วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การอำลาวงการของ ฮันส์ ไมเยอร์


แฟนบอล โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค สโมสรในบุนเดสลีกา เยอรมัน ต่างรู้สึกประหลาดใจกับการประกาศลาออกจากตำแหน่งเทรนเนอร์ของ ฮันส์ ไมเยอร์ หลังช่วยต้นสังกัดอยู่รอดบนลีกสูงสุดไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ เพราะไม่มีวี่แววมาก่อนเลยว่าเขาจะตัดสินใจแบบนี้
 ไมเยอร์มีสัญญากับมึนเช่นกลัดบัคถึงกลางปี 2010 เพราะเพิ่งเข้ามารับงานต่อจาก ยอส ลูฮูเคย์ เทรนเนอร์ชาวดัตช์ ซึ่งถูกไล่ออกเมื่อเดือนต.ค. 2008 แต่หลังจากช่วยต้นสังกัดจบฤดูกาล 2008-09 ด้วยอันดับ 15 ห่างจากตำแหน่งที่ต้องไปเตะเพลย์ออฟหนีการตกชั้นแค่ 1 คะแนน กุนซือรายนี้ก็ประกาศอำลาวงการ โดยกล่าวว่า "การเป็นชายแก่ที่อายุใกล้ 67 แล้ว ผมคงไม่สามารถพัฒนาทีมให้ดีขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาแค่ช่วยสโมสรได้อยู่รอดเท่านั้น นอกเหนือจากนี้มันเกินความสามารถของผม"
 ไรเนอร์ บอนโฮฟ รองประธานสโมสรมึนเช่นกลัดบัค เผยว่า "เรามีการพูดคุยกันอย่างละเอียดทุกเรื่องช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของเขา ทุกคนรู้สึกซาบซึ้งที่ฮันส์สามารถพาสโมสรอยู่รอดในบุนเดสลีกา เขาต้องทำงานท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบาก ทั้งปัญหานักเตะหลักฟอร์มตก และบาดเจ็บยาว แถมมึนเช่นกลัดบัคต้องเจอโปรแกรมโหดช่วงแมตช์ท้ายๆด้วย แต่ฮันส์ทำให้ทีมทำผลงานน่าพอใจได้อย่างสม่ำเสมอ และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ"
 ไมเยอร์อาจไม่มีโอกาสสัมผัสถ้วยแชมป์มากมาย หรือได้อยู่กับสโมสรยักษ์ใหญ่ที่มีองค์ประกอบดีๆ แต่เขาสามารถสร้างชื่อเสียงจากการช่วยต้นสังกัดถึง 3 แห่งเอาตัวรอดในบุนเดสลีกา ตั้งแต่ แฮร์ธ่า เบเอสเซ เบอร์ลิน, 1. เอฟเซ เนิร์นแบร์ก และล่าสุดคือมึนเช่นกลัดบัค ซึ่งความยาก-ง่ายต่างกันออกไป โดยกรณีหลังถือว่าหวุดหวิดที่สุด ขณะเดียวกันไมเยอร์ได้รับสิ่งตอบแทนจากสองสโมสรแรกด้วยการถูกไล่ออกในเวลาต่อมา ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถพัฒนาทีมให้มีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยหลังออกจากแฮร์ธ่า ที่เขาช่วยให้ได้อันดับ 12 ห่างจากโซนตกชั้น 7 คะแนน เมื่อปี 2004 ต้นสังกัดดังกล่าวกลับไปจบฤดูกาลในท็อปเทนตามปกติ ส่วนเนิร์นแบร์ก ไมเยอร์พาเป็นแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ปี 2007 ซึ่งเป็นการประสบความสำเร็จหนแรกในรอบ 39 ปีของสโมสร และเขาก็ได้โอกาสคว้าถ้วยรางวัลครั้งแรกในรอบ 27 ปีด้วย แต่เหลือเชื่อที่อีก 9 เดือนต่อมากลับโดนเนิร์นแบร์กไล่ออก และสโมสรตกชั้นหลังจากอีก 3 เดือน


