วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สะดุดรักน้องใหม่ หัวใจแต้มสี (16)


*ระยะนี้งานเยอะครับ เลยยังไม่ได้คุยเรื่อง ชมรมจิตรกร OK Nation ต่อ (วันก่อนคุณชาลีถามถึงที่หนึ่งแล้ว) ขออนุญาตแปะนิยายไปพลางๆ นะครับ อีกสามสี่วันคงจะได้คุยเรื่องชมรมฯ กันต่อ ขอบคุณครับ*

===================

- 16 -

 

          ในรถแท็กซี่...

อารัติกับภาพพิมพ์นั่งเคียงกันอยู่ที่เบาะหลัง ค่ำวันศุกร์อย่างนี้รถติดเป็นแพจนน่าหงุดหงิด แต่หนุ่มสาวที่นั่งอยู่บนรถกลับดูไม่รีบร้อนอะไร

          “เป็นไงมั่ง เหนื่อยไหมวันนี้”

          “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ แค่เมื่อยนิดหน่อย”

          “ก็นั่งนิ่งๆ อยู่ตั้งหลายชั่วโมงนี่นา พี่เห็นแล้วยังเมื่อยแทน”

          “ขอบคุณพี่อาร์ตมากนะคะที่อุตส่าห์มาอยู่เป็นเพื่อนกันน่าเกลียด แถมยังต้องมาส่งอีก ลำบากแย่เลย”

          “ไม่เห็นลำบากนี่ แล้วนี่พี่ก็ไม่ได้มาส่งพิมนะ พี่อาศัยติดรถมาหาพี่นกต่างหาก”

          อารัติตอบพลางหัวเราะเบาๆ

          “ค่า...”

          ภาพพิมพ์ลากเสียงยาว รู้สึกดีที่ชายคนนี้มานั่งอยู่ข้างๆ ในเวลานี้

          “อ้อ ผ้าห่มสีน้ำเงินที่พิมห่มให้พี่ที่สุโขทัยน่ะ ซักเรียบร้อยแล้วนะ พรุ่งนี้จะเอามาคืน”

          “เอ่อ...ไม่ต้องหรอกค่ะ พี่อาร์ตเก็บเอาไว้เถอะ พิมให้”

          “อ้าว...แล้วพิมมีใช้หรือ”

          “แหม บ้านพิมไม่ขาดแคลนผ้าห่มขนาดนั้นมั้งคะ แต่ถ้าพี่อาร์ตรังเกียจของใช้แล้วก็เอามาคืนก็ได้นะคะ” ภาพพิมพ์ตอบด้วยน้ำเสียงงอนๆ

          “โถ...ไม่รังเกียจหรอกครับ ดีเลยพี่จะได้เอาไปใช้ที่คณะ มันเล็กกะทัดรัดไม่หนาดี ขอบคุณนะพิมใจดี”

          “ไม่หรอกค่ะ พิมน่ะขี้งกนะ พี่นกยังออกปาก พิมให้เฉพาะคนสำคัญเท่านั้น...”

          อารัติเหลียวมองซีกหน้าของคนที่สนทนาด้วย แล้วกล่าวเสียงแผ่ว

          “อืม...พี่สำคัญพอ....ที่จะ...”

          “ค่ะ พี่อาร์ตเป็นคนสำคัญเสมอสำหรับพิม...เพราะพิม...”

          “พิมทำไมครับ”

          อารัติรุก...เอื้อมมือไปกุมมือภาพพิมพ์แล้วบีบเบาๆ พลางขยับเข้าไปใกล้

          “เพราะ...พิมสอบติดศิลปากรได้เพราะพี่อาร์ตสอนมาไงคะ แล้วพี่อาร์ตก็สำคัญพอสำหรับผ้าห่มเก่า อิอิ”

          ภาพพิมพ์พูดเสียงใส แล้วหันไปจ้องหน้าอารัติอย่างรู้ทันพลางตีมือเขาเบาๆ

          “นี่ๆ จะทำอะไรคะพี่อาร์ต!!!”

          “โอ้ย...หน้าแตกดังเพล้ง...ฮะๆ ๆ ๆ”

 

บ้านภาพพิมพ์...

