วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พันธกิจวันที่ ๘ : ไม่ใช่ความผิดของสิ่งใดดวงตาเราเพียงมองอะไรไม่ชัดเอง


 

          เช้านี้หมอกลงจัด หุบเขาที่ทอดตัวสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าหายไป ละอองไอน้ำเล็กๆ หน้าตาคล้ายหยาดฝนผสมหิมะล่องลอยบางเบา ให้ความรู้สึกคล้ายกำลังหายใจในความฝันมากกว่าสงบนิ่งครุ่นคิดถึงความจริงใดในหัวใจมนุษย์

          เช้านี้ไม่ใช่เช้าแรกที่ฉันเห็นหมอกหนาขนาดนี้ อากาศของบ้านกลางหุบเขาป็นเช่นนี้บ่อยๆ แต่เช้านี้ต่างจากทุกเช้าคือฉันเพิ่งขี่รถมอเตอร์ไซด์ฝ่าละอองหมอกกลับถึงบ้านพัก ถ้านั่งดูหมอกหนาห่มคลุมทุกอย่างรอบตัวให้มองไม่เห็นสิ่งใด ฉันมักมีความรู้สึกว่ามันช่างงดงามและรื่นรมย์เสียจริง แต่เมื่อต้องควบคุมเจ้าสองล้อ แถมพ่วงด้วยการสะพายกระเป๋าโน๊ตบุ๊คอันหนักอึ้ง และกระเป๋าผ้าที่เต็มไปด้วยเอกสารซึ่งมีความหนักไม่แพ้กระเป๋าโน๊ตบุ๊ค ส่งผลให้จังหวะในการควบคุมรถไม่ดีเท่าที่ควร หัวใจฉันจึงสั่นไหวนิดหน่อยในความไม่รู้และไม่คุ้นเคยเส้นทางยามบิดเจ้าสองล้อช้าๆ ระหว่างเดินทางผ่านม่านหมอกที่บรรณาการความสดชื่นและอณูน้ำยามเช้า

          เมื่อคืนฉันคุยกับเพื่อนหนุ่มคนสนิทนาน เราไม่ค่อยได้คุยกันนานขนาดนี้นานมากแล้ว มือใหม่ในการเขียนอย่างฉันยังคงไม่เข้าใจหลายคำศัพท์ในการเขียน เมื่อมีข้อสงสัยหลายคำบทสนทนาของเราจึงยืดยาวกว่าทุกค่ำคืน ทั้งเรื่องของงานแนวหลอน ออกงงๆ ปนซอฟต์เซ็กซี่ ที่บรรณาธิการนิตยสาร ฅ.คน กระซิบผ่านหน้ากระดาษนิตยสารว่าบรรณาธิการเรื่องสั้นชอบเรื่องแนวนี้ ถ้าฉันเขียนส่งไปอีกจะเป็นนายหน้าเซลให้พี่เวียงด้วยตัวเอง

          เพื่อนหนุ่มว่างานแนวหลอนมักมีความงงให้คนอ่านสงสัยอยู่แล้ว อย่างเรื่องสั้น ‘น้ำตากวาง’  ที่พี่ต้น-อนุสรณ์เขียน หรือรวมเรื่องสั้น ‘อุทกภัย’ ของพี่รัตนชัยที่เขาให้ยืมมาอ่านแล้วฉันยังไม่คืนเสียที

          ครั้นถามถึงหน้าตาความซอฟต์เซ็กซี่ในงานชิ้น ‘กิ่งก้านไร้ใบของต้นไม้ไม่รู้ชื่อในเช้าตรู่ที่ฝนตก’ ที่บรรณาธิการบอก เพื่อนหนุ่มก็ไม่อาจขยายความเข้าใจให้ฉันได้ดีพอ ทั้งๆ เขาอ่านงานชิ้นนี้เป็นคนแรกตั้งแต่ฉันเขียนเสร็จ นอกจากคำพูดที่ว่าฉันคงนิ่งมากจนเขียนงานออกมาได้ ก็ไม่ได้มีคำชม คำวิจารณ์ หรือคำพูดใด อาจเป็นไปได้ว่าความสนิทสนมมากเกินไปทำให้เรามองไม่เห็นความพร่องของกัน

          เจ็ดโมงครึ่งฉันกลับเข้าบ้านพัก กินข้าวเช้าอาบน้ำแต่งตัวเพื่อออกไปทำงาน เปิดประตูบ้านอีกครั้งแปดโมงกับอีกไม่กี่นาที หมอกหนาหายไปหมดแล้ว เหลือเมฆก้อนน้อยโลมไล้ต้นไม้ในหุบเขา ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสดใส เวลาและแสงสว่างจากดวงอาทิตย์คงทำหน้าที่ของตนอย่างดีเยี่ยมในการสลายละอองหมอกให้ลอยขึ้นฟ้ารวมตัวกันเป็นเมฆก้อนน้อย

          ฉันถามตัวเองว่าถ้ามีโอกาสนั่งมองสายหมอกสลายตนอย่างเชื่องช้าจะก่อเกิดภาพประทับใจในความงามเพียงใด คนไร้จินตนาการเช่นฉันไม่อาจตอบคำสงสัยตนเองได้ แต่จากการกลับมามองเห็นหุบเขาเบื้องหน้าชัดเจนขึ้น ธรรมชาติได้สอนฉันอีกครั้งด้วยความเอ็นดูว่า ‘แท้จริงแล้วการมองไม่เห็นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอยู่ หาใช่ความผิดของสิ่งใด ดวงตาเราเพียงมองอะไรได้ไม่ชัดเจนเอง’ 

          แล้วอยู่ๆ ฉันก็คิดถึง ‘ตา’ และคำสอนให้มองคนด้วยสายตาที่เหมือนเหยี่ยว มองให้แจ่มชัดว่าเขาเป็นเช่นใด ผ่านมาร่วมสิบปีฉันก็ยังคงมองใครต่อใครด้วยดวงตาที่ใส่เลนส์ซอฟต์ ด้วยดวงตาที่เหมือนมีหมอกหนาบดบังวิสัยทัศน์ในการมองอยู่ร่ำไป

         

          ท้องฟ้าของฉันตอนนี้เป็นสีฟ้าสดใส วิสัยทัศน์ในการมองสิ่งใดดีเยี่ยม แต่ถ้าจะมองใครผิดไปอีกฉันคงต้องโทษเจ้าหัวใจ เจ็บเท่าไหร่ไม่รู้จำ! 

            

โดย เพลงฝน

 

กลับไปที่ www.oknation.net