วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Red Shirt ... กับภารกิจสุดท้าย ... ต้องไม่พลาด


 



FIFA Club World Cup : 1 Down 4 to Go

ภาระกิจที่หนึ่ง ............ สำเร็จ



Carling Cup 2 Down ... 3 to Go

ภาระกิจที่สอง ............ ลุล่วง



FA CUP : 3rd Mission fall

ภาระกิจที่สาม ............ พลาดเป้า (อย่างน่าเสียดาย)


Premier League : 3 Down ... 1 to Go

ภาระกิจที่สี่ ............ เข้าเป้า

และแล้ว ก็ได้เวลา ที่จะต้องปฏิบัติ ภาระกิจสุดท้าย



FIFA Club World Cup : ถ้วยที่ น่าจะเป็น ของแถมหรือผลพลอยได้ของฤดูกาล

Carling Cup : ภาระกิจง่ายๆ เตะแบบไม่ตั้งใจ ก็ยังได้แชมป์ 

Premier League :
งานสบายๆ ที่ได้อยู่แทบทุกปี
(แต่มีบางทีม พยายามหามาทุกฤดูกาลแต่ยังไม่ผ่านมือซักกะที) 


ถ้าทำได้เพียงแค่นี้ ก็ถือว่าเป็นปีที่น่าผิดหวัง เพราะ 3 ถ้วยแบบนี้ เราเคยมีมาแล้ว




ประวัติศาสตร์ มีไว้เพื่อทำลาย 3 ถ้วยที่ทำไว้ ปีนี้ยังไงก็ต้อง 4

--------------------------------------------------------

ก่อนที่จะถึงวันนั้น เรามาย้อนความหลัง นั่งทบทวนประวัติศาสตร์ 1998 - 1999 ที่กำลังจะถูกทำลายลงไป ในปี 2009 กันมั๊ยครับ

1998 - 1999 ฤดูกาลอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่จำนวนถ้วยรางวัล แต่รวมถึงผลการแข่งขันในหลายๆนัด ที่สร้างความประทับใจ ไม่รู้ลืม ให้อย่างมากมาย เราไปย้อนเวลา กันดีกว่าครับ

1st : Premier League



การเริ่มต้นของฤดูกาลใหม่ ไม่สวยงามนัก จากการพ่ายแพ้ต่อ อาร์เซนอล 0 ประตูต่อ 3 ในศึกแชริตี้ชิลล์ ในวันที่ 9 สิงหาคม และในนัดแรกของฤดูกาลในวันที่ 15 สิงหาคม ที่เล่นในบ้านแท้ๆ แต่ปล่อยให้ เลสเตอร์ ซิตี้ ออกนำไปก่อนถึง 2 ประตู ก่อนที่จะตามตีเสมอได้ จาก 2 ประตูของ เดวิด เบ็คแฮม หลังจากนั้นก็ทำได้แค่เสมอกับเวสแฮม 0-0 ในการออกไปเยือน ไปผ่านไป 2 นัดแรกเก็บได้แค่ 2 แต้ม แต่หลังจากนั้น ก็เริ่มสตาร์ตฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ เริ่มด้วยการถล่มชาลตัน 4-1 ในบ้าน และทยอยเก็บแต้มเรื่อยมา ในลักษณะที่ทำให้แฟนๆหายใจไม่ทั่วท้องเกือบทุกนัด จากการทำประตูที่มีความหมายในนาทีท้ายๆของการแข่งขันอยู่บ่อยๆ นัดที่ทะท่าว่าจะแพ้ ก็ฮึดสู้จนตีเสมอได้ในช่วงท้าย นัดที่ดูเหมือนว่าน่าจะเสมอ ก็สามารถพลิกกลับมาชนะได้ในช่วงท้ายเสมอ
หลังจากผ่านไป 36 นัด มี 75 แต้มเท่ากันกับอาร์เซนอล จนมาถึงสองนัดสุดท้ายของฤดูกาล เป็นอาร์เซนอลซึ่งลงเตะก่อน บุกไปพลาดท่าแพ้ให้ ลีด ยูไนเต็ด 1-0 ในนัดที่ 37 ของฤดูกาล ทำให้ดูเหมือนว่า น่าจะเป็นงานง่ายของแมนยู ในการบุกไปเยือน แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส แต่ว่าแมนยูก็ไม่สามารถทำให้แฟนๆสบายใจได้ เมื่อบุกไปทำได้แค่เสมอกลับมา 0-0 มีคะแนนนำ 1 แต้ม ทำให้ต้องลุ้นกันถึงนัดสุดท้ายฤดูกาล แต่ยังดีที่กุมชะตาตัวเองไว้ในมือ นัดสุดท้ายถ้าเก็บชัยชนะได้ จะเป็นแชมป์ทันที โดยไม่ต้องสนใจผลของอาร์เซนอล แต่แมนยูก็ยังเป็นแมนยู ที่บีบหัวใจแฟนๆได้แม้ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ในการเล่นในบ้านรับมือกับสเปอร์ เมื่อปล่อยให้ เลส เฟอร์ดินานด์ ยิงนำไปก่อน ก่อนที่จะตามตีเสมอได้ด้วยประตูของ เดวิด เบคแฮม และประตูชัยของ แอนดี้ โคล ช่วยให้แมนยูได้ถ้วยพรีเมียร์ชิพกลับมาอยู่ในครอบครองอีกครั้ง ด้วยคะแนนที่เหนือกว่า อาร์เซน่อล ซึ่งเอาชนะแอสตันวิลล่า 1-0 เพียงแต้มเดียว

