วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Starry night คืนที่ดาวพร่างพรายของ Vincent van Gogh...


Starry night คืนที่ดาวพร่างพรายของ Vincent van Gogh

Starry, starry night.
Paint your palette blue and grey,
Look out on a summer's day,
With eyes that know the darkness in my soul.

......................................................................

ผมได้ยินเพลงนี้มานานตั้งแต่เริ่มหัดเล่นกีตาร์ใหม่ๆ ตอนอยู่ ม.ต้น เพราะเป็นเพลงแรกๆที่เล่นแบบ finger style ได้ ...ตอนนั้นไม่เคยจะใส่ใจในความหมายเพราะเนื้อเพลงมันยาวมาก ...เพียงแต่เดาๆเอาว่าน่าจะเกี่ยวกับภาพดวงดาวอะไรสักภาพหนึ่ง ... จนถึงวันหนึ่งได้พบเนื้อร้องฉบับเต็มพร้อมกับคำแปลถึงได้รู้ว่าเพลงนี้ผู้แต่ง Don Mclean ตั้งใจเขียนให้กับหนึ่งในจิตรกรเอกของโลกนี้ .. Vincent van Gogh ในเพลงที่ชื่อว่า Vincent …. จากเพลงนี้ก็เลยทำให้ผมอยากรู้ว่า พ่อ Van gogh คนนี้เป็นใคร

คนไทยรู้จักเขาในนาม วินเซนต์ แวน โก๊ะ ซึ่งถ้าอ่านสำเนียงดัชต์จริงๆต้องออกเสียงว่า ฟาน ก๊อก ...  van gogh เป็นศิลปินชาวดัชต์แต่ใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ในหลายประเทศในยุโรป ประวัติของ van gogh สามารถหาอ่านได้ง่ายๆจากสื่อทั่วๆไป ... ผมไม่ใช่จิตรกร ไม่ใช่นักศิลปะ  แต่ 4 ครั้งที่ได้ไปดู Van gogh museum ที่อัมสเตอร์ดัม รู้สึกอึ้ง และทึ่งเสมอในภาพที่ Van gogh วาด ... เขาใช้สีเปลืองมาก เคยลองเข้าไปเพ่งให้ใกล้ที่สุดเท่าที่เขาจะให้เข้าใกล้ได้ ก็จะเห็นเนื้อสียังเป็นก้อนๆอยู่เลย (แต่ไม่สามารถถ่ายรูปมาให้ดูได้ว่ามันเป็นก้อนยังไง)..ฝีแปรงที่ปาดป้ายสีของเขา หนักแน่น รุนแรง ดูเหมือนปาดๆป้ายๆไปอย่างรวดเร็วแต่มันก็ออกมาสวยได้อย่างเหลือเชื่อ … เคยลองกลับมาป้ายๆ เหมือนกัน ... ผลลัพธ์ไม่ต้องพูดถึง 555

ภาพวาดตัวเอง (Self- portrait) ของ van gogh

................................................................

นักประวัติศาสตร์ศิลปะหลายคนวิเคราะห์ฝีแปรงที่ดูรุนแรงแบบนี้ ว่าสะท้อนถึงสภาพจิตใจของ van gogh ที่แปรปรวน ฉุนเฉียวและรุนแรง ... รุนแรงอย่างไร ก็ขอให้กลับไปดูภาพข้างบนใหม่อีกที จะเห็นว่า ศีรษะด้านขวาของ van gogh โดนหุ้มอยู่ด้วยพ้าพันแผล นั่นก็เพราะว่าเขาเฉือนหูตัวเองออกไปเอง!!! (ติ๊สท์แบบเลือดโชก มากมายยย) …. ก็เพราะว่า Van gogh เป็นคนเก็บกด ฉุนเฉียว อย่างนี้ถึงอยู่กับใครๆได้ค่อนข้างลำบาก ... และก็หาคนเข้าใจเขายากเต็มที .. ประวัติชีวิตที่ค่อนข้างอาภัพ บวกกับผลงานภาพวาดที่ยิ่งใหญ่จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ Don Mclean เขียนเพลง Vincent ให้กับเขา ....

