วันที่ อังคาร มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วรนคร นันทบุรีศรีนครน่าน ตอนที่ 2 (ข้าว-เขา-เขื่อน)



วรนคร นันทบุรีศรีนครน่าน ตอนที่ 2 (ข้าว-เขา-เขื่อน)

              ผลพวงจากการกลับบ้านเมืองน่าน ก็เลยได้ภาพและเรื่องมาอย่างตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง เพราะเป็นเรื่องที่ค้างมานาน ทำให้ไม่สามารถนำเอ็นทรี่อื่นมาแทรกได้

              คราวที่แล้วผมได้นำเสนอ วัด-เวียง-วังไปแล้ว คราวนี้ก็จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน ที่ห่างออกไปหน่อย จังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่มีความยาว และเป็นเทือกเขา มีแม่น้ำน่านไหลผ่านตรงกลางพอดี เมืองเก่านั้นอยู่แถบลุ่มน้ำน่านตอนบน เจ้าหลวงภูคา เป็นผู้สร้างเมืองยุคแรก ๆ แหล่งกำเนิดน้ำน่านอยู่ที่อำเภอปัว แล้วไหลย้อนขึ้นไปข้างบน

              จังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศลาวยาวที่สุด คือ ๒๒๗ กิโลเมตร แต่ก่อนนั้นดินแดนที่ติดกับจังหวัดน่าน ก็คือประเทศไทยนั่นเอง แต่เราเสียดินแดนส่วนนี้ไป จากการล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก นั่นก็คือโขงฝั่งซ้าย ซึ่งก็เป็นแห่งเดียวเท่านั้นของประเทศเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของน้ำโขง

             ทางเหนือสุดเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ดอกชมพูภูคา ก็จะออกดอกให้เห็น แต่ต้นเดิมนั้นตายไปแล้ว มีการเพาะพันธุ์ขยายปลูกใหม่เพิ่มหลายต้น แต่ก่อนพื้นที่เหล่านี้ดูจะชุ่มชี้นมาก จำได้ว่าเคยมาดอยภูคาครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ ๑๗ ปี ในฐานะเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้ ของ ป่าไม้จังหวัดน่าน ในครั้งนั้นเมื่อรถวิ่งเข้าเขตอุทยาน ก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นของป่าเขา ทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าร้อน ดอยภูคาห่างจากตัวจังหวัดน่านประมาณ ๘๐ กิโลเมตรเห็นจะได้ มีบ้านพักให้สำหรับนักท่องเที่ยวหลังใหญ่มาก รวมถึงที่พักบ้านเกวียนและลานกางเต้นท์

             ก่อนถึงดอยภูคา รถจะวิ่งเลาะเลียบเขา และสันเขา จึงทำให้มองเห็นทิวทัศน์ทั้งซ้ายขวา ด้านหนึ่งมองไปเห็นแต่ภูเขาเตียนโล่งสุดตา มีกระท่อมเล็ก ๆ ตั้งอยู่ตามสันเขา เห็นแล้วไม่รู้จะแปลงความรู้สึกจากภาพนั้นอย่างไร จะมองว่ามันแปลกดีที่มีแต่ดิน และกระท่อมเป็นจุด ๆ เห็นรองทางเดินเป็นเหมือนก้างปลา ถ้าภาพเบื้องหน้ามันเป็นป่าไม้ สมองคงจะส่งสัญญาณอื่นมาทำให้ความรู้สึกในจิตใจได้ชุ่มชื่นมากกว่า แต่ตรงกันข้ามที่มันรู้สึกห่อเหี่ยวที่ได้เห็นภูเขาไม่มีต้นไม้เลยสักต้น พื้นที่เหล่านั้นคือ พื้นที่สำหรับปลูกข้าวไร่ และข้าวโพด

             ข่าวไร่เป็นพืชชนิดเดียวที่ชาวที่ราบสูงใช้ปลูกเป็นอาหารยังชีพ วิธีการปลูกคือ ใช้ไม้ปลายมนกระทุ้งดิน ให้เป็นหลุมขนาดพอดี แล้วใช้ข้าวเปลือกหยอดลงไป ใช้ดินกลบเล็กน้อย ข้าวไร่ เป็นพันธุ์ข้าวที่ต้องการน้ำน้อย และทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ เป็นพันธุ์ข้าวเหนียวที่ดีชนิดหนึ่ง มีกลิ่นหอม แต่ก่อนพ่อเคยปลูกที่สวน เวลาข้าวสุกต้องมานอนเฝ้า เพราะนกจะลงมากิน ต้องคอยทำหุ่น และเชือกสำหรับเคาะปี๊บให้มีเสียงดังไล่นก แต่เดี๋ยวนี้หายากแล้วตามพื้นราบ หมดฤดูข้าวบางปีก็ปลูกข้าวโพด หน้าแล้งก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น

