซเพื่อขายให้แก่ กฟผ. ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรู้จักกันในนามของ แหล่งก๊าซน้ำพอง ในปี พ.. 2528 รัฐบาลไทยได้จัดตั้งบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (ปตท.สผ.) ซึ่งต่อมาได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน ปัจจุบัน บริษัท ปตท.สผ. สามารถดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศด้วยบุคลากรไทยเป็นส่วนใหญ่ Unocal Petroleum Limited ได้รับสัมปทานแปลง W8/38 และ W9/38 ในทะเลอันดามัน เมื่อเดือนมิถุนายน 2539 ได้สำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน แบบ 2 มิติ และเจาะสำรวจ 5 หลุม พบร่องรอยปิโตรเลียมเพียง 1 หลุม (หลุมสุราษฎร์-1) ถึงปัจจุบัน ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมได้เจาะหลุมปิโตรเลียมแล้ว ไม่น้อยกว่า 1,800 หลุม ปัจจุบันมีผู้รับสัมปทาน จำนวน 28 สัมปทาน แปลงสำรวจ 37 แปลง และพบแหล่งปิโตรเลียมที่มีคุณค่าในเชิงพาณิชย์ทั้งบนบกและในทะเล ไม่น้อยกว่า 30 แหล่ง มีการผลิตปิโตรเลียมจาก 28 แหล่ง ปิโตรเลียมที่ผลิตได้ทั้งในรูปของน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยใช้ปิโตรเลียมในรูปแบบต่างๆ เทียบเป็นปริมาณน้ำมันดิบ ประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อเดือน ในจำนวนนี้ ร้อยละ 30-35 เป็นปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในประเทศ ทำให้สามารถประหยัดเงินนำเข้าปิโตรเลียม ไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาทต่อเดือน

 

วิวัฒนาการของการเจาะหลุมปิโตรเลียม

ในระยะเริ่มแรกการหาปิโตรเลียมยังเป็นลักษณะการสุ่ม โดยการสังเกตุจากบริเวณที่มีน้ำมันดิบไหลซึมขึ้นมาถึงผิวดินหรือในแอ่งน้ำที่มีฟองก๊าซผุดขึ้นมา มีวิธีการขุดหาแบบง่ายๆด้วยแรงคน กระทั่งในปี พ

อย่างไรก็ตามพัฒนาการของการเจาะหลุมปิโตรเลียมในสมัยตอนต้น นับจากยุคของ

.. 2402 Edwin L. Drake ผู้มีฉายาว่า " ท่านนายพัน " ได้เจาะหลุมเพื่อหาปิโตรเลียมที่ Oil Creek เมือง Titusville รัฐ Pennsylvania สหรัฐอเมริกา โดยใช้แท่นเจาะแบบ Cable Tools ซึ่งเป็น การเจาะแบบกระแทก (Percussion Drilling) โดยการใช้หัวเจาะที่ติดกับก้านเจาะกระแทกชั้นหินเพื่อให้เกิดหลุม ก้านเจาะจะเป็นตัวถ่วงให้ได้น้ำหนักตามที่ต้องการ ในการเจาะแบบนี้จำเป็นต้องทำให้ก้นหลุมแห้งหรือมีน้ำเพียงเล็กน้อย และเมื่อเจาะไปได้ 2-3 ฟุต ก็จะดึงหัวเจาะขึ้น แล้วสูบเอาเศษดินหินและน้ำที่ก้นหลุมออก จากนั้นก็ทำการกรุรอบหลุมด้วยไม้เพื่อป้องกันไม่ให้หลุมพัง (ต่อมาเมื่อเทคนิคการถลุงและหล่อโลหะดีขึ้นจึงได้กรุหลุมด้วยท่อกรุที่ทำจากโลหะแทน) การเจาะแบบนี้ ทำได้ช้ามาก หลุมไม่ลึก และเนื่องจากก้นหลุมเกือบไม่มีของเหลวอยู่ เมื่อเจาะถึงชั้นน้ำมันหรือก๊าซที่มีความดันสูง จะดันพุ่งออกมา ก่อให้เกิดอันตรายจากการระเบิดหรือไฟไหม้ได้ อย่างไรก็ตาม Edwin L. Drake ได้เจาะพบน้ำมันที่ความลึก 69.5 ฟุต และผลิตได้วันละ 20 บาร์เรล หลุมเจาะนี้เองที่วงการปิโตรเลียมถือว่าเป็นหลุมแรก และเป็นต้นแบบให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการเจาะหลุมปิโตรเลียม และเป็นแรงบันดาลใจให้นักสำรวจและการขุดเจาะเริ่มเข้าสู่ยุค " ตื่นน้ำมัน "

