วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"ผมและท่าน เป็นคนละแนวทางกัน" ปากคำหลังไม่ 'สม' ดัง 'คิด'



 เปิดใจด้วยน้ำตาคลอเบ้า! กรณี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตขุนคลังรัฐบาลทักษิณ แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการประสานและกระชับงานความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่โรงแรมสยามคอนทิเนลตัล เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

 ถ้าจับใจความสำคัญของ ดร.สมคิด ที่พยายามชี้แจงประเด็นข้อสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรวมถึงประเด็นการปรับเปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งที่เคยชู 'ทักษิโณมิกส์' ตามแนวเศรษฐกิจทุนนิยมสุดขั้วมาแล้ว ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย

 "มีผู้ตั้งข้อสังเกต มีความคลางแคลงใจในความสัมพันธ์ของผมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขอเรียนว่า หลังการปฏิวัติ ผมไม่เคยติดต่อกับท่าน ท่านก็ไม่เคยติดต่อกับผม ท่านมีแนวคิด มีแนวทางดำเนินการของท่าน และผมก็มีแนวทางการดำเนินงานของผม ที่เด็ดขาดแยกออกจากกัน ความจริงแนวคิดของผมและท่าน เป็นคนละแนวทางกัน ..มีผู้ถามผมว่าทำไมถึงไม่ลาออกตั้งแต่ช่วงท้ายรัฐบาลที่แล้ว ผมเรียนว่า ในฐานะที่รับผิดชอบเศรษฐกิจ การจะละทิ้งไม่ใช่ของง่าย ค่าเงินบาทขณะนั้นก็ไหลตัวลง ภาวะเงินเฟ้อพุ่งทะยานอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน...

 "ผมอาสาบรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะในฐานะคนไทยคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งมีนิตยสารฉบับหนึ่งตีพิมพ์เศรษฐกิจพอเพียงที่คลาดเคลื่อน ผิดพลาด การที่มีผู้อ่านทั่วโลกล้านคน เป็นอันตรายมาก จึงปล่อยช้าไม่ได้ ในประเด็นที่ต่างชาติเข้าใจคลาดเคลื่อน ต้องชี้แจงทันทีเป็นข้อๆ เชื่อว่าเขาจะเข้าใจ เพราะเศรษฐกิจพอเพียง สามารถใช้ได้กับทุกประเทศ ผมก็เฝ้าดูว่าจะมีคนชี้แจงพอหรือไม่ ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ขยายวงไปเรื่อยๆ ความเสียหายจะบังเกิด จะระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท ผมจึงกราบเรียนต่อนายกฯ ว่า ผมอาสาชี้แจง ท่านเห็นด้วย และส่งเสริม..."

 หากจะลำดับ 'ท่าที' เชิงการเมืองของ ดร.สมคิด กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงที่ระบอบทักษิณถูกซัดซวนเซตลอดปีที่แล้ว จะเห็นว่าอดีตนายกฯ คนพลัดถิ่น ไม่ได้มีความไว้วางใจขุนคลังผู้มากฝีมือคนนี้มากนัก
 ย้อนดูตั้งแต่หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศยุบสภาฯ (24 กุมภาพันธ์ 2549) ให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 ขณะนั้นเอง ด้วยความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ปรับเปลี่ยนตำแหน่งลำดับความสำคัญของรองนายกรัฐมนตรี โดยปรับให้ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯ ลำดับที่ 3 และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ขึ้นมาเป็นรองนายกฯ ลำดับที่ 1 (14 มีนาคม 2549) โดยอ้างว่าเพื่อมาช่วยดูแลม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

 แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ลดความไว้วางใจ ดร.สมคิด รองนายกฯ และรมว.กระทรวงพาณิชย์ ลงจากที่เคยเป็นมือวางอันดับ 1 เสียแล้ว!

 อีกทั้งช่วงวันก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะประกาศเว้นวรรคทางการเมือง (4 เมษายน 2549) ท่ามกลางกระแสกดดันทั้งในและนอกพรรคไทยรักไทย ซึ่งต้องการให้หัวหน้าพรรค 'วางมือ' ทางการเมืองชั่วคราว เพื่อลดกระแสความขัดแย้งทางการเมืองจากกลุ่มผู้ต่อต้าน จึงทำให้หลายฝ่ายผลักดัน ดร.สมคิด และรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น มาเป็น 'นายกฯ อะไหล่' ซึ่งเขาก็แบ่งรับแบ่งสู้ และหน้าชื่นรับกระแสการยอมรับ!

 แต่พลันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศ 'เว้น (แต่ไม่) วรรค' อย่างแท้จริงแล้ว แถมยังแต่งตั้ง พล.ต.อ.ชิดชัย เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

 ว่ากันว่า แกนนำพรรคไทยรักไทยส่วนใหญ่เสนอชื่อ ดร.สมคิด เพื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน  แต่ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ตัดสินใจ ขณะที่ ส.ส.กลุ่มวังน้ำยม ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน มีท่าทีสนับสนุน ดร.สมคิด เต็มที่ แต่ทุกอย่างก็ยังเป็นแค่ข่าวลือ?

