วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"การเมืองใหม่" ไม่ใช่ แค่ "CHANGE" (นายกมือใหม่ หัวใจประชาชน) แต่ต้อง "CHANGEOVER" (ประชาชนมือใหม่ หัวใจประเทศชาติ)



จาก

นายก(มือใหม่)  หัวใจประชาชน
C       H       A       N       G       E    

สู่

  ประชาชน(มือใหม่)  หัวใจประเทศชาติ
C    H    A    N    G    E    O    V    E    R  

            หลายต่อหลายคนรู้สึกเฉย ๆ กับคำว่า “ประชาชน” ทั้ง ๆ ที่ต่างก็เป็นอยู่โดยสภาพ คือเป็นประชาชนนี่แหละ แต่มักไม่ได้พูดถึงคำ ๆ นี้บ่อยนัก เช่นเดียวกัน ในท่ามกลางความเป็นประชากรของประเทศ คนอีกกลุ่มหนึ่งจำนวนหลักร้อยกลับพูดถึงคำ ๆ นี้ซ้ำไปซ้ำมา ขึ้นอยู่กับว่า ประโยคที่ตนจะแต่งให้สวยหรูนั้น จะผลักให้ประชาชนเป็นประธาน โดยเชิดในฐานะตัวแทนว่า “...นี่เป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้” หรือ ผลักภาระให้ประชาชนเป็นกรรม แล้วผุดลุกขึ้นมาตอบคำถามของคนส่วนใหญ่ “นี่ไง...ที่กำลังต่อสู้ กำลังเรียกร้อง ก็เพื่อพี่น้องประชาชน”

            ความเกลื่อนกลาดของคำว่า “ประชาชน” ที่ถูกพูดกันอยู่ทุกวันนี้ ผมเองเชื่อเหลือเกิน ถ้านับรวมกันจริง ๆ คงได้มากกว่าจำนวนประชากรของเราทั้งประเทศ  และในจำนวนที่มากมายมหาศาลนี้ ก็ไม่แน่ใจอีกเหมือนกันว่า แต่ละคำที่แต่ละคนพูดออกมานั้น อาศัยพูดโดยถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง หรือหวังแค่เพียงประโยชน์เฉพาะหน้า ที่ตัวเองจะได้รับจากส่วนหนึ่งของผลประโยชน์ที่ควรตกได้แก่ประชาชนตาดำ ๆ ทว่าตัวเองก็ประชาชนนะ แต่(ผัวยาย) กลับเป็นเงินเป็นทอง

            หากได้ลองหันหน้าไปรอบ ๆ ตัว ก็คงพอจะรู้ได้ว่า ที่สุดของประชาชนในระดับเดียวกับเรานั้น ก็คือ           “เหล่าพลเมืองคนกล้า” ทั้งคนดีที่มีความกล้าและคนกล้าที่จะเป็นคนดี ความเป็นพลเมืองนั้นถือเป็นการยกระดับจากประชาชนธรรมดาทั่วไปมาเป็นประชาชนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ(ในทุกระดับ) โดยมีจิตสำนึกในการพัฒนาร่วมกัน  ซึ่งการเป็นพลเมือง เราในฐานะประชาชนก็จักต้องบำเพ็ญตนตั้งมั่นอยู่ในหลักความดี ดังต่อไปนี้

            เพื่อตนเองและครอบครัว

(1)    รักและเคารพบิดามารดา หน้าที่ของเราคือ การรับใช้และมีความกตัญญูกตเวที

(2)    รักเกียรติเสมอชีวิต ยากจนเพราะสุจริต มีเกียรติดีกว่ามั่งมีโดยไม่สุจริต

(3)    มีความซื่อตรงทั้งการกระทำและความคิด รักความยุติธรรม ใจบุญ สุภาพแต่ผึ่งผายในการติดต่อกับคน ทั้งหลาย

(4)    มีชีวิตในทางปราศจากโรคและไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ปล่อยตัวหลงระเริง แสดงตนโอ่อ่าเกินฐานะ พึงแต่งกายเรียบ ๆ  และเจียมตัว

(5)    ขยันขันแข็งในการทำงาน ไม่ละอายต่อการทำงาน ใช้กำลังงานผลิตผลนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ    และเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้แก่ประเทศ

(6)    พึ่งตัวเองในการสร้างหลักฐาน ไม่ท้อถอยง่าย ๆ ไม่ละความพยายาม ที่จะกระทำตนให้สำเร็จผลตามความมุ่งหมายใฝ่ฝัน

(7)    ทำงานอย่างหน้าชื่นตาบาน ให้สำเร็จด้วยดี ทำงานผิด ๆ พลาด ๆ บางทีร้ายยิ่งกว่าไม่ทำเสียอีก อย่าผัดวันประกันพรุ่ง

เพื่อชุมนุมชน

(1)    อุทิศตนเพื่อสงเคราะห์ชุมนุมชน และยกฐานะสังคม อย่ามีชีวิตเพียงเพื่อตนเองและครอบครัวเท่านั้น พึงระลึก  ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมซึ่งเรามีพันธะรับผิดชอบอยู่ด้วย

(2)    ปลูกฝังนิสัยใช้สินค้าที่ผลิตหรือทำขึ้นในประเทศไทย จงอุดหนุนผลิตผลและการค้าของไทย

(3)    ใช้ประโยชน์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และสงวนไว้เพื่อคนรุ่นหลัง

(4)    เจริญรอยภูมิธรรมอันสูงตามเยี่ยงบรรพบุรุษ ทั้งในการศึกษาวัฒนธรรมและวีรกรรม เคารพนับถือเกียรติประวัติ       วีรบุรุษของเรา วิถีชีวิตของท่านเหล่านั้นชี้ให้เห็นหน้าที่และเกียรติที่เราพึงเจริญรอยตาม

