วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตีแผ่คนเชื่อดวง ....??


ตีแผ่คนเชื่อดวง นักการเมืองเจ๊งเพราะหมอดู!?

  * ทุกวันนี้โหร-หมอดู กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์การเมืองไทย
  * ขณะที่นักการเมือง-บิ๊กข้าราชการ หลายคนต่างก็ลุ่มหลงและเชื่อสิ่งที่หมอดูทายทัก
  * บางคนใช้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจ แต่บางคนก็เพ้อฝัน แต่ที่ร้ายยิ่งกว่าคือกระทำ      ทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองยิ่งใหญ่ดั่งคำทำนาย
  * โดยลืมสัจจะธรรมที่ว่า “คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต”

       
'เจ้าพ่อดาวเทียม'
       คลั่ง 'หมอดู'
       

       กล่าวได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัวคือนักการเมืองที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องราวของโชคลาง การทำนายทายทักมากที่สุดคนหนึ่ง แม้หลายคนจะบอกว่าเป็นภาพที่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์การเป็น 'เจ้าพ่อดาวเทียม'ของเขาอย่างสิ้นเชิงก็ตาม แต่หากมองย้อนกลับไปขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ตั้งแต่ปี 2544 จนถึง2549 นั้นจะพบว่าเขาเป็นผู้นำประเทศที่มีหมอดูเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากที่สุด และอาจเรียกได้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อในศาสตร์แทบทุกแขนงที่สามารถทำให้เขาวางใจต่ออนาคตทางการเมืองของเขาได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ อดีตภริยา จะมีชื่อเป็นลูกศิษย์ลูกหาของอาจารย์หลายสำนัก ทั้งหมอดูอีที ในประเทศพม่า , พระครูวิจิตรสุทธาราม เจ้าอาวาสวัดธรรมิการาม อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี
       
       นอกจากนี้ยังเคยส่งลูกน้องไปร่วมงานทำพิธีบูชาราหู ที่วัดศรีษะทอง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อต่ออายุให้กับตัวเองมาแล้ว แต่กลับมีข่าวหลุดรอดออกมาเสียก่อน ขณะที่คุณหญิงพจมาน เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของการแก้เคล็ด แก้ฮวงจุ้ย และดูดวงไม่ต่างกัน โดยเฉพาะในยามที่พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ และถูกปัญหาทางการเมืองรุมเร้า มีการตอบโต้ปะทะกับสื่อและฝ่ายตรงข้ามชนิดรายวัน ก็มีข่าวว่า คุณหญิงพจมาน ได้แนะนำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้วิธีหลบเลี่ยงการให้สัมภาษณ์แทน เพราะเชื่อว่าเป็นจังหวะที่ดาวพุธทำมุมกับดวงชะตาของพ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เกิด 'วาจาเป็นพิษ'
       
       ขณะที่คุณหญิงพจมาน เองนั้นได้รับหน้าที่บริหารจัดการงาน 'เบื้องหลัง'เพื่อช่วยเสริมส่งบารมีให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ให้ก้าวหน้าในทางการเมืองทุกวิถีทาง ทั้งการปรับแก้ ฮวงจุ้ยทั้งที่บ้านพักจันทร์ส่องล้า และที่ทำการพรรคไทยรักไทย เพื่อขจัดปัดเป่าโชคร้ายจึงมักเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง โดยพบว่าที่ทำการพรรคไทยรักไทย ได้มีการเชิญซินแซให้แก้ไขฮวงจุ้ย รวมไปถึงได้มีการให้ย้ายที่ทำการพรรคถึง 3 ครั้งจากเดิมซึ่งอยู่ที่ถ.ราชวิถี ย้ายไปยังอาคารชินวัตร 3 ถ.วิภาวดี-รังสิต ซึ่งแกนนำหลายคนในพรรคเชื่อว่าเป็นจุดที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุด เพราะทำให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว
       
       อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้ว แม้หลายคนจะเชื่อว่าอาคารดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดแล้ว แต่ในที่สุดพรรคไทยรักไทยไม่อาจรอดพ้นไปจากคดียุบพรรค ที่เกิดขึ้นซ้ำถึงสองครั้งสองคราว จากนั้นคุณหญิงพจมาน ได้สั่งให้ย้ายที่ทำการพรรคไปยังตึกไอเอฟซีที ต่อมาพรรคพลังประชาชนได้ถูกยุบพรรคอีกครั้ง จนในปัจจุบันพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรครุ่นที่ 3 ได้ใช้อาคารบีบีดี บิลดิง ซอยจินดาถวิล ถนนพระรามที่ 4 แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เป็นฐานที่มั่นพร้อมทั้งนำช้างหินแกะสลักคู่ ขนาดความสูง 1 เมตร มาวางบริเวณหน้าที่ทำการพรรคเพื่อเสริมฮวงจุ้ย
       