ต่อมาอีกไม่นาน มนุษย์เริ่มนิยมใช้น้ำมันก๊าดที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบมากขึ้น โดยใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับตะเกียงและใช้น้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องจักรไอน้ำ น้ำมันเบนซินที่ได้จากการกลั่น มักถูกทิ้งไปโดยมิได้นำมาใช้ประโยชน์ หรือขายได้ราคาถูกมาก (2เซนต์/แกลลอน) ต่อมา การใช้น้ำมันก๊าดลดลง(เอดิสันประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า)ทำให้อุตสาหกรรมการขุดเจาะปิโตรเลียมลดลงด้วย เมื่อ Henry Ford ประดิษฐ์รถยนต์รุ่น T-1 ซึ่งใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิงออกจำหน่ายและเป็นที่นิยมในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้อุตสาหกรรมการขุดเจาะปิโตรเลียมขยายตัวเติบโตอีกครั้ง Edwin L. Drake ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า ในปี พ.. 2440 H.L.William ได้ทดลองตั้งเครื่องเจาะบนท่าเรือที่ยื่นออกไปในทะเลนับได้ว่าเป็นการเจาะในน้ำเป็นครั้งแรก ที่บริเวณ Summerland รัฐแคลิฟอร์เนีย และในปี พ.. 2443 วิศวกรเหมืองแร่ ชาวออสเตรีย Anthony Lucus ได้นำระบบการเจาะแบบใหม่ที่เรียกว่า การเจาะแบบหมุน (Rotary Driling) มีระบบน้ำโคลน (Mud Circulation System) ในการเจาะบ่อน้ำมันที่ Spindeltop แถบ Gulf Coast Texas การเจาะแบบหมุนใช้ท่อกลวงที่เรียกว่า ก้านเจาะ (Drill Pipe) ขันเกลียวต่อกันเป็นท่อนยาว ส่วนปลายต่อกับหัวเจาะและแขวนห้อยไว้ด้วยเครื่องกว้านบนโครงสร้างหอคอย(Derrick) ก้านเจาะจะถูกทำให้หมุนด้วย จานขับก้านเจาะ(Rotary Table) ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และบังคับให้กว้านทำงานไปพร้อมกัน น้ำหนักของก้านจะกดหัวเจาะที่หมุนไปรอบๆบดกัดชั้นหินลงไป ขณะทำการเจาะจะต้องควบคุมน้ำหนักกดที่หัวเจาะให้คงที่อยู่เสมอ นอกจากนี้มีการปั๊มน้ำโคลนลงไปตามก้านเจาะและให้ไหลเวียนกลับขึ้นมาถึงปากหลุม น้ำโคลนจะช่วยนำพาเศษดินหินจากก้นหลุมขึ้นมา ช่วยหล่อลื่นและลดความร้อนที่เกิดขึ้นในหลุมเจาะ ช่วยเคลือบผนังหลุมและป้องกันมิให้ของไหล(น้ำหรือปิโตรเลียม)จากชั้นหินทะลักเข้าสู่หลุมอันอาจทำให้ผนังหลุมพังทะลายหรือเกิดการระเบิด ในปี พ.. 2446 เริ่มมีการใช้ซีเมนต์ในงานเจาะหลุมเพื่อยึดท่อกรุให้ติดกับผนังหลุมเจาะเป็นครั้งแรกที่แหล่ง Lampoc รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อป้องกันมิให้น้ำที่อยู่ในชั้นหินตอนบนไหลเข้าไปปนกับน้ำมันที่อยู่ในชั้นหินตอนล่าง การพัฒนาการเจาะที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง ในปี พ.. 2452 เมื่อ Howard R. Hughes ได้ประดิษฐ์หัวเจาะชนิด Roller Cone Bit ใช้กับการเจาะแบบหมุนเพื่อทดแทนหัวเจาะแบบเดิม ทำให้สามารถเจาะหลุมได้เร็วยิ่งขึ้น หัวเจาะแบบนี้ยังคงเป็นที่นิยมแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามแม้ว่าการเจาะหลุมในต้นศตวรรษที่ 20 จะพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับยุคศตวรรษที่ 19 แต่การเจาะหลุมให้ถึงความลึกที่ต้องการเพียงอย่างเดียวยังมิใช่สิ่งรับประกันความสำเร็จในการเจาะหลุมปิโตรเลียม วิทยาการใหม่ๆจึงถูกนำมาประยุกต์ช่วยในการเสาะหาปิโตรเลียมด้วย ในปี พ.. 2469 ที่เมือง El Dorado รัฐ Akansas ได้มี การทดสอบอัตราการไหล (Drill Stem Test) เป็นครั้งแรก เพื่อช่วยในการวางแผนการผลิตได้อย่างถูกต้อง ในปีต่อมา ที่แหล่งน้ำมัน Pechelbornn ประเทศฝรั่งเศส วิศวกรสองพี่น้องตระกูล Schlumberger ได้ทดลองวัดคุณสมบัติการนำไฟฟ้าของชั้นหินในหลุมเจาะเพื่อหาความลึกที่แน่นอนของชั้นหินที่ให้น้ำมันเป็นครั้งแรกของโลก และต่อมาได้มีการพัฒนาเทคนิคและวิธีการหยั่งธรณีหลุมเจาะ(Wireline Logging) ให้ได้ข้อมูลละเอียดและถูกต้องยิ่งขึ้น แต่เนื่องจากบางครั้งชั้นหินที่อุ้มปิโตรเลียมมีความสามารถในการให้ปิโตรเลียมไหลซึมได้ต่ำ จึงมีการพัฒนาเทคนิคการยิงทะลุผนังท่อกรุ (Perforation) ในปี พ.. 2475 เพื่อให้ชั้นหินเกิดรอยแตกมากขึ้น ทำให้ปิโตรเลียมไหลเข้าหลุมเจาะได้ดียิ่งขึ้น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ความต้องการใช้น้ำมันของโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำมันจากแหล่งบนบกเริ่มไม่เพียงพอและเทคโนโลยีการผลิตเครื่องยนต์ให้มีกำลังสูงขึ้น การผลิตและถลุงโลหะรวมไปถึงเทคนิคการก่อสร้างที่ดีขึ้น ทำให้มนุษย์เริ่มมองหาบริเวณที่ยังไม่เคยมีการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมมาก่อน คือบริเวณท้องทะเล ในปี พ.. 2490 บริษัท Kerr McGee ได้ขุดเจาะหลุมปิโตรเลียมในทะเลที่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 10.5 ไมล์ ในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งน้ำทะเลลึกประมาณ 18 ฟุต ด้วยแท่นเจาะแบบเรือ Barge-tender และอาจนับได้ว่าเป็นหลุมแรกที่เจาะในทะเลที่แท้จริง นอกจากนี้ มีการนำวิทยาการ เทคนิคใหม่ มาปรับปรุงการเจาะตลอดเวลา เช่น เทคนิคการเจาะหลุมปิโตรเลียมในแนวราบ (Horizontal Well Drilling) ที่เริ่มใช้ในรัสเซีย และเทคนิคการตรวจวัดความเอียงของหลุมเจาะแบบใหม่ การนำวิธีการเจาะโดยใช้ Top Drive มาใช้หมุนก้านเจาะแทนที่ Rotary Table หรือการพัฒนาหัวเจาะแบบเพชรสังเคราะห์ (PDC ; Polycrystalline Dimond Bit) มาใช้ในการเจาะ และเทคนิคการเจาะหลุมแบบ Slim Hole Well (การเจาะหลุมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่เล็กกว่าเดิม) เทคนิคต่างๆดังกล่าว ช่วยให้การปฏิบัติงานเจาะเร็วขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่าย เทคนิคการเจาะหลุมปิโตรเลียม

ผลที่ได้จากการสำรวจธรณีฟิสิกส์ คือ โครงสร้างที่คาดว่าจะเป็นแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม ในการเจาะสำรวจขั้นแรก เป็นการเจาะสำรวจเพื่อหาข้อมูลธรณี การลำดับชั้นหิน ยืนยันโครงสร้างธรณี และพิสูจน์ว่ามีปิโตรเลียมภายในโครงสร้างนั้นหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีปิโตรเลียม จะมีการเก็บข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับแหล่ง และคุณภาพปิโตรเลียมไปพร้อมๆกัน เช่น อายุของชั้นกักเก็บ ชนิดของหิน ความพรุน และคุณสมบัติของหินที่ยอมให้ของไหลไหลผ่านช่องว่างที่ติดต่อกันภายในชั้นหินได้

