วันที่ พุธ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สะดุดรักน้องใหม่ หัวใจแต้มสี (15)


- 15 -

          แสงแดดสีทองสาดส่องมาทางมุมตึกประยุกต์ศิลป์ ทำให้ต้นไทรใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ข้างๆ มีสีสันสวยงามขึ้น สีเหลืองของแสงแดดที่ทาบลงบนความเขียวสดของใบไม้และกิ่งที่แตกแขนงกับรากไทรที่ย้อยลงมา เมื่อถูกแดดดูงดงามไม่แพ้ภาพเขียนของจิตรกรเอก ตรงนี้กระมังที่เขาเรียกกันว่า แรงบันดาลใจ ที่ศิลปินมักจะนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ศิลปะ

          ใกล้ๆ กันเป็นห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่เป็นอาคารขนาดกะทัดรัด ด้วยความเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกในประเทศไทย ทำให้ห้องสมุดเล็กๆ กลายเป็นแหล่งรวมหนังสือศิลปะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขึ้นมาได้ เย็นๆ อย่างนี้ หน้าห้องสมุดมักจะมีนักศึกษาปีหนึ่งและปีสองมานั่งจับกลุ่มคุยกันก่อนกลับบ้าน

          ปั้นนั่งอยู่บนตึกประยุกต์ศิลป์ ซึ่งเป็นตึกเก่าโบราณตั้งแต่สมัยรัชกาลที่หนึ่ง ริมหน้าต่างโบราณบานใหญ่เป็นที่ตั้งของขาหยั่งเขียนรูป จากมุมนี้ปั้นสามารถมองลอดกิ่งไทรลงไปเห็นบรรยากาศหน้าห้องสมุดได้ชัดเจน ผู้คนที่วนเวียนอยู่ตรงนั้น แม้จะเรียนอยู่คนละคณะก็รู้จักคุ้นเคยกันดี บางคนไม่เคยรู้จักชื่อกันเลยตลอดสี่ปี แต่พบหน้าครั้งใดก็เอ่ยปากทักทายกันอย่างสนิทสนม บางคนถึงกับข้ามไปมีเพื่อนต่างคณะ เพราะเคยทำกิจกรรมร่วมกันหลายครั้ง เหตุเพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีพื้นที่แคบจนนักศึกษาแทบจะเดินชนกันวันละหลายครั้งนั่นเอง

          บนโต๊ะทำงานของปั้นเต็มไปด้วยรูปสเก็ตซ์หญิงสาวในอิริยาบถต่างๆ ปั้นหยิบรูปแล้วรูปเล่าขึ้นมาเพ่งพิศแล้ววางลงบ้าง สลับที่กันบ้างโยกย้ายตำแหน่งของภาพกับส่วนประกอบอื่นๆ บ้าง เพื่อสร้างต้นแบบสำหรับวาดผลงานชิ้นใหญ่ บนขาหยั่งข้างหน้าของเขามีผืนผ้าใบขาวสะอาดขนาดเมตรยี่สิบคูณสามเมตรขึงตึงกับกรอบไม้วางรออยู่ ปั้นตั้งใจจะวาดภาพหญิงสาวในลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน บรรยากาศทึมๆ ตามสไตล์ของเขา ฉากหลังคิดขึ้นมาเองทั้งหมด รูปแรกนั้นปั้นอยากได้ภาพหญิงสาวนั่งพิงต้นไม้อยู่ในสวนแห่งจินตนาการที่มืดและเต็มไปด้วยใบไม้แห้งหลากสีสัน มีแซกโซโฟนวางอยู่ด้านหน้า...

          เย็นวันนี้ปั้นไม่ได้ตามไปส่งภาพพิมพ์ที่บ้าน เพราะเธอออกไปเรียนวาดรูปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

การที่ปั้นไปคลุกคลีอยู่กับภาพพิมพ์และเพื่อนๆ นั้นไม่ได้ดูน่าเกลียดอะไร เพราะนอกจากจะเป็นรุ่นพี่แล้วเขายังเป็นครูผู้ช่วยสอนวิชาพื้นฐานบางวิชาอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นซีเนียร์ที่สนิทกับเฟรชชี่มากที่สุด ตั้งแต่วันแรกที่น้องใหม่รุ่นนี้ก้าวเข้ามาในมหาวิทยาลัย ปั้นก็เอาใจใส่ดูแลมาตลอดอย่างไม่มีบกพร่อง ทั้งเรื่องการลงทะเบียน การรับน้อง แม้แต่กิจกรรมอื่นๆ ก็มักจะมีเขาอยู่ด้วยเสมอๆ เพื่อนๆ ของภาพพิมพ์ก็พอจะดูออกว่าพี่ปั้นชอบเพื่อนของพวกเขาอยู่ไม่น้อยและไม่มีใครรังเกียจที่รุ่นพี่คนนี้มาใกล้ชิด เพราะปั้นไม่เคยแสดงความสนใจภาพพิมพ์จนลืมเพื่อนๆ ของเธอเลย

          ปั้นอยากปล่อยให้ภาพพิมพ์อยู่กับเพื่อนๆ บ้างเพราะเขารู้สึกว่าการใกล้ชิดมากเกินไปอาจทำให้เธออึดอัด หลายเดือนที่ผ่านมาแม้ภาพพิมพ์จะมีไมตรีกับเขามากเพียงใด ปั้นก็พอจะดูออกว่าเธอยังยืนยันความเป็นพี่ชายของเขาอยู่มากกว่าที่จะยอมเอนเอียงไปทางความรักแบบหนุ่มสาวอย่างที่เขาต้องการ

          ความมืดโรยตัวลงปกคลุมบริเวณท่าช้างอีกครั้ง ถนนหน้าพระลานยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่บนตึกกลับเงียบงันและวังเวงเหลือเกิน

ปั้นใช้สมาธินั่งร่างภาพลงบนผืนผ้าใบจนลืมเวลา รู้สึกตัวอีกทีฟ้าก็มืดจนมองแทบไม่เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้าแล้ว เขาลุกขึ้นไปเปิดสวิตซ์ไฟแล้วเดินมาเปิดซีดีเพลงเปียโนคอนซาโต้ของโชแปงเสียงลั่นตึก

          เมื่อก่อนเขาฟังเพลงพวกนี้ไม่เป็น นิยมแต่เพลงป๊อบ อย่างมากที่สุดก็เพลงบรรเลงที่ไม่มีเนื้อร้องอย่างที่เขาเรียกกันว่า ไลท์มิวสิค แต่เมื่อต้องเรียนวิชาสุนทรียศาสตร์ อาจารย์สมโภชน์ก็บังคับให้เขากับเพื่อนๆ นั่งฟังเพลงคลาสสิกจนหลับแล้วคาห้องเรียน อาจารย์ท่านลงทุนจัดเครื่องเสียงส่วนตัวมาเปิดให้นักศึกษาฟังพร้อมกับบรรยายประวัติของผู้แต่งและที่มาของเพลง ปั้นก็ฟังบ้างหลับบ้างไปตามเรื่อง จบคอร์สก็รู้สึกโล่งหูไม่ต้องทนฟังเพลงคลาสสิกของอาจารย์อีกต่อไป จำได้คร่าวๆ แต่ว่า สุดยอดของคีตกวีนั้นมีอยู่สามบี คือ บร๊าค บราห์ม และบีโทเฟ่น ส่วนเปียโนก็ต้องโชแปง...

