วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปัญโญทัย โรงเรียนสวนกระแส


ตีพิมพ์ใน จุดประกาย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 พฤษภาคม 2550

ภาพ: อุทร ศรีพันธุ์

สมาธิสั้น ไม่อ่านหนังสือ ติดการ์ตูน เล่นเกมทั้งวัน (ทั้งคืน) ฟุ่มเฟือย ฯลฯ ล้วนเป็นบุคลิกลักษณะอันไม่พึงประสงค์ แต่ก็เป็นแนวโน้มของเด็กไทยที่หลายฝ่ายกังวล

‘ปัญโญทัย’ โรงเรียนสร้างใหม่หมาดๆ ที่ก้นซอยวัชรพล ย่านรามอินทรา มีข้อเสนอเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ในการรับมือกับสถานการณ์ร้อนๆ เหล่านี้

ฟังชื่อ ‘ปัญโญทัย’ แล้วอาจจะคุ้นๆ เพราะถึงอาคารสถานที่จะเพิ่งก่อสร้างทาสี ทำพิธีเปิดไปเมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา แต่ที่จริง โรงเรียนปัญโญทัยเปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2540 โดยมีผู้ก่อตั้งชื่อ นายแพทย์พร พันธุ์โอสถ ถึงวันนี้ ‘หมอพร’ เป็นทั้งผู้อำนวยการพร้อมๆ กับเป็นครูผู้สอน

หลานคนเคยได้ยินชื่อนี้ เพราะเป็น ‘หมอพร’ คนที่เคยเป็นเจ้าของคอลัมน์ 'วัยเด็กดุจสายน้ำ' ใน 'จุดประกาย' และยังเป็นคนเดียวกับที่เคยช่วยกันกับพ่อแม่ผู้ปกครอง และนักวิชาการด้านการศึกษา ผลักดันกฎกระทรวงเรื่อง ‘บ้านเรียน’ หรือ ‘โฮมสคูล’ เพื่อให้พ่อแม่สามารถจัดการศึกษาแก่บุตรหลานตามที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 เปิดทางไว้

มาตรา 12 นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์การวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

เมื่อแรกตั้งโรงเรียน ‘ปัญโญทัย’ มีนักเรียนรุ่นบุกเบิกแค่ไม่เกินนิ้วนับ ในจำนวนนี้มีลูกๆ ของ ‘หมอพร’ รวมอยู่ด้วย สถานที่เป็นบ้านหลังเล็ก ที่ไม่ตรงคุณสมบัติของการเป็นโรงเรียนตามกระทรวงกำหนด อีกทั้งการเรียนการสอนก็ไม่ค่อยจะเหมือนใคร แต่ก็เป็นแนวทางที่ถูกใช้มาจนถึงวันนี้ ที่จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 200 คน
 ‘ปัญโญทัย’ ไม่เหมือนโรงเรียนอื่นตรงไหน ?

เด็ก ‘ปัญโญทัย’ ไม่ดูทีวี

โดยเฉพาะเด็กเล็ก ทีวีที่เต็มไปด้วยภาพวูบวาบเคลื่อนไหวกับเสียงที่เร้าใจตลอดเวลา เป็นสิ่งดึงดูดสุดๆ พ่อแม่ไม่น้อยจึงใช้การกดปุ่มเปิดทีวี เพื่อสะกดเจ้าตัวยุ่งให้อยู่นิ่งๆ ซึ่งได้ผลชะงัด

“โดยธรรมชาติ เป็นไปไม่ได้ที่ครูจะแสดงอะไรให้สนุกกว่านี้ ความน่าสนใจของทีวีทำให้เด็กไม่ได้ฝึกรวบรวมสมาธิด้วยตัวเอง ดังนั้น เมื่อเจออะไรที่ดึงดูดน้อยกว่า เขาจึงรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ” คุณครูจึงขอร้อง.. ให้คุณผู้ปกครองช่วยปิดทีวี

สำหรับ ‘ปัญโญทัย’ สิ่งสำคัญสำหรับเด็กๆ หลังจากไม่มีทีวี คือเนื้อหาและวิธีการการเรียนรู้ที่เหมาะกับแต่ละวัย เด็กเล็กๆ ของที่นี่ไม่ถูกเคี่ยวเข็ญให้เขียนอ่าน เพราะเชื่อว่า สิ่งที่เหมาะสมกว่าคือการเล่น ฟังนิทาน และทำงานหัตถกรรม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สมาธิ รวมถึงการเรียนรู้สิ่งดีๆ ที่ถูกสอดแทรกไว้ในเนื้อหา

เพราะการถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ขัดกับวัย จะสร้างความเบื่อหน่ายเกลียดชัง เรื่องการเขียนอ่าน คุณครูจะคอยสร้างความสนใจไปทีละน้อย จนถึงวันที่พวกเขาพร้อม ซึ่งถึงตอนนั้น เด็กๆ จะไม่ใช่แค่อ่านปาวๆ หรือคัดตัวอักษรสวยๆ

