วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จดหมายของแวนโก๊ะห์ (ฉบับที่ ๕)


จดหมายของแวนโก๊ะห์

วินเซนต์  แวนโก๊ะห์: เขียน

รวิวาร  โฉมเฉลา: แปล

ฉบับที่ ๕

                                                       

อัมสเตอร์ดัม, ๓๐ พฤษภาคม ๑๘๗๗*

 

ธีโอน้องรัก,

          ขอบคุณสำหรับจดหมายจากน้องที่พี่ได้รับวันนี้   พี่กำลังยุ่งมาก จึงรีบเขียนตอบเสียก่อน  พี่ส่งจดหมายของน้องให้ลุงแจนแล้วนะ  ท่านฝากความปรารถนาดีและขอบคุณมา

          มีข้อความหนึ่งในจดหมายของน้องที่จู่โจมหัวใจพี่ “ผมอยากจะอยู่เสียให้ไกลจากทุกสิ่ง  ผมเป็นสาเหตุของทุกสิ่งทุกอย่าง  และนำพาแต่ความโศกเศร้ามาสู่ทุกคน  ผมเพียงผู้เดียวที่นำความทุกข์เศร้ามาสู่ตัวเองและคนอื่นๆ ”  ถ้อยคำเหล่านี้กระทบใจพี่ด้วยว่ามันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่พี่มี ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้นในมโนสำนึกของพี่

          เมื่อพี่คิดถึงอดีตที่ผ่านมา  รวมทั้งอนาคตอันยากเย็นเกินฟันฝ่าแห่งการงานอันหนาหนักมากมายซึ่งพี่ไม่ชอบเลยนั้น  พี่หรือตัวตนที่ชั่วร้ายของพี่ก็อยากจะปัดมันทิ้งไป  แต่แล้วเมื่อพี่คิดถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมองดูพี่อย่างไม่คลาดคลา  จากบรรดาผู้ที่จะรู้ได้ว่าความผิดพลาดอยู่ที่ใดหากพี่ทำไม่สำเร็จ  คนซึ่งจะไม่ตำหนิต่อว่าเพียงเล็กๆ น้อยๆ  เหตุด้วยพวกเขาได้เพียรพยายามฝึกฝนตนเองในคุณงามความดีและสิ่งที่ถูกต้องจนค้นพบทองคำล้ำค่าแล้วนั้นจะพากันกล่าว  ด้วยการแสดงออกผ่านทางสีหน้าว่า  เราได้ช่วยเหลือเธอ และส่องทางให้กับเธอ  เราทำทุกอย่างที่สามารถทำได้ให้เธอ  แล้วเธอเล่าได้เพียรพยายามอย่างแท้จริงแล้วหรือ?  แล้วทีนี้ สิ่งใดเล่าคือรางวัลและดอกผลแห่งแรงงานของเรา?  ดูเถิด เมื่อพี่คิดถึงทั้งหมดนี้ หรือเรื่องอื่นๆ ทำนองเดียวกัน  ซึ่งมากมายเกินกว่าจะจาระไนได้ในที่นี้  แห่งความยุ่งยากลำบากทั้งหลาย รวมทั้งความห่วงใยนานาซึ่งจะไม่มีทางลดน้อยลงเมื่อเราเจริญก้าวหน้าในชีวิต  ชีวิตแห่งความโศกสลด  พลาดหวัง  และความหวาดหวั่นกริ่งเกรงต่อความล้มเหลว  แห่งการสิ้นไร้ความสง่างามนั้น  พี่เองก็มีความปรารถนาเช่นเดียวกัน  นั่นคืออยากจะไปให้ไกลเสียจากทุกสิ่ง

          แต่แล้วพี่ก็ก้าวต่อไป  ทว่าสุขุมขึ้นและมุ่งหวังที่จะเกิดพละกำลังต้านทานสิ่งเหล่านี้  และเพื่อที่พี่จะได้ทราบว่าควรจะตอบโต้คำตำหนิต่อว่าที่คอยคุกคามข่มขู่พี่อย่างไร  รวมทั้งการคงความเชื่อไว้แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่อยู่ข้างพี่เลยก็ตาม  ถึงอย่างไร พี่ก็จะไปให้ถึงจุดหมายที่พยายามฟันฝ่า แหละหากพระเจ้าทรงมีพระประสงค์   ขอให้พี่ได้พบน้ำใจกรุณาในดวงตาของใครบางคนที่พี่รัก  และในดวงตาของบรรดาผู้ที่จะติดตามมาเบื้องหลัง

          พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “จงหนุนกำลังของมือที่อ่อน  และกระทำหัวเข่าที่อ่อนให้มั่นคง”(อิสยาห์ 35:3) และเมื่อพวกสาวกหาปลาอยู่ทั้งคืน แต่ไม่สามารถจับปลาได้แม้แต่ตัวหนึ่งนั้น  พระเยซูก็บอกพวกเขาว่า “จงถอยออกไปที่น้ำลึก  และหย่อนอวนจับปลาลงในทะเลอีกครั้ง” (ลูกา 5:4 )