       แม้พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นผู้นำรัฐบาล ที่ได้ว่ามีบารมีและอำนาจในการกำกับควบคุมงานในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมากที่สุดคนหนึ่งก็ตาม แต่ตลอดระยะเวลาที่นั่งบริหารงานนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องประสบกับกรณีปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น การตรวจสอบจากฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองนอกสภาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และความโปร่งใสจากนโยบาย-มาตรการบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สื่อมวลชนเองก็เกาะติดเขาอย่างหนัก ภายในพรรคไทยรักไทยเองก็เต็มไปด้วยรอยร้าวที่มาจากการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มก๊วนการเมืองภายในจนเกิดการระส่ำระสาย ดังนั้นจะพบว่าบ่อยครั้งที่พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องอาศัยการแก้เคล็ด การสะเดาะห์เคราะห์ด้วยวิธีการต่างๆควบคู่ไปกับการใช้อำนาจบัญชาการ และประกอบกับการที่ได้ 'เนวิน ชิดชอบ' ซึ่งในเวลานั้นเปรียบเสมือนมือขวา คนข้างกายของพ.ต.ท.ทักษิณ จนทำให้หลายคนในพรรคพากันยกให้เนวิน เป็น 'ที่ปรึกษาด้านไสยศาสตร์'
       
       'คุณเนวิน เป็นคนที่สนใจและเชื่อเรื่องราวของหมอดู การทำนายโชคชะตามากที่สุดคนหนึ่ง เมื่อมาเจอกับคุณทักษิณ ซึ่งมีความเชื่อในแนวทางเดียวกัน ทั้งคู่จึงเรียกว่าเข้ากันได้เป็นอย่างดี
       
       ตอนที่ไปทัวร์นกขมิ้น ที่อ.อาจสามารถ จ.อุดรธานี นั้น ด้านหนึ่งคือการเดินสายหาเสียงกับรากหญ้า โดยมีคุณเนวิน เป็นคนจัดวางโปรแกรมทั้งหมด รวมไปถึงวางโปรแกรมว่าจะให้คุณทักษิณ ไปรอดท้องช้างเพื่อสะเดาะเคราะห์ รวมทั้งการเดินสายไปตามจังหวัดต่างๆนั้น เพื่อเป็นการแก้เคล็ดในยามที่ดวงไม่ดี จึงต้องย้ายที่อยู่'
       
       ส.ส.พรรคเพื่อไทย เปิดเผย พร้อมทั้งยอมรับว่าโดยธรรมชาติของส.ส.หรือนักการเมืองแทบทุกคนในสภาฯ ที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับชาวบ้านก็มักจะสนใจเรื่องของการทำนายทายทักเป็นทุนเดิม เมื่อถึงคราวเลือกตั้งก็ย่อมอยากรู้ว่าจะชนะเลือกตั้งหรือไม่ ขณะที่ส่วนใหญ่ก็อยากรู้ว่าในอนาคตจะได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีหรือเปล่า สำหรับพ.ต.ท.ทักษิณ นั้นถือเป็นลูกศิษย์รายสำคัญที่วัดถ้ำค้างคาว จ.ลพบุรี เนื่องจากเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวได้เคยทำนายดวงชะตาของพ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่เมื่อครั้งเจอพิษคดีซุกหุ้นในปี 2544 ว่าจะหลุดพ้นอย่างแน่นอน และภายหลังถูกยึดอำนาจในปี 2549 ยังได้ทำนายว่าที่สุดแล้วพ.ต.ท.ทักษิณ จะได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งแน่นอน
       
       ' เท่าที่ทราบคุณทักษิณ และครอบครัว จะให้ความนับถือคำทำนายวัดนี้อยู่มาก ซึ่งล่าสุดพระท่านได้ทำนายว่าอีกไม่นานคุณทักษิณ จะได้กลับประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยจะมีคนไปรับ มีประชาชนที่อดยาก ยากจนจะออกมาเรียกร้องให้คุณทักษิณ กลับมา ซึ่งท่านทำนายก่อนที่จะมีคนเสื้อแดง เสื้อเหลืองด้วยซ้ำ แหล่งข่าวระบุ
       