ปั้นเลิกสนใจเพลงคลาสสิกไปพักหนึ่ง...วันหนึ่งขณะนั่งวาดรูปอยู่ ปั้นเกิดนึกอยากฟังเพลงของอาจารย์สมโภชน์ขึ้นมาดื้อๆ ก้นร้อนจนนั่งไม่ติดต้องเผ่นไปที่ร้านน้องท่าพระจันทร์แล้วซื้อซีดีเพลงคลาสสิกมาสามสี่แผ่น ตั้งแต่นั้นมาเขาก็รู้สึกชินหูที่ต้องฟังเพลงพวกนี้ขณะทำงาน มันช่วยให้อารมณ์ของเขาเพริดไปกับเสียงดนตรีและเข้าสู่ภวังค์แห่งสมาธิได้ดีทีเดียว แม้เขาจะไม่ค่อยสนใจนักว่า แต่ละเพลงที่ฟังอยู่นั้นมีชื่อว่าอะไรหรือแต่ละมูฟเม้นท์นั้นแสดงความรู้สึกอย่างไรก็ตาม

ตอนนี้เครื่องซีดีกำลังเล่นเพลงที่มีเสียงร้อง มันคือเพลง Santa Lucia ซึ่งเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร...

Sul mare luccica l'astro d'argento
placida é l'onda
prospero il vento
...
Sul mare luccica l'astro d'argento
placida é l'onda
prospero il vento
...
Venite all'argine
barchette mie
Santa Lucia, Santa Lucia
...
Venite all'argine
barchette mie
Santa Lucia, Santa Lucia
...
Soft winds caress the sea,
Breezes so tender,
Make every dancing wave,
Gladly surrender!
...
Days here are heavenly,
Nights are pure ecstasy,
Santa Lucia, Santa Lucia!
...
Venite all'argine
barchette mie
Santa Lucia, Santa Lucia

...

บ้านของภาพพิมพ์...

ในความเงียบสงบของค่ำคืน มีเพียงเสียงเบาๆ ที่ดังออกมาจากเครื่องรับโทรทัศน์เท่านั้น

ตรู๊ด ตรู๊ด ตรู๊ด...

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสองสามครั้ง ภาพพิมพ์ลุกจากเก้าอี้หน้าโทรทัศน์ไปรับโทรศัพท์ มนัสชนกชายตามองน้องสาวนิดหนึ่งก่อนที่จะหันไปร่างแบบเสื้อผ้าที่ทำค้างอยู่ต่อ ส่วนเอกลักษณ์สามีของมนัสชนกก็พลิกหนังสือพิมพ์อ่านอย่างไม่สนใจ

ภาพพิมพ์คุยโทรศัพท์อยู่สักครู่ก็วางสายแล้วกลับมานั่งดูโทรทัศน์ต่อ

          “ใครโทรมาน่ะสี่ทุ่มกว่าแล้ว”

          มนัสชนกซักน้องสาว

          “พี่ปั้นค่ะ โทรมาจากคณะ”

          “ดึกป่านนี้แล้วยังอยู่ที่คณะอีกหรือนายปั้น หรือเขาค้างที่นั่น”

          “คงงั้นล่ะค่ะพี่นก สมัยพี่นกก็ค้างที่คณะบ่อยไม่ใช่เหรอคะ”

          “อื้ม...แล้วนายปั้นเขามีธุระอะไรกับแกล่ะ ถึงโทรมาเอาป่านนี้ ไม่รอคุยตอนเช้า”

          “เห็นว่ารูปที่มาสเก็ตซ์ไว้ตอนพิมไม่สบายน่ะ พอเอาไปขยายแล้วมันไม่ได้สัดส่วน เลยอยากให้พิมไปนั่งเป็นแบบให้ที่ตึกน่ะค่ะ”

          “แล้วแกมีเวลาไปนั่งให้เขาหรือ” มนัสชนกท้วง

ภาพพิมพ์ละสายตาจากโทรทัศน์หันไปคุยกับพี่สาว

          “ก็คงตอนเย็นๆ น่ะค่ะ ชั่วโมงสองชั่วโมงคงไม่เป็นไร พิมอยากให้เขาวาดรูปออกมาดีๆ ด้วยล่ะค่ะ ไม่งั้นเสียชื่อนางแบบหมด อิอิ”

          “อืม อย่ากลับให้มันดึกนักก็แล้วกัน”

          “ถ้าดึกมากก็เช้าเลยนะคะ พี่นก” ภาพพิมพ์หยอกพี่สาว

“ไม่ต้องเลยนะ ฉันล่ะเบื่อเหลือเกิน เรื่องเฉไฉเนี่ย พี่เอกก็ไม่สนใจน้องนุ่งบ้างเลย”