          บางครั้งศีรษะของพี่ก็หนักอึ้งและลุกเป็นไฟ  ขณะความคิดขัดแย้งสับสน  พี่มองไม่เห็นว่าจะผ่านความยุ่งยากและเรียนรู้เติบโตขึ้นจากมันได้อย่างไร  การที่จะคุ้นชินและมานะพากเพียรในการร่ำเรียนตามปกติสามัญ ภายหลังปีเดือนอันกระทบกระเทือนใจมาเนิ่นนานนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย[๑] กระนั้นพี่ก็ยังคงก้าวต่อ  หากเราเหนื่อยล้า ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะเราได้เดินทางมาไกลแล้ว  และหากเป็นจริงว่า สงครามสำหรับมนุษย์ผู้นี้คือการต่อสู้บนโลก   ถ้าเช่นนั้นความรู้สึกอ่อนแอและศีรษะที่เดือดไหม้มิใช่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าเรายังคงต่อสู้ฟันฝ่าหรอกหรือ?  เมื่อเราปฏิบัติภารกิจที่ยากลำบาก และต่อสู้เพื่อสิ่งดีงามประการหนึ่ง  เราก็ได้เข้าร่วมในสงครามแห่งธรรมะ  รางวัลที่เราจะได้รับโดยตรงก็คือ เราจะได้รับการปกป้องจากสิ่งชั่วร้ายนานา

          แหละพระผู้เป็นเจ้าทรงแลเห็นอุปสรรคและความโศกเศร้า ไม่ว่าจะอย่างไร พระองค์ทรงสามารถช่วยเหลือบรรเทา  พี่มีศรัทธาแน่นแฟ้นในพระเจ้า  โดยปราศจากจินตนาการฝันเพ้อ  ไม่ใช่ศรัทธางมงายเหลวไหล  ทว่าจริงแท้  มีพระเจ้าพระองค์หนึ่งซึ่งทรงพระชนม์ชีพ  พระองค์ผู้นั้นสถิตอยู่กับบิดามารดาของเรา และทรงทอดพระเนตรดูเราอยู่  พี่มั่นใจว่าพระองค์ทรงมีแผนการสำหรับชีวิตของเรา  ดังนั้นเราจึงไม่ได้เป็นเจ้าของตัวเราเอง  พระเจ้าองค์นี้ก็คือพระเยซูเจ้าที่เราได้อ่านเรื่องราวของท่านในพระคริสตธรรมคัมภีร์  เรื่องราวและพระวจนะของพระองค์ซึมซาบลึกล้ำในหัวใจเรา  หากพี่มอบความแข็งแกร่งทั้งมวลของตนให้กับพระองค์เสียตั้งแต่ก่อนหน้า  พี่ก็คงไปได้ไกลกว่านี้  แต่แม้กระทั่งเวลานี้ พระองค์ก็ยังทรงเป็นผู้เกื้อหนุนอันกล้าแกร่ง  และด้วยฤทธาอำนาจของพระองค์ ชีวิตจึงเป็นสิ่งที่เราทนแบกรับได้  ทรงปกป้องเราจากความชั่ว  ทรงอนุญาตให้ทุกสิ่งบังเกิดขึ้นเพื่อผลดีในบั้นปลาย และเพื่อสันติสุขแก่เราในท้ายที่สุด

          มีความชั่วร้ายเหลือคณาในโลกและในตัวเราเอง เจ้าสิ่งที่น่ากลัว  คนไม่จำเป็นที่จะต้องก้าวไกลไปข้างหน้า เพื่อที่จะหวาดกลัวอย่างมากมาย แล้วรู้สึกในภายหลังว่าตนจำเป็นที่จะต้องมีศรัทธาอันแน่นแฟ้น  อีกทั้งได้เรียนรู้ว่า หากปราศจากศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า เราก็ไม่อาจมีชีวิต  ทว่า ด้วยศรัทธานั้นเอง เราจึงสามารถก้าวต่อไปตราบนาน

          ขณะที่พี่ยืนอยู่ข้างร่างไร้วิญญาณของ Aerssen  ความสงบ  ทรงเกียรติ และความเงียบอันขลังขรึมของความตายนั้นช่างขัดแย้งกับเราผู้ยังมีชีวิตอย่างโอฬาริก  เราทุกคนต่างรู้สึกซาบซึ้งในสัจจะที่บุตรีของเขากล่าวออกมาอย่างเรียบง่ายว่า “เขาเป็นอิสระจากภาระแห่งชีวิตแล้ว  แต่เราทั้งหลายยังต้องทนอยู่กันต่อไป”  กระนั้นพวกเราก็ช่างยึดติดกับชีวิตเดิมๆ เสียนี่กระไร  เนื่องเพราะหลังจากอารมณ์สลดหดหู่ใจ เราก็มีช่วงเวลาแห่งความสุขเข้ามาแทนที่  เมื่อหัวใจและดวงวิญญาณของเราเกิดความรื่นเริง ดุจดังนกลาร์กที่ไม่อาจจะอดใจขับร้องบทเพลงยามรุ่งอรุณ  ทั้งที่บางครา วิญญาณของเรากระสับกระส่ายจมดิ่งอยู่ในตัวเอง  แหละบรรดาความทรงจำทั้งหลาย ทุกเรื่องราวที่เรารักก็พำนักอยู่และหวนคืนมาหาเราเมื่อยามชรา  มันไม่ได้ตายไปเพียงแต่หลับอยู่  และเป็นการดีที่เราจะได้รวบรวมสมบัติล้ำค่าแห่งความทรงจำ

                                                                   ด้วยมิตร และรีบเขียนถึง

                                                                   พี่ชายที่รักของน้อง     

                                                                    วินเซนต์

 

 

ภาพ Saintes-Maries with Church and Ramparts (1888) โดยวินเซนต์ แวนโก๊ะห์

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๑ มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา* 

 



[๑] วินเซนต์เพิ่งเริ่มต้นเตรียมตัวสำหรับการสอบของรัฐ เพื่อเข้าเรียนต่อเทววิทยาในมหาวิทยาลัย

โดย สานแสงอรุณ

 

กลับไปที่ www.oknation.net