วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คำเทศนาของหลวงพ่อ คำทำนายของบรรพบุรุษ และพระราชดำรัสพ่อหลวง


นานเป็นเดือน ๆ ที่ไม่ได้มีโอกาสบริหารสมองในบ้านหลังนี้ ... และนานนับเดือน ที่ไม่ได้กลับบ้านและทักทายเพื่อนบ้านที่แสนดีในหมู่บ้านชาวโอเค ... มีหลายอย่างประดังประเดเข้ามาในชีวิต ... และที่ถาโถมเข้ามาอย่างที่สุดตอนนี้ก็คือ สุขภาพ ... จนบางทีไม่รู้แน่ชัดว่า เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาในบางวัน เราจะเริ่มต้นจากตรงไหน อะไร และอย่างไร

การเริ่มต้นในวารวันที่เหนื่อยล้า กลายเป็นปัญหาในชีวิตไม่รู้ตัว ... จนต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า "เราเหนื่อยอะไรนักหนานะ?" ...ช่วงนั้นเอะอะอะไร ปูแมวก็ "นอน" ไว้ก่อน ... และการนอน คือสิ่งที่ปรารถนาที่สุด ... แต่เพราะอย่างนั้น ก็ทำให้วงจรชีวิตมีปัญหาไปด้วย ... จนวันนึงที่คุณพ่อ-คุณแม่ไปธุระที่ จ. หนองคาย ก็ได้มีโอกาสนมัสการหลวงพ่อที่นับถือ เพื่อ "อบและรม" ลูกสาวคนเดียว และโยมหลาน โดยมีจุดประสงค์ในการเรียกสติเพื่อ "ถอน" ตัวขี้เกียจออกจากใจ ... โดยไม่มีใครเฉลียวใจว่า อาการดังกล่าว เป็นการ "ก่อม็อบ" ที่ร่างกายจงใจเรียกร้องให้สนใจดูแลกันบ้าง

หลวงพ่อตั้งต้นเทศนา "โยมหลาน" ด้วยถ้อยคำเรียบ ๆ และท่วงท่าเนิบ ๆ หากไม่เนือย เพื่อเตือนสติโยมหลาน

"รู้มั้ย มีอยู่ 4 อย่างที่มนุษย์ไม่รู้จักอิ่มและพอ ... การนอน สุรายาเมา กามารมณ์ และความโลภ ... จริงมั้ย ลองถามตัวเองดู ... "

และเมื่อสมองเบลอ ๆ ทำให้โยมหลานนิ่งและเงียบเสียงไปนาน หลวงพ่อจึงได้ขยายความ

"ที่เค้าบอกกันว่า นอน 6 - 8 ชั่วโมงจะเพียงพอต่อร่างกาย เอาเข้าจริง ๆ นะโยม นอนมันทั้งวันก็ไม่รู้จักอิ่มจักพอ ลองตรวจดูตัวเองก็ได้ นอนเป็นวัน โยมก็นอนได้ ... นั่นแหละ การนอน มนุษย์ไม่รู้จักอิ่ม ...

สุรายาเมา และกามารมณ์ก็เช่นกัน หากได้เสพแล้ว ไม่เคยมีใครพอ ไม่เคยมีใครอิ่ม ยังคงต้องการอยู่อย่างนั้น ลูกเขาเมียใครไม่สน และยังคงต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่เค้าเรียกกันว่า เสพติด ...

แต่ที่น่ากลัวที่สุด ... ความโลภ เพราะมันเอาความเห็นแก่ตัวไปเป็นพวกมันด้วย มันทำให้ความอยากได้ใคร่มีมาครอบครองจิตใจ และสุดท้าย อาจต้องทำร้ายคนอื่น ... เหมือนที่โยมเห็นในสังคม อยากได้เงินได้ลาภ ได้เท่าไหร่ก็ไม่เคยอิ่มไม่เคยพอ ยังต้องการอยู่อย่างนั้น และต้องการมากขึ้น ...

และเมื่อเสพติดความโลภ ไม่เพียงจะทำให้เสื่อมที่กายและใจเท่านั้น หากแต่มันจะทำให้มองว่าสังคมก็เสื่อมไปด้วย ...

สังคมถึงมีปัญหากันอยู่อย่างนี้ ตีรันฟันแทงกันไม่รู้จักหยุดหย่อน ... แย่งชิงกันไม่รู้จักพอ ... แต่จริง ๆ แล้ว สังคมไม่เสื่อมหรอกโยม จิตใจนี่แหละที่ทำให้มองว่าเสื่อม ..."

และเมื่อหลวงพ่อได้เทศนามาถึงตรงนี้ อยู่ ๆ สมองเบลอ ๆ ก็เข้าสู่ห้วงคำนึงในวัยเด็ก และนำพาไปยังความทรงจำต่อคำทำนายของบรรพบุรุษ ที่ผนวกกับข่าวคราวในช่วงนั้น เมื่อกว่า 2 เดือนก่อน ...