มนัสชนกหันไปค้อนสามี

“อ้าว...ไหงมาลงที่ผมล่ะ อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ดีๆ สมัยคุณเรียนน่ะ เขาว่ากันว่า บ้านช่องไม่กลับเป็นเดือนไม่ใช่รึ ถึงขนาดคุณพ่อต้องไปส่งข้าวส่งเงิน ถึงคราวน้องสาวบ้างล่ะทำเป็นห่วง...ห่วงหรือหวงก็ไม่รู้”

          “อ้าว!!  ก็ยัยพิมมันไม่เหมือนนกนี่คะพี่เอก” มนัสชนกเริ่มเสียงแข็งกับสามี

          “ไม่เหมือนตรงไหน” เอกลักษณ์เลิกคิ้วถาม

          “สมัยนั้นนกห้าวจะตาย นิสัยอย่างกับผู้ชายไม่มีใครกล้าหือหรอก แต่ยัยพิมมันผู้ยิ้งผู้หญิง ปล่อยไปไหนดึกๆ ดื่นๆ ได้ยังไงอันตรายออก”

          “แหม พี่นก ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พี่ก็สนิทกับพี่ปั้นไม่ใช่หรือคะ ไหนว่าเป็นซีเนียร์กัน พี่ปั้นเขานิสัยดีไว้ใจได้นะคะ”

          มนัสชนกเงยหน้าขึ้นจากชิ้นงานอีกครั้งแล้วตอบน้องสาว

          “ไอ้ที่ฉันห่วงน่ะไม่ใช่นายปั้น ฉันห่วงเวลาเธอกลับบ้านดึกต่างหาก”

          เย็นวันนี้ตึกประยุกต์ศิลป์ไม่เงียบเหงาเหมือนเมื่อวาน เพราะทั้งอารัติ ปั้น แจ๊ค ภาพพิมพ์ และแคทรียากำลังคุยกันอยู่อย่างครึกครื้น    ภาพพิมพ์กำลังนั่งเป็นแบบให้ปั้นวาดรายละเอียดของใบหน้าลงบนแคนวาส ส่วนตัวปั้นเองก็ทิ้งมาดรุ่นพี่อารมณ์ดีมาเป็นศิลปินที่เคร่งขรึมกับผลงานของตัวเอง นานทีจะหันไปโต้ตอบกับเพื่อนสักครั้ง

          อารัติกับแคทรียาและแจ๊คนั่งกินขนมคุยกันอยู่ที่โต๊ะห่างออกมาประมาณสามเมตร บนโต๊ะมีถุงขนมและน้ำวางอยู่เต็มไปหมด

          “พี่ปั้น พี่ว่าจูบกับหอม ต่างกันยังไงอ่ะ” แจ๊คที่กำลังเคี้ยวเฟรนช์ฟรายอยู่ถามขึ้น

          “อื้ม...ถ้าเป็นฝรั่ง เขาใช้คำว่า kiss คำเดียวนะ” ปั้นตอบ มือก็ระบายสีไปด้วย

          “นั่นสิ ฝรั่งเขาใช้ kiss แต่เราใช้จูบกับหอม”

          “พี่ว่า จูบ น่าจะหมายถึงการสัมผัสด้วยปาก ส่วนหอมก็สัมผัสด้วยจมูก” อารัติออกความเห็น

          “เข้าท่าแฮะ” แจ๊คเห็นด้วย

          “จูบ ใช้ริมฝีปากไปชนกัน เช่นจูบปาก ก็คือเอาริมฝีปากไปชนกับปาก จูบแก้ม ก็คือ เอาริมฝีปากไปชนกับแก้ม ส่วนหอม...ดีกรีมันน่าจะน้อยกว่าจูบนะ เช่น หอมแก้มก็เอาจมูกไปชนแก้ม” แคทรียาเสริม