ผู้เล่นยอดเยี่ยมของฤดูกาล ต้องยกให้ กัปตัน รอย คีน ซึ่งพลาดการลงเล่นไปเพียงแค่ 3 เกมส์เท่านั้นในฤดูกาลนี้ ไม่รู้ว่ากล้ามเนื้อของเขาทำด้วยอะไร(แต่น่าเสียดาย ทีเขาไม่สามารถลงเล่นนัดสุดท้ายของ ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีกได้ เนื่องจากติดโทษแบน) ฤดูกาลอันยิ่งใหญ่นี้ มีประตูจากแอนดี้ โคล และ ดไวท์ ยอร์ค หลั่งไหลเข้ามามากมายเพราะทั้งสองยิงรวมกันไป 35 ประตู (เฉพาะในพรีเมียร์์ ชิพ)ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยิงไป 12 ประตู

ชัยชนะเหนือเลสเตอร์ 6-2 ในเดือนมกราคม และถล่มฟอร์เรสต์ 8-0 ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งโซลชา ยิงไปคนเดียว 4 ประตูภายในเวลาเพียง 10 นาที ที่เขาลงสนามไปในฐานะตัวสำรอง น่าจะเป็น
แมตท์ที่น่าจดจำในฤดูกาลนี้

1 Down 2 to Go




2nd : FA CUP




โบโร่ คือเหยื่อรายแรกในเส้นทางสายนี้ ด้วยประตูของ แอนดี้ โคล เดนนิส เออร์วิน และไรอัน กิ๊กส์ ในชัยชนะ 3-1 ทำให้แมนยูผ่านเข้ารอบต่อไป ในการเจอกับคู่ปรับตลอดการ ลิเวอร์พูล ดไวท์ ยอร์ค ทำประตูตีเสมอ 1-1 หลังจาก ไมเคิล โอเวนทำประตูนำไปในครึ่งแรก และเป็นซุปเปอร์ซัพ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คนเดิม ที่ลงมาทำประตูนำชัยให้แมนยูชนะลิเวอร์พูลไป 2-1 ก่อนที่จะไปตามเก็บ 3 ทีมจากลอนดอน คือ ฟูแล่ม เชลซี และอาร์เซน่อล โดยการเอาชนะฟูแล่ม 1-0 จากประตูของแอนดี้ โคล ชนะเชลซี 2-0 ในนัดรีเพลย์หลังจากเสมอกันแบบโนสกอร์ในนัดแรก และเก็บชัยในแมตท์ประทับใจ และประตูในความทรงจำของฤดูกาล เหนืออาร์เซน่อล 2-1 ซึ่งต้องเตะกันถึงนัดรีเพลย์เช่นกัน ก่อนที่ปิดฉากถ้วยนี้ในเกมส์อันแสนง่ายดาย เหนือ นิวคาสเซิ่ล 2-0 ด้วยประตูออกนำของน้าหมี เท็ดดี้ เชอริงแฮม ก่อนที่เชอริงแฮมคนเดิม จะจ่ายให้ พอลล์ สโคลล์ ย้ำชัยชนะ