Starry, starry night.
Flaming flowers that brightly blaze, Swirling clouds in violet haze, Reflect in Vincent's eyes of china blue.
Colors changing hue, morning field of amber grain,
Weathered faces lined in pain,
Are soothed beneath the artist's loving hand.

...................................................................

Flaming flowers that brightly blaze …. ในเนื้อเพลงก็คือภาพทานตะวัน (Sunflowers) อันโด่งดังนี่เอง...

เกร็ดของภาพนี้เคยอ่านมาว่า van gogh ตั้งใจใช้ 2 สีโปรดของเขาคือ เหลืองและส้ม เพื่อแสดงถึงมิตรภาพของเขาต่อเพื่อนจิตรกรอีกคนที่ชื่อ พอล โกแกง … (แต่เพื่อนรักคนนี้แหละ ยามพี่ van gogh แกโกรธขึ้นมา แกวิ่งไล่ฟัน โกแกงทั่วตลาดด้วยมีดโกนของแก ... ท่าทางจะรักกันจริงๆ ...เฮ้อ..)

...................................................

ถ้า van gogh กลับชาติมาเกิดที่เมืองไทยในช่วงนี้คงจะได้เป็นราวๆ “จิตรกรกู้ชาติ” เพราะนอกจากบู๊ล้างผลาญแล้ว สีโปรดของพี่ก๊อกแกคือ สีเหลือง ... ดูได้จากโทนสีหลายๆรูป นอกจากภาพ “ทานตะวัน” แล้ว ยังมีภาพ “เก้าอี้สีเหลือง” และ ภาพ “ห้องนอนของตัวเอง”

Yellow chair

(เคยอ่านเกร็ดเล็กๆของภาพนี้ว่า ..van gogh นอกจากเก้าอี้เหลืองแล้ว เขายังตั้งใจวาดภาพของดอกไม้ที่เพิ่งแตกหน่อออกมาใหม่ไว้หลังเก้าอี้ (มุมซ้ายบน) ..ประมาณจะอุปมาว่า ..จิตรกรรุ่นใหม่ ศิลปะรุ่นใหม่กำลังเกิดขึ้นแล้ว.. ประมาณการเมืองใหม่ ทำนองนั้น)

……………………………………………….

ภาพห้องนอนของ van gogh ....

เจ้าตัวบอกว่าภาพนี้  “... ถ้าจะให้พูดถึงภาพนี้แล้ว การได้มองดูภาพนี้ก็เปรียบเสมือนการได้พักผ่อนสมอง และปลดปล่อยจินตนาการให้เพ้อฝันไกลออกไป " ...โดยเบื้องหลังของภาพนี้ก็คือ เขาได้ทราบข่าวจากโกแกง (เพื่อนรักที่โดนเขาไล่ฟันนั่นแหละ) จะเดินทางมาที่บ้านสีเหลืองนี้ เขาก็ได้จัดเตรียมทุกอย่างเพื่อคอย การมาของเพื่อน ตกแต่งบ้านเสียใหม่โดยเขียนภาพอีกหลายภาพขึ้นเพื่อใช้ตกแต่งฝาผนัง

..............................................

กลับมาที่ภาพ Starry night ซึ่งเป็นภาพที่คนธรรมดาๆ ที่ไม่ใช่ศิลปินอย่างผมชอบที่สุด เพราะถึงฝีแปรงจะดูหนักแน่นเหมือนเดิม แต่ภาพรวมของภาพนี้กลับดูอบอุ่นอย่างประหลาด ซึ่งหาไม่ค่อยได้ในภาพทั่วๆไป ของพี่ van gogh Hardcore คนนี้ ...