(Permeability) ตลอดจนชนิดและคุณภาพของปิโตรเลียมที่พบ เมื่อพบปิโตรเลียมในหลุมแรกที่เจาะแล้ว จะมีการเจาะสำรวจเพิ่มเติมเพื่อหาข้อมูลในรายละเอียด เช่น ขอบเขตที่แน่นอนของแหล่ง ปริมาณการไหลของปิโตรเลียม เรียกขั้นตอนนี้ว่า การเจาะขั้นประเมินผล ผลการเจาะประเมินผลนี้ จะทำให้ทราบถึงปริมาณสำรองปิโตรเลียมของแหล่งกักเก็บนั้น หลังจากนั้นบริษัทผู้ประกอบการจะทำการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจของแหล่ง เพื่อตัดสินใจว่าจะลงทุนทำการผลิตต่อไปหรือไม่ ซึ่งจะต้องเจาะหลุมเพื่อการผลิต เรียก หลุมผลิต หรือหลุมพัฒนา (Development Well) ต่อไป สำหรับทิศทางของหลุมเจาะมีทั้งเป็นแบบหลุมตรง (Straight Well) ซึ่งมักเป็นหลุมเจาะสำรวจขั้นแรก หลุมเอียง(Deviation Well) หรือหลุมเจาะในแนวราบ (Horizontal Well) มักเป็นการเจาะขั้นประเมินผล และการผลิต ทั้งนี้ขึ้นกับข้อกำหนดทางธรณีวิทยาหรือข้อมูลอื่นๆที่มี และสามารถเจาะได้ทั้งบนบก (Onshore) และในทะเล (Offshore) การเจาะบนบก มีแท่นเจาะที่ใช้อยู่ 3 ชนิด คือ

1.

Conventional Drilling Rig เป็นแท่นเจาะที่มีขนาดใหญ2. ่ที่สุด อุปกรณ์และส่วนประกอบมีขนาดใหญ3. ่ และสามารถเจาะได้ลึกมาก อาจถึง4. 35,000 ฟุต

5.

Portable Rig เป็นแท่นเจาะที่มีโครง6. สร้าง7. หอคอย (Derrick) ติดอยู่บนรถบรรทุกขนาดใหญ8. ่ สามารถเคลื่อนย้ายแท่นเจาะได้โดยสะดวก เพราะโครง9. สร้าง10. หอคอยพับให้เอนราบได้

11.

สำหรับแท่นเจาะในทะเลนั้นอาจแบ่งออกได้เป็น

Standard Rig เป็นแท่นเจาะแบบเก่าแก่ที่สุด โครง12. สร้าง13. หอคอย (Derrick) จะถูกสร้าง14. คร่อมปากบ่อบริเวณที่จะทำการเจาะ และเมื่อการขุดเจาะแล้วเสร็จ ก็อาจจะถอดแยกหอคอยออกเป็นชิ้นเพื่อนำไปประกอบยัง15. ตำแหน่ง16. ใหม่หรืออาจทิ้ง17. ไว้ในสภาพเดิมหลัง18. จากเริ่มมีการผลิตปิโตรเลียม 2 แบบ คือ แบบที่มีส่วนของแท่นเจาะหยั่งลงในพื้นทะเล และแบบที่ลอยตัว โดยยึดติดกับพื้นทะเลด้วยสมอ

1. แท่นเจาะชนิดหยั่งติดพื้นทะเล ได้แก่

1.

แท่นเจาะแบบ Jack Up ตัวแท่นประกอบด้วยขา 3-5 ขา แต่ละขายาวประมาณ 300-500 ฟุต ช่วยค้ำจุนตัวแท่นติดกับพื้นทะเล สามารถเจาะได้ในน้ำลึกตั้ง2. แต่ 13-350 ฟุต ทั้ง3. นี้ขึ้นกับสภาพภูมิอากาศด้วย

4.

แท่นเจาะแบบ Fixed Platform มี 2 แบบคือ แบบ Piled Steel มีโครง5. สร้าง6. โลหะคล้ายหอคอยที่หยั่ง7. ติดพื้นทะเล และแบบ Gravity Structure สร้าง8. ด้วยคอนกรีตเป็นตัวถ่วง9. น้ำหนัก มีความ มั่นคง10. แท่นเจาะทั้ง11. สอง12. แบบนี้มักสร้าง13. เป็นแท่นถาวรตั้ง14. อยู่กลาง15. ทะเล ใช้เป็นแท่นสำหรับการผลิตหลัง16. จากเจาะหลุมเสร็จสิ้นแล้ว

2.

แท่นเจาะชนิดแท่นลอย และยึดติดกับพื้นทะเลด้วยสมอ ได้แก่

1.

16.

แท่นเจาะแบบ Barge มีลักษณะเป็นเรือท้อง2. แบน อุปกรณ์การเจาะติดตั้ง3. อยู่บนตัวเรือ เดิมพัฒนาเพื่อใช้ในการเจาะบริเวณชายฝั่ง4. น้ำตื้น และบริเวณทะเลสาบ โดยนำเรือเข้าไปยัง5. ตำแหน่ง6. แล้วไขน้ำเข้าให้เต็มห้อง7. อับเฉาเพื่อให้เรือจมลง8. จนท้อง9. เรือติดกับพื้นน้ำ เมื่อเสร็จง10. านก็สูบน้ำออกเพื่อให้เรือลอยขึ้นและลากจูง11. ไปยัง12. ที่อื่นๆ ต่อมาได้มีการพัฒนาและนำไปใช้เจาะนอกชายฝั่ง13. ที่ไกลออกไป โดยใช้ตัวเรือเป็นที่พักอาศัย และเก็บอุปกรณ์การเจาะ แต่ย้ายตัวหอคอยขึ้นไปไว้ยัง14. แท่นเจาะกลาง15. ทะเล แบบนี้เรียกว่า Barge - Tender แท่นเจาะแบบ Semi-submersible ลักษณะตัวแท่นและส่วนที่พักอาศัยวาง17. ตัวอยู่บนทุ่น/ถัง18. ที่สามารถสูบน้ำเข้าออกได้เพื่อให้ตัวแท่นลอยหรือจมตัวลง19. ใช้เจาะได้ในบริเวณที่น้ำทะเลลึกตั้ง20. แต่ 600 - 1,500 ฟุต เมื่อจะทำการเจาะก็จะลง21. สมอเพื่อโยง22. ยึดไม่ให้แท่นเคลื่อนที่ การเคลื่อนย้ายจำเป็นต้อง23. อาศัยเรือลากจูง24. ไป

25.