การเฉลิมฉลองหลังจากพลิกกลับมาชนะลิเวอร์พูลในช่วงท้ายเกมส์ก็ถือว่าพิเศษสุดๆแล้ว แต่
ทุกความทรงจำเมื่อพูดถึงเอฟเอคัพในปีนี้ คือ ไรอัน กิ๊กส์ กิ๊กส์ และกิ๊กส์ ในการลากบอลเดี่ยวกว่าครึ่งสนามผ่านบิ๊กโฟร์ที่ได้ชื่อว่าเหนียวแน่นที่สุดของอาร์เซนอลเข้าไปยิงแสกหน้า เดวิด ซีแมนส์ และเก็บชัยชนะไปอย่างสะใจกองเชียร์

แมตต์ประทับใจแน่นอนว่าย่อมจะต้องเป็นชัยชนะเหนืออาร์เซนอลในนัดรีเพลย์เช่นกัน มีจุดพลิกผันต่างๆเกิดขึ้นมากมายในนัดนี้ ที่ต้องจารึกไว้ เริ่มจากการได้ประตูนำ 1-0 โดยเดวิด เบคแฮม ก่อนที่ เดนนิส เบิร์กแคมป์ จะตามตีเสมอให้อาร์เซนอลได้สำเร็จ และอาร์เซนอลน่าจะได้ประตูนำ จากการทำประตูของ อเนลก้่า แต่ว่าผู้ตัดสินยกธงเสียก่อน เกมส์เริ่มเดือดขึ้นเรื่อยๆ จนกัปตันกระดูกเหล็ก รอย คีน ต้องสังเวยใบแดง หลังจากไปเสียบ มาร์ค โอเวอร์มาร์ส แมนยูต้องเล่นตั้งรับภายใต้ความกดดันจนกระทั่งต้องมาเสียจุดโทษจาการทำฟาวล์ของ เนวิลล์ผู้น้อง ชัยชนะน่าจะเป็นของอาร์เซน่อล แต่เป็นยักเดนส์ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ที่กระชากแมนยูออกจากปากหลุมได้ ด้วยการเซฟลูกจากจุดโทษของ
เดนนิส เบิร์กแคมป์ และต้องออกแรงโชว์ ซุปเปอร์เซฟ อีกครั้ว ในการป้องกันลูกยิงไกลของ เบิร์กแคมป์ คนเดิม หลังจากนั้นก็ได้เวลา ไรอัน กิ๊ก โชว์


2 Down 1 to Go




3rd : EUFA CHAMPION LEAGE



หลังจากอัด แอลเคเอส ลอดช์ ในรอบคัดเลือก ทีมก็มาเจอสนามยิงปืน กรุ๊ปออฟเดธในกลุ่มดี โดยมี บาเยิร์น มิวนิค, บาเซโลน่า และ บรอนด์บี้ เป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม แมนยู ซัดไป 21 ประตู ใน 6 เกมส์ของรอบแรก กับ บาเยิร์น มิวนิค, บาเซโลน่า และ บรอนด์บี้

