วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

micro in a day จำให้ฝังใจกับ ร็อคมือขวา


 (ตีพิมพ์ในคอลัมน์วิจารณ์บันเทิง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 3  ม.ค. 2547 )

                เมื่อสามปีก่อน  มีภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับบทเพลงร็อคแอนด์โรลล์ในอดีตของปลายยุค 60 ถึงต้นยุค 70   เป็นเรื่องของ วิลเลี่ยม   มิลเลอร์  เด็กหนุ่มนักเขียนหน้าใหม่วัย 15 ปี  ที่ได้ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งติดตามการเดินทางแสดงทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศของวงดนตรีที่ทำท่าว่าจะมาแรงในยุคนั้น   เพื่อทำข่าวเรื่องราวศิลปินดังของวง รัสเซลล์   แฮมมอนด์ มือกีต้าร์วง Stillwater  เพื่อลงในนิตยสารระดับประเทศอย่าง Rolling Stone   ในภาพยนตร์เรื่อง  Almost Famous  ผลงานการกำกับของ  คาเมรอน   โครว์  เจ้าของผลงานดังอย่าง  Jerry Maguire และ  Vanilla Sky

                ภาพยนตร์ดังกล่าว  กับเป็นแรงจูงใจให้กองบอกอ ของนิตยสารเลือดใหม่มาแรงอย่าง Hamburger  อยากที่จะบันทึกเรื่องราวช่วงหนึ่งของการกลับมารวมตัวอีกครั้งของวงร็อคดังนาม ไมโคร  (ที่สร้างปรากฏการณ์ตั๋วขายหมดก่อนแสดงจริงถึง 4 เดือน)  ที่จะตระเวนแสดงคอนเสิร์ตตามต่างจังหวัดก่อนจะส่งท้ายด้วย คอนเสิร์ตใหญ่ที่กรุงเทพในช่วงปลายปี     แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับขยายใหญ่เป็นนิตยสารฉบับพิเศษในเครือ a day แทน กับบันทึกตำนานร็อคมือขวาในฉบับที่ชื่อว่า micro in a day

                หนังสือเล่มนี้เริ่มวางบนแผงในช่วงต้นเดือนก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ที่อิมแพค มารีน่าเมืองทองธานีในวันที่ 12-13 ธันวาคม ที่ผ่านมา    เนื้อหาในหนังสือได้จัดแบ่งหัวข้อออกตามชื่อเพลงของวงไมโคร โดยแบ่งเป็นแทรค ต่างๆ   พร้อมเรื่องที่นำเสนอตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   ทั้งที่มา ผลงาน เรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา และเส้นทางการแสดงสด เพื่อเติมความมั่นใจในคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ   โดยมีรายละเอียดที่น่ากล่าวถึง   ต่อไปนี้

                ที่มาของวงเริ่มที่ แทรค คิดถึง   เป็นลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่  19  ปีที่แล้ว   ตั้งแต่ผลงานภาพยนตร์เรื่องวัยระเริง ของผู้กำกับเปี๊ยก   โปสเตอร์   ที่มีนักร้องนำ อำพล   ลำพูน แสดงเป็นพระเอก   โดยมีสมาชิกวงไมโคร แสดงเป็นเพื่อนนักดนตรีของพระเอก  ต่อด้วยเหตุการณ์อื่นๆเรื่อยมาจนถึง  6 ปีที่แล้วกับอัลบั้มสุดท้าย ทางไกลของวง

                แทรค ส้มหล่น  ก็เช่นกันเป็นรายละเอียดของการก่อกำเนิดกับผลงานแรกของวงในบทบาทนักแสดงวัยระเริงที่แจ้งเกิดให้พวกเขาในนาม ไมโคร    โดยเล่นลิปซิงก์ เพลงของวงบัตเตอร์ฟลาย  ในเพลงชื่อ ยุโรป ,ดนตรีในดวงใจ และจากวันนั้นถึงวันนี้ ภายใต้คอนเซ็ปท์ของหนังที่ว่า  จับตำรามาใส่ตลับ

ใน แทรค เรามันก็คน เป็นบทสัมภาษณ์ของสมาชิกในวงแต่ละคน ที่เป็นเรื่องของชีวิตก่อนที่มาเป็นไมโคร   ประวัติตั้งแต่เด็ก  ความคิดเห็น  ทัศนคติต่างๆ และบทสรุปของชีวิตในปัจจุบัน กับ แทรค จริงใจซะอย่าง   โดยแต่ละคนมีเรื่องราวและมุมมองในประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่น่าสนใจยิ่ง ดังนี้

