วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชาวพม่าบุก...หวังปักหลักตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย


                              ฝันของหนุ่มพม่ากับอาชีพในต่างแดน

          จังหวัดสมุทรสาคร เป็นแหล่งธุรกิจประมงที่สำคัญของประเทศ ภายใต้การลงทุนของชาวญี่ปุ่น ใต้หวัน ซึ่งสวนใหญ่จะทำงานในธุรกิจต่อเนื่องจากการประมง ห้องเย็น ทอผ้า เป็นศูนย์กลางการขายสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ทำให้ภาคการประมงมีความต้องการแรงงานจำนวนมาก แต่เนื่องจากแรงงานไทยไม่นิยมทำ จึงมีการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ

          จ.สมุทรสาคร เป็นจังหวัดที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมากในปี 2547 มีแรงงานต่างด้างหลบหนีเข้าเมืองที่ขอขึ้นทะเบียน และขออนุญาตทำงาน จำนวน 37,047 คน แยกเป็น สัญชาติพม่า 35,644 คน สัญชาติลาว 1,221 คน และสัญชาติก้มพูชา 182 คน และเป็นแรงงานที่อยู่ในกิจการประมง จำนวน 25,848 คน โดยประมาณว่ามีแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองทั้งหมด 6 ถึง 7 เท่า ของจำนวนแรงงานต่างด้าวที่มาขอขึ้นทะเบียน หรือ ประมาณ 2 แสนกว่าคน (ที่มา : สำนักงานสาธารณสุขจ.สมุทรสาคร)

          แรงงานต่างด้าว แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก ได้แก่แรงงานต่างด้าวที่ถูกกฏหมาย หมายถึง คนต่างชาติที่เข้ามาทำงานโดยได้รับใบอนุญาตทำงาน ส่วนใหญ่ เข้ามาประกอบอาชีพนักวิชาการ และผู้เชี่ยงชาญ ประเภทที่ 2 เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฏหมาย หมายถึง ชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศ ทั้งที่ถูกต้อง และไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง แรงงานประเภทนี้ก่อให้เกิดปัญหากับประเทศมากมาย ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ ทำงานระดับล่าง เช่น กรรมกร ประมง เป็นต้น

          และหนึ่งในแรงงานต่างด้าวที่มีการหลบหนีเข้าเมืองมาโดยผิดกฏหมายคือ นายมอร์ สัญชาติพม่า อายุ 25 ปี อยู่ประเทศไทยมา 10 กว่าปีแล้ว โดยหลบหนีเข้าเมืองมาทาง จ. กาญจนบุรี เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้ามายังประเทศไทย 1 หมื่นบาทไทย ในสมัยนั้นเดินทางเป็นเวลา 2 วัน เหตุที่เดินทางล่าช้าเพราะว่า ต้องหลบหนีด่านตรวจคนเข้าเมือง ต้องเปลี่ยนเส้นทางอยู่นาน อีกทั้งการเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบากจึงทำให้การเดินทางล่าช้า

          ตอนแรกมอร์ได้เข้ามาทำงานในจ.นครปฐม อยู่ในครอบครัวทำขนมปัง โดยจะพักกับเจ้าของกิจการเลย ทำงานนวดขนมปัง ทำตั้งแต่หกโมงเช้าจนถึงเที่ยงคืน โดยที่ไม่มีวันหยุดเลย ได้ค่าแรงเดือนละ 4,000 บาท และในขณะเดียวกันมอร์ก็ได้พบรักกับ สาวพม่าชื่อน.ส. ลิน ในที่ทำงาน ความรักของทั้งสองก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง คบกันได้ปีเศษทั้งคู่ก็ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน

          มอร์และลินอดทนทำงานนวดขนมปังเป็นเวลา 2 ปี เห็นว่าอยู่ที่นี่ได้เงินน้อย ได้เงินมาไม่พอกับการสร้างครอบครัว อีกทั้งทั้งคู่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฏหมายเลย พวกเขาจึงลาออกจากโรงงานขนมปัง ช่วงเวลานั้นมอร์ได้ติดต่อกับเพื่อนซึ่งอาศัยอยู่ในจ.สมุทรสาคร เพื่อนเขาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม มีรายได้ดีกว่าโรงงานขนมปังเท่าตัว นายจ้างที่โรงงานยังพาชาวต่างด้าวทุกคนไปขึ้นทะเบียนสามารถทำงานได้ถูกต้องตามกฏหมาย