ภาพของแสงสีในยามค่ำคืนนั้น เป็นภาพที่เขาใฝ่ฝันอยากเขียนขึ้นและ
ความฝันของเขาก็ได้กลายมาเป็นความจริง เมื่อเขาตัดสินใจย้ายมา อยู่ที่เมืองอาเรส ในเดือนกุมภาพันธ์ของปี ค.ศ. 1888 ในจดหมายเขาได้กล่าวไว้ว่า "….ในชีวิตของจิตรกรแล้ว ความตายอาจไม่ใช่ความยากลำบากที่สุดในชีวิต ฉันสามารถพูดได้ว่า ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย แต่เมื่อฉันได้มองดูดวงดาวแล้ว ฉันก็เริ่มนึกคิดจุดดำมืดที่แสดง ถึงภาพของเมือง และหมู่บ้านในแผนที่ ทำให้ฉันคิดว่าทำไมมนุษย์เราถึงได้ให้ความสำคัญของ จุดดำมืดที่อยู่บนแผนที่ของฝรั่งเศส มากไปกว่า แสงสว่างอันแท้จริงที่ส่องตรงมาจากสวรรค์ มันก็คงเหมือนกับการที่เราเลือกไป รถไฟเพื่อจะไปยังทาราสคอน หรือโรน หรือเราจะเลือก เอาความตายเพื่อจะไปให้ถึงดวงดาวบนฟ้านั่น "

Van gogh พูดเรื่องความตายบ่อยครั้ง ... และจากความที่เขาเป็นคนแปลกแยก และมีอาการทางจิตอยู่เสมอ (ผมยังสงสัยว่าถ้าเขาไม่เพี้ยนๆ โรคจิตอย่างนี้ จะวาดรูปสวยเหมือนอย่างนี้ไหมนะ) .... เขาเลือกเส้นทางของตัวเองด้วยการยิงเข้าที่หน้าอกตัวเอง ... เพื่อจากไปในวัยเพียง 37 ปี... ดังเนื้อเพลงท่อนนี้ ....

 “For they could not love you,
But still your love was true.
And when no hope was left in sight
On that starry, starry night,
You took your life, as lovers often do.
But I could have told you, Vincent,
This world was never meant for one
As beautiful as you.

................................................................

และเช่นเดียวกับ จิตรกร และศิลปินเอกหลายคนในโลก ที่ยามมีชีวิตอยู่ลำบากยากแค้น แต่พอตายไปคนก็เพิ่งมาเห็นผลงาน มาเห็นความสำคัญ ให้เกียรติกัน .... โดยที่เจ้าตัวเองไม่มีโอกาสได้รับรู้เลยว่ามีคนตระหนัก และเข้าใจในงานของเขา

Now I think I know what you tried to say to me,
How you suffered for your sanity,
How you tried to set them free.
They would not listen, they're not listening still.
Perhaps they never will...

(หรือบางครั้งอาจจะไม่มีใครเคยเข้าใจเขาเลย.....)

.........................................................

Starry starry night
paint your palette blue and grey
look out on a summer's day
with eyes that know the
darkness in my soul.

Shadows on the hills
sketch the trees and the daffodils
catch the breeze and the winter chills
in colors on the snowy linen land.

And now I understand what you tried to say to me
how you suffered for your sanity
how you tried to set them free.
They would not listen
they did not know how
perhaps they'll listen now.

Starry starry night
flaming flo'rs that brightly blaze
swirling clouds in violet haze reflect in
Vincent's eyes of China blue.
Colors changing hue
morning fields of amber grain
weathered faces lined in pain
are soothed beneath the artist's loving hand.

And now I understand what you tried to say to me
how you suffered for your sanity
how you tried to set them free.
perhaps they'll listen now.

For they could not love you
but still your love was true
and when no hope was left in sight on that starry starry night.
You took your life as lovers often do;
But I could have told you Vincent
this world was never meant for one as beautiful as you.

Starry starry night
portraits hung in empty halls
frameless heads on nameless walls with eyes
that watch the world and can't forget.
Like the stranger that you've met
the ragged men in ragged clothes
the silver thorn of bloddy rose
lie crushed and broken on the virgin snow.

And now I think I know what you tried to say to me
how you suffered for your sanity
how you tried to set them free.
They would not listen
they're not list'ning still perhaps they never will.

...............................................

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.spu.ac.th/msit1/pubmsit2/arts/goh/gogh1.htm

Wikipedia, vincentgallery

 

โดย วาริท_วิมล

 

กลับไปที่ www.oknation.net