“มา เข้ามานั่งก่อน”

          มนัสชนกร้องเรียก เมื่ออารัติกับภาพพิมพ์ก้าวเข้าประตูบ้านมา ทั้งสองเดินเคียงกันอย่างสนิทสนมจนมนัสชนกรู้สึก

          “เอ...เธอสองคนนี้รู้จักกันมานานแค่ไหนแล้วนะ”

          “...ก็ตั้งแต่พิมมาติวที่บ้านผมไงครับพี่นก”

          อารัติตอบ มนัสชนกยกนิ้วขึ้นนับ

          “อื้ม...เจ็ดเดือน...”

          “มีอะไรเหรอคะพี่นก” ภาพพิมพ์ถามขึ้นบ้าง

          “อ๋อเปล่า...เห็นเธอสนิทกัน...สนิทกว่านายปั้นอีก”

          ทั้งสองเด้งตัวออกจากกันทันที!! ภาพพิมพ์รู้สึกร้อนซ่านที่ใบหน้า

          “พิมไปอาบน้ำก่อนนะคะ ร้อนจัง”

          “แล้วอย่าหายไปเลยล่ะ อาบน้ำเสร็จแล้วลงมาคุยกัน”

          มนัสชนกสั่งไล่หลัง ส่วนอารัติก็รีบเดินไปนั่งที่โซฟาทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ แล้วจึงชวนรุ่นพี่คุย

          “พี่เอกนอนแล้วหรือครับ”

          “ยังหรอก ดูทีวีอยู่ข้างบน จะคุยกับเขาไหม”

          “เอ่อ ไม่ล่ะครับแค่ถามถึงน่ะครับ ไม่ได้ถามหา”

          อารัติตอบพลางยิ้มเจื่อนๆ รู้สึกว่าวันนี้รุ่นพี่พูดแปลกๆ แถมทำหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่

          “กาแฟนะ”

          “ครับ”

          “งั้นรอเดี๋ยว ต้มน้ำก่อน”

          มนัสชนกเดินเข้าครัวทำเสียงกุกกักอยู่สักครู่ก็ออกมานั่งตรงหน้าอารัติ พร้อมแก้วน้ำเย็น พลางชะโงกหน้าส่งเสียงเรียกน้องสาวที่อยู่ชั้นบน

          “พิม...อาบน้ำเสร็จแล้วมาชงกาแฟให้ด้วย”

          “ค่า...”

          “พี่อยากเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ร้านใหม่หมดเลยน่ะ ของเดิมมันออกแนวคลาสสิก ดูคุณนายๆ แต่ตอนนี้พี่อยากได้ลุ๊คโมเดิร์นๆ สดใสๆ ใช้สีสดๆ หน่อยก็ได้ ไม่ทึมแบบเก่า”

          มนัสชนกพูดพลางส่งอัลบั้มภาพถ่ายร้านตัดเสื้อให้อารัติ เขาพลิกรูปดูแล้วเงยหน้าขึ้นพูดคุยโต้ตอบกับรุ่นพี่ไปด้วยถึงแนวความคิดในการออกแบบตกแต่งร้านใหม่ เรื่องยังไปไม่ถึงไหน ภาพพิมพ์ก็เดินลงมาจากชั้นบนในชุดนอนแบบผู้ชายเรียบร้อย กลิ่นแป้งเด็กลอยมาแตะจมูกทำให้เขารู้สึกสดชื่นตามคนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จไปด้วย เขาเพียงเหลียวมองแล้วรีบหันกลับไปคุยต่อ

          มนัสชนกแอบเห็นทั้งสองสบตาแล้วส่งยิ้มให้กัน...

          “กาแฟ...หรือคะพี่อาร์ต...พี่นกล่ะคะ”

          “อื้ม กาแฟ”

          มนัสชนกตอบ เห็นน้องสาวเลี่ยงเข้าครัวไปจึงหันมาถามอารัติ

          “ดำหรือครีมล่ะ”

          “พิมเค้ารู้ครับ เคยชงให้ที่คณะตอนไปช่วยทำงาน”

          “อ้อ...”