แท่นเจาะแบบ Drillship เป็นเรือเจาะที่มีอุปกรณ์ทุกอย่าง26. อยู่บนตัวเรือ สามารถเคลื่อนที่ได้เอง27. การยึดตัวเรือให้อยู่กับที่ เดิมใช้สมอเรือ แต่ปัจจุบันได้ประยุกต์ใช้ใบพัดปรับระดับควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ในการปรับตำแหน่ง28. ข้อเด่นของ29. Drillship คือ สามารถเจาะได้ในบริเวณที่น้ำทะเลลึก (อาจลึกมากกว่า 1,000 เมตร)

ลดลงมากกว่า

30% เทคนิคการเจาะหลุมปิโตรเลียม

ก่อนที่จะเริ่มการเจาะหลุมปิโตรเลียมใดๆ วิศวกรการเจาะต้องจัดทำแผน และขั้นตอนการเจาะ โดยรับข้อมูลทางธรณีวิทยา และธรณีฟิสิกส์ จากนักธรณีวิทยา และ

ในระหว่างการเจาะหลุมหรือการหยั่งธรณีหลุมเจาะ บางครั้งอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น เช่นก้านเจาะขาด หัวเจาะหรือชิ้นส่วนของหัวเจาะ ตลอดจนเครื่องมือที่ใช้ในการหยั่งธรณีหลุมเจาะขาด หล่นหรือติดอยู่ในหลุม อุปกรณ์เหล่านี้บ้างมีราคาแพง และจะเป็นอุปสรรคต่อการเจาะหลุมต่อไป ดังนั้นจึงต้องพยายามกู้อุปกรณ์เหล่านี้ขึ้นมา วิธีการกู้อุปกรณ์นี้เรียกว่า