เพื่อประเทศชาติ

(1)    รักประเทศชาติ เพราะประเทศเป็นบ้านที่อยู่ของเรา เป็นที่เกิดแห่งความรักที่เกี่ยวกับตัวเรามากกว่าที่ใด   เป็น  แหล่งสุขสบายของเรา หน้าที่อันแรกของเราคือป้องกันประเทศชาติ จงพร้อมที่จะสละชีพเพื่อประเทศชาติเมื่อมีความจำเป็นทุกโอกาส

(2)    เสียภาษีอากรโดยเต็มใจภายในกำหนด พลเมืองดีย่อมไม่ถือ เอาแต่สิทธิ พึงปฏิบัติหน้าที่ด้วย

 เพื่อศาสนา

       พึงมีศรัทธาตั้งมั่นในศาสนาที่นับถือ เพราะศาสนาเหมือนประทีป นำทางพลเมืองและชาติไปสู่ความสุขความ เจริญ

           เพื่อพระมหากษัตริย์

       พึงเคารพสักการะเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์และรักษาการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญ โดยมี  พระมหากษัตริย์ไว้

            เพื่อรัฐธรรมนูญ หรือ ธรรมนูญ

(1)    เคารพต่อรัฐธรรมนูญ หรือธรรมนูญการปกครองซึ่งเป็นแม่บทอำนาจอธิปไตย รัฐบาลของเราจัดตั้งขึ้นเพื่อ   ความปลอดภัยและสงเคราะห์พวกเรากันเอง จงเคารพต่อกฎหมายและช่วยสอดส่องมิให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายทั่วไป

(2)    ป้องกันและยึดมั่นให้การออกเสียงเลือกตั้งใด ๆ เป็นไปโดยบริสุทธิ์ใจและไม่เพิกเฉยละเลยการใช้สิทธิ

             ตามแนวทางการบำเพ็ญตนให้เป็นพลเมืองที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ประชาชนทุกคนพึงควรยึดถือและปฏิบัติตาม ที่น่าจะระลึกไว้เสมอก็คือ อย่าเข้าใจผิดคิดไปว่าพลเมืองนั้นจะต้องเป็นผู้ใหญ่บรรลุนิติภาวะเสียก่อน จึงจะเริ่มทำหน้าที่ของพลเมือง ที่จริง เด็กก็เป็นพลเมืองของประเทศอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเด็กจึงควรอบรมฝึกฝนประพฤติตนตามแนวทางแห่งการเป็นพลเมือง อย่าได้เพิกเฉยละเลยเสียเป็นอันขาด

            แต่ถ้าลองมองหาความเป็นที่สุดในระดับที่ต่างกัน ระดับที่สูงที่สุด มีผู้คนอยากใกล้ชิดมากที่สุด มีผู้คนก่นด่ามากที่สุด(เวลาไม่พอใจ) สื่อมวลชนจับจ้องและเป็นข่าวมากที่สุด โดยที่ตัวเองก็หน้าตาโทรมและแก่เร็วมากที่สุดในบรรดาอาชีพทุกอาชีพ ผมว่าเราคงเห็นตรงกันว่าคน ๆนั้นคือ “นายกรัฐมนตรี” (คือ หัวหน้าพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดจั้งรัฐบาล คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่)

            ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วสร้างคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ ด้วยมีคุณสมบัติ  “ซื่อสัตย์ เสียสละและ  กล้าหาญ” บุคลลนั้นก็ชื่อว่าเป็น “ว่าที่รัฐบุรุษ” ในปัจจุบันแล้ว

            ทว่าสมมุติ มีสักคนที่ดำรงตำแหน่งอดีตในปัจจุบันแล้วมีส่วนร่วม(โดยตรง) ในการสร้างความแตกแยกให้มวลหมู่ประชาชน ถึงขนาดก่อการอันรุนแรง เพื่อมุ่งหวังบ่มเพาะสงครามแห่งความเกลียดชังให้ขยายวงกว้างและฝังลึกลงไปในวิถีชีวิตของประชาชนแล้ว ถ้าบุคคลนั้นมีอยู่จริง เชื่อว่า ตำแหน่งที่สมควรได้รับมากที่สุดก่อนตกนรกตลอดกาลก็น่าจะเป็น “อนันตริยกรรมชน” (เป็นการเปรียบเทียบกับกรรมหนักที่ทำให้สงฆ์แตกแยก แต่ทว่านี่คือประชาชน)

            ในโลกของการเมืองนั้น เมื่อใดก็ตามที่นายกรัฐมนตรีสามารถจับจังหวะการเต้นของหัวใจของประชาชนแล้วตอบสนองความต้องการให้กับมวลชนคนทั้งประเทศด้วยการผสานประโยชน์ให้กับกลุ่มผลประโยชน์จนเป็นที่พอใจ  เมื่อนั้นก็ถือได้ว่า นายกรัฐมนตรีท่านนี้สามารถยึดกุมหัวใจทั้ง 4 ห้องอันเป็นฐานที่มั่นแห่งเสบียงความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีให้แล้ว