          “ถึงไหนแล้วครับพี่นก เรื่องสีใช่ไหมครับผมว่าลองคู่ส้มกับเขียวไหมครับ”

          “โอ้โฮ!! สีตัดกันขนาดนั้นมันไม่แรงไปรึนายอาร์ต เดี๋ยวกลายเป็นโรงงิ้วไปนะ”

          “ไม่หรอกครับพี่ ไม่ได้ทาทั้งร้านนี่ครับ แค่จับคู่สีให้มันตัดกัน แต่เราใช้สีส้มออกชอล์คๆ กับเขียวอ่อน สัดส่วน 80-20 เวลาถูกสปอตไลท์มันจะออกมาอุ่นๆ”

          “อืม...น่าสนใจ”

          “พี่มีผังร้านไหมครับ เอาที่มีมาตราส่วนด้วยนะครับ”

          “มีๆ เดี๋ยวนะ อยู่ข้างบน”

          พูดจบมนัสชนกก็ขึ้นไปชั้นบน พอดีกับภาพพิมพ์ที่ยกถาดกาแฟออกมาจากครัว

          ภาพพิมพ์วางถาดกาแฟลงบนโต๊ะ แล้วถือแก้วของตนไว้ ก่อนนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ อารัติ

“ดื่มกาแฟตอนนี้เดี๋ยวนอนไม่หลับนะ” อารัติทักขึ้น

          “ของพิมโกโก้ร้อนค่ะ พี่อาร์ตนั่นแหละ ระวังกลับไปจะตาค้าง”

          “อืม...นั่นสิ ชงกาแฟให้พี่แก่หรือเปล่าเนี่ย”

          อ่อนค่ะ ใส่น้ำน้อยหน่อย พี่อาร์ตทานเอแคลสิคะ เจ้านี้อร่อยนะ พิมเห็นวางอยู่ในครัว พี่นกคงเตรียมไว้ให้พี่”

          “ขอบใจจ้ะ” อารัติตอบพลางขยับออกห่างขณะที่ภาพพิมพ์ยกจานเอแคลเอียงเข้ามาใกล้

          “เอ๊ะ...พี่อาร์ต หลบอะไรคะ”

          “อ๋อ...เอ่อ...กลัวพิมจะได้กลิ่นเหงื่อพี่น่ะสิ พี่คลุกฝุ่นมาทั้งวัน เกรงจะเหม็น...”

          “แหม...พี่อาร์ตคะ เมื่อกี้เรานั่งรถมาด้วยกันเป็นชั่วโมง งั้นพิมก็เหม็นไปแล้วซิคะ” ภาพพิมพ์ตอบยิ้มๆ

          “ก็เมื่อกี้ต่างคนต่างเหม็นนี่นา ตอนนี้พิมอาบน้ำแล้ว ตัวสะอาดกว่าพี่ ก็ต้องหลบไว้ก่อนล่ะ”

          “โถ...ไม่หรอกค่ะ พิมเคยได้กลิ่นเหงื่อพี่อาร์ตแล้ว...ไม่เหม็นนะคะ”

          “หืม...ตอนไหน?”

          “หลายตอนค่ะ ตั้งแต่ตอนติว บนรถเมล์ตอนฝนตก...ในเพิงหมาแหงน ตอนไปปลุกพี่อาร์ตที่คณะตอนเช้าๆ...แล้วก็ตอนนี้ไงคะ...อิอิ”

          “โห!! มีตอนนี้ด้วย...”

          อารัติครางเบาๆ ในลำคอส่วนภาพพิมพ์นั้นหัวเราะชอบใจ

          มนัสชนกเดินลงมาจากชั้นบนพร้อมผังของร้านตัดเสื้อ ประเด็นการพูดคุยจึงเปลี่ยนไป

          กว่าการสนทนาจะจบลงก็เกือบเที่ยงคืน อารัติจึงลากลับ

          “ยัยพิม เดินไปส่งพี่เขาหน่อย จะได้ล็อคประตูรั้วด้วย”

          ภาพพิมพ์เดินออกมาส่งอารัติ ในความมืดตรงประตูหน้าบ้าน อารัติถือวิสาสะจับมือหญิงสาวบีบเบาๆ

          “พี่กลับนะ พรุ่งนี้พบกัน”

          “ค่ะ...เอ่อ พี่อาร์ตรู้ตัวไหม...”