          มอร์และลินจึงเดินทางออกจากจ. นครปฐมเข้าสู่จ. สมุทรสาคร ระหว่างการเดินทางทั้งคู่พากันหวาดกลัวการถูกจับกุมอย่างมาก แต่การเดินทางก็ราบรื่นไม่มีตำรวจมาตรวจ มอร์และลินเข้ามาอาศัยอยู่ที่ ห้องเช่าในต. ท่าทราย อ.เมือง จ. สมุทรสาคร ห้องเช่าที่อาศัยอยู่เป็นแห่งรวมเพื่อนชาวพม่าด้วยกัน เขาอยู่เป็นชุมชนพม่าเล็กๆ หลังจากหาที่อยู่ได้ ทั้งคู่ก็ออกไปสมัครงานโดยมีเพื่อนที่ทำงานอยู่ก่อนแล้วพาไปสมัคร มอร์อธิบายว่า การสมัครงานต้องถ่ายรูปไป 4 ใบพร้อมสำเนาชื่อที่เอามาจากพม่า จากนั้นนายจ้างจะพาเขาไปทำประวัติที่อำเภอเมืองเสร็จแล้วก็ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล โดยเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนเข้างานเป็นเงิน 4,300 บาท ได้รับใบอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย และเป็นแรงงานที่ถูกกฏหมายแล้ว บัตรมีอายุ 1 ปี ซึ่งเขาจะต้องไปต่ออายุทุกๆปี และทำแบบเดียวกันกับครั้งแรก

          ความไม่มีอิสระเริ่มต้นเมื่อ เขาไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ ใน จ.สมุทรสาครได้ เพราะมันผิดกฎหมาย ที่เรียกว่า “กฎหมายความมั่นคง” ถ้าจะเดินทางไปที่จังหวัดอื่น ต้องให้นายจ้างแจ้งกับนายอำเภอในจังหวัดของตน แล้วนายอำเภอจะต้องแจ้งไปที่จังหวัดที่เขาจะไป ให้นายอำเภอจังหวัดนั้นอนุญาตเสียก่อน มันผ่านหลายขั้นตอน เขาจึงเลือกที่จะไม่ไปไหนดีกว่าเพราะเสี่ยงมากกับการถูกจับ ถ้าถูกจับอาจจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก

          วันแรกของการทำงาน ทางโรงงานให้เสื้อ 1 ตัว รองเท้าบูท 1 คู่ ต้องสวมหมวก เน็ทคลุมผม พร้อมผ้าปิดปาก ภายในโรงงานแห่งนี้ ได้ผลิตปลากระป๋องส่งออกต่างประเทศ จึงมีกลิ่นคาวจากปลาทะเล ปลาที่นำมาทำผลิตเป็นปลาทูน่า ซึ่งมีหลายขนาด มีทั้งตัวใหญ่มาก ใหญ่มากกว่าคนปกติ ไปจนขนาดตัวเล็กจิ๋วเท่าฝ่ามือ ทั้งคู่ได้เข้าทำงานในแผนกคลังสินค้า ตามคำบอกเล่าของเพื่อน บอกว่าแผนกนี้ทำงานสบายที่สุด

          มอร์ทำงานในส่วนที่เรียกว่า หัวโต๊ะ โต๊ะหนึ่งจะมีคนทำงานร่วมกัน 12 คน มีทั้งไทยและพม่ารวมกัน คนที่สอนการทำงานก็จะเป็นคนพม่าที่พูดไทยได้ ขั้นตอนแรก จะมีคนจากแผนกบรรจุขนเอากระป๋องที่บรรจุเนื้อปลาแล้วมาวางไว้ข้างๆ มอร์ มอร์จะเป็นคนที่หยิบปลากระป๋องลงสู่โต๊ะ คนในโต๊ะจะเป็นคนที่เอากระป๋องปลามาติดสติก๊เกอร์ ขัดสนิมข้างกระป๋อง และขนเก็บไว้ในโกดัง มอร์ก็จะทำหน้าที่นี้อยู่ทุกวัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