          ที่น่าใจหายอีกอย่างหนึ่งคือ แถวริมทาง ประมาณ กม. ที่ ๒๐ กว่า ๆ เลยบ้านผาตูบ ผาสิงห์ไป เป็นรอยต่อของอำเภอท่าวังผา แต่ก่อนริมถนนจะมีป่าหน่อไม้เต็มไปหมด ขนาดว่าแวะจอดเก็บเอาได้เลย แต่ตอนนี้ถูกถางเรียบ ไม่มีเหลือ แถบลุ่มน้ำน่านก็จะมีสวนส้ม สวนลิ้นจี่ และสวนลำไย

                 การจับจองที่ดินทำกินจึงเป็นปัญหาปากท้อง และเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักอนุรักษ์ ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายของการออกโฉนดที่ดินของไทยปัจจุบัน และกฎหมายต่าง ๆ ที่มีมา สำหรับการออกเอกสารสิทธิ์ ตราบใดที่ประชาชนคิดว่า การจับจองที่ดินสาธารณะ อีกหน่อยจะได้เป็นของตัวเอง ตราบนั้น ป่าไม้ก็จะสูญหายไปเรื่อย ๆ ไม้เว้นแม้แต่ป่าไม้ริมหมู่บ้านที่ผมเคยเติบโตมา แต่ก่อนเคยไปเก็บหน่อไม้ หาเห็ด หาของป่า เดี๋ยวนี้ กลายเป็นสวนไปหมดแล้ว

            อาชีพเกษตรกรรม บ้านเราจะหาความยั่งยืนมีน้อยมาก และจะหาความเป็น “วิชาชีพ” ก็แทบจะไม่มี หมายความว่า น้อยนักที่ เกษตรกร จะเข้าใจในวิถีของตน และวิชาชีพของตน ทั้งทางด้านการลงทุน การจัดการ การดำเนินการ และการตลาด ทุก ๆ ส่วนมีจุดด้อยหมด แต่รัฐก็ไม่เข้าไปสนับสนุน ไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คือเมื่อผลผลิตออกมาแล้ว ดังนั้น อาชีพเกษตรกรรม จึงถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่ยั่งยืน ชาวบ้านก็ไม่ส่งเสริมให้ลูกหลานดำรงอาชีพของตน ซึ่งยิ่งนับวันก็ยิ่งต้องใช้ทุนในการทำอาชีพเกษตรมากขึ้น ในยุคปัจจุบัน เมื่อกลับไปบ้าน จึงเห็นที่ดินรกร้าง ที่ไร่ที่สวนที่ปลูกต้นไม้ไว้รอการกลับมาของลูกหลาน แต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องไปถกถางป่าไร่ เพื่อที่จะได้ที่ทำกิน ทั้ง ๆ ที่ทำไปก็แค่หมดอายุไขของตัวเองก็ไม่มีใครสืบสานอาชีพของตัวเองอีกแล้ว