          “อะไรครับ”

          “พี่เป็นคนอบอุ่นมากนะ ในมาดเย็นชาของพี่เนี่ย”

          “เอ๋...ชมหรือหลอกด่านะ สงสัยต้องคุยกันยาวแล้วมั้ง!!”

          “แหะ...หลอกด่าค่ะ...ไปไป๊”

          พูดจบภาพพิมพ์ก็ดึงมือกลับแล้วรุนหลังอารัติออกจากบ้านไป

 

          ที่มหาวิทยาลัย...

บ่ายสองโมงของวันที่อากาศสดใส แม้ภายนอกแสงแดดจะร้อนแรง แต่สตูดิโอในคณะมัณฑนศิลป์ก็ไม่ร้อนมากนัก เพราะมีลมเฉื่อยพัดเข้ามาทางหน้าต่างเป็นระยะๆ นักศึกษาปีหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงระบายสีน้ำกันอยู่อย่างขะมักเขม้น ตรงกลางห้องมีแบบวางอยู่บนผ้าดิบสีนวล เป็นหุ่นนิ่งผลไม้ ดอกไม้ และแจกัน

          อาจารย์สองท่านกำลังเดินดูผลงาน แล้วแก้ไขเพิ่มเติมพร้อมสาธิตให้ดูในบางครั้ง ปั้นเองก็กำลังแนะนำน้องอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในฐานะผู้ช่วยสอน

          “พี่ปั้นครับ...พี่ปั้นขา...”

          น้องปีหนึ่งทั้งหญิงชายล้อมหน้าล้อมหลังให้ปั้นช่วยดูและแต่งเติมผลงานให้ ปั้นนั้นยินดีและเต็มใจสอนโดยไม่แบ่งแยกหญิงชาย เขาจึงเป็นที่รักและเคารพของน้องๆ มากกว่ารุ่นพี่คนอื่นๆ

          “เวลาระบายสีน้ำหลักง่ายๆ คือห้ามระบายสีทับกันเกินสามครั้ง ไม่งั้นสีจะเน่าและสกปรก สีน้ำต้องชุ่มฉ่ำสะอาดสดใส”

          ปั้นเริ่มบรรยาย เมื่ออาจารย์ออกจากห้องไปแล้ว

          “อย่าใช้สีดิบๆ ที่บีบจากหลอดจะไม่สวย ควรผสมในจานสีก่อนแล้วทดลองป้ายบนเศษกระดาษจนแน่ใจว่าสวยแล้วค่อยระบาย”

          “ยังงี้ไม่เปลืองสีแย่หรือครับพี่ปั้น” แจ๊คถามขึ้น แม้จะเรียนอยู่ปีสองแต่ยามว่างแจ๊คก็ชอบตามปั้นไปไหนต่อไหนอยู่เสมอ ตอนนี้เขาก็กำลังนั่งวาดภาพสีน้ำอยู่กับรุ่นน้องปีหนึ่ง

          “เปลืองก็เปลืองสิวะ แรกๆ ก็ทำอย่างนี้ไปก่อน อีกหน่อยคล่องๆ ก็ไม่ต้องระบายบนเศษกระดาษ”

          “บางทีผมผสมสีออกมาสวยมากเลย พอระบายบนเศษกระดาษ สีเลยไม่พอระบายบนงานจริงน่ะพี่”

          “เอ็งก็อย่างกสิวะ ผสมสีให้มันเหลือๆ หน่อย เผื่อเอาไว้ อย่าให้มันพอดีเกินไปนัก”

          ปั้นพูดไปสาธิตไป ลีลาการปาดป้ายสีน้ำของปั้นนั้น ไม่แพ้ศิลปินตัวจริงเลยทีเดียว สีสันก็สดใสชุ่มฉ่ำ

          “โอ้โฮ งานนี้สงสัยไม่ใช่ฝีมือยัยแคทซะแล้วมั้งคะพี่ปั้น”

          สา น้องปีหนึ่งออกปากเมื่อเห็นปั้นแก้งานให้แคทรียาเกือบทั้งแผ่น

          “อื้ม...นิดหน่อยน่า มา เดี๋ยวพี่จะช่วยแต่งให้น้องสาบ้าง”