เสมอ บาเซโลน่า 3 : 3  และ 3 : 3
เสมอ บาเยิร์นมิวนิค 2 : 2 และ 1 : 1
ชนะ บรอนด์บี้ 2 : 6 และ 5 : 0

เก็บผลการแข่งขันที่ไม่แพ้ใครเลย จูงมือ
บาเยิร์น มิวนิค เข้ารอบต่อไป ทิ้งให้ทีมยิ่งใหญ่อย่างบาซ่าต้องตกรอบ โดยการจับฉลากพบกับอินเตอร์มิลาน ในขณที่ บาเยิร์น มิวนิค นั้นต้องเจอเพื่อนร่วมชาติ ไกเซอร์สเลาเทิล

เข้าสู่รอบน็อกเอาท์นัดแรก ไม่เป็นงานหนักมากนักเมื่อได้เปิดบ้านรับการมาเยือนของ อินเตอร์มิลานและผลงานเหมา 2 ประตูของดไวท์ ยอร์คก็ช่วยให้เก็บชัยนัดแรกไป 2-0 และต้องยกเครดิตให้สุดยอดนายทวารที่โชว์ซุปเปอร์เซฟอีกครั้ง ช่วยไม่ให้ทีมต้องเสียประตูในบ้าน ทำให้การไปเยือนอินเตอร์เป็นงานง่ายขึ้น แม้จะโดนนำก่อน 1-0 ใน แต่เป็น พอลล์ สโคลล์ที่ทำประตูปิดฝาโลงอินเตอร์ ทำให้แมนยูผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยสกอร์รวม 3 ประตูต่อ 1

ยูเวนตุส คือผู้โชคร้ายในรอบต่อไป แต่ด้วยฟอร์มอันยิ่งใหญ่ของ ซีเนอดีน ซีดาน ช่วยให้
ยูเวนตุส บุกมาออกนำแมนยูได้ถึงถิ่น แต่ประตูตีเสมอ 1-1 ในช่วงท้ายเกมส์ของ ไรอัน กิ๊กส์ ก็พอจะช่วยให้ แมนยูไม่เสียเปรียบมากนักในการบุกไปเยือน แต่การโดนนำไปก่อนถึง 2 ประตูต่อ 0 จากผลงานของ ฟิลิปโป้ อินซากี้ ที่เหมาคนเดียว ทำให้เส้นทางสู่คัมป์นู แทบจะริบหรี่ในทันใด จะเป็นใครไปไม่ได้ที่จะสร้างพลังใจกอบกู้ทีมขึ้นมา นอกจากกัปตันกระดูกเหล็ก รอย คีน ด้วยการเบิกร่องทำประตูตามมา 2-1 พร้อมกระตุ้นสร้างความฮึกเหิมให้ลูกทีม ก่อนที่ ดไวท์ ยอร์ค จะโหม่งประตูตีเสมอ และเป็นคู่หู แอนดี้ โคล ผู้ทำประตูย้ำชัยชนะ 2-3 เป็นการปิดฉาก อิตาเลี่ยนจ๊อบอย่างยิ่งใหญ่ และก้าวไปปิดฉากฤดูกาลที่สุดยอดของสุดยอดที่คัมป์นู สเตเดี้ยม ในเกมส์รีแมตกับ บาเยิร์นมิวนิค