อดิสัย   นกเทศ (ปู-มือกลองและหัวหน้าวง) ปัจจุบันเป็นช่างแต่งผมระดับอาจารย์ ฉายากรรไกรคู่สะท้านโลกันต์   มีเหตุผลหลักในการกลับมารวมกันว่า เพื่อมาร่วมสนุกกับเพื่อนๆอีกครั้ง   เขาเคยกล่าวเกี่ยวกับอาการน้อยใจจากนโยบายโปรโมทเทปของบริษัทค่ายเทปในยุคเริ่มดังว่า   “เขาทำอย่างนี้ เราก็พูดไม่ออกแต่ธุรกิจเขาต้องเอาคนขายได้เป็นหลัก   แต่จริงๆเราก็ไม่ว่า   แต่บางทีมันเกินเหตุ อย่างถ่ายรูปอะไรกัน  เราเป็นแบบอยู่นู้น เบลอๆ   เราก็มีบ้างสมัยวัยรุ่น   แต่มาถึงชั่วโมงนี้ก็ ‘เอาเหอะๆ มีไม่มีไม่สน   กูอยากเล่นแล้ว’”

อดินันท์   นกเทศ (อ๊อด-เบสกีต้าร์) ผู้มีกิจการร้านเช่าวีซีดีของตัวเองในปัจจุบัน   พูดถึงสาเหตุ การแยกวงไว้น่าฟังว่า  “คำชมคำอะไรพวกนี้น่ากลัวนะ  ฆ่าคนโดยไม่รู้ตัวเลยนะ  คำเยินยออย่าไปหลงนะ  หลงแล้วทุกวงกระจายหมด   วงดนตรีมีอยู่ไม่กี่เรื่องหรอกที่จะแตก  หญิง  เงิน  คำชม นี่ก็แตกเพราะคำชม”

มานะ   ประเสริฐวงศ์ (อ้วน-กีต้าร์) ผู้ยังวนเวียนอยู่ให้ห้องอัดทำเพลงให้ศิลปินอื่นๆ บ้างประปราย   กล่าวถึงเรื่องราวที่ผ่านมาเก่าๆว่า   “ก่อนมาถึงวันนี้  มันไม่น่าจะสะดุดตรงนั้น   แต่ปล่อยให้ความคิดเด็กๆมาทำให้เสียเวลา  มาทำกัน 3 คน  อีก 2  คนไปโน่น หนุ่ยไปออกเดี่ยวหรือว่ากบไปออกเดี่ยว  ช่วงเวลานั้นมานึกย้อนแล้วมันเสียเวลา  ซึ่งจริงๆมันอยู่ด้วยกันมาตลอดเลย”

ไกรภพ   จันทร์ดี (กบ-กีต้าร์) ผู้หันไปทำงานในห้องอัดและเรียบเรียงเสียงประสานให้ศิลปินต่างๆพร้อมกับออกผลงานเดี่ยวของตัวเอง  กล่าวไว้น่าคิดว่า  “ทุกสิ่งทุกอย่างประเดประดังเข้ามา  ไม่มีเวลาคุยกัน  ชื่อเสียงเข้ามา เงินทองเข้ามา  ความเป็นเพื่อนเริ่มจางหาย   แล้ววันนี้ที่กลับมายืนด้วยกัน  คือผมอยากบอกว่า มันไม่มีอะไรเลย”

                สันธาร   เลาหวัฒนาวิทย์ (บอย-คีย์บอร์ด) งานหลักทุกวันนี้คือช่วยสร้างสรรค์ผลงานให้ศิลปินสังกัดแมดแคทซ์ ยังกล่าวเสริมทัพเรื่องเก่าๆว่า   “ คือเราไม่ได้ทะเลาะกันไง  มันเป็นเรื่องมุมมองบางมุม  แล้วเป็นเรื่องดนตรีด้วยว่า พวกผมแรงเฮฟวี่จ๋า  แต่หนุ่ยเขาไม่ได้เป็นคนที่ร้องสูงแบบ  เป้   ไฮร็อค  หรือว่าร้องแบบใคร เขาจะมีมาตรฐานร็อคของเขา ซึ่งร็อคไม่จำเป็นต้องร้อง เสียงสูงมาก   แต่ว่ามันเป็นร็อคอีกแบบหนึ่ง พอเราจูนเข้าหากัน   ชั่วโมงนี้ เราก็รู้ว่า เออ...ใช่แล้ว ความเหมาะสมมันต้องมีในการทำงานกลุ่ม”