            ในโลกของความเป็นจริงทางการเมืองนั้น  การจะให้ใครสักคนอย่างที่ว่า ทำหน้าที่เพื่อประชาชนโดยทำให้ทุกกลุ่มผลประโยชน์พอใจ  ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เหตุที่ไม่ใช่เรื่องง่ายก็เพราะแต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายมีเป้าประสงค์ไม่ใคร่ตรงกัน  ต่างก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้กลุ่มหรือฝ่ายของตนได้ประโยชน์มากที่สุด  ในเมื่อมีการเผชิญหน้ากัน  ทุกฝ่ายย่อมต้องการชัยชนะเป็นธรรมดา  ไม่ว่าฝ่ายที่เผชิญจะเป็นประชาชนด้วยกัน หรือ ประชาชนกับรัฐบาลก็ตาม  เมื่อเป้าหมายไม่ตรงกัน ไปกันคนละทิศละทางแล้ว  เพื่อประโยชน์ของทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย สิ่งที่แต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายจะทำได้ก็คือ “การยอมถอย” ไม่มีใครชนะแล้วได้ทั้งร้อย หรือ แพ้จนหมดตัวอย่างราบคาบ ในระบอบนี้  นี่แหละคือความงดงามของการแบ่งปันระหว่างกันในระบอบประชาธิปไตย (เพื่อเฉลี่ยกันได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง)   ถ้าหากไม่ยอมถอย  เอาแต่จะแข่งขันเพื่อหาผู้แพ้และผู้ชนะ  สังคมนี้ก็ไม่มีทางเดินต่อไปได้  รังแต่จะเกิดปัญหาอีกร้อยแปดพันเก้าตามมา

            การแข่งขันกันถอยคนละก้าวสองก้าว จึงเป็นสิ่งจำเป็นเสมอสำหรับชัยชนะของทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย  แม้ว่าจะไม่ได้รับผลประโยชน์เท่ากับที่ตั้งไว้ตั้งแต่เดิมก็ตาม 

            ขอให้รู้ไว้เถิดครับว่า สิ่งที่จะได้กลับคืนมา คือ ความอยู่รอดของทั้งสองฝ่ายจากสัมพันธไมตรีที่มีให้กัน การถอยคนละก้าวที่ว่า นอกจากจะอยู่บนพื้นฐานของ “การให้อภัย” ต่อกันแล้ว  เงื่อนไขที่จำเป็นและยกเว้นไม่ได้คือ  ประเด็นของ “ความถูกต้องตามกฎธรรมชาติ” ยกตัวอย่างเช่น

ในเรื่องการปกครองโดยเสียงข้างมากและคุ้มครองเสียงข้างน้อยอันเป็นส่วนหนึ่งในหลักประชาธิปไตยนั้น  ผู้ปกครองมักเข้าใจว่า เสียงข้างมากใช้ได้เสมอกับทุกเรื่องราว  ความเข้าใจนี้ผิดถนัด  การโหวตเลือก หรือการตัดสินโดยใช้เสียงข้างมาก(ที่เน้นปริมาณ) จะใช้เฉพาะเรื่องที่ไม่ตายตัวและยืดหยุ่นได้(อัตนัย) เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น

            สมมุติว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติผ่านร่างพระราชบัญญัติเพิกถอนการจำกัดสิทธิทางการเมืองให้กับคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้มีการยุบพรรคนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 21 ท่าน (อันเป็นเสียงส่วนน้อย) เห็นว่า

            การออกพระราชบัญญัติเพิกถอนการจำกัดสิทธิทางการเมืองให้กับคณะกรรมการบริหารพรรคดังกล่าวนั้น ให้เพิกถอนการจำกัดสิทธิเป็นรายบุคคลไป ในกรณีที่มีพยานหลักฐานอันเชื่อได้ว่า กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยท่านนี้ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องและได้คัดค้านในที่ประชุมถึงเรื่องการกระทำความความผิดของกรรมการบริหารพรรคผู้ซึ่งกระทำความผิดตามกฎหมายก่อนหรือหลังการกระทำความผิด โดยให้ไปร้องต่อศาลเพื่อขอไต่สวนเป็น  ราย ๆ ไป  ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เหลือ (อันเป็นเสียงส่วนมาก)  เห็นว่า

            การออกพระราชบัญญัติเพิกถอนการจำกัดสิทธิทางการเมืองให้กับคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยบางส่วนนั้น มีประโยชน์หรือคุณค่าที่จะได้น้อยกว่าการดำรงไว้ซึ่งหลักความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อมั่น ความมั่นคงแน่นอนในการดำรงอยู่ของกฎหมาย จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพิกถอนการจำกัดสิทธิทางการเมือง

กรณีตามปัญหา ก็ต้องถือเอาความเห็นของเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ในการลงมติผ่านกฎหมายฉบับนี้

            แต่ถ้าหากเป็นเรื่องที่ตายตัวและยืดหยุ่นไม่ได้(ปรนัย) คือเรื่องของ “ความถูกต้อง” แม้จะใช้เสียงข้างมากจำนวน 99% มาตัดสินให้เป็นไปตามความต้องการ ทว่าใน 100 เสียง มีอยู่ 1 เสียงเท่านั้นที่เห็นไปในทางซึ่งถูกต้องตรงตามธรรม ส่วนอีก 99 เสียงเห็นไปในทางตรงกันข้าม กรณีนี้เสียงข้างมากก็เป็นอันใช้ไม่ได้และเป็นหมันไป เท่ากับว่าเสียงข้างน้อยซึ่งเป็นหนึ่งเดียวนั้น เป็นเสียงแห่งชันชนะอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น

            สมมุติว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้นักโทษชายทักษิณ ชิณวัตร ในคดีที่กล่าวหาว่าพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร กับพวก รวม  2 คน กระทำความผิดเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (ที่ดินถนนรัชดาภิเษก) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วน เห็นว่า

            ควรมีการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้ แล้วดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่ทั้งหมด ด้วยเหตุว่า กระบวนการได้มาซึ่งข้อเท็จจริงนั้น เกิดขึ้นจากการไต่สวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร คณะกรรมการ ฯ ดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร การไต่สวนของคณะกรรมการ ฯ เป็นการไม่ชอบ เป็นการตัดพยานในส่วนที่เป็นคุณกับจำเลย และการไต่สวนเป็นไปเพื่อตอบสนอง คณะรัฐประหาร ขณะที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อย เห็นว่า

            การออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้นักโทษชายทักษิณ ชิณวัตร เป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ ถ้าเปิดโอกาสให้มีการแก้กฎหมายเพื่อยกเว้นโทษให้ผู้กระทำความผิดแล้ว กฎหมายจะมีไว้เพื่ออะไร

            กรณีตามปัญหา ก็ต้องถือเอาความเห็น(อันถูกต้อง) ของเสียงข้างน้อย ไม่ใช่เอาความเห็น(ที่เห็นแก่ตัว) ของเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ในการลงมติผ่านกฎหมายฉบับนี้

            จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปความได้สั้น ๆ ว่า “ความถูกต้อง” ต้องไม่อ่อนข้อให้กับ “ความไม่ถูกต้อง”

            ภายใต้การกระทำที่ไม่ถูกต้อง อันเป็นผลพวงมาจากความถูกใจ(ซึ่งไม่สอดคล้องกับความถูกต้อง) ของนักการเมือง ที่กำลังคิดแบ่งปันผลประโยชน์ (ที่ควรตกได้แก่ประชาชน) ให้กับตัวเองและพวกพ้องนั้น เสมือนว่า เป็นของธรรมดาและไม่แปลกแต่อย่างใดในสังคมการเมืองไทย  โดยเฉพาะสิ่งชั่วร้ายที่นักการเมืองมองว่าคือความจำเป็น ในสายตาของประชาชนแล้วมันคือล้อของวงจรอุบาทว์ที่หมุนวน สร้างร่องรอยให้นักการเมืองรุ่นแล้วรุ่นเล่าเดินติดตามกันมาอย่างมุ่งมั่นโดยไม่ละอายต่อความชั่วและกลัวต่อบาป สักนิดเดียว

             แต่ทว่ากลับมีนักการเมืองมือสมัครเล่นอย่าง “อาซาคุระ เคตะ” บนโลกเสมือนจริงที่พยายามก้าวข้ามพรมแดนแห่งผลประโยชน์ของนักการเมืองด้วยกันไปสู่ดินแดนแห่ง “การเมืองใหม่” ที่มีตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการใช้สองตา สองหู สองขาและสองมือเช่นเดียวกับประชาชนในการรับรู้ความเดือดร้อนและความทุกข์ยากของคนซึ่งได้เลือกตัวเขามาปกป้องผลประโยชน์ด้วยความหวังตลอดเวลาที่ผ่านมาว่า ต้องมีสักวันที่ปัญหาต่าง ๆ ของสังคมจะได้รับการแก้ไขและเยียวยาในที่สุด 

                                                               

            บทสนทนาข้างล่างนี้คงเพียงพอที่จะอธิบายความเป็นนักการเมืองที่ตระหนักอยู่เสมอว่า หัวใจที่จริงจังและจริงใจทั้ง 4 ห้อง ในขณะนี้ เป็นที่อยู่ของประชาชนไปเสียแล้ว

อาซากุระ เคตะ ปราศรัยเรียกเสียงสนับสนุนท่ามกลางประชาชนที่มาฟังคำแก้ตัวในเรื่องทุจริตในสมัยของพ่อเขา

“ผมจำได้ว่า วันนั้นผมถามพ่อว่า จริงหรือเปล่า ท่านไม่ตอบ ท่านพูดแค่ว่า...บนเส้นทางการเมืองมันต้องใช้เงิน วันนั้นท่านไม่กล้ามองหน้าผมเสียด้วยซ้ำไป ผมถึงเกลียดการเมืองตั้งแต่ตอนนั้น มันทำให้ผมต้องออกจากฟูกุโอกะบ้านเกิด และไปเป็นครูทีนางาโนะแทน”

“...สำหรับผู้สนับสนุนพ่อ คำตอบที่ว่า อยู่บนเส้นทางการเมืองต้องใช้เงิน อาจจะเป็นเหตุผลที่รับได้ มันอาจจะเป็นความจำเป็นจริง ๆ ดังนั้นผมถึงไม่ตำหนิท่านเลย...ถึงจะเป็นความจำเป็นอย่างนั้น แต่ผมก็รับไม่ได้อยู่ดีที่เราต้องยอมรับมัน และบอกกับเด็ก ๆ ว่า สังคมนี้มีความชั่วร้ายที่คนเราจะต้องทำลงไปเพราะความจำเป็น...อันนี้ผมรับไม่ได้จริง ๆ ”

มิยาม่า สอนเชิงมวยการทำหน้าที่ให้อาซากุระ เคตะ แต่กลับโดนเขาสวนกลับ

“ดิฉันหวังว่านี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นนะคะท่านอาซากุระ คุณต้องคิดแบบนักการเมืองแล้ว และนักการเมืองที่แท้จะไม่ลงมาทำอะไรแบบนี้ เรามีงานใหญ่กว่านี้ที่ต้องทำอยู่...”

