วันที่ พุธ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จิตสาธารณะ .. ที่งอกงามจากสิ่งไร้ค่า


โปรดทิ้งขยะลงถัง  .. สมบัติสาธารณะอย่าทำลาย โปรดช่วยกันรักษา

ขึ้นลงชั้นเดียวโปรดใช้บันได .. โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรีและคนชรา

.

          สารพัดคำกระตุ้นเตือนทั้งขอความร่วมมือ ขู่ด้วยค่าปรับ หรือแม้แต่ถ้อยคำประชดประชัน อย่าง ‘ที่หมาเยี่ยว’ ซึ่งหลายครั้งหลายคราดูเหมือนว่าคำเตือนเหล่านั้นจะค่อยไม่ได้ผลซักเท่าไหร่

.

.

.

.

          ทำไมกับประเทศที่ชาวต่างชาติต่างก็ให้การยกย่องว่ามีวัฒนธรรมที่งดงาม ผู้คนมีน้ำใจโอบอ้อมอารี ในบ้านเมืองกลับเต็มไปด้วยป้ายเตือนเพื่อปลุกจิตสำนึกมากมายถึงเพียงนี้

.

.

          บ้างก็บอกว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะสังคมเปลี่ยนไปใจคนจึงเปลี่ยนตามไปด้วย

          หรือไม่ก็เพราะโลกของเราเจริญขึ้น ทุกอย่างจึงเปลี่ยนไปไม่เว้นแม้แต่ใจคน

.

.

          ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ทำไมในประเทศที่เจริญแล้ว คนของเขาจึงรู้จักคิดได้เองโดยที่ไม่ต้องอาศัยป้าย หรือข้อความใดๆ มาคอยกระตุ้นเตือนหรือบอกกล่าวให้ต้องกระทำในสิ่งที่สมควรทำเลยล่ะ

.

.

.

.

          จากความจริงที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า สังคมบ้านเรากำลังอยู่ในภาวะที่เกิดความพร่องหายไปของ  ‘จิตสาธารณะ’  ในตัวผู้คนกลุ่มใหญ่ อันส่งผลกระทบถึงต้นทุนทางสังคมที่ช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่น่าอยู่ให้เกิดขึ้น รวมถึงโครงสร้างทางสังคมที่เข้มแข็งสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

.

‘ทำอะไรตามใจคือไทยแท้’

.

          นิยามกึ่งประชดที่มอบให้กับคนไทย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นค่านิยมสำหรับผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ยึดถือปฏิบัติเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสังคมกับการกระทำบางอย่างที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผมไม่คิดที่ตั้งความหวังใดๆ หรือเล็งผลที่ดีเลิศนักกับการกระตุ้นจิตสำนึกเพื่อให้ท่านเหล่านั้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ปฏิบัติมาตลอดชีวิตของตนเอง

.

          ดังนั้นบทความในวันนี้ของผม จึงไม่ได้มีเจตนาที่จะขีดเขียน เพื่อหวังปลุกจิตสำนึกให้กับบรรดา ‘ไม้แก่ดัดยาก’ เหล่านั้นแต่อย่างใด หากแต่ต้องการบอกเล่าถึงเรื่องราวบางสิ่งบางอย่างอันน่าชื่นชมของผู้ใหญ่บางท่าน ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝัง ‘จิตสาธารณะ’ ให้กับเด็กและเยาวชนเพื่อสะสมไว้เป็นต้นทุนทางสังคมต่อไปในอนาคตข้างหน้า

.

.

.

.

          ในสายวันหนึ่งที่ตัวผมต้องเดินทางเข้าไปทำธุระในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งของจังหวัดนนทบุรี ตะแกรงลวดหลากสีสันซึ่งภายในบรรจุไว้ด้วยขวดพลาสติกมากมาย เป็นสิ่งที่สะกิดความสนใจของผม จนอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปากสอบถามกับอาจารย์ท่านหนึ่งเพื่อให้หายข้องใจว่า

.

          ทำไมถังขยะของโรงเรียนนี้จึงดูแปลกไปกว่าที่อื่น ???

.

          ซึ่งก็ได้คำตอบกลับมาว่า  ...  นั่นเป็นความคิดของท่านผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งเพิ่งจะย้ายมาประจำโรงเรียนนี้ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการจัดกิจกรรมกีฬาสีของนักเรียนเสียใหม่ โดยจากเดิมที่จะเรียกเก็บเงินค่ากิจกรรมของนักเรียนจากผู้ปกครอง ก็ให้เด็กหันมาหาเงินกันเองด้วยการเก็บขวดน้ำพลาสติกซึ่งเคยเป็นเพียงขยะที่ไร้ค่าสำหรับเด็กๆ รวบรวมเพื่อนำไปขาย ใครอยู่สีอะไรก็ให้นำขวดพลาสติก หรือเศษกระดาษทั้งที่ซื้อในโรงเรียนและที่มีอยู่ที่บ้าน ไปทิ้งในตะแกรงสีนั้นๆ โดยทางโรงเรียนได้ติดต่อประสานงานกับร้านรับซื้อของเก่าให้นำรถมารับซื้อถึงในโรงเรียน เพื่อรวบรวมเงินไว้จัดกิจกรรมที่จะมีขึ้นในช่วงภาคเรียนที่ 2

.

.

.

.