          “แต่ตอนเอาจมูกไปชนแก้มนี่ ปากมันก็ชนด้วยนะน้องแคท” ปั้นแย้ง

          “พี่ว่าอยู่ที่เจตนาว่ะ จูบนี่มันออกแนวรักใคร่ ส่วนหอมมันออกแนวรักและเอ็นดู” ปั้นสรุป

          “แล้ว French kiss ล่ะครับ มันเป็นยังไงพี่ปั้นรู้ไหม” แจ๊คยังสงสัยต่อ

          “เฟรนช์คิส—จูบแบบฝรั่งเศส...บ้าฝรั่งเศสอีกแล้วไอ้แจ๊ค เอ็งรู้ไหมว่าฝรั่งเศสน่ะมันเฉือนดินแดนไทยไปตั้งเท่าไหร่ เราเกือบจะเสียเอกราชก็เพราะพวกฝรั่งเศสนี่แหละ” ปั้นเปลี่ยนประเด็น สายตายังจับจ้องอยู่ที่นางแบบหน้าสวยและผลงานของตัวเอง

“เท่าที่รู้นะ เขาหมายถึงการจูบอย่างดูดดื่ม” อารัติออกความเห็นบ้าง

          “จูบยังไงอ่ะพี่? จูบอย่างดูดดื่ม” แจ๊คชงต่อ

          “ไอ้นี่ถามมากจริงเว้ย!! ก็คงแบบที่พวกเอ็งดูหนังฝรั่งแล้วเวลาพระเอกนางเอกจูบกันนานๆ แล้วเอ็งใช้คำว่า แลกหนอน กันไง” ปั้นเริ่มหน้าแดง

          “แล้วพี่ปั้นเคย เฟรนช์คิส ไหมครับ แหะๆ”

          “ไอ้นี่วอนซะแล้ว!! เดี๋ยวได้จูบรองเท้าข้าแน่ๆ”

          “วันนี้ไปดูหนังกันนะคะพี่อาร์ต”

          แคทรียาเอ่ยขึ้นในช่วงหนึ่งของการสนทนา

          “ชวนพี่อาร์ตคนเดียวหรือน้องแคท พี่แจ๊คนั่งหัวโด่อยู่นี่อีกคนนึงนะ” แจ๊คประท้วง “ไปดูเรื่อง Paris, je t'aime กันไหมครับ เป็นหนังสั้น คอนเส็ปปารีสฉันรักเธอ จากผู้กำกับระดับแถวหน้าที่ตีความความเป็นปารีสของตัวเองออกมาเป็นหนังสั้น...”

          “เอาอีกแล้วไอ้แจ๊ค มีบทพูดทีไรเป็นต้องพูดถึงปารีสทุกทีเลยนะเอ็ง พูดเรื่องอื่นบ้างไม่ได้รึไง?” อารัติแซวรุ่นน้องแล้วหัวเราะ แต่แคทรียาไม่ขำด้วย

          “พี่แจ๊คไปดูคนเดียวเถอะค่ะ หนังอาร์ตแบบนั้นแคทไม่ดูหรอก ปวดหัว ไปดูหนังรักโรแมนติคกับพี่อาร์ตดีกว่า นะคะพี่อาร์ต...” แคทรียาทำเสียงอ้อนสุดๆ พลางกอดแขนอารัติแล้วโยกตัวไปมา เนื้อตัวของเธอนั้นก็ถูไถไปตามแขนของอารัติ ถูไปก็ชายตาไปมองภาพพิมพ์ที่นั่งนิ่งอยู่

          แม้ภาพพิมพ์จะนั่งอยู่ห่างพอสมควรแต่ก็ได้ยินเสียงคนทั้งสามคุยกันชัดเจน อารมณ์หงุดหงิดเริ่มปรี๊ดขึ้นมาอีกแล้ว แต่ไม่อาจขยับตัวไปไหนได้ หากมีชามกระเพาะปลาวางอยู่แถวนี้คงต้องระเห็จลงไปอยู่ในถังขยะแน่ๆ