“หือ คุณคิดว่านักการเมืองควรจะต้องทำอะไรล่ะมิยาม่าซัง...บอกตามตรงนะ ผมไม่รู้หรอกว่า นักการเมืองในความรู้สึกของคุณควรจะเป็นอย่างไร แต่ผมรู้บ้างแล้วว่า ผมจะเป็นนักการเมืองแบบไหน”

อูบุคาตะ สอนมวยทางการเมืองให้แก่ อาซากุระ เคตะ

“คุณรู้ไหมว่า คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีที่แท้จริงคืออะไร”

“คำตอบก็คือ ใครก็ตามที่ทำงานการเมืองโดยใช้มุมมองของประชาชนในการทำงาน เป็นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง นั่นสำคัญกว่าประสบการณ์ที่ได้รับการเลือกตั้งมาหลายสมัยอีก เพราะพอคุณเป็น ส.ส.ที่มีประสบการณ์และเป็นนักการเมืองเต็มตัวเมื่อไหร่ คุณจะไม่มีวันที่มองสังคมนี้ด้วยสายตาแบบที่ประชาชนมองอีกแล้ว”

อาซากุรุ เคตะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าประชาชนชาวญี่ปุ่น

“ต่อหน้าพ่อแม่พี่น้องในวันนี้ ผมขอสัญญาต่อหน้าท่านว่า           

ถ้าผมเป็นนายก ฯ ด้วยตาคู่นี้เหมือนของท่าน จะถูกใช้เพื่อมองหาปัญหาและแก้ไขให้มันถูกต้อง”

ด้วยหูสองหูที่เหมือนของท่าน ผมสัญญาว่า ผมจะตั้งใจฟังเสียงที่เบาที่สุดของผู้ที่เราเรียกเขาว่าเป็นผู้อ่อนแอในสังคม เพื่อรับฟังปัญหาที่เขาร้องขอ

ด้วยขาสองข้างที่เหมือนท่าน ผมสัญญาว่า ผมจะวิ่งเข้าหาปัญหาต่าง ๆ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

ด้วยสองมือที่เหมือนพวกท่าน ผมสัญญาว่า จะใช้มันทำงานให้หนักจนด้านแข็ง จนเหงื่อหยดจากมือ เพื่อจะสร้างหนทางใหม่ที่ประเทศนี้ควจจะเป็น

ทุกๆอย่างของผม...ทุกอย่างของผมก็จะเป็นเหมือนของท่านครับ” เสียงปรบมือให้กับการปราศรัยครั้งนี้ดังลั่น

อาซากุระ เคตะ กล่าวกับโอโนดะ หัวหน้ากลุ่มก๊วนในพรรครัฐบาล เพื่อยืนยันจุดยืนในการทำงาน

“การรับผิดชอบมันไม่ใช่แค่ก้มหัวแล้วขอโทษนะครับ แต่มันต้องใช้เงินด้วย ประเทศของเราอาจจะต้องล้มละลาย ถ้าเราเริ่มต้นยอมรับผิดแบบนี้ ที่สำคัญมันจะทำให้ท่านเปิดศึกกับข้าราชการเลยนะ”

“ถ้าประเทศเราจะล้มละลายเพราะต้องจ่ายชดเชย เราก็ต้องทำ รัฐไม่ได้มีความสำคัญไปกว่าประชาชนหรอกนะครับ ข้าราชการไม่ได้สำคัญกว่าประชาชนทั่วไปหรอกนะ ถ้าประชาชนต้องเดือดร้อนจากกระทำของรัฐ รัฐบาลก็คงจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้”

“ท่านโอโนดะครับ ผมสัญญากับประชาชนไว้แล้ว่า ผมจะบริหารงานโดยใช้สายตาเดียวกับประชาชน ผมต้องรักษาสัญญานั้น”

อาซากุระ เคตะ สอนการเจรจาทางการทูตในแบบฉบับของเขาให้กับท่านทูตอเมริกา

“คุณบิงแฮม ผมต้องปกป้องผลประโยชน์ของประเทศผมเช่นเดียวกับคุณที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาติคุณ นั่นทำให้เรามีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ผมคิดว่าเพียงเพราะข้อขัดแย้งในเรื่องนี้ทำให้เราต้องทะเลาะกัน มันจะไม่ทำให้ใครได้ประโยชน์เลย แต่ถ้าคุณจะเดินหน้าแบบนี้ ผมก็จะบอกว่า ผมจะไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว เพราะผมเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นซึ่งต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาวญี่ปุ่นครับ”

“ขอโทษนะครับ ผมอาจจะดูอหังการไป แต่เพราะผมเคยเป็นครูประถมห้ามาก่อน...จริง ๆ ก็ปีที่ผ่านมานี่เอง ผมเห็นนักเรียนทะเลาะกันบ่อย ๆ บางครั้งก็ทะเลาะกันเดี่ยว ๆ บางคนก็รวมตัวกันแกล้งเพื่อนคนเดียว แต่ทุกครั้งที่เขาทะเลาะกัน ผมมักจะบอกเขาว่า ขอให้คิดว่าพวกเธออยู่ในชั้นเดียวกัน ถ้ามีอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจต่อกันและกัน ขอให้พูดจากันโดยดี พูดกับเขาดี ๆ และฟังเขาดี ๆ แล้วค่อยคิดแก้ปัญหากันจากตรงนั้น พวกเธอก็จะเข้าใจกันและกันมากขึ้น พวกเธอก็จะรู้ว่าทุกคนนั้นย่อมแตกต่างกัน”