          จากคำบอกเล่า .. เวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์นับจากเปิดเทอม นักเรียนแต่ละกลุ่มมีสะสมแล้วถึงกว่า 2,000 บาท ซึ่งระหว่างที่ทำธุระอยู่ในโรงเรียนแห่งนั้น ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนักเรียนชายหญิงกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาช่วยกันคัดแยกขวดน้ำพลาสติกใส่ถุงดำอย่างสนุกสนานร่าเริง เด็กๆ บอกผมว่าที่ต้องค่อยๆ คัดแยกเพราะ ขวดที่มีสภาพสมบูรณ์ไม่มีรอยบุบทางร้านจะรับซื้อโดยให้ราคาเป็นขวด แต่ถ้ามีรอยบุบต้องจะนำไปชั่งกิโลขายรวมกันซึ่งราคาจะถูกกว่ามาก

.

          คำพูดหยอกล้อ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความตั้งอกตั้งใจในการที่จะไม่ทำให้ขวดพลาสติกเกิดรอยบุบ ทำให้ผมรู้สึกว่า พวกเด็กๆ น่าจะภาคภูมิใจในผลงานของตนเองครั้งนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน กับการแปรสภาพสิ่งที่เคยไร้ค่าในสายตาให้กลายมาเป็นเม็ดเงินสำหรับพวกเขาได้

.

.

.

.

          คุณค่าของเรื่องราวที่เกิดขึ้น คงมิได้อยู่ที่จำนวนเงินของเด็กๆ ว่าจะได้มากหรือน้อยเท่าใด หากแต่เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งกำลังหยั่งรากลึกลงไปในจิตใจของเด็กเหล่านั้น ที่กำลังสอนให้พวกเขาได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจถึงความหมายของ ‘การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม’ ว่าสามารถก่อให้เกิดความภาคภูมิใจได้มากมายขนาดไหนเมื่อลงมือกระทำ 

.

          จริงอยู่ที่ระบบการศึกษาในโรงเรียน ณ ปัจจุบัน อาจจะมีโครงงานมากมายที่ริเริ่มขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะปลูกฝัง ‘จิตสาธารณะ’ ให้กับเด็กนักเรียน แต่กับรูปแบบการปฏิบัติที่ไม่มีความเนื่องโดยอาศัยคะแนนเป็นแรงจูงใจในการปฏิบัติ ซึ่งยังคงมีลักษณะของการศึกษาในระบบที่จำกัดกรอบในลักษณะของการบังคับให้เด็กต้องกระทำตาม จะสัมฤทธิผลมากน้อยเพียงไหน ยังคงเป็นคำถามที่ได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจนนัก

.

          แต่กับวิธีการเรียนรู้แบบให้เด็กคิดและสร้างขึ้นเอง โดยการปล่อยให้เด็กสร้างบางสิ่งบางอย่างที่สามารถสัมผัสได้และมีความหมายกับตนเอง ย่อมก่อให้เกิดภาวะการเรียนรู้ได้ดีที่สุด โดยความรู้ใหม่ที่ได้มานั้นเด็กสามารถที่จะนำไปต่อยอดเพื่อสร้างสิ่งต่างๆ ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นได้อีกด้วย  และจะเกิดเป็นวงจรที่เสริมรับกันภายในตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด (Constructionism Theory / Papert, 1999)

.

         จิตสาธารณะของเด็กในโรงเรียนที่กำลังงอกงามขึ้นจากสิ่งไร้ค่าที่เรียกว่า 'ขยะ' โดยความคิดริเริ่มของผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนั้น ด้วยการนำขวดพลาสติกซึ่งเคยไร้ประโยชน์มาแต่งเติมความหมายให้กลายเป็น 'สื่อช่วยคิด' (Object to thonk with) สำหรับปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับเด็กนักเรียนในความดูแลของตนเอง ได้สร้างความรู้สึกประทับใจให้กับผมผู้ที่บังเอิญผ่านไปพบเห็นเป็นอย่างมาก

.

          .. จนอดที่จะนึกถึงคำกล่าวหนึ่งขึ้นมาไม่ได้ ..

.

.

การเรียนรู้ที่ดีกว่า  ไม่ได้มาจากการค้นพบวิธีการสอนที่ดีกว่าของครู

หากแต่เป็นการ ‘ให้โอกาส’ ในการสร้าง  ‘สิ่งที่ดีกว่า ‘  แก่ผู้เรียน

Papert (1996)

.

.

          คงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมากหากทุกโรงเรียนในประเทศไทย สามารถสร้างแนวทางในการปลูกฝังความคิดเรื่อง ‘จิตสาธารณะ’ ให้เด็กไทยทุกคนได้เรียนรู้และสัมผัสถึงคุณค่าของการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อให้ค่านิยมดังกล่าวบานสะพรั่งและเติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กับวัยของพวกเขา

.

          .. เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นเช่นนั้น ..

.

          ผมเชื่อแน่ว่า ต้นทุนทางสังคมที่พร่องลงไปในวันนี้ จะถูกเติมเต็มขึ้นมาอีกครั้งด้วยมือของเด็กๆ เหล่านั้น ที่กำลังจะเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ผู้เปี่ยมด้วย  ‘จิตสาธารณะ’  ในอนาคตอันใกล้ .. อย่างแน่นอน

.

.

.

.

บทความโดย

พรายพิลาศ

พุธ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๗

พ.ศ. ๒๕๕๒

.

.

.

ขอขอบคุณภาพประกอบบทความจาก

http://seedang.com/stories/21038

http://zhongyii.multiply.com/photos/album/17/17#7

http://www.worth1000.com/

.

.

โดย พรายพิลาศ

 

กลับไปที่ www.oknation.net