          “เอ...กลัวจะดึกไปหน่อยนะสิ นี่มันจะหกโมงเย็นแล้วนะ ไม่รู้เจ้าปั้นจะเสร็จกี่โมง ไว้วันหลังดีไหม วันนี้เราอยู่เป็นเพื่อนเจ้าปั้นกับพิมก่อน” อารัติแย้ง แอบสบตาภาพพิมพ์นิดหนึ่งเห็นเธอตาเขียวปั้ด

          “แหม เสียดายจัง นานๆ แคทจะได้อยู่กับพี่อาร์ตสักครั้ง” แคทรียาทำหน้าปั้นปึ่ง แล้วสะบัดเสียงใส่อารัติ “นี่ถ้าไม่ต้องมานั่งเป็นเพื่อนสองคนนี้กันหน้าเกลียด พี่อาร์ตก็คงไม่มานั่งคุยกับแคทหรอกใช่ไหมคะ”

          “ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ ก็ช่วงนี้พี่งานยุ่งจะตาย อีกไม่กี่วันก็จบแล้ว ถึงตอนนั้นอยากไปไหนก็ไปกันเลย”

          “รอพี่ปั้นเสร็จพี่อาร์ตก็กลับไปทำงานไม่ได้เท่าไหร่หรอก ดูรอบดึกก็ได้ แคทกลับหอดึกไม่เห็นจะเป็นไร อยู่คนเดียวอยู่แล้ว...นะคะ นะค้า...”

          “เอ่อ…

          อารัติอึกอัก แคทรียาตื้อต่อพลางเกาะแขนอารัติเขย่าๆ ถูไถๆ

          “นะคะพี่อาร์ต...ดูหนังคราวนี้อีกครั้งเดียวแล้วแคทจะไม่กวนพี่จนกว่าธีสีดจะเสร็จ...นะคะ”

          “อื้ม...เอ้อ...”

          “ไม่ต้องเอ้ออ้าหรอกค่ะ ดูนี่...” แคทรียาพูดจบก็ควักตั๋วหนังสองใบออกมาโชว์

          “โอ้โฮ เล่นมัดมือชกกันแบบนี้ สงสัยไม่รอดซะล่ะมั้งไอ้อาร์ต ฮ่าๆๆๆ”

          เสียงปั้นดังมาจากริมหน้าต่าง อารัติหันไปถลึงตาใส่เพื่อนแล้วลุกขึ้นเดินไปดูภาพเขียนของปั้น

          “ได้อารมณ์จริงๆ รูปนี้ แต่ทำไมหน้าเศร้าจัง”

          “ก็คอนเส็ปกูเป็นแบบเหนือจริง เป็นอารมณ์เหงาลึกๆ ของคนน่ะ เลยใช้โทนสีหม่นๆ ใบหน้าเศร้าๆ”

          ปั้นตอบพลางระบายสีไปพลาง ส่วนภาพพิมพ์นั้น พยายามปั้นหน้าเศร้าอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่วายยิ้มทุกครั้งที่คนทั้งสามพูดตลก บางครั้งก็เผลอโต้ตอบด้วย จนปั้นต้องคอยเตือนไม่ให้หันหน้าไปบ่อยนัก

เพิ่งจะทำหน้าเศร้าได้ก็ตอนที่เพื่อนสาวอ้อนพี่อาร์ตไปดูหนังสำเร็จนี่ล่ะ!!!

          “อีกนิดเดียวนะน้องพิม เก็บรายละเอียดตรงแววตาอีกหน่อยก็เสร็จแล้ว แหมปั้นหน้าอยู่ตั้งนานเพิ่งจะเศร้าเอาตอนมืดนี่แหละน้า”

          “ตามสบายเถอะค่ะพี่ปั้น พิมเห็นพี่ปั้นบอกว่าอีกนิดเดียวมาสามชั่วโมงแล้ว ไหนๆ ก็มืดแล้วให้เสร็จซะวันนี้เลยแล้วกัน”

          “ขอบใจจ้า ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวพี่ไปส่งตามหน้าที่อยู่แล้ว” ปั้นตอบหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม

          ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

เสียง SMS จากโทรศัพท์มือถือของภาพพิมพ์ดังขึ้น ปั้นจึงหยุดวาด

          “พักสักเดี๋ยวก็ได้จ้ะน้องพิม”