หลังจากกินกันไม่ลง ด้วยการเสมอกันไป 2-2 และ 1-1
ในรอบแบ่งกลุ่ม ทั้งสองทีมต้องโคจรมาเจอกันอีกครั้ง ในแมตต์ที่มีถ้วยเป็นเดิมพันที่คัมป์นู แมนยูเดินทางไปสู้สนามสุดท้ายของฤดูกาลด้วยความไม่สมบูรณ์นัก เมื่อต้องขาดทั้งกัปตัน รอยคีน และกองกลางตัวหลักอย่าง พอลล์ สโคลล์ ที่ติดโทษแบน จากการสะสมใบเหลืองไปพร้อมๆกันในนัดพิฆาตม้าลาย และเป็นบาเยิร์นมิวนิคที่ออกสตาร์ตได้ดีกว่า ทำประตูขึ้นนำจากลูกฟรีคิกของ มาริโอ บาสเลอร์ ก่อนที่จะหันไปเน้นตั้งรับเหนียวแน่นและมีระเบียบตามสไตน์บอลเยอรมัน สร้างความอึดอัดให้เกมส์รุกของแมนยูยิ่งนัก และการสวนกลับเป็นระยะๆ ก็เกือบจะเอาชนะเด็ดขาดไปได้ในหลายๆครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะชิพข้ามหัว ปีเตอร์ ชไมเคิ่ง แต่ไปชนเสาประตูของเมเม็ต โชล์ ในช่วงท้ายเกมส์ แต่เมื่ิอไม่สามารถที่จะส่งผีลงหลุมได้ ก็ได้เวลาโชว์พิเศษของ เท็ดดี้ และ โอเล่ ในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจในคัมป์นู

ในนาทีที่ 90 ของการแข่งขัน ปรากฏการณ์ก็ก่อเกิด จากลูกเตะมุมของเดวิด เบคแฮมที่แม้แต่ ปีเตอร์ ไชมเคิล ก็ยังขึ้นมาเพื่อจะตีเสมอให้ได้ การเคลียร์บอลไม่ขาดของกองหลังไปเข้าทางไรอัน กิ๊กส์ ยิงเข้าไปหน้าประตูและเป็น เท็ดดี้ เชอริงแฮม ที่ตวัดยิงอีกครั้งเป็นประตูตีเสมอ 1-1 ซึ่งแม้แต่ โลธาร์ มัธเทอุส ยังต้องนั่งตะลึงอ้าปากค้างอยู่ข้างสนาม เกมส์น่าจะยืดเยื้อไปถึงขั้นต่อเวลา แต่ว่าความมหัศจรรย์ยังไม่จบลงแค่นั้น ในช่วงทดเวลาเจ็บ เป็นแมนยูที่ได้ลูกเตะมุมอีกครั้ง เบคแฮมรับหน้าที่ และเป็นเชอริงแฮมอีกครั้งที่โหม่งลูกเตะมุมไปหน้าประตู เข้าทางของซุปเปอร์ซัพ โซลชาไม่พลาด ตวัดยิงเผาขนเข้าไป เป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ 2 ประตูต่อ 1 และเราก็ได้เห็นน้ำตาร้องไห้ฟูมฟายของ ซามูเอล คุฟู ก่อนที่ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล จะเดินนำลูกทีม ขึ้นไปรับถ้วยสุดท้าย เก็บความยิ่งใหญ่ของฤดูกาล 1998-1999




3 DOWN



Treble Treble Treble

--------------------------------------------------------

 Glory Glory Man United Glory glory Man united
 
Glory glory Man united As the reds go marching up up up!



Players in 98-99


Peter Schmeichel, Denis Irwin, Henning Berg, Ronny Johnsen, Jaap Stam, Gary Neville, Phil Neville, Wes Brown, David May, Roy Keane, David Beckham, Paul Scholes, Ryan Giggs, Nicky Butt, Jesper Blomqvist, Jordi Cruyff, Andy Cole, Teddy Sheringham, Solskjaer, Dwight Yorke, Van Der Gouw

ปล. ขอขอบคุณ ข้อมูลทั้งหมด จากเครื่องเล่นวีดีโอเครื่องนี้ ซึ่งมีอายุกว่า 10 ปี ที่ยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์ (ลูกชายถามว่า มันคือเครื่องอะไรครับพ่อ ๕๕๕) ทำให้ผมได้มีโอกาส มาทบทวนความหลังอันยิ่งใหญ่ ... อีกครั้ง



โดย ChaiManU

 

กลับไปที่ www.oknation.net