/หรือนักธรณีฟิสิกส์ที่ได้ศึกษาข้อมูลการสำรวจ นำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบ และวางแผนการเจาะ เพื่อให้สามารถทำการเจาะได้รวดเร็ว ปลอดภัย และประหยัดค่าใช่จ่ายมากที่สุด สำหรับขั้นตอนการเจาะหลุมปิโตรเลียมบนบกและในทะเลจะมีข้อแตกต่างกันเล็กน้อยในตอนเริ่มต้น โดยบนบกจะเริ่มด้วยการปรับสภาพพื้นดิน ให้ราบเรียบได้ระดับ อัดบดผิวดินให้แน่น บริเวณที่ตั้งแท่นเจาะจะสร้างฐานคอนกรีตทับให้แข็งแรง สามารถรับน้ำหนักแท่นเจาะได้ ขณะเดียวกันจะฝังท่อกรุที่เรียกว่าท่อกันดิน (Conductor pipe) ขนาด 30 นิ้ว ความยาวประมาณ 20-30 เมตร เพื่อเป็นท่อนำร่องสำหรับการเจาะ ป้องกันการพังถล่มของชั้นผิวดิน และอาจจะอัดซีเมนต์ให้ยึดระหว่างท่อกับผนังหลุม นอกจากท่อกรุแบบ Conductor pipe แล้ว ยังมีท่อกรุแบบอื่น ได้แก่ ท่อกรุพื้นผิว (Surface Casing) ซึ่งจะติดตั้งต่อจาก Conductor pipe ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้หลุมพัง ท่อกรุชั้นกลาง (Intermediate Casing) ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้น้ำโคลนสูญหายเข้าไปตามชั้นหินหรือรอยแตกของชั้นหิน ท่อผลิต (Production Tubing or Liner) เป็นท่อนำปิโตรเลียมขึ้นมายังพื้นผิวเพื่อเข้าสู่ขบวนการผลิต สำหรับการเจาะในทะเล กรณีเป็นหลุมสำรวจ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ สำรวจสภาพพื้นทะเล เพื่อให้แน่ใจว่ามีสภาพแน่น แข็งแรง และไม่มีสิ่งกีดขวางใด เช่นสายเคเบิล หรือท่อส่งก๊าซใต้ทะเล ในบริเวณที่จะทำการเจาะหรือบริเวณที่จะลงสมอ การเจาะเริ่มด้วย การเจาะเปิดหลุม (Spud) มักใช้หัวเจาะแบบพิเศษที่เรียกว่า Hole Opener ระหว่างการเจาะจะปั๊มน้ำโคลนลงไปตามก้านเจาะสู่หัวเจาะตลอดเวลา หน้าที่หลักของน้ำโคลน ได้แก่ ช่วยนำพาเศษดิน หินขึ้นมาจากก้นหลุม หล่อลื่นและลดความร้อนที่หัวเจาะและภายในหลุมเจาะ เคลือบผนังหลุมและป้องกันมิให้ของไหล(น้ำหรือปิโตรเลียม) จากชั้นหินทะลักเข้าสู่หลุมอันอาจทำให้หลุมพัง มีปัญหาก้านเจาะติด ไม่สามารถควบคุมความสมดุลของความดันในหลุมและอาจเกิดการระเบิดได้ เมื่อเจาะถึงความลึกที่กำหนดไว้ ก็จะทำการไหลเวียนน้ำโคลนเพื่อทำความสะอาดหลุม จากนั้นจึงลงท่อกรุ (Casing) แล้วอัดซีเมนต์ยึดระหว่างท่อกับผนังหลุม ขณะรอให้ซีเมนต์แข็งตัว จะเปลี่ยนหัวเจาะให้มีขนาดเล็กลงเพื่อเตรียมการเจาะในช่วงต่อไป หัวเจาะและท่อกรุที่ใช้จะมีขนาดลดหลั่นกันลงมา โดยมีขนาดเล็กลงตามความลึก ตัวอย่างเช่น เริ่มเจาะด้วยหัวเจาะขนาด 17 1/2 นิ้ว แล้วลงท่อกรุขนาด 13 3/8 นิ้ว จากนั้นจึงเจาะต่อด้วยหัวเจาะขนาด 12 1/4 นิ้ว และลงท่อกรุขนาด 9 5/8 นิ้ว เป็นต้น ขั้นตอนสำคัญต่อมา คือการติดตั้งเครื่องป้องกันการพลุ่ง (Blowout Preventer: BOP) ที่ปากหลุม BOP มีโครงสร้างภายในคล้ายคีมขนาดใหญ่หลายตัว เรียกว่า Ram ทำหน้าที่ปิดหลุมป้องกันความดันสูงจากหลุมเจาะ หรือถ้าความดันจากของไหลยังคงสูงมากและไหลทะลักขึ้นมาทางก้านเจาะ ก็ต้องใช้ Ram ตัวที่ 2 ตัดก้านเจาะให้ขาดออกจากกัน โดย Ram ตัวนี้มีลักษณะเป็นรูปลิ่มและซองรับที่ปิดได้สนิท นอกจากนี้ยังสามารถสูบน้ำโคลนผ่าน BOP เพื่อปรับความดันในหลุมไม่ให้เกิดการพลุ่งทะลักของของไหลขึ้นมาสู่พื้นผิวได้ด้วย วิธีการนี้เรียกว่า การควบคุมหลุมเจาะ โดยปกติ BOP จะรับแรงดันได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ( psi) แต่ BOP ขนาดใหญ่ที่ออกแบบเพื่อการเจาะหลุมที่ลึกเป็นพิเศษอาจทนแรงดันได้ถึง 15,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว อนึ่งก่อนทำการเจาะต่อไป หลังจากลงท่อกรุแล้ว จะต้องทำการทดสอบความแข็งแรงของชั้นหิน (Formation Integrity Test : FIT) โดยเจาะผ่านชั้นซีเมนต์ที่เหลืออยู่ลงไปจนถึงชั้นหินและเจาะไปประมาณ 5 เมตร หยุดเจาะ แล้วปั๊มน้ำโคลนลงไปตามก้านเจาะจนถึงก้นหลุม จากนั้นเพิ่มความดันในหลุมเจาะ เพื่อตรวจสอบว่าที่ความดันระดับ ทำให้ชั้นหินเริ่มมีการแตก หรือเกิดรอยร้าว โดยสังเกตุจากน้ำโคลนที่ปั๊มลงไป เริ่มมีการสูญหาย (Loss Circulation) เพราะการไหลซึมเข้าไปในชั้นหินที่มีรอยแตก นำข้อมูลที่ได้คำนวณย้อนกลับเพื่อหาค่าน้ำหนักของน้ำโคลน (ปอนด์/แกลลอน) ค่าสูงสุดที่สามารถใช้ในการเจาะช่วงต่อไป โดยไม่ทำให้ชั้นหินเกิดรอยแตก การทดสอบนี้มีประโยชน์มากในการควบคุมหลุมเจาะให้อยู่ในสภาพสมดุล จากนั้นการเจาะก็จะดำเนินต่อไปจนถึงความลึกสุดท้าย (Total Depth :TD) ตามแผน บางครั้งมีความจำเป็นต้องเจาะหลุมเอียง หรือหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางด้านธรณีวิทยา เช่น การเจาะเลี่ยงโดมเกลือ (เกลือจะทำให้ท่อกรุสึกกร่อนเร็วกว่าปกติ) ก็ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ คือ Downhole Mud Motor ช่วยในการเปลี่ยนทิศทางหลุมเจาะโดยไม่ต้องถอนก้าน มีหลักในการทำงาน คือ หยุดหมุนก้านเจาะแล้วปั๊มน้ำโคลนลงไปตามก้านเจาะเพื่อหมุน Turbine Motor ในก้านเจาะตอนล่างใกล้หัวเจาะ เพื่อบังคับให้หัวเจาะหมุนและเอียงไปในทิศทางที่ต้องการ สำหรับการเจาะหลุมเอียงนั้น สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การตรวจวัดเส้นทางและทิศทางการเอียงของหลุมเจาะ ในสมัยแรก ใช้วิธีการที่เรียกว่า Single Short Survey เครื่องมือประกอบด้วย กล้องถ่ายภาพ นาฬิกาจับเวลา และเข็มทิศมีลูกน้ำวัดระดับ บรรจุในก้านเจาะชนิดพิเศษที่ป้องกันสนามแม่เหล็ก (Nonmagnetic Drill Collar) ติดตั้งใกล้หัวเจาะ เมื่อหยุดเจาะก็บันทึกภาพที่ก้นหลุม จะได้ภาพเพื่อตรวจสอบทิศทางหลุม ต่อมามีการพัฒนาเครื่องมือนี้ให้ดีขึ้นเรียกว่า Multi Short Survey ซึ่งจะบันทึกภาพได้มากกว่า และสามารถตั้งเวลาบันทึกภาพได้เป็นระยะๆ ขณะที่ดึงเครื่องมือขึ้น เช่น บันทึกภาพทุก 1- 2 นาที ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า Measure While Drilling ( MWD ) เพื่อใช้แทนเครื่องมือสองแบบแรก MWD มีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือส่วนทำให้เกิดคลื่น Shock Wave และตรวจวัดคลื่นสัญญาณจากน้ำโคลนที่ไหลผ่าน