               แตกต่างจากประเทศที่เจริญแล้ว ที่มีการสนับสนุนอาชีพเกษตรกรรมอย่างครบวงจร เช่นประเทศญี่ปุ่น หากบ้านไหนมีการปลูกพืชใด ๆ ก็จะพัฒนาพืชของตนให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป มีความพิถีพิถันในการปลูก และดูแล เกษตรกรชาวญี่ปุ่น ไม่ได้ปลูกพืชเพื่อออกผลแล้วขายอย่างเดียว พวกเขาปลูกพืชเพื่อพัฒนาพันธุ์และสร้างมูลค่าของมัน ตัวอย่างเช่นถ้าปลูกมะเขือเทศ ก็จะทำทุกอย่างให้มีผลสวย มีรสชาติดี ขนาดว่า กินเปล่า ๆ ยังอร่อย ปลูกกะหล่ำปลี ก็ดูแลอย่างดี กินสด ๆ ก็อร่อยมาก ๆ ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เมื่อผลิตผลมีคุณภาพ ก็ย่อมขายได้ราคา และก็คุ้มทุน แต่กลไกที่จะขายได้ราคานั้น ผู้ผลิตต้องสามารถกำหนดราคาขายได้ ชาวญี่ปุ่นใช้วิธี สร้างสหกรณ์ของตัวเองขึ้นมาในชุมชน สหกรณ์ร้านค้าของชาวญี่ปุ่นก็คือซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อมนั่นเอง แนวคิดแบบนี้บ้านเราก็มีแต่ยังขาดการจัดการที่ดี เพราะเกษตรกรไม่ถนัดทางด้านการทำตลาด พวกเขารวมตัวกัน ทำร้านขนาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางในหมู่บ้าน แล้วส่งผลิตภัณฑ์ไปขายในนั้น แต่ทำไมบ้านเรา ต้องไปซื้อของในเมือง ต้องไปตลาดถึงจะได้ของสด ทั้ง ๆ ที่แหล่งกำเนิดของพืชผักก็อยู่ที่ชนบท แต่คนชนบทต้องส่งพ่อค้าแม่ค้าไปซื้อของในเมือง แล้วเอามาขายอีกทีหนึ่ง

            ประเทศญี่ปุ่นเคยประสบปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง เนื่องจากเอาไม้มาสร้างบ้านหมด เมื่อ ๔๐ ปีก่อน ญี่ปุ่นจึงได้เร่งสร้างกฎเกณฑ์เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ป่าไม้ จนประสบความสำเร็จ มีน้ำใส คลองสวย มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่มีการบุกรุกป่า และจัดให้หมู่บ้านมีป่า อย่างน้อยก็เป็นสวนสาธารณะ ที่นั่งเล่น ที่พัก แม้พื้นที่จะไม่มากมาย แต่ขอให้มี แล้วมันก็เป็นประโยชน์จริง ๆ

 ตั้งแต่เล็กจนโตมาถึงป่านนี้ การบุกรุกป่าก็ยังมีเหมือนเคย แต่ก่อนตอนเป็นเด็ก เคยตามพ่อแม่ ครอบครัวไปถางไร่ ทำไร่กัน เห็นเขาตัดต้นไม้ แพ้วถาง เข้าใจถึงความต้องการของชาวไร่ชาวนา เพราะเคยถือมีดไปถางไปฟัน เคยเอาไฟไปเผา กิ่งกอไม้ที่เขาสุมไว้ วิธีการทำไร่ที่แบบเปิดซิงจากป่า ก็คือ อันดับแรก ตัดต้นไม้ลงให้ราบ ถ้าเป็นไม้ใหญ่ อาจจะเหลือไว้ แต่ส่วนใหญ่ไม่เหลือ โดยการโค่นทิ้งไว้ก่อน สักอาทิตย์ งานต่อไปก็คือ เก็บกวาด ริดกิ่งไม้ ที่ล้มลง ต้นเล็กต้นใหญ่ หรือบางครั้งก็เผาก่อนรอบหนึ่ง เมื่อเผาเสร็จ ก็มาเก็บรายละเอียด เอาที่มันเกะกะ มากองรวมกัน แล้วเผาอีกที ก็จะได้พื้นที่ที่เตียนโล่ง พร้อมกับตอไม้ งานต่อไปคือ งานขุดตอไม้ ถ้าปีนี้ขุดไม่หมด ก็ปีต่อไป แต่ถ้ารถไถเข้าได้ ก็เรียบ