“แต่เพราะเราไม่เคยคิดเรื่องนี้กัน เราถึงโกรธเมื่อมีใครบางคนลุกขึ้นมาทำตัวแตกต่าง เราจะคิดว่าอะไรกันวะ แล้วก็จะเริ่มทะเลาะกันอีก แต่ในความจริง ไม่มีทางที่คนสองคนจะคิดหรือทำเหมือนกันทุกอย่าง ทุกคนคิดต่างและต้องอยู่กันในสภาวะที่แตกต่าง นั่นคือปัญหาที่ผมถึงต้องการให้เด็ก ๆเข้าใจก่อนว่า เราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร หลังจากนั้นค่อยมาหาเหตุผลที่จะทำให้ทั้งคู่เข้าใจกันขึ้นและอยู่ร่วมกันได้ ผมคิดว่า การเจรจาทางการทูตก็น่าจะใช้หลักการนี้ไม่แตกต่างกันนะครับ”

อาซากุระ เคตะ ถามจุดยืนของ โนโระ ผู้นำฝ่ายค้านค้าน ถึงการทำหน้าที่ของผู้แทนปวงชน

“เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน เราจำเป็นต้องยืนอยู่คนละข้างหรือครับ”

“นี่ท่านนายกฯ กำลังทำพฤติกรรมที่เรียกว่า ทรยศต่อพรรครัฐบาลของท่านอยู่นะครับ”

“ทรยศหรือครับ? ตกลงเราไม่ได้เห็นเหมือนกันในเรื่องการขาดแคลนหมอเด็กหรือครับ ผมคิดว่าเราเข้าใจปัญหาของร่างงบประมาณนี้เหมือนกันเสียอีก เพราะฉะนั้น ทั้งสองฝ่ายน่าจะมาร่วมมือกันได้เพื่อประโยชน์ของประชาชน”

“นายกไม่เข้าใจเรื่องการเมืองเลย ...ฝ่ายค้านกับรัฐบาลไม่มีทางร่วมมือกัน”

“ใช่ ผมไม่เข้าใจ ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจ ผมรู้แต่ว่า ถ้าเราไม่เริ่มแก้ไขมันตั้งแต่ตอนนี้ เราจะไม่มีโอกาสแก้มันอีกเลย”

อาซากุระ เคตะอธิบายความให้ทีมอาซากุระฟังเกี่ยวกับการแก้ปัญหาให้กับประชาชน

“คุณคิดว่า มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพียงเพราะเราทำกันมานานแล้วอย่างนั้นหรือครับ...แต่เรากำลังใช้ภาษีของประชาชนกันอยู่ ปัญหาเล็ก ๆแบบนี้ ถ้าเราไม่เริ่มต้นแก้ไขมัน ถ้าคณะรัฐมนตรี...ถ้าสภาไม่แก้ไข แล้วเราจะแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ที่ใหญ่กว่านี้ในสังคมได้อย่างไร”

“ผมคิดว่า ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงอะไร เราต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน”

อาซากุระ เคตะ อธิบายความหมายของความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีให้เด็ก ๆ ฟัง

“พ่อหนูบอกว่าครูเป็นคนดีมาก แล้วครูจะลาออกกับเรื่องที่ครูไม่ได้ทำไปทำไม”

“ครูต้องรับผิดชอบ เพราะครูเลือกคนโกงเหล่านั้นมาเป็นรัฐมนตรี”

“ครูถามนิดนึงว่า ถ้าครูไม่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้เหมือนคนอื่น พวกเธอยังจะคิดว่า ครูเป็นคนดีแบบนี้อยู่หรือเปล่า”

อาซากุระ เคตะเล่าให้ประชาชนฟังถึงโลกการเมืองที่ได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง

“ผมเคยเป็นครูประถม 5 ซึ่งสอนเด็ก ๆ เสมอ เวลาพวกเขาทะเลาะกัน ผมบอกให้เขาฟังคนอื่นบ้าง เพราะเหตุผลของตัวเองใช่ว่าจะถูกต้องทั้งหมด แต่ในโลกของการเมืองมันไม่ใช่เช่นนั้นเลย ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกัน โต้เถียงกันโดยเอาแต่เหตุผลของตัวเองเป็นที่ตั้ง บางครั้งทะเลาะกันก็มีข้อสรุป แต่บางครั้งก็ไม่มี บางครั้งก็ต้องลงคะแนนกัน แต่การตัดสินใจในการลงคะแนนก็ไม่ได้คำนึงถึงผลของการตัดสินใจนั้นเลยว่า จะมีผลกระทบต่อประชาชนแค่ไหน การลงคะแนนของนักการเมืองนั้นขึ้นอยู่กับพรรคและผู้มีอำนาจในพรรคเป็นหลัก นั่นทำให้ผมรู้สึกว่ายิ่งห่างไกลจากเมืองมากขึ้น”

“แต่เมื่อผมถูกทาบทามให้เป็นนายกฯ ผมยอมรับเพราะผมคิดว่าผมจะทำอะไรให้ประชาชนได้บ้าง มีคนบอกว่า ผมควรจะรับเพราะผมจะสามารถสร้างความหวังให้แก่เด็กๆได้ ตั้งแต่วันที่ผมให้สัญญากับประชาชนครั้งนั้นว่า จะใช้มือ ใช้ตา ใช้หูและใช้ขา ทำงานอย่างเต็มที่ ผมรักษาสัญญานั้นไว้ตลอด ผมรู้สึกว่า ผมเริ่มใกล้ชิดการเมืองเข้าไป”

“เพราะด้วยตำแหน่งที่ผมมี ผมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ผมสามารถเปลี่ยนประเทศนี้ให้เป็นอย่างที่ผมอยากให้เป็นได้ แต่กระนั้นอาจจะเป็นเพราะผมไม่มีประสบการณ์พอ ผมถึงไม่สามารถทำอะไรได้เลยอย่างที่ผมต้องการ และอย่างที่ประชาชนคาดหวัง และยังทำให้คนที่สนับสนุนผมต้องผิดหวังด้วยการคัดคนที่มีเรื่องรับสินบนมารับตำแหน่งรัฐมนตรีอีก”