          มอร์บอกว่า ทำงานในโรงงานนี้ไม่เหนื่อยเลย ค่าแรงก็ได้เท่ากับคนไทย คือวันละ 191 บาท ปีนี้ค่าแรงเพิ่มขึ้น 7 บาท นายจ้างไม่เคยโกงพวกเขา ขณะนี้ มอร์และลินช่วยกันทำมาหากินอยู่โรงงานแห่งนี้มาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว ทั้งคู่ได้มีพยานรักเกิดขึ้นในผืนแผ่นดินไทย 1 คน เกิดเมื่อเดือน มิถุนายน 2549 รวมอายุได้ 8 เดือน ตามใบเกิดชื่อ ด.ช.โอน เป็นบุตรคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ แต่เรียกชื่อไปมาเลยเพี้ยนมาเป็น น้องอ้วน

          น้องอ้วนเป็นเด็กที่น่ารักน่าชังมากตัวอ้วนกลมสมชื่อเลย ดิฉันเห็นว่าชื่ออ้วนเป็นชื่อที่ใครหลายคนก็ใช้ จึงเป็นคนเปลี่ยนชื่อให้เป็นน้องบอลแทน ล่าสุดเมื่อไปเยี่ยมมอร์มา ต้องอมยิ้มเมื่อ มอร์และลินต่างเรียกน้องตามชื่อที่ดิฉันตั้งให้ น้องบอล (ปลื้มจริงๆ )

          ในช่วงเวลาที่ลินตั้งท้องเมื่อครบ 3 เดือน ลินต้องลาออกจากงานมาดูแลห้องและรักษาสุขภาพ รายได้ที่มีเหลือใช้ ก็เป็นไม่ค่อยพอใช้ มอร์ต้องทำงานเลี้ยงครอบครัวคนเดียว มอร์ทำโอที มากขึ้นหลังจากที่ต้องนำเงินมาซื้อ นม ซื้อของเล่นต่างๆ ให้ลูก ลินก็ไปทำงานไม่ได้เพราะต้องดูแลน้องบอล ความเป็นอยู่ก็เริ่มไม่ดีเหมือนก่อน

         ทั้งคู่จึงต้องตัดสินใจที่จะนำน้องบอลส่งกลับพม่าเพื่อให้ตายายเลี้ยงดูแทน เพราะลำพังมอร์ทำงานคนเดียวคงไม่พอใช้จ่ายแน่ ในเดือนเมษายนปีนี้ ลินจะพาน้องบอลกลับ และลินก็จะกลับมาทำงานเหมือนเดิน ทั้งคู่บอกว่า อยากทำงานอีก 3 ปี เก็บเงินได้มากพอที่จะเปิดร้านขายของในพม่า จะขายพวกข้าวสาร น้ำมัน ของแห้งต่างๆ เพื่อเป็นอาชีพที่จะเลี้ยงครอบครัวต่อไป

       มอร์บอกว่า สาเหตุที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยก็เพราะความยากจน อาชีพในเมืองพม่าก็มีจับปลา ทำไม้ แต่ได้ค่าแรงน้อย และรัฐบาลกดดันด้วย คือว่า ถ้าเขาปลูกข้าว 1 ไร่ ผลผลิตครึ่งนึงที่ได้จะเป็นของรัฐบาล หรือขายให้ในราคาที่ถูก การปกครองของประเทศเขาเป็นแบบคอมมิวนิสต์ ไม่เป็นประชาธิปไตยเหมือนประเทศไทย

        และถ้าให้มอร์เลือกว่าจะอยู่ที่ไหน มอร์ตอบว่า “ก็ขอเลือกอยู่ที่พม่า เพราะยังไงก็เป็นบ้านผม มีอิสระในชีวิต จะไปไหนก็ได้ไม่ต้องกลัวถูกจับ แต่เพื่อปากท้องผมก็ต้องทน เพื่อครอบครัวทางโน้นที่รอเงินส่งไปให้ ”อนาคตภายภาคหน้า อีก 3 ปีพวกเขาจะทำความฝันได้สำเร็จหรือไม่ ก็อยู่ที่ความพยายาม อดทนของพวกเขา

ใบฝิ่น

 

โดย ใบฝิ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net