ส่วนนี้จะอยู่ติดกับก้านเจาะส่วนล่างใกล้กับหัวเจาะ ส่วนที่ 2 คือส่วนที่แปลงสัญญาณที่ตรวจวัดได้แล้วส่งผ่านกลับขึ้นไปยังตัวรับสัญญาณที่อยู่บนพื้นผิว ส่วนที่ 3 คือส่วนที่แปลงสัญญาณที่ได้ออกมาเป็นค่าตัวเลขต่างๆของทิศทาง และความเอียงของหลุมเจาะ ในปัจจุบัน นอกจากการเจาะหลุมเอียงแล้ว ด้วยเทคนิคการเจาะที่ดีขึ้น สามารถเจาะหลุมในแนวราบได้ แต่ต้องอาศัยการออกแบบเครื่องมือและการวางแผนการเจาะเป็นพิเศษ ซึ่งปกติการเจาะหลุมในแนวราบนี้ เป็นการเจาะเพื่อการผลิต โดยต้องการให้ส่วนที่เจาะในแนวราบ (Horizontal Section) อยู่ในชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียม ทำให้มีพื้นที่รับการไหลของปิโตรเลียมได้มากขึ้น แต่มีข้อจำกัด คือ ค่าใช้จ่ายในการเจาะจะแพงกว่า มีความยุ่งยากและต้องใช้ความระมัดระวัง ความชำนาญ และการควบคุมทิศทางหลุมมากกว่าปกติ เมื่อเจาะถึงความลึกสุดท้ายตามแผน งานขั้นต่อไปคือ การประเมินคุณค่าทางกายภาพของชั้นหินด้วยวิธีการหยั่งธรณีหลุมเจาะ ( Wireline Logging) เพื่อให้รู้ว่ามีปิโตรเลียมสะสมอยู่หรือไม่ ที่ความลึกเท่าไร ปิโตรเลียมที่พบเป็นน้ำมันหรือก๊าซ และบางครั้งก็จะทำการเก็บตัวอย่างของไหลจากชั้นหินในหลุมเจาะ เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีและหาค่าความร้อน (Heating Value) ของปิโตรเลียม การวัดค่าต่างๆนี้ส่วนใหญ่เป็นการวัดโดยอ้อม เช่น การหาค่าความพรุน (Porosity)ของชั้นหินด้วยเครื่องมือวัดนิวตรอน ปกติการหยั่งธรณีหลุมเจาะจะทำในช่วงที่ยังมิได้ลงท่อกรุ (Open Hole) มีวิธีการทำงาน คือ หย่อนเครื่องมือที่มีลักษณะเป็นทรงกระบอกลงไปในหลุมเจาะ เครื่องมือประกอบด้วยตัววัดค่าต่างๆอย่างน้อย 3 ชนิด คือ ชนิดวัดค่ารังสีแกมมา วัดค่านิวตรอน และวัดค่าความต้านทานไฟฟ้า การวัดค่ารังสีแกมมาที่มีในชั้นหินตามธรรมชาติ ซึ่งขึ้นกับปริมาณของธาตุโปรตัสเซียม(K) ธอเลียม(Th) และยูเรเนียม(U) ในชั้นหินนั้นๆ การวัดค่ารังสีแกมมา เพื่อการตรวจสอบชนิดหิน หากมีค่ารังสีแกมมาต่ำ แสดงว่าเป็นหินทราย ถ้าค่าสูงแสดงว่าเป็นหินดินดานหรือหินโคลน การวัดค่านิวตรอน เครื่องวัดจะปล่อยอนุภาคนิวตรอนเข้าไปในชั้นหิน และวัดปริมาณอนุภาคที่สะท้อนกลับ และอนุภาคบางส่วนที่ถูกดูดกลืนโดยธาตุไฮโดรเจน (H) ที่มีอยู่ในรูพรุนของชั้นหิน อาจอยู่ในรูปของน้ำ หรือปิโตรเลียม ทำให้ทราบความพรุนและความหนาแน่นของชั้นหินได้ ถ้าค่านิวตรอนสูงแสดงว่าชั้นหินมีความหนาแน่นต่ำและอาจมีรูพรุนมาก ส่วนการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของชั้นหิน เครื่องวัดจะปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปในชั้นหิน ของไหลที่อยู่ในชั้นหินก็จะแสดงตัวเป็นตัวต้านหรือนำไฟฟ้า ถ้าอ่านค่าความต้านทานได้ต่ำ ส่วนใหญ่จะเป็นชั้นน้ำ(จากผลสำรวจในประเทศไทย ค่ามักต่ำกว่า 10 โอห์ม) ถ้าค่าความต้านทานสูง อาจจะเป็นชั้นก๊าซหรือน้ำมัน สำหรับค่าที่ได้จากการหยั่งธรณีหลุมเจาะนี้ส่วนใหญ่จะแสดงออกมาในรูปของเส้นกราฟ ต้องนำไปแปลความหมาย ปรับแก้ค่าให้ถูกต้อง และคำนวณหาสิ่งที่ต้องการ เช่น ชนิดของปิโตรเลียม ความพรุนของชั้นหิน ค่าความอิ่มตัวของน้ำ (Water Saturation) ปัจจุบันนี้เทคนิคการหยั่งธรณีหลุมเจาะได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น ด้วยวิธีการที่เรียกว่า Logging While Drilling (LWD) คือ การติดตั้งเครื่องมือวัดเข้ากับก้านเจาะ ทำให้สามารถวัดค่าได้ทันทีขณะทำการเจาะหลุม จึงประหยัดเวลาทำงาน แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง Fishing เครื่องมือที่ใช้มีหลายแบบ ขึ้นกับจุดประสงค์ของการใช้งาน จะกู้อุปกรณ์ชนิดใด เช่น ก้านเจาะ ชิ้นส่วนหัวเจาะ เป็นต้น การกู้อุปกรณ์ทำโดยต่อเครื่องมือเข้ากับก้านเจาะแล้วหย่อนลงไปในหลุมจนถึงจุดที่อุปกรณ์ติดค้างอยู่ เช่น การกู้ก้านเจาะที่ขาดติดอยู่ในหลุมก็จะใช้ Overshot ที่มีลักษณะเป็นทรงกระบอกกลวง ภายในมีลิ่มที่สามารถถ่างออกได้ เมื่อสวมเข้ากับก้านเจาะเพื่อใช้จับก้านเจาะหรือบางครั้งเป็นเกลียวเล็กคมที่เมื่อหมุน Overshot แล้วจะขันตัวเองเข้ากับก้านเจาะ เพื่อใช้ดึงก้านเจาะที่ติดค้าง ขึ้นจากหลุม นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือกู้อีกหลายแบบ เช่น แบบที่มีลักษณะเป็นตะขอ ใช้ควานเกี่ยวสายเคเบิลที่หลุดอยู่ในหลุม หรือแบบที่เป็นแม่เหล็กถาวร ใช้เก็บเศษชิ้นส่วนที่เป็นเหล็ก เช่น เศษหัวเจาะ อย่างไรก็ตาม บางครั้งไม่สามารถกู้อุปกรณ์ขึ้นมาได้ อาจเป็นเพราะไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมอยู่บนแท่นเจาะ หรืออุปกรณ์ที่อยู่ในหลุมติดแน่นมาก จึงต้องทำการอุดซีเมนต์ปิดหลุมช่วงดังกล่าว แล้วทำการเจาะหลุมทะแยง (Side Track) เลี่ยงออกไป ข้อมูลที่ได้จากการหยั่งธรณีหลุมเจาะ บางครั้งอาจไม่เพียงพอสำหรับการวางแผน ตัดสินใจพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม จึงต้องทำ การทดสอบอัตราการไหลของหลุม (Drill Stem Test; DST) เพื่อให้ได้ข้อมูลทางด้านวิศวกรรม เช่น ความกดดัน อัตราการไหล และความสามารถในการผลิตของแหล่ง และการประมาณการขนาดของแหล่ง เครื่องมือที่ใช้ทดสอบแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่อยู่ใต้ดินประกอบด้วย ปืนยิงปรุผนัง (Perforating Gun) ที่ใช้ยิงทะลุผนังท่อกรุในหลุมเจาะ มาตรวัดความดันและอุณหภูมิก้นหลุม ตัวปิดกั้น (Packer) ที่ใช้แยกมิให้ของไหลในแต่ละชั้นปะปนกันในระหว่างการทดสอบ และท่อทดสอบที่มีวาล์วบังคับปิด/เปิดเป็นช่องทางให้ของไหลขึ้นสู่พื้นผิว เครื่องมือส่วนที่อยู่บนผิวดินประกอบด้วย มาตรวัดความดันและอุณหภูมิที่ปากหลุม ระบบควบคุมอัตราการไหล(Choke Manifold) ซึ่งเป็นวาล์วใช้ปรับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อนำก๊าซ Separator ที่ใช้ในการแยกของไหลที่ได้จากการทดสอบ และระบบเผาของไหลที่ได้จากการทดสอบ (Flare System) วิธีการทดสอบ คือ หย่อนเครื่องมือทดสอบลงไปในหลุมเมื่อถึงตำแหน่งที่จะทดสอบ ก็บังคับให้ตัว Packer กางออก เพื่อแยกมิให้มีของไหลจากชั้นอื่นเข้ามาปนในระหว่างการทดสอบ อัดก๊าซลงไปตามก้านทดสอบ (ปกติใช้ก๊าซไนโตรเจนซึ่งเป็นก๊าซเฉื่อย) เมื่อได้ความดันตามแผนทดสอบแล้ว Perforating Gun จะยิงกระแทกทะลุผนังท่อกรุและผนังหลุม เข้าไปในชั้นหิน ให้ของไหลจากชั้นหินไหลเข้าสู่หลุมได้ จากนั้นเปิดวาล์วในก้านทดสอบให้ของไหลไหลขึ้นสู่ปากหลุม ขณะเดียวกันก็จะทำการปรับ Choke Manifold เพื่อให้ของไหลมีอัตราการไหลสม่ำเสมอ วัดความดันและอุณหภูมิทั้งที่ก้นหลุมและปากหลุมไปพร้อมกัน ของไหลที่ได้จะผ่านไปยัง Separator เพื่อแยกชนิดของไหลและเก็บสุ่มตัวอย่างเป็นระยะ นำไปวิเคราะห์หาส่วนประกอบและวัดค่าความร้อน ของไหลที่เหลือจะผ่านไปยังระบบ Flare เพื่อเผาทิ้ง การเปิด/ปิดวาล์วเพื่อให้ของไหลไหลขึ้นปากหลุมนั้น จะกระทำ 4 ช่วง คือ ช่วงที่1 เรียก Initial Flow เปิดให้มีการไหลเป็นระยะเวลาช่วงสั้นๆ ประมาณ 5-15 นาที เพื่อทำความสะอาดหลุม ช่วงที่2 เรียก Initial Shut-in จะปิดหลุมไม่ให้มีการไหลเป็นช่วงเวลาสั้นๆประมาณ 30-60 นาที เพื่อให้ความดันในชั้นหินที่ทดสอบมีการปรับตัวให้อยู่ในสภาพสมดุล ช่วงที่3 เรียก Main Flow เปิดให้มีการไหลเป็นเวลานานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน เพื่อตรวจสอบว่า ชั้นที่ทดสอบนั้นสามารถผลิตปิโตรเลียมได้มากเท่าไรในระยะเวลา 1 วัน ช่วงที่4 เรียก Main Shut-in จะปิดหลุมไม่ให้มีการไหลเป็นเวลานานอย่างน้อย 2 เท่าของช่วง Main Flow เพื่อตรวจสอบความดันในชั้นหิน ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรในการปรับตัวให้อยู่ในสภาพสมดุลและความดันในชั้นหินลดลงหรือไม่ ค่าความดันที่ก้นหลุมที่ได้จะแสดงด้วยเส้นกราฟเปรียบเทียบระหว่างความดันกับระยะเวลา เพื่อใช้ในการแปลความหมาย หาขนาดรูปร่างของแหล่งกักเก็บ โครงสร้างหรือลักษณะทางธรณีวิทยาที่กีดขวางการไหลของปิโตรเลียมในแหล่งกักเก็บ อนึ่งการทดสอบอัตราการไหล อาจมีของไหลไหลขึ้นมาถึงปากหลุมหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะชั้นหินมีความดันไม่มากพอที่จะดันของไหลขึ้นสู่ปากหลุมหรือเศษดินหินอุดตันในก้านทดสอบ หรือเนื่องมาจากสาเหตุอื่นๆ เมื่อการปฏิบัติงานเจาะหลุมดำเนินมาถึงช่วงนี้ นับว่าเกือบสิ้นสุดแล้ว งานในขั้นสุดท้ายของการเจาะหลุมก็คือ การเตรียมหลุมเพื่อการผลิต (Well Completion) ในกรณีที่เจาะหลุมผลิต หรือการสละหลุม (Plug & Abandon) ในกรณีที่เป็นหลุมสำรวจ หลุมแห้ง หรือหลุมเจาะที่ไม่ใช้ประโยชน์แล้ว การเตรียมหลุมเพื่อการผลิต (Well Completion) เป็นขั้นตอนต่อจากการหยั่งธรณีหลุมเจาะ เริ่มโดยการติดตั้ง Casing Hanger ลงในหลุมและยึดติดแน่นกับท่อกรุชั้นกลาง (Intermediate Casing) ที่ใกล้กับปลายท่อกรุ เพื่อทำหน้าที่ยึดแขวนท่อผลิต (Production Tubing) ที่จะลงต่อไป หลังจากลงท่อผลิตไปจนถึงชั้นความลึกที่ต้องการแล้ว ก็อัดซีเมนต์ลงไปตามท่อผลิตและให้ผ่านกลับขึ้นมาในช่องว่างระหว่างท่อผลิตกับผนังหลุม เพื่อแยกชั้นหินที่จะผลิตปิโตรเลียมออกจากชั้นหินอื่น ป้องกันมิให้ของไหลจากชั้นหินอื่นไหลเข้ามาปะปนและป้องกันมิให้ปิโตรเลียมจากชั้นที่ต้องการผลิตไหลไปสู่ชั้นหินที่อยู่เหนือหรือใต้ลงไป จากนั้นหย่อนปืนยิงปรุผนังหลุมลงไปในท่อผลิตจนถึงช่วงที่จะทำการผลิต ตัวปืนซึ่งมีวัตถุระเบิดและกระสุนเหล็กกล้าบรรจุอยู่จะถูกบังคับให้ทำงานด้วยไฟฟ้า โดยยิงกระสุนเหล็กออกไปโดยรอบทะลุผ่านท่อผลิต ซีเมนต์ และผนังหลุม ทำให้ปิโตรเลียมไหลเข้าสู่ท่อผลิต จากนั้นจึงติดตั้งวาล์วนิรภัยในท่อกรุชั้นกลาง และชุดของวาล์วที่เรียกว่า Christmas Tree ที่ปากหลุม ตรวจ ทดสอบและปรับการทำงานของวาล์ว ก่อนที่จะเปิดวาล์วให้ปิโตรเลียมไหลเข้าสู่ระบบการผลิตต่อไป การสละหลุมถาวร (Plug & Abandonment) ส่วนใหญ่มักกระทำในหลุมสำรวจ แต่บ้างครั้งผลการเจาะหลุมเพื่อผลิตก็อาจเป็นหลุมแห้งได้ หรือหลุมที่ไม่ใช้ประโยชน์แล้ว จะต้องอุดหลุมด้วยซีเมนต์ป้องกันมิให้ของไหลที่มีอยู่ในชั้นหินไหลไปสู่ชั้นหินอื่นที่อาจทำลายชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียมที่อยู่ใกล้เคียง หรือไหลเข้าไปปนเปื้อนชั้นน้ำใต้ดิน ตัวอย่างขั้นตอนการสละหลุมมีดังนี้ ในกรณีที่มีการทดสอบอัตราการไหลของหลุม ต้องทำการอัดซีเมนต์ (Squeeze Cement) เข้าไปในชั้นหินที่ทดสอบทุกช่วง จากนั้นเติมน้ำโคลนลงในหลุม เพื่อรักษาสภาพสมดุล และติดตั้งตัวปิดกั้นหลุมที่เรียกว่า Bridge Plug ในท่อกรุชั้นในสุดเหนือชั้นหินดังกล่าว บน Bridge Plug นี้จะอุดซ้ำด้วยซีเมนต์ (มาตรฐานทั่วไปใช้ซีเมนต์หนาประมาณ 150 ฟุต) เหนือซีเมนต์ช่วงนี้จะเป็นน้ำโคลนอีกช่วงหนึ่ง และตามด้วยซีเมนต์อีกช่วง (ซีเมนต์หนาประมาณ 300 - 500 ฟุต) การอุดซีเมนต์ในท่อกรุในชั้นถัดมาก็จะทำเช่นเดียงกับช่วงแรก เพียงแต่อาจไม่จำเป็นต้องมี Bridge Plug เอกสารอ้างอิง กองเชื้อเพลิงธรรมชาติ : " การสำรวจปิโตรเลียมในประเทศไทย " ข่าวสาร สธท. เมษายน 2526 หน้า 20-28 กองเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมทรัพยากรธรณี : ความรู้เรื่องปิโตรเลียม; เอกสารเผยแพร่ ดร. เฉลิมเกียรติ ทองเถาว์ : การสำรวจปิโตรเลียมโดยวิธีวัดคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Survey); ข่าวสาร สธท. ฉบับที่ 7-8 พฤษภาคม-มิถุนายน 2528 ดร. เฉลิมเกียรติ ทองเถาว์ : การสำรวจปิโตรเลียมโดยวิธีวัดคลื่นไหวสะเทือน แบบ 3 มิติ (3 Dimensional Seismic Survey); ข่าวสาร สธท. ฉบับที่ 1 เมษายน 2529 พลตรีนิรัตน์ สมัถพันธุ์ : " กิจการน้ำมันที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ " ข่าวสารการธรณี ฉบับ พิเศษ 100 ปี กรมทรัพยากรธรณี อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ 2534 หน้า 95-104 ยงยุทธ ตรังคชสารและคณะ : ปิโตรเลียมเมืองสยาม; สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย 2536, 177 หน้า Daniel Yergin,1991 : The Prize, Simon & Schuster Ltd. London 885 p. Mineral Fuel Division : Annual Report Petroleum & Coal Activities in Thailand 1997, Dept. of Mineral Resources, 57 p.

การสำรวจปิโตรเลียมกับการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม

ปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ ที่มีสาเหตุมาจากกิจการอุตสาหกรรมต่างๆ กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ทำให้นโยบายการอนุรักษ์และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพิ่มความสำคัญมากขึ้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้เน้นความสำคัญในเรื่อง การกำกับดูแล ตรวจสอบ การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียม ของผู้ประกอบกิจการ ให้ดำเนินการด้วยเทคนิควิธีการที่เหมาะสม ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการกำกับดูแล และตรวจสอบการดำเนินงานสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมของบริษัทผู้รับสัมปทาน ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ

ในเดือนมกราคม

ปัจจุบันมีบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม ได้รับการรับรอง มาตรฐาน

.. 2514 โดยมีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันผลกระทบและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้แก่ มาตรา 74 มาตรา 75 มาตรา 80 กฎกระทรวง (ออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.. 2514) ฉบับที่ 4 และฉบับที่ 5 เป็นต้น ซึ่งมีข้อกำหนดไว้อย่างกว้างๆ ไม่มีวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จึงได้พิจารณาจัดทำข้อกำหนด มาตรฐาน ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การกำจัดเศษดิน หินจากหลุมเจาะ การบำบัดน้ำทิ้ง การกำจัดน้ำทิ้งที่ปนเปื้อนน้ำมัน และการกำหนดมาตรฐานน้ำทิ้ง เป็นต้น เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้รับสัมปทาน ให้มีมาตรฐานเดียวกัน สะดวกในการกำกับดูแล และตรวจสอบ 2539 กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ได้ออกประกาศกระทรวงฯ เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการ หรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน ที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 3 (.. 2539) ลงวันที่ 22 มกราคม 2539 กำหนดให้การสำรวจ และ/หรือผลิตปิโตรเลียมทุกขนาด รวมถึงระบบการขนส่งปิโตรเลียม และน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อทุกขนาด เป็นโครงการ 1 ใน 5 โครงการ ที่ประกาศเพิ่ม จะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม พัฒนาการที่สำคัญเกี่ยวกับการควบคุมสิ่งแวดล้อมในงานอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ คือ การประกาศใช้ ISO 14000 ขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน ซึ่งเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการและป้องกันสิ่งแวดล้อมในโรงงานอุตสาหกรรม การควบคุมมลพิษ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ISO 14000 แล้ว 2 ราย คือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (สำหรับแหล่งน้ำมันดิบ อู่ทอง) และบริษัทยูโนแคล ไทยแลนด์ นอกจากนี้บริษัทไทยโป อยู่ในระหว่างการยื่นขอใบรับรองสำหรับแหล่งก๊าซทานตะวัน ปัจจุบันกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีนโยบายนำระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000 มาใช้ปรับปรุงการบริหารงานภายใน และได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) นับว่าเป็นก้าวสำคัญของการบริหารคุณภาพ และการจัดการ ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ให้มีประสิทธิภาพ สูงขึ้น

บทสรุป

ปิโตรเลียมยังเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลก และเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดสิ้น การกำเนิดและการสะสมตัวต้องใช้ระยะเวลานาน หลายสิบล้านปี ดังนั้นควรพิจารณาการใช้ประโยชน์ ให้คุ้มค่าที่สุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สิ่งสำคัญ คือ จะต้องรักษาฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่ดี ควบคู่ไปกับการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมด้วย สำหรับเทคนิคการสำรวจนั้น ยังคงได้รับการพัฒนาต่อไป ทั้งทางด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ และวิธีการ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ย่นระยะเวลาการทำงาน และลดค่าใช้จ่าย เพื่อค้นหาแหล่งปิโตรเลียม ให้ทันกับความต้องการใช้ของมวลมนุษย์ ตัวอย่างเช่น การเจาะหลุมปิโตรเลียม ที่มีขนาดเล็กลง

(Slim Hole) สามารถเจาะได้เร็วขึ้น มีความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น นอกจากนี้การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจธรณีฟิสิกส์ โดยเฉพาะการวัดคลื่นไหวสะเทือน แบบ 3 มิติ ทำให้ได้รายละเอียดของโครงสร้างแหล่งธรณีที่คาดว่าจะมีปิโตรเลียมกักเก็บอยู่ หรือการสร้างแบบจำลอง (Modeling) เพื่อให้เข้าใจถึงสภาวะแวดล้อมการกำเนิดปิโตรเลียม เป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน และด้วยเทคนิคต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้มีการค้นพบปิโตรเลียมแหล่งใหม่ๆเพิ่มขึ้น


  

|
|

โดย ธวัชชัยแสนดันใจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net