“แต่ผมเรียนรู้หลายอย่างจาก 50 วันที่เป็นนายกฯ ผมได้เรียนรู้ว่า มีนักการเมืองที่เล่นการเมืองเพราะความโลภ มีนักการเมืองที่เล่นการเมืองด้วยความรับผิดชอบ มีนักการเมืองที่รู้ว่า ตัวเองทำผิดและยอมรับมัน รู้ว่ามีข้าราชการที่ทำทุกอย่างเพื่อชาติ รู้ว่ามีตำรวจที่พร้อมจะตายแทนประชาชน รู้ว่านักการเมืองต้องเข้าถึงประชาชนให้ได้ เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ผมตัดสินใจที่จะลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องทั้งหมด”

“แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ต้องการให้นักการเมือง รัฐมนตรีและส.ส.ทั้งหมดร่วมรับผิดชอบด้วย ผมจึงขอประกาศยุบสภาในตอนนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตัวแทนของเขาอีกครั้ง”

“คะแนนเสียงของทุกคนครั้งนี้สำคัญมาก จงลงคะแนนเลือกคนที่เขาเข้ามาทำงานตามเจตนารมณ์ จงเลือกคนที่รักษาสัญญา เลือกคนที่เมื่อเข้ามาแล้วไม่ลืมว่าเขาเป็นตัวแทนของประชาชน เชื่อเถอะครับว่าเรายังมีความหวังอยู่ เราเปลี่ยนแปลงการเมืองได้ด้วยตัวของเรา เพราะประชาชนเป็นผู้กำหนดว่าใครจะมาเป็นนักการเมือง ผมขอบอกว่าใครที่คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องเข้าใจยากนั้นไม่จริงนะครับ(หยิบหนังสือ) นี่คือคู่มือการเมืองสำหรับเด็กประถมที่เราเคยเรียนกันมา เพราะฉะนั้น การยุบสภาครั้งนี้จึงเป็นการสร้างความหวังและเติมเต็มฝันให้แก่ประชาชนและเด็ก ๆ”

                                                                       

            การมีเพียงแค่นายกมือใหม่คนหนึ่ง ซึ่งมีหัวใจคิดถึงแต่คุณภาพชีวิตของประชาชนนั้น มิได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์ (CHANGEOVER)  หากว่าประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศยังมิใช่พลเมือง (ประชาชนมือใหม่) ซึ่งมีหัวใจคิดถึงประเทศชาติก่อนคิดถึงประโยชน์ของตัวเองดังพระราชปณิธานของสมเด็จพระราชบิดาฯ ที่เป็นจริงเสมอ คิอ

 “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ยศ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”

            ถึงที่สุด ในการเตรียมความพร้อมก่อนเป็นประชาชนมือใหม่ คือพร้อมจะเป็นพลเมือง สิ่งที่เรา ประชาชนเลือกที่จะทำได้ตามวัฒนธรรมไทยก็คือ

            1.รักชาติ หมั่นระลึกถึงชาติเสมอ ให้มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง กลายเป็นเห็นแก่ชาติมากขึ้น เพื่อให้เป็นนิสัย เช่น จะคิดทุจริตหลีกเลี่ยงไม่เสีภาษีอากร ก็ให้นึกถึงชาติและไม่ทุจริตหลีกเลี่ยง

            2.ช่วยกันรักษาและผดุงส่งเสริมขนบธรรมเนียมอันดีงามของชาติไว้มิให้สูญสิ้นไป เช่น เคารพธงชาติ ไม่แสดงอากรลบหลู่ประเพณี ทำบุญในศาสนา

            3.ช่วยส่งเสริมนโยบายของชาติ เช่น ใช้ของที่คนไทยผลิตขึ้น หรือที่เกิดจากอุตสาหกรรมผลิตในประเทศไทย งดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

            4.รู้จักถนอมใช้และช่วยกันบำรุงรักษาทรัพย์สมบัติอันเป็นสาธารณะของชาติ เพื่อมิให้สิ้นเปลืองและสูญเสียโดยไร้ประโยชน์

            5.ช่วยกันขจัดเหตุภัยหรือแม้แต่ข่าวอกุศลต่าง ๆ ที่ทำให้คนในชาติเข้าใจผิดและแตกสามัคคีกัน และ

            6.ร่วมกันสร้างนิสัยดีงามให้มีไว้เป็นสมบัติประจำชาติ เช่น นิสัยรักสงบ นิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นิสัยขยันขันแข็งในการงาน นิสัยกล้าหาญ รักเกียรติของชาติและมีวินัยดี เพื่อเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า พลเมืองของประเทศไทยมีบุคลิกลักษณะไว้วางใจได้และน่านิยมนับถือของชาติอื่นทั่ว ๆ ไป

            จะเห็นได้ว่า คุณภาพของประชาชนซึ่งก็คือ ความเป็นพลเมืองนั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ที่กล่าวเช่นนั้น เนื่องจากอำนาจในการตัดสินใจเป็นตัวกำหนดระบอบการปกครองที่แต่ละประเทศปรารถนาจะเป็น หมายความว่า อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดของประชาชนนั้น เป็นอำนาจในการตัดสินใจ อันทำให้การปกครองของประเทศไทย เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นั่นเอง