       'เนวิน'ผู้เชื่อศาสตร์ทุกแขนง
       
       นอกจากอดีตนายกฯทักษิณ แล้ว ยังมี เนวิน ชิดชอบ ที่ถือเป็นนักการเมืองอีกคนหนึ่งที่นิยม และเชื่อในศาสตร์แห่งโหรแทบทุกแขนงทั้งไทย 'เขมรและฮวงจุ้ย หากมีผู้รู้คนใดแนะนำให้เนวิน แก้เคล็ดด้วยทางใดทางหนึ่ง แน่นอนว่าเขาย่อมดำเนินการตาม ไม่ว่าจะเป็นการปรับเสริมที่อยู่อาศัย หรือการเดินทางไปแสวงบุญในต่างแดนเป็นประจำแทบทุกปี
       
       ' ในห้องพระของคุณเนวิน จะมีทั้งพระไทยและพระแบบเขมร การปรับแต่งห้องทำงานด้านหลังของบ้าน คุณเนวิน เคยบอกว่าเขาจงใจที่จะไม่ทำให้บ้านเสร็จสมบูรณ์ จะเหลือบางส่วนเอาไว้ ซึ่งใครไปเห็นก็มักจะถาม คุณเนวิน บอกว่าเป็นเรื่องของเคล็ด เรื่องของฮวงจุ้ย เพราะชีวิตคนเราไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปทั้งหมด ต้องมีอะไรที่ขาดๆเกินๆ เอาไว้บ้าง'
       
       แหล่งข่าวใกล้ชิดเนวิน ชิดชอบ กล่าวว่า ในแต่ละปีเนวิน จะเดินทางไปปฏิบัติธรรม นุ่งขาวห่มขาว ที่พุทธคยา ในประเทศอินเดีย ครั้งละ 10 วันเพื่อเป็นการสร้างบุญเสริมบารมีให้กับตัวเองเป็นประจำ ทั้งนี้ยังไม่เคยเห็นว่าเนวิน จะนำเรื่องของโชคลางมาใช้ในการตัดสินใจหรือเดินเกม นอกเหนือไปจากการคิดคำนวณความได้เปรียบ เสียเปรียบและชัยชนะทางการเมืองในแต่ละครั้ง
       
      
 'บิ๊กทหาร'
       ตบเท้าเข้าหา 'หมอวารินทร์'

       
       ความเชื่อถือในคำทำนายของหมอดู ซินแซ รวมไปถึงพระวัดดังจะมีต่อบรรดานักการเมืองเท่านั้น แต่ในแวดวงข้าราชการ ระดับสูงแทบทุกหน่วยงานต่างพากันให้การยอมรับและแวะเวียนฝากตัวเข้าไปเป็นศิษย์สำนักดังกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง 'โหรวารินทร์' หรือวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกสื่อยกให้เป็น 'โหรคมช.'
       
       เนื่องจากเมื่อครั้งที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ,พล.อ.วินัย ภัทธิยะกุล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหม และพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ผู้บัญชาการทหารอากาศ ขณะนั้นในฐานะ 'คีย์แมน' หลักยึดอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 19 กันยา 2549 ได้เคยแวะเวียนไปพบกับหมอวารินทร์ จากนั้นต่อมาเมื่อการปฏิวัติยึดอำนาจสำเร็จลงหมอวารินทร์ ได้กลายเป็นหมอดู ที่ออกมาทำนายความเป็นไปของบ้านเมืองและอนาคตทางการเมืองของพล.อ.สนธิ บ่อยครั้ง
       
       ขณะเดียวกันยังพบว่าหมอวารินทร์ ยังมีลูกศิษย์คนดังอีกหลายต่อหลายคน รวมถึงคุณหญิงพจมาน ทั้งนี้เคยมีข่าวว่าทั้งพล.อ.สนธิ และคุณหญิงพจมาน มีกำหนดการที่จะเดินทางไปพบกันที่สำนักสุขิโต หลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดอำนาจและหนีไปอยู่ต่างประเทศ จนทำให้มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าหมอวารินทร์ จะช่วยเป็น 'กาวใจ'ให้กับคนทั้งสอง เพราะต่างเป็นอาจารย์ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย
       