“เด็กต้องการรู้จักและเรียนรู้โลก แต่ละวัยมีขอบเขตของความเข้าใจ เด็กที่นี่พอเริ่มอ่าน ..อาจจะปลาย ป.3 เขาจะอ่านอย่างกระหายใคร่รู้ และอ่านต่อเนื่องไปจนโต”

ที่นี่ไม่มีคอมพิวเตอร์

พ่อแม่ทั้งร้อยกลัวลูกไม่ทันโลก แต่เด็ก ‘ปัญโญทัย’ เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ตอนเรียนชั้นมัธยมปลาย

“เรากลัวมากไปหรือเปล่า นึกดูดีๆ คนรุ่นเราก็ไม่ได้เรียนคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เล็ก”

ฟังดูออกจะขวาง แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้มาคือ สมาธิและเวลาเพื่อการใช้ชีวิตทางสังคม สำหรับ ‘หมอพร’ อินเตอร์เน็ตไม่ใช่แหล่งข้อมูลสำคัญที่สุด ถึง ม.ปลายค่อยใช้ก็ไม่สาย และไม่สนับสนุนการหาข้อมูลและนำเสนอแบบ copy and paste

“ผมไม่ต้องการรายงานที่เอามาส่งโดยไม่มีความรู้ ไม่ต้องการการตัดแปะ หรือได้มาอย่างฉาบฉวย ความรู้ที่ได้จากการลงมือลงแรงหามาเท่านั้น จึงจะเป็นความรู้ที่ยั่งยืน”

ม.ปลาย ไม่แบ่งวิทย์-ศิลป์

เพราะเชื่อว่า ชีวิตไม่ควรเลือกที่จะเรียนรู้เพียงด้านใดด้านเดียว และเชื่อมั่นว่า ด้วยการปูพื้นฐานที่มั่นคง เด็ก ‘ปัญโญทัย’ ทุกคนรู้ชัดถึงสิ่งที่ตนสนใจ รวมถึงรู้วิธีการที่จะเข้าสู่ความรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอน รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อไปสู่สถานบันการศึกษาระดับสูง

เด็กที่นี่ ตั้งแต่ชั้นประถม คุณครูพาลุยไปเรียนรู้การทำนา ทำฟาร์ม ฯลฯ พอถึงชั้นมัธยม 3-5 ต้องไปฝึกอาชีพ ด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรมขนาดย่อม/ หัตถกรรม รวมทั้งภาคบริการสังคม ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้ในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่เรียน เด็กๆ ยังได้สัมผัสโลกการงาน และค้นหาความถนัดและความสนใจของตัวเอง

ชั้นมัธยม 6 ทุกคนต้องเลือกเรื่องที่ตนสนใจ เพื่อทำ ‘โปรเจ็ค’ ซึ่งคล้ายๆ วิทยานิพนธ์ในระดับอุดมศึกษา ทำให้ได้ใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองสนใจ และศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้ง

ในส่วนของวิชาการ ด้วยเหตุที่เด็กวัยมัธยมต้องการผู้ที่จะสามารถชี้แจงได้ในทุกความสงสัย คุณครูผู้สอนจึงต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ซึ่ง ‘ปัญโญทัย’ เป็นหนึ่งในเครือข่ายโรงเรียน ‘วอลดอร์ฟ’ ที่กระจายใน 50 ประเทศทั่วโลก จึงมีคุณครูแลกเปลี่ยนจากประเทศต่างๆ ผลัดเปลี่ยนมาให้ความรู้เด็กๆ ไม่ว่า วิชาประวัติศาสตร์ยุโรป, ประวัติศาสตร์ศิลปะ ฯลฯ

สร้างวินัย: เครื่องแบบ ไม่ต้อง

โรงเรียนนี้ไม่มีเครื่องแบบ สวนกับความสำคัญของชุดนักเรียน ในการเป็นเครื่องมือเพื่อสกัดค่านิยมฟุ้งเฟ้อ

“ปัญหาบริโภคนิยม ไม่ใช่แก้เป็นจุดๆ แต่อยู่ที่ความเข้าใจ และการทำงานร่วมกันของโรงเรียนกับผู้ปกครอง ถ้าเราไม่ชัดเจน เด็กก็แข่งกันแต่งตัวทั้งในเครื่องแบบนั่นแหล่ะ เด็กเล็กต้องการการชี้นำอย่างเหมาะสม ถ้าผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับค่านิยมที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต การแต่งตัว เครื่องใช้ อาหารการกิน โตขึ้นก็ไม่มีปัญหา”