 กระทั้งเมื่อ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และบวรศักดิ์ อุวรรณโน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลาออก (กรกฎาคม 2549) จึงเกิดความเคลื่อนไหวในพรรคไทยรักไทยอีกครั้ง (12 กรกฎาคม 2549)  มีข่าวสะพัดอีกครั้งว่า ดร.สมคิด, ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รมว.กระทรวงต่างประเทศ และสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในระหว่างปฏิบัติราชการในต่างประเทศ ได้นัดคุยปรึกษาหารือกันว่าจะลาออก?

 ขณะที่ทั้ง 3 คน กลับถึงประเทศไทยแล้ว ได้มีการนัดรับประทานอาหารของรัฐมนตรี 7 คน (17 กรกฎาคม 2549) ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ 'สุรนันทน์' โดยอ้างว่านัดกินข้าวฉลองวันเกิดของ ดร.สมคิด ไม่ได้เป็นการรวมหัวกดดันใคร และไม่ขอเล่ารายละเอียดว่าเสวนาวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองบนโต๊ะอาหารอะไรบ้าง เพื่อให้เกียรติรัฐมนตรีที่ร่วมโต๊ะ

 ต่อมา ดร.สมคิด ชี้แจงว่า สาเหตุที่นัดรัฐมนตรีอีก 6 คนตามที่เป็นข่าว ก็เนื่องมาจากเป็นวาระที่ตรงกับวันเกิด แต่วันและเวลาดังกล่าวตนติดธุระอยู่ในต่างประเทศ จึงเลื่อนนัดมาที่ร้านอาหารอิตาเลียน ซอยต้นสน อีกทั้งรัฐมนตรีทั้ง 6 คน ก็มีความใกล้ชิดกับตนอยู่แล้ว ซึ่งยอมรับว่าระหว่างการนัดพบก็มีการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองจริง แต่ไม่ได้เป็นการหารือเพื่อลาออก หรือเตรียมการในประเด็นอื่นๆ 

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว เสมือนเป็นการแสดงออกถึงท่าทีทางการเมืองที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ยินดีนัก!

 ถัดมา ความหวาดกลัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นจริง เมื่อ พินิจ จารุสมบัติ รมว.สาธารณสุข ประกาศไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า อยากให้รุ่นน้องได้ขึ้นมาทำงานบริหารประเทศบ้าง (16 สิงหาคม 2549) และกล่าวกับนักข่าวว่า ดร.สมคิดเองก็เคยคุยกันว่าต้องการยุติบทบาททางการเมืองในช่วงนี้เหมือนกัน

 กระทั่งท้ายสุดของระบอบทักษิณเรืองอำนาจ! ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 'รัฐประหาร 19 กันยา'  ปรากฏว่า แกนนำ ทรท. นัดรับประทานอาหารร่วมกับ 'สมคิด' อีกครั้ง (12 กันยายน 2549) โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์, ภูมิธรรม และสุรนันทน์ ร่วมโต๊ะอาหาร ซึ่งมีข่าวบางกระแส ระบุว่า มีการพูดคุยเสนอข้อตกลงบางอย่าง!

 และเมื่อเกิดรัฐประหารแล้ว ก็ไม่ปราฏกว่า ดร.สมคิด ได้พูดคุยกับแกนนำไทยรักไทยอีกเลย

 อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงท่าที พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีต่อ ดร.สมคิด นั้น น่าจะเป็นเพียง 'เพื่อนผู้น่าหวาดระแวง' หมายความว่า เป็นเพื่อนร่วมงานที่มีนโยบายเศรษฐกิจที่ใกล้เคียง แต่ไม่ไว้ใจเพียงเพราะ 'รู้เท่าทันกัน' ซึ่งลักษณะแบบทักษิณไม่ชื่นชอบ และมักส่งเสริมคนที่ 'สั่งได้' ทำงานบรรลุตามเป้าหมาย โดยไม่ต้องค้านว่าผิดหรือถูก!

 ทว่า ท่าที ดร.สมคิด ที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ คือท่าที 'บุญคุณต้องทดแทน' เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ก่อนที่ทักษิณจะลงเล่นการเมืองเต็มตัว เขาก็มักคุ้นกับ ดร.สมคิด และสนับสนุนมาโดยตลอด และเมื่อได้เป็นรัฐบาล ก็แต่งตั้งให้ตำแหน่งสำคัญ ซึ่ง ดร.สมคิดก็ได้โชว์ผลงานได้น่าเชื่อถือ เพียงแต่ทำงานคนละแนวทางกับทักษิณเท่านั้น

 ดังนั้น ปฏิกิริยาที่ถูกต่อต้านขณะนี้ เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการ 'ถอย' และ 'รุก' ของเซียนการตลาดคนนี้ ย่อมต้องดูจังหวะให้ดี มิฉะนั้นแล้ว ว่าที่นายกฯ ก็ยิ่งห่างออกไปยิ่งขึ้น!!
 

-----------------------

*อ่านฉบับตีพิมพ์รายงานพิเศษ - เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 23 ก.พ. 2550

โดย Nity

 

กลับไปที่ www.oknation.net