      
 'สมศักดิ์-บิ๊กจิ๋ว-สุวัจน์'
       ติดโผศิษย์หมอดูดัง

       
       หากหมอวารินทร์ คือหมอดูชื่อดังที่มีบิ๊กทหารและนักการเมืองเข้าไปใช้บริการมากคนหนึ่งในเมืองไทยแล้ว 'หมอดูอีที' หมอดูหญิงชาวพม่า ซึ่งใช้วิธีตรวจดวงชะตาด้วยการเข้าฌาน มีลูกศิษย์มากหน้าหลายตา ทั้งในพม่าและต่างประเทศที่ได้ยินชื่อเสียงต่างเข้าคิวขอเข้ารับการทำนายกันอย่างคับคั่ง แม้ว่าค่าดูดวงจะแพงลิบลิ่วถึงหลักแสนก็ตาม ทั้งผู้นำพม่า อย่างพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลทหารพม่า และนักธุรกิจต่างพากันยินยอมแก้เคล็ดทันที หากหมอดูอีทีให้คำแนะนำ เนื่องจากคำทำนายของหมอดูรายนี้ว่ากันว่ามีความแม่นยำอย่างมาก ทั้งเหตุการณ์ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในพม่า รวมถึงการที่ผู้นำพม่าตัดสินใจให้ย้ายเมืองหลวงจากร่างกุ้ง ไปเป็นเมืองเนปิดอร์แทน ในปี 2548
       
       และจากชื่อเสียงที่ลือลั่นของหมอดูอีที ชาวพม่านี่เองที่กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้นักการเมืองจากประเทศไทยพากันแวะเวียนไปพบ ซึ่งมีทั้ง คุณหญิงพจมาน , พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเคยมีข่าวว่าทั้งคู่ให้หมอดูอีทีทำพิธีผูกชะตา มาแล้ว นอกจากนี้ยังว่ากันว่า ในรายชื่อนักการเมืองที่เคยไปให้หมอดูรายนี้ตรวจชะตานั้นยังมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ,สมศักดิ์ เทพสุทิน , เสนาะ เทียนทอง, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นต้น
       
       พล.ต.ศรชัย มนตริวัตร นายทหารใกล้ชิดกับพล.อ.ชวลิต เปิดเผยว่า การดูหมอเพื่อให้ทำนายทายทักนั้นเป็นเรื่องทางจิตวิทยาสำหรับคนทั่วไปตามปกติ หลายคนดูเพื่อความสบายใจ หรือหาทางออกให้กับตัวเอง ส่วนพล.อ.ชวลิต นั้นเชื่อว่าไม่ใช่คนที่งมงาย แต่หากมีลูกน้อง ที่เป็นนักการเมืองหรือนายทหาร แนะนำให้ไปดู ก็อาจไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับเชื่อและทำตามทุกอย่าง
       
       อย่างไรก็ตามในรายของสมศักดิ์ เทพสุทิน นั้น คนใกล้ชิดยืนยันว่าสมศักดิ์ ไม่ใช่นักการเมืองที่งมงายกับเรื่องของโชคชะตาและคำทำนาย จนถึงขนาดที่จะนำมาใช้ในการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งทางการเมืองอย่างแน่นอน
       
       
เสริมบารมี
       'พระแม่ธรณี' คุ้ม 'ปชป.'

       
       อีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ถือเป็นพรรคใหญ่อันดับสองรองจากพรรคเพื่อไทย อย่างประชาธิปัตย์ ที่ดูเหมือนว่าบรรดาแกนนำของพรรคหลายคนไม่นิยมการตรวจทำนายดวงชะตา หรือแก้เคล็ดใดๆทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรค ,สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯและเลขาธิการพรรค ตลอดจน ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาของพรรค ต่างไม่พบว่ามีรายชื่อเป็นลูกศิษย์หมอดูสำนักดังรายใด นอกเหนือไปจากการปรับฮวงจุ้ยสัญลักษณ์สำคัญของพรรคคือ 'พระแม่ธรณีบีบมวยผม' โดยมี 'อเนก ทับสุวรรณ' อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับหน้าที่หลักในพิธีการแต่ละครั้ง
       