          “ฮิ ฮิ...ค่า”

          ปั้นคืนพู่กันให้แคทรียาแล้วลุกขึ้นไปดูผลงานให้สา เมื่อเดินผ่านภาพพิมพ์ที่อยู่ถัดออกไป ก็ชะโงกหน้าเข้าไปดู

          “ฝีไม่เบาเลยน้องพิม ไปแอบเรียนกับเจ้าอาร์ตมารึ”

          “เปล่าค่ะพี่ปั้น พี่นกสอนให้พิมวาดสีน้ำมาหลายปีแล้วค่ะ เขาชอบพาไปวาดที่ต่างจังหวัดน่ะค่ะ”

          “นี่รู้ไหม ฝึกอีกนิดหน่อยวาดขายฝรั่งได้เลยนะ”

          “ฝรั่งโง่น่ะสิคะ พี่ปั้นก็พูดเกินไป”

          “พี่ปั้นๆ รูปของสาแห้งหมดแล้วค่ะ มัวแต่คุยอยู่ได้”

          สากระตุกชายเสื้อปั้นเบาๆ เขาจึงผละไป

 

          ภาพพิมพ์นั่งระบายสีน้ำอย่างเพลิดเพลินตลอดบ่าย แสงแดดเริ่มลอดเข้ามาทางหน้าต่างทำให้แสงเงาของหุ่นนิ่งเปลี่ยนไปมาก แต่เธอก็ยังนั่งแต่งรูปไปเรื่อยๆ เพราะภาพส่วนรวมนั้นวาดใกล้เสร็จแล้ว กำลังเพลินๆ ก็รู้สึกเหมือนมีคนมายืนมองเธออยู่ด้านหลัง

          พี่อาร์ต...คิดได้ดังนั้นก็หันไปยิ้มให้

          “สวัสดีจ้ะพิม”

          “เอ๋...เอ้อ...ประภัทร์...”

          คนที่มองภาพพิมพ์อยู่คือประภัทร์ เพื่อนมัธยมของเธอนั่นเอง

          “...แวะมาเยี่ยม...”

          ภาพพิมพ์รู้สึกแปลกใจที่ประภัทร์ ซึ่งห่างหายไปนาน ทำไมจึงกลับมาเยี่ยมเยือนเธอในวันนี้ มันทำให้เธออึ้งไปชั่วขณะ ตั้งแต่วันที่คุยโทรศัพท์กันครั้งสุดท้ายประภัทร์ไม่เคยติดต่อกับภาพพิมพ์อีกเลย เธอคิดว่าเพื่อนคนนี้คงจะไปแล้วไปลับ และต่างคนต่างพบชีวิตใหม่ แต่วันนี้เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ

          “งานเสร็จหรือยัง รบกวนหรือเปล่า”

          “เอ้อ ไม่หรอกจ้ะ เสร็จพอดี เดี๋ยวนะ พิมเก็บของก่อน เดี๋ยวไปหาอะไรทานแล้วคุยกัน”

          ภาพพิมพ์พูดกุกกักเล็กน้อย ก่อนน้ำเสียงจะกลับเป็นปกติ เธอยิ้มให้ประภัทร์อีกครั้งอย่างอารมณ์ดี จะตกใจไปทำไม นี่เพื่อนเรานะ เพื่อนสนิทที่สุดเสียด้วย

          “อ้าว!! เสร็จแล้วหรือน้องพิม รีบเก็บของไปไหนล่ะ เดี๋ยวต้องนั่งเป็นแบบให้พี่อีกนะ”

          ปั้นส่งเสียงเรียกแล้วปรายตามองประภัทร์แวบหนึ่ง

          “พอดีเพื่อนที่โรงเรียนเก่าแวะมาหาน่ะค่ะ พิมขอเลื่อนเป็นพรุ่งนี้ได้ไหมคะพี่ปั้น”

          “อ้อ...ได้จ้ะ งั้นตามสบายเลยนะ แล้วจะกลับเลยหรือเปล่า”

          “คงกลับเลย”

          “งั้นวันนี้พี่ไม่ไปส่งนะ”