คุณค่าที่ส่งเสริมคือ การทำดีกับคนอื่น ซึ่ง ‘หมอพร’ ชี้ว่า สำคัญมากที่ผู้ใหญ่จะปลูกฝังให้เกิดแก่เด็กๆ ไม่ใช่โดยการบ่นพร่ำ แต่ด้วยการนำเสนอ ‘เนื้อหา’ โดย ‘วิธีการ’ ที่เหมาะกับแต่ละวัย

“เนื้อหาที่ผิดวัย เขาอาจจะมองว่าไร้สาระ อย่างหน้าที่ศีลธรรมให้ท่องเป็นข้อๆ เด็กวัยรุ่นไม่เอาด้วยแน่”

คุณครูจึงต้องรู้วิธี ‘เข้าหา’ เด็กซึ่งต่างกันในแต่ละช่วงวัย อย่างเด็กเล็ก พร้อมจะฟังคุณครูตลอดเวลา สิ่งที่นำเสนอแก่พวกเขาจึงเป็นสิ่งดีๆ แต่เมื่อสู่ช่วงวัยมัธยม สิ่งที่ครูควรทำคือการให้คำแนะนำ ซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

บริหารงานสไตล์ ‘พอเพียง’

แนวคิดด้านการศึกษาไม่ค่อยเหมือนใคร ในแง่การบริหารจัดการก็แตกต่างด้วยเช่นกัน

ถามถึงผู้สอน ‘หมอพร’ บอกว่า คุณครู ‘ปัญโญทัย’ ไม่จำเป็นต้องสำเร็จการศึกษาด้านครุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์ วันนี้คุณครูเกือบ 20 คน เรียนจบจากหลากหลายสาขา ..แล้วจะทำงานกันอย่างไร ?

“ทุกคนต้องเข้าใจหลักปรัชญาการทำงานร่วมกับเด็ก ส่วนการทำงานจริง ทุกคนมีประสบการณ์จากวิชาชีพ และเรามีการประชุมกันเป็นประจำ เราทำงานเป็นทีม ไม่ใช่เด็กอยู่ชั้นนี้ แล้วครูคนอื่นไม่เกี่ยว” ปัญโญทัยทำงานแบบปรึกษาหารือ เพราะผู้บริหารโรงเรียนเองก็ทำหน้าที่ด้านการสอนด้วย ฉะนั้น การทำงานจึงไม่ใช่การสั่งการแบบในองค์กรทั่วไป

ไม่เหมือนใครตรงการบริหารด้านงบประมาณ ค่าเทอมของที่นี่ เฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 บาทต่อคนต่อเทอม ซึ่งเจ้าของโรงเรียนบอกว่า นี่เป็นตัวเลขที่คิดคำนวณจากต้นทุนจริง

“สำหรับบางครอบครัว รายจ่ายขนาดนี้อาจถือเป็นภาระหนัก ซึ่งเขาสามารถเสนอให้คณะกรรรมการโรงเรียนพิจารณาเป็นรายกรณี และที่ผ่านมาก็มีผู้ปกครองที่จ่ายมากกว่าปกติ หรือช่วยสนับสนุนผู้ปกครองอื่นก็มี” หมอพรเล่าด้วยรอยยิ้ม เมื่อนึกถึงความเอื้ออาทรของชุมชน ‘ปัญโญทัย’

แปลกอีกตรงเงินเดือนคุณครู

“ก็คล้ายค่าเทอม ทุกคนรู้ว่าที่ทำอยู่นี้ เพื่อลูกหลานและเด็กๆ ฉะนั้น เราบอกว่า เรามีค่าใช้จ่ายเท่านี้ เราช่วยรายรับของคุณเท่านี้ ครูแต่ละคนไหวแค่ไหน เพราะแต่ละคนมีความจำเป็นแตกต่างกัน” แต่ละปี เงินเดือนของคุณครูจะถูกพิจารณาจากข้อเสนอด้านความต้องการจำเป็นของคุณครูแต่ละราย เพื่อทุกคนจะช่วยกันพิจารณาในที่ประชุม

“จะคุยกัน อย่างรายจ่ายบางอย่างไม่จำเป็น ช่วยลดลงได้มั้ย หรือบางอันเราพอช่วยได้ เน้นความสมดุล ซึ่งเป้าหมายของทั้งโรงเรียนและครูไม่ใช่การได้เงินเยอะที่สุด ครูของเราสละเงินเดือนที่เยอะกว่าเพื่อมาทำงานที่นี่ทั้งนั้น”

อาจเป็น 'ยาแรง' ในความรู้สึกของหลายคน แต่ก็เป็นวิธีที่ 'ปัญโญทัย' เลือกใช้ เพื่อรับมือกับกระแสบริโภคนิยมยุคใหม่ ..ที่เหมือนจะแรงกว่า

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net