       ในการปรับฮวงจุ้ยที่พระแม่ธรณีบีบมวยผมนั้น มักดำเนินการในช่วงเวลาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตและแกนนำหลักของพรรคแทบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่พรรคต้องเผชิญหน้ากับคดียุบพรรคในปี 2550 , การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2550 รวมทั้งการเปลี่ยนสีสไบให้เป็นสีทอง ครั้งล่าสุดในวันเกิดพรรคเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา พระแม่ธรณีบีบมวยผมคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรคที่สมาชิกทุกคนต่างให้ความเคารพนับถืออย่างมาก รวมไปถึงมารดาของ นายกฯอภิสิทธิ์ เองก็เคยเข้ามาสักการะด้วยตัวเองที่พรรค นอกจากนี้ในการระดมทุนของพรรคก่อนการเลือกตั้งใน2550 พรรคยังได้จัดทำเหรียญพระแม่ธรณีฯ เป็นที่ระลึกแจกในงาน
       
       'สมาชิกพรรคส่วนใหญ่ เท่าที่ทราบจะมีแต่เซียนพระ ไม่ค่อยได้ยินว่าใครชอบไปดูหมอขนาดคุณทักษิณ ส่วนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนต้องเคารพต้องพระแม่ธรณีบีบมวยผม ในส่วนของคุณอภิสิทธิ์ นั้นไม่เคยได้ยินว่าเชื่อถือเรื่องดวงดาว แต่สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ มักนำมาอ้างอิงหรือนำมาตัดสินใจในเรื่องงาน มักขึ้นอยู่กับข้อมูล และสถิติ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมากกว่า
       
       ส่วนคุณชวน นั้นค่อนข้างชัดเจนว่าไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ วัดที่หัวหน้าชวน แวะเวียนไปประจำคือวัดชลประทาน ฯ จ.นนทบุรี และที่สวนโมกข์ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น'
       
       แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวพร้อมทั้งระบุว่าสำหรับตัวสุเทพ เองนั้นไม่นิยมดูหมอหรือเชื่อโชคลาง เนื่องจากสุเทพ เชื่อในแนวทางเดียวกับชวน คือสายสวนโมกข์ ของท่านพุทธทาสภิกขุ
       
       
'เติ้ง'แก้เคล็ด'
       ยังไม่รอด 'ยุบพรรค'

       
       ขณะที่นักการเมืองชื่อดังเจ้าของพรรคชาติไทยพัฒนา ตัวจริงเสียงจริงอย่างบรรหาร ศิลปอาชา ก็ไม่ปรากฏชื่อว่าเป็นลูกศิษย์สำนักหมอดูชื่อดังรายใด แต่อดีตส.ส.ของพรรคชาติไทยยอมรับว่าที่ผ่านมาพรรคชาติไทย เคยมีการปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ยอยู่บ้าง เพื่อเสริมบารมีให้กับพรรค
       
       'ที่ผ่านมาเคยมีแนวคิดว่าจะทุบตึกด้านหน้าของพรรคออกไป เพื่อต้องการให้ตัวพรรคดูโล่ง และเป็นสง่า แต่ปรากฏว่ามีซินแซทักว่า ไม่ควรไปทุบทิ้งเพราะเป็นตึกเก่าที่มีมาก่อน ในที่สุดตึกเก่าดังกล่าวก็ถูกนำมาปรับเป็นร้านขายกาแฟ อยู่ด้านหน้าของพรรค' อดีตส.ส.พรรคชาติไทย กล่าว
       
       ทั้งนี้ยังพบว่าที่ทำการพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เคยมีการปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ยพรรค เลขที่ 1 ถนนพิชัย มาแล้ว ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งยุบพรรคชาติไทย ในปี2550 โดยบรรหาร ได้สั่งให้ ตกแต่งต้นไม้ในพรรคให้สวยงาม และเปิดทางให้แสงสว่างเข้าพรรคมากขึ้น รวมทั้งยังให้ใช้ประตูด้านหน้าที่เคยปิด มาเป็นทางเข้า-ออกของตัวอาคาร แทนประตูเดิมที่เคยใช้ด้านข้างของตัวอาคาร แต่ในที่สุดพรรคชาติไทยไม่อาจรอดพ้นจากคดียุบพรรคไปได้ เพราะในวันที่ ได้ถูกคำพิพากษาให้ต้องยุบพรรคพร้อมกับพรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 2ธ.ค.2551
       