          ภาพพิมพ์ลุกไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ามาเปิดดูก็พบข้อความของพี่สาว

          “คืนนี้ให้นายอาร์ตมาส่งนะ มีธุระจะคุยด้วย นั่งแท็กซี่มาเลย / พี่นก”

          “พี่อาร์ตค่ะ พี่นกบอกให้ไปหาค่ะ”

          ภาพพิมพ์พูดพลางส่งโทรศัพท์ให้อารัติอ่านข้อความ

          “สงสัยเรื่องแต่งร้านใหม่ เห็นเกริ่นๆ ไว้” อารัติส่งโทรศัพท์คืนแล้วพูดเบาๆ

          “อ้าว!!! แล้วหนังแคทล่ะคะ? คุณเพื่อนพิมน่ะ...แย่งพี่อาร์ตไปอีกแล้ว!!!”

          แคทรียาโวยวาย หันไปจ้องภาพพิมพ์ตาเขม็ง

          “เอ้า!!! แคทก็พูดน่าเกลียด พิมไม่รู้เรื่องนะ นี่ธุระของพี่อาร์ตกับพี่นกเค้า”

          ภาพพิมพ์ตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม รู้สึกสะใจเล็กๆ ที่ได้เอาคืนเพื่อนบ้าง ส่วนปั้นก็อดหมั่นไส้เพื่อนไม่ได้จึงพูดแทรกขึ้น

          “แหมๆ ไอ้อาร์ตมึงมีดีอะไรวะ ทำไมใครๆ ต้องเฉพาะเจาะจงมึงถึงขนาดนี้ เอางี้ เดี๋ยวมึงไปส่งน้องพิมแล้วคุยธุระกับพี่นก ส่วนแคทไปดูหนังกับพี่ ถ้าว่างมากนักคืนนี้ก็มาค้างที่ตึกเป็นเพื่อนพี่เลยยิ่งดี!!!”

ประโยคหลังปั้นตั้งใจประชดเต็มที่

          “ว้าย!!!...ไม่ล่ะค่ะ ขอบคุณ!!! แคทจะกลับหอค่ะ”

 แคทรียาตอบเสียงสั่น รู้สึกกลัวน้ำเสียงและใบหน้าจริงจังของปั้นขึ้นมา เพราะปกติพี่ปั้นจะไม่ทำท่าดุใส่น้องๆ แบบนี้ สงสัยคราวนี้จะหมั่นไส้เต็มที่

          “ไม่รู้ล่ะ!! กลับหอก็ได้ แต่ต้องหลังจากดูหนังกับพี่แล้ว เห็นอยากดูนักไม่ใช่เหรอ? ถึงกับซื้อตั๋วล่วงหน้า  พี่ก็อยากดูเหมือนกันเรื่องนี้...หรือแคทจะปฏิเสธพี่ หืม?”

          ปั้นเสียงแข็ง จ้องหน้าแคทรียาตาไม่กะพริบ

          “เอ้อ…อ้า...”

          แคทรียาอึกอึกพูดไม่ออก

          “งั้นก็ตกลงตามนี้!!! ทุกคนได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว พี่นกได้เจอไอ้อาร์ต แคทได้ดูหนัง น้องพิมมีคนไปส่ง พี่ปั้นวาดรูปเสร็จ...แหม...เพอร์เฟคผิดมนุษย์มนา”

          “แล้วผมล่ะพี่ปั้น...หลุดเฟรมไปนานแล้วนะครับ”

          แจ๊คทะลุกลางปล้องขึ้นมาด้วยน้ำเสียงน้อยใจ ทุกคนลืมเขาไปหมด!!

          “เอ็งก็ไปดู Paris, je t'aime ของเอ็งไปสิวะ ฮ่าๆๆๆ”

          ปั้นระเบิดเสียงหัวเราะแล้วหันไปผสมสีวาดรูปต่อ

music : sata lucia

โดย ครูอุ๋ย

 

กลับไปที่ www.oknation.net