ชาวไร่เป็นคนที่อดทนมาก ต้องอยู่กับไร่ตลอด ๘ หรือ ๙ เดือน ผมไม่เห็นเขาได้พัก จะกลับมาก็เมื่อตอน ช่วงแล้ง แค่ เดือน สองเดือน มาเล่นสงกรานต์ ก็เท่านั้น นอกนั้น ครอบครัวของผมเกือบทั้งหมด นอนอยู่ในไร่ ไม่กลับมาเลย เว้นแต่จะเจ็บไข้ได้ป่วย พวกเขาทำอะไรกัน เมื่อมีโอกาสได้ไปไร่ ในช่วงที่โรงเรียนปิด จึงได้รู้ ภูเขาทั้งลูก ทั้งเทือกเขา เริ่มเตียนโล่ง พวกเขามีแต่จอบ กับพร้า สับเขาเป็นลูก ๆ ทำได้ไง ไม่มีหยุด ฝนตกก็ต้องทำ ปลูกข้าวโพด ไม่มีรถไถ เพราะยังเข้าไม่ถึง เข้าไม่ได้ ไม่มีทาง มีแต่ทางเดินเท้า พอปลูกข้าวโพดเสร็จ ก็ต้องคอยดายหญ้า ข้าวโพดทั้งเขาก็ดายกันเป็นเดือน ๆ ปลูกถั่วลิสงแซมเข้าไปอีก เมื่อถั่วได้อายุเก็บเกี่ยว ก็ถอนถั่ว แล้วก็ปลิดเอาเมล็ด งานพวกนี้ทำกลางคืน กลางวันทำงานในไร่ กลางคืนทำงานที่กระท่อม เมื่องานถั่วเสร็จ ข้าวโพดก็เหลือง เตรียมเก็บเกี่ยว แต่ถั่วลิสงที่เก็บได้ ก็เอาไปตากแห้ง เสร็จแล้วก็เอามาแกะเมล็ด ได้เป็นถั่วลิสง ทำมือล้วน ๆ เสร็จจากงานนั้นก็ไปถึงฤดูเก็บข้าวโพด แบกมาเก็บไว้ในยุ้งฉาง เห็นแล้วเหนื่อยแทน ทำงานกันทั้งปี ขายข้าวโพดได้ไม่กี่หมื่นบาท แล้วคนตั้งกี่คน แบ่งเงินได้นิดหน่อย บางคนทำไร่ทั้งปี ได้นาฬิกาข้อมืออันเดียว หรือไม่ก็ชุดใหม่ ๆ แค่สองสามชุด  ไม่น่าเชื่อ ถ้าความต้องการเพียงเท่านี้แลกได้กับป่าไม้ที่เหลืออยู่ รัฐบาลก็น่าจะมาจัดการแต่แรก หรือมีคนบางกลุ่มอยากได้ข้าวโพด อยากได้ผลิตผลทางการเกษตร พวกเขาต้องแบกภาระหนี้สิน และมีเงินเพียงไม่กี่บาทเอาไว้ใช้ทั้งปี

            ผมเข้าใจดีว่า พวกเขาไม่ต้องการตัดไม้ทำลายป่าหรอก เพราะผมก็เคยไปตรากตรำทำไร่กับเขา ส่วนใหญ่อยู่ในร่มมากกว่า เพราะยังเล็กอยู่ ไม่นาน ไร่นั้นก็ถูกไล่ ถ้าไม่รัฐบาลเอาไปปลูกป่าทดแทน เช่นป่าสัก ก็มีคนมาซื้อต่อ แล้วมันก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ 

           แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นเช่นนั้น คนในยุคนั้นก็อายุ ๕๐ หรือมากว่ากันแล้ว เมื่อกลับมาอยู่บ้าน ก็ติดนิสัยเดิม คือมาฟันป่าแถวบ้านกันอีก แย่งกันเป็นเจ้าของ ทั้ง ๆ ที่ลูกหลานของตนก็โตกันหมด ไม่มีใครจะทำไร่ทำนากันต่อไป สุดท้ายก็ต้องขาย ขายถูกด้วย ถ้าผมมีเงินจะซื้อปลูกป่าเสียให้หมด

 เพราะชาวบ้านเชื่อว่า การถือครองที่ดิน ย่อมได้เอกสารสิทธิ์สักวัน นั่นแหละคือเจ้าปัญหา ผมก็ไม่เข้าใจว่าที่ดินมีระบบอะไรกันบ้าง มี นส.๓ หรือ นส.๓ก หรือโฉนด ครุฑแดง ครุฑเขียว อะไรสารพัด แต่ก็ยังขายกันได้อยู่ดี

 เล่าไปเล่ามายาวไปหน่อยครับ

             อีกวันหนึ่งผมก็พาครอบครัวและญาติ ๆ ไปเที่ยวปากนายกัน ที่เคยเขียนไว้แล้วในเอ็นทรี่ก่อนหน้านี้ เอาบรรยากาศมาให้ชมกันอีกครั้งหนึ่ง ปากนายเป็น้ำที่เอ่อล้นมาจากการสร้างเขื่อนที่อุตรดิตถ์ กั้นแม่น้ำน่าน ทำให้กลายเป็นหมู่บ้านประมงน้ำจืด มีปลาเยอะครับ

 จบกันดื้อ ๆ แบบนี้แหละครับ สวัสดีครับ





 

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net