สำเนียงย้อและน้ำเสียงเล็ก ๆ หากแต่สั่นเครือตามความร่วงโรยของสังขารของหญิงชราร่างเล็กที่ถูกเรียกขานว่า "ผู้นำสาส์นจากโฮงหลวง" ยังคงแว่วอยู่ในโสตประสาท ... (เท่าที่ทราบ โฮงหลวงจะคล้าย ๆ กับจวนผู้ว่าฯ หรือจวนของเจ้าเมืองค่ะ แต่ของบรรพบุรุษที่เป็นเจ้าเมืองท่าอุเทน จ.นครพนม ได้จมลงไปในแม่น้ำโขงแล้ว จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า มีเพียงศาลที่ตั้งไว้อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงที่เชื่อกันว่า ได้อันเชิญพญานาคสองพี่น้องคือ แม่นางเขียวค้อม และแม่นางแอกไค้ มาเป็นผู้ดูแลตามเดิมเท่านั้น)

"ไทยจะถึงคราวเสื่อม เมื่อลาวมีของ 3 สิ่ง ... หินลอยฟ้า นกยักษ์ และงูยักษ์ ..."

ในตอนนั้น ผู้ใหญ่หลายคนบอกว่า "หินลอยน้ำ" คือ "สะพานมิตรภาพไทย-ลาว" ส่วน "นกยักษ์" ก็คือ "เครื่องบิน"

และฉับพลันที่เสียง "ผู้นำสาส์นฯ" และพวกผู้ใหญ่หยุดก้องในหู ... เสียงและภาพข่าวทางโทรทัศน์หลากช่องก็ประดังประเดเข้ามา ...

อา ... "งูยักษ์" ก็คือ "รถไฟข้ามเขตแดนไทย-ลาว" ...

และตอนนี้ ก็มีแล้ว ...

ความคิดหยุดชะงักลงเล็กน้อย เพื่อที่จะฟังคำเทศนาของหลวงพ่อต่อ ... หากแต่จริง ๆ แล้ว โสตประสาททั้งหมดถูกปิด เพื่อเร้นตัวอยู่ในความคำนึงของตนเอง ...

ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมานับแต่ได้ฟัง "สาส์น" นั้น ... ทุกคนต่างตั้งตารอว่า เมื่อไหร่ จะมี "งูยักษ์" ... และตอนนี้ก็เชื่อกันว่า การรอคอยได้สิ้นสุดแล้ว หากแต่ผลของ "สาส์น" หรืออาจจะเรียกได้ว่า "คำทำนาย" ที่บรรพบุรุษฝากมาถึงลูกหลานนี่สิ ... ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องรอการพิสูจน์ต่อไป ...

แต่หากจะไตร่ตรองสักนิด ... ความเสื่อมที่ว่า อาจจะเหมือนกับคำเทศนาของหลวงพ่อก็เป็นได้ ... ความจริงประเทศไม่เสื่อมหรอก หากแต่จิตใจของคนในชาตินี่สิ ... นับวันยิ่งถดถอย ...

และหากจะมองปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมจริง ๆ ก็คงจะเป็นอย่างคำเทศนาของหลวงพ่ออีกนั่นแหละ ... "ความโลภ" ... สิ่งที่นำมาซึ่งความเห็นแก่ตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ... หากเสพติดแล้ว ไม่ใช่ภัย หากแต่เป็นหายนะที่จะเกิดตามมา ...

และสิ่งที่นึกตามมาได้ในตอนนั้นก็คือ "พระราชดำรัสของพ่อหลวงของปวงไทย" ... ใช่ ... "ความพอเพียง" ... สิ่งที่น่าจะเป็นเสมือนยาที่ป้องกันความไม่รู้จักอิ่มได้ ...

ตัวยาสำคัญที่พ่อของแผ่นดินได้มอบไว้ให้กับลูก ๆ ... หากแต่ จะมีสักกี่คน ที่หยิบยานั้นขึ้นมาใช้และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างถูกสรรพคุณของยา ...

หากจะเทียบกันแล้ว สังคมกับร่างกายต่างก็ต้องการการดูแลเหมือน ๆ กัน ... ร่างกายต้องการการป้องกันและดูแลก่อนที่เราจะป่วย ... ไม่ใช่รอจนร่างกายประท้วงว่า "เฮ้ย พอเถอะ" แล้วเราจึงหยุด ... หรือให้ต้องล้มหมอนนอนเสื่ออย่างที่ปูแมวเจอ แล้วจึงคิดได้ว่า "เราต้องดูแลร่างกาย ... จะต้องไปโรงพยาบาล ไปหาหมอ" ...

เช่นกัน สังคมจะเดินไปสู่ความเสื่อมได้หรือไม่ และมากน้อยเพียงใด ก็อยู่ที่ภูมิคุ้มกันชีวิตที่เรามี และภูมิคุ้มกันที่ดีที่คนในสังคมสร้างร่วมกัน ก็จะเป็นเกราะป้องกันความเสื่อมที่จะเกิดตามมา

อย่ารอให้ต้องรักษาเลยค่ะ ... วิตามินสังคมและร่างกายที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ "การป้องกัน" ... อย่ารอให้ต้องรักษา ... เพราะหากเป็นเช่นนั้น ... เราอาจอยู่ในขั้นโคม่าแล้วก็ได้ ...

ปูแมว

ป.ล. ขอบคุณคุณแคท พี่สาวที่แสนดี ที่คอยแวะเวียนมาดูแลบ้านให้ตลอดมาค่ะ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงเลยค่ะกับความใจดีที่มอบให้น้องสาวคนนี้

โดย ปูแมว

 

กลับไปที่ www.oknation.net