       เรื่องราวของความเชื่อในคำทำนาย และศาสตร์แห่งโหรนั้นย่อมถือเป็นเรื่องปกติวิสัยสำหรับคนทั่วไป ว่ากันว่าคนที่นิยมดูหมอให้ตรวจโชคชะตานั้นมีเพียง 2 กลุ่มคือคนที่มีทุกข์ และคนที่ไม่ทุกข์แต่อยากรู้ความเป็นไปล่วงหน้า แต่สำหรับนักการเมือง รัฐมนตรี ตลอดจนผู้นำประเทศในฐานะที่เป็นกลุ่มคนซึ่งมีผลต่อการบริหารและพัฒนาประเทศ นำอนาคตของบ้านเมืองไปยึดโยงผูกติดกับคำทำนายของหมอดู เกจิอาจารย์แทนการตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ถูกต้อง และโปร่งใสเมื่อใดย่อมเป็นเรื่องที่น่าหวาดวิตกอย่างแน่นอน
       
       จากเหตุการณ์วิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง และอดีตผู้นำในแต่ละยุคที่ผ่านมานั้นจะเห็นได้ว่าหลายคนพยายามที่จะปรับแก้ฮวงจุ้ย ต่อชะตา เสริมดวงด้วยวิธีการต่างๆนานา แต่กลับไม่สามารถรอดพ้นจากกฎแห่งการกระทำของตนเองไปได้
       
       และสำหรับใครบางคน นอกจากจะไม่ยอมรับผลจากการกระทำผิดของตนเองแล้ว ยังเชื่อและหวังอย่างไม่สิ้นสุดถึงชัยชนะว่าจะต้องเกิดขึ้นตามคำทำนายของหมอดู จึงไม่ยอมหยุดยั้งการทำผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเหล่า โดยที่หลงลืมไปว่าเป็นหมอดูคนเดิมที่เคยทำนายผิดพลาดมาแล้วก็ตาม!
       
       *************
  
FW:mail - Manager online
       สำหรับสังคมไทยนั้นจะพบว่าแทบทุกกลุ่มคนในสังคม ทุกระดับชั้น แทบไม่เคยมีใครที่ไม่เคยสัมผัสกับหมอดู หรือการทำนายทายทักกันมาก่อน วัตถุประสงค์ของการดูหมอของแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกันไป นิสิตนักศึกษา ย่อมอยากรู้ว่าตัวเองจะสอบผ่านหรือไม่ คนหนุ่มสาว อยากรู้ถึงอนาคตในหน้าที่การเงิน และความรัก ขณะที่พ่อค้า-นักธุรกิจทั้งหลายต้องให้ความสนใจไปที่ความร่ำรวย ผลกำไรขาดทุนที่จะเกิดขึ้น ส่วนคนการเมืองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ให้ความสนใจในการดูหมอ สำรวจโชคชะตา จนไปถึงการแก้เคล็ด สะเดาะเคราะห์เพื่อเปิดทางให้ชีวิตทางการเมืองของตนเองราบรื่นและรุ่งโรจน์ไม่แพ้คนในวงการอื่นเช่นกัน
       
       นักการเมืองชาวฮ่องกง กิลเบิร์ต เหลียง เลือกที่จะเชื่อคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย ที่บอกให้เขาเผาธนบัตรใบละ 1,000 ดอลลาร์ฮ่องกง จำนวน 15 ใบเป็นประจำทุกคืนโดยให้ทำติดต่อกันนาน1 ปีเพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องติดคุกจากคดีซื้อเสียง แต่กิลเบิร์ตเลือกที่จะเผาธนบัตรใบละ 100 ดอลลาร์ฮ่องกง คิดเป็นเงินบาทไทยมูลค่า 500 บาท นานถึง1ปี ก็กลับไม่ได้ทำให้เขารอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด การกระทำของกิลเบิร์ต อาจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของนักการเมืองคนหนึ่งที่ยินดีทำทุกทางเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากปัญหา โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง
       
       เมื่อหันกลับมามองนักการเมืองในบ้านเราก็จะพบว่า มีหลายต่อหลายคนที่เลือกใช้ความเชื่อทางโหราศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการทำงานการเมือง ตลอดจนบ่อยครั้งที่นำมาโยงใยกับการตัดสินใจที่มีผลต่อส่วนรวม บ้างอยู่ในสถานะส.ส. ,สว. บางคนเป็นรัฐมนตรีและบางคนอยู่ในฐานะผู้นำรัฐบาล ผู้นำพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่
       
       

โดย lung139

 

กลับไปที่ www.oknation.net