          ปั้นแกล้งพูดเสียงชัดถ้อยชัดคำ พลางมองไปที่ประภัทร์อีกครั้ง

          “แฟนหรือ” ประภัทร์ชะโงกหน้ามากระซิบ

          ภาพพิมพ์ไม่ตอบ ได้แต่หัวเราะเบาๆ เพราะรู้ทันพี่ปั้น

 

          ในร้านอาหารเล็กๆ ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ภาพพิมพ์กับประภัทร์นั่งดื่มน้ำผลไม้ปั่นอยู่

          “รูปสีน้ำที่วาดเมื่อกี้สวยมาก ฝีมือไม่ตกเลยนะ แถมยังพัฒนาขึ้นกว่าตอนอยู่ที่โรงเรียนด้วย นี่ล่ะน้า...เด็กศิลปากร”

          ประภัทร์เอ่ยขึ้นยิ้มๆ

          “แหม ที่ไหนๆ ก็เหมือนกันแหละพัด ที่ลาดกระบังก็ใช่ย่อย ได้ข่าวว่าสตูดิโอใหญ่เบ้อเริ่ม”

          “อืม...พัดจะวาดรูปไม่เป็นอยู่แล้ว มัวแต่เขียนแบบ”

          “พัดนี่ชอบพูดอะไรโอเว่อร์นะ เรียนสถาปัตย์ก็หนีวาดรูปไม่พ้นหรอกน่า แล้วนี่ลมอะไรพัดมาถึงที่นี่ล่ะ”

          “ไม่ต้องอาศัยลมหรอก พัดก็พัดตัวเองมาน่ะสิ ฮะๆ...พอดีมาเรียนวิชาสถาปัตยกรรมไทยที่พิพิธภัณฑ์น่ะ”

          “อ้อ...”

          “คิดถึงนะ” ประภัทร์พูดเบาๆ แต่ชัดเจน

          “แล้ว...ที่ลาดกระบังเป็นไงบ้าง เรียนสนุกไหม” ภาพพิมพ์เฉไฉไปเรื่องอื่น

          “ก็สนุกดี เพื่อนเยอะแยะ สนุกกันไปวันๆ คงคล้ายกับที่นี่มั้ง”

          “นั่นสินะ แต่ที่นี่มันคับแคบ ไม่กว้างเหมือนที่โน่น ศิลปากรนี่แทบจะเดินชนกันตาย”

          “ได้ข่าวว่าจะย้ายไปอยู่นครปฐมไม่ใช่หรือ”

          “แหม อยู่ลาดกระบังยังรู้ข่าว คงงั้นมั้ง”

          “พิม...พัดแวะมาหาพิมบ่อยๆ ได้ไหม”

          “ได้สิ ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่นา แต่ทีหลังถ้าจะมาก็โทรบอกหน่อยนะ เพราะบางวันพิมอาจไม่ว่าง อย่างวันนี้ที่จริงต้องไปเป็นแบบให้พี่ปั้น เลยผิดนัดเขาเลย”

          “พี่ปั้น?”

          “คนที่ทักพิมเมื่อกี้ไง”

          “อ้อ...แฟนพิมหรือเปล่า”

          “เฮ้อ...ทำไมนะ พัดถึงอยากให้พิมมีแฟนจัง ไม่ใช่หรอกจ้า”

          “อืม...แล้วพิมมีแฟนหรือยัง”

          “ตอบได้ในบัดนาวเลยว่า ยังจ้ะ”

          “ดีจัง งั้นพัดจะมาหาพิมบ่อยๆ ชวนไปโน่นไปนี่ได้ไหม เหมือนเมื่อก่อนไง”

          “อื้ม...ก็แล้วแต่สถานการณ์นะ เราเพื่อนกันนี่นา”

          “เฮ้อ...”

          “แหม ไม่ต้องถอนหายใจไปหรอก ไปได้ก็ไปแหละน่า”

          คำพูดคำนั้นกับรอยยิ้มเป็นมิตรของภาพพิมพ์ ทำให้ประภัทร์กลับมายิ้มสดใสได้อีกครั้ง

โดย ครูอุ๋ย

 

กลับไปที่ www.oknation.net