            การเป็นคนมีคุณภาพหรือเป็นพลเมืองของประเทศนั้น ประชาชนในประเทศจะต้องมีการศึกษาที่แท้ด้วย การจะพัฒนาคุณภาพคนจึงต้องมองลึกลงไปในระบบการศึกษาของไทย(อันเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาสังคม) ว่าตั้งแต่เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับจนเป็นวัยรุ่นเป็นเยาวชนออกสู่โลกของตลาดแรงงานแล้ว เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่และสามารถเข้าสู่ฐานแห่งอำนาจ ไม่ว่าในระดับใดก็ตาม ผู้ใหญ่เหล่านี้เป็นประชาชนที่มีปัญญาและเจตนาดีแล้วหรือยัง

            คำว่า “มีปัญญาดี” คือ รู้เข้าใจเท่าทันข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ รู้จักคิด มีเหตุผล มีวิจารญาณ แยกแยะได้ว่า อะไรเป็นความจริง ถูกต้องดีงาม ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์

            คำว่า “มีเจตนาดี” คือ คิดสุจริต ตั้งใจดี มุ่งพูดจาสื่อสารและทำการในทางที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลสร้างสรรค์ เริ่มแต่หมายมั่นทำหน้าที่ของตนให้บริสุทธิ์บริบูรณ์

            นี่เป็นเพียงหลักเกณฑ์ง่าย ๆ ในการพิจารณาผลผลิตทางการศึกษาของประเทศว่า เรามีคุณภาพในระดับที่เพียงพอต่อการก้าวไปสู่ประเทศพัฒนา(ทางจิตวิญญาณ) แล้ว หรือ ยังอยู่นอกสายตาของอารยประเทศและกำลังพัฒนาขยับตัวเองจากความด้อยพัฒนาไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา(ทางจิตวิญญาณ) กันแน่

            และถ้ายอมรับว่าเรายังเป็นอย่างหลัง เพื่อให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจทำการตัดสินใจด้วยปัญญาโดยมีเจตนาที่เป็นธรรม สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ หลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ ซึ่งมีอยู่ 3 หลัก

1.ถ้าประชาชนตัดสินใจโดยเอาตัวเอง เอาความยิ่งใหญ่ของตน เอาความทะนงตัว เอาทิฐิ ความเห็นความเชื่อ ยึดถือส่วนตัว เอาผลประโยชน์ของตนเป็นเกณฑ์ตัดสิน ก็เป็น “อัตตาธิปไตย”

2.ถ้าประชาชนตัดสินใจไปตามกระแสความนิยม เสียงเล่าลือ หรือแม้แต่ไม่เป็นตัวของตัวเอง คอยฟังว่าใครจะว่าอย่างไร อย่างที่ว่าแล้วแต่พวกมากลากไป หรือตามแรงกดดัน จะเอาใจเขา จะหาคะแนน หรือตอบแทนการเอื้อประโยชน์ ก็เป็น “โลกาธิปไตย” และ

3.ถ้าประชาชนตัดสินใจโดยเอาความจริงความถูกต้อง หลักการ กฎ กติกา เหตุผล ประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิตและสังคม เป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยใช้ปัญญาหาข้อมูลตรวจสอบข้อเท็จจริงและความคิดเห็นที่รับฟังอย่างกว้างขวาง ให้ถ่องแท้ ชัดเจน และพิจารณาอย่างดีที่สุด เต็มขีดแห่งสติปัญญาจะมองเห็นได้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็เป็น “ธรรมาธิปไตย”

            จริง ๆ แล้ว หลักข้อที่ 3 มิใช่เพียงสำคัญสำหรับประชาชนเท่านั้น หากแต่มันยังมีความสำคัญอย่างยิ่งกับผู้บริหารในทุกระดับอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารในองค์กรเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐ และโดยเฉพาะบุคคลซึ่งทำหน้าที่เป็นคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลขณะนี้ ยิ่งต้องหายใจเข้า-ออกเป็น “ธรรมาธิปไตย” เสียด้วยซ้ำ      

ท้ายที่สุดแล้ว ท่าน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีขอประเทศนี้ จะต้องมีความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวมากกว่าที่เป็นอยู่ เป็นตัวของตัวเองเถิดครับท่านนายก อย่ากลัวที่จะเสียอำนาจ(ถ้าท่านทำประโยชน์เพื่อประชาชนมากกว่าพูดเพื่อให้ประชาชนเห็นใจ) อย่าเชื่อคนแวดล้อมที่ยุให้ขลาด อย่าทำให้พี่น้องประชาชนหมดศรัทธากับการเมือง และที่สำคัญ อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลง “การเมืองน้ำเน่า” ให้เป็น “การเมืองใหม่”

ท่านนายกอภิสิทธิ์ครับ “จงวิ่งจนสุดกำลัง ถึงแม้ว่าจะหกล้มก็ตาม”

รวบรวมและเรียบเรียงโดย หลังม่านสีฟ้า จาก

-หนังสือ แบบเรียนสังคมศึกษา วิชาหน้าที่พลเมือง ประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2512

-หนังสือ จุดบรรจบ รัฐศาสตร์ กับ นิติศาสตร์ ธรรมาธิปไตยไม่มา จึงหาประชาธิปไตยไม่เจอ ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พ.ศ.2549 และ

-หนังสือ CHANGE นายกมือใหม่ หัวใจประชาชน ของต่อพงษ์ เศวตามร์ พ.ศ.2552 (ขออนุญาตคุณต่อพงษ์ เศวตามร์ นำเฉพาะบทสนทนา ระหว่าง อาซากุระ เคตะ กับ ตัวละครอื่น ๆ จากหนังสือนี้มาไว้ในบทความนี้เพื่อการศึกษาด้วยครับ)

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net