 มึนเช่นกลัดจ้างไมเยอร์ร่วมงานกันอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ของเทรนเนอร์ซึ่งเคยพาพวกเขาเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดเมื่อปี 2001 จะช่วยให้สโมสรเอาตัวรอดจากวิกฤติได้ แต่นับจากกลับมา ไมเยอร์ก็ถูกวิจารณ์จากหลายฝ่ายอย่างหนัก ทั้งแท็กติคการเล่นแบบโบราณหลังเขามีแนวคิดจะใช้ระบบที่มีลิเบโร่ การดร็อปนักเตะดีกรีทีมชาติเยอรมันอย่าง มาร์โค มาริน และ โอลิเวอร์ นอยวิลล์ การใช้ประกาศตัดผู้เล่นครึ่งหนึ่งออกจากสโมสรช่วงพักครึ่งฤดูกาล ทั้งๆพวกเขาเหล่านั้นเพิ่งช่วยมึนเช่นกลัดคว้าแชมป์ลีกาสอง 6 เดือนก่อนหน้านั้น ความขัดแย้งภายในทำให้ คริสเตียน ซีเก้ ต้องลาออกไป แม้เคยยอมลดตำแหน่งจากผู้อำนวยการฝ่ายกีฬามาเป็นผู้ช่วยกุนซือแล้วก็ตาม ช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ไมเยอร์มักให้ลูกทีมเน้นเกมรับเป็นพิเศษ เพราะผู้เล่นทั้งหมดที่คว้าตัวมาร่วมทัพ คือกองกลางเชิงรับ, กองหลัง และผู้รักษาประตู แม้มึนเช่นกลัดบัคจะมีปัญหาแผงรุกตลอดฤดูกาลก็ตาม โดยปี 2009 มีแค่ 3 แมตช์เท่านั้นที่พวกเขายิงเกิน 1 ประตู
 ด้วยการใช้นักเตะเกมรับมากเป็นพิเศษ และชอบผู้เล่นซึ่งมีประสบการณ์สูงมากกว่าดาวรุ่ง ทำให้จบฤดูกาลพวกที่จะเป็นอนาคตของสโมสรอย่างมาริน หรือ อเล็กซานเดอร์ เบาม์โยฮันน์ ต่างเลือกพากันย้ายหนี สุดท้ายไมเยอร์ก็ต้องลาออกตามไปด้วยเหมือนกัน เพราะ สเตฟเฟ่น โคเรลล์ ผู้จัดการทีม กับ มักซ์ เอเบเริ่ล ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของมึนเช่นกลัดบัค มีนโยบายชัดเจนว่าต้องสร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยใช้คนหนุ่มเป็นหลัก เพราะทั้งคู่ก็ขึ้นมาจากการทีมเยาวชน และทีมสมัครเล่นของสโมสร โดย 2 ใน 3 ผู้เล่นที่ซื้อมาแล้วก็มี โรมัน นอยสเต็ตเตอร์ วัย 21 กับ มาร์โค รอยส์ วัย 20 ขณะผู้เล่นที่ไมเยอร์คว้ามาคือ พอล สตัลเทรี่ วัย 31 และ โทมัส กาลาเซ็ค วัย 36
 วันเวลาของไมเยอร์อาจหมดไปแล้ว เพราะคุมทัพครั้งแรกตั้งแต่ปี 1971 ตอนอายุ 29 โดยเริ่มจาก เอฟเซ คาร์ล ไซส์ เยน่า สโมสรแห่งเดียวในชีวิตการเป็นนักเตะ 6 ปีของเขา สมัยนั้นไมเยอร์ครองตำแหน่งกุนซือหนุ่มที่สุดในลีกโอเบอร์ลีกาของเยอรมันตะวันออก และพาต้นสังกัดคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยในประเทศดังกล่าว 3 สมัย (1972, 1974 กับ 1980) ปี 1981 พวกเขาเข้าชิงชนะเลิศคัพวินเนอร์ส คัพ แต่แพ้ ดินาโม ทิฟลิส หรือชื่อเดิมคือ ดินาโม ทบิลิซี่ แห่งจอร์เจีย 1-2 จากนั้นก็ย้ายออกไปคุม เอฟเซ โร้ท-ไวส์ แอร์ฟวร์ต, เอฟเซ คาร์ล มาร์กซ์ สตัดท์ (ปัจจุบันคือ เคมนิทซ์ เอฟเซ) แม้กลับมาเยน่าช่วงปี 1993-94 แต่ก็ย้ายออกไปคุม 1. เอฟเซ อูนิโอน เบอร์ลิน และโยกสู่ต่างแดนครั้งเดียวในชีวิต ด้วยการคุมทัพ เอฟเซ ทเวนเต้ เอ็นเชเด้ แห่งพรีเมียร์ดัตช์ ช่วงปี 1996-99 แต่ก็ไม่ได้แชมป์อะไรเลย จนต้องกลับมาช่วยมึนเช่นกลัดบัคเมื่อปี 1999 ซึ่งตอนนั้นอยู่ลีกาสอง
 ไมเยอร์ได้เลือกทางของเขาไปแล้ว ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่คิดอำลาวงการ เพราะตอนออกจากแฮร์ธ่าเมื่อ 5 ปีก่อน ก็เคยร่ำๆจะวางมือมารอบหนึ่ง แต่คราวนี้เทรนเนอร์คนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้แชมป์ฟุตบอลถ้วยทั้งเยอรมันตะวันออก และเยอรมันตะวันตก อาจยอมแพ้ต่อโลกลูกหนังยุคใหม่จริงๆ
 แต่ถึงอย่างไรไมเยอร์ก็ได้ชื่อว่าเป็นตำนานคนหนึ่งของวงการไปแล้ว และไม่มีใครสามารถลบอดีตที่เขาเคยสร้างไว้ตลอดเส้นทางการเป็นกุนซือได้แน่นอน

โดย Narcissus

 

กลับไปที่ www.oknation.net