                อำพล   ลำพูน (หนุ่ย-ร้องนำ)  ผู้ยังรับบทบาทนักแสดงอยู่เป็นระยะ ให้ความคิดเห็นไว้ว่า   “ถ้าเราไม่มีศูนย์กลาง  ไม่มีความรักที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   ต่อให้เป็นวงดนตรียิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ   ไมโครก็เป็นเหมือน แฟมิลี่ น่ะ  ระยะเวลามันนานเหลือเกิน”

                คาเมรอน   โครว์ ผู้กำกับ Almost famous ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ว่า  “คุณจะให้เราทำเรื่องของวงดนตรีโดยไม่มีเรื่องความขัดแย้งของสมาชิกในวงได้อย่างไรละ”    

 เช่นเดียวกันในบทสัมภาษณ์ นักดนตรีวงไมโคร   อาจทำให้เห็นสัจธรรมของการดำรงอยู่  ที่จริงเรื่องราวของไมโครก็ไม่ต่างจากวงดนตรีอื่นๆทั่วไปที่มี เริ่ม รุ่ง และร้าว    เมื่อมีมากคนก็มีเรื่องราวมากมายยิ่งขึ้น   แต่เรื่องราวของไมโครก็ถือว่าเป็นบทเรียนตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึง  มิตรภาพของคำว่า“เพื่อน” และตัวประสานที่ทำหน้าที่ได้ดีไม่มีที่ติคือ “เวลา” นั้นเอง     เมื่อเวลาพ้นผ่านทุกคนก็จะมองเห็นทางออกได้ชัดเจน   รวมกับมิตรภาพของกันและกันที่ยังคงอยู่   ทำให้การกลับมารวมตัวของพวกเขาได้รับการตอบรับได้อย่างท่วมท้นทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด     คล้ายกับในบทสรุปของหนัง Almost famous ที่กล่าวถึงในตอนต้น เกี่ยวกับวงดนตรี Stillwater ที่ว่า  “ร็อคทำให้ผู้คนมาอยู่ร่วมกัน  แต่ ‘รัก’ ทำให้ผู้คนอยู่ด้วยกันตลอดไปได้  นั่นเอง”

                นอกจากบทสัมภาษณ์แบบเจาะใจแล้ว   ในส่วน แทรค รุนแรงเหลือเกิน  เป็นการให้นักวิจารณ์ปาก (กา) คมทั้งหลาย  ได้วิจารณ์ในผลงานที่ผ่านมาย้อนหลัง นับได้ว่าทำได้สมกับชื่อแทรค รุนแรงเหลือเกินจริงๆ   ลองอ่านดูครับ

                อัลบั้ม ร็อคเล็กเล็ก (2529) วิรัตน์   โตอารีย์มิตร คอลัมนิสต์อิสระ  ให้ความเห็นไว้ว่า “ร็อคเล็กเล็ก  คือการนำ อัสนี   โชติกุล  มาถ่ายเอกสาร   แต่ย่อขนาดให้เล็กลงและเป็นการนำกระดูกดนตรีของบัตเตอร์ฟลาย มาย่อยเพื่อแบ่งให้กับวงร็อคหน้าใหม่  จากนั้นก็ใส่อิมเมจลงไป”

                อัลบั้ม หมื่นฟาเรนไฮต์ (2531) อนุสรณ์   สถิรรัตน์ จากนิตยสาร Sound Magazine วิจารณ์ไว้ว่า  “หมื่นฟาเรนไฮต์ก็เป็นผลงานชุดหนึ่งที่ทำให้ผมรู้ว่าประเทศไทยมีวงที่ทำงานตลาดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของทางวงและนายทุนได้ดีเยี่ยมวงหนึ่ง   แต่เรื่องของความคิดสร้างสรรค์และความเป็นตัวของตัวเองนั้น  คนละเรื่องกันเลย   เสียดายที่โปรดิวเซอร์เก่งมาก  แต่ไม่ค่อยยอมเสียสละความคิดความอ่านกับเด็กๆวงนี้มากเท่าไร”

                อัลบั้ม เต็มถัง (2532) พอล   เฮง  คอลัมนิสต์หนังสือมติชน  มีคำชมให้กับผลงานชุดนี้ไว้ว่า      “ สิบเพลงอัลบั้มเต็มถัง ถือว่า เป็นงานป๊อบร็อคที่อยู่ในเกณฑ์ดี  มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง  เรียกว่า  ไม่ถึงกับเป็นงานดีเลิศ   แต่เป็นงานที่วางตำแหน่งของมันได้เหมาะเจาะทุกอย่าง    และทุกเพลงก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่   มีมาตรฐานที่อยู่ในระดับของเพลงป๊อบร็อคแบบไทยที่โดดเด่นเกินใครในยุคนั้น”

                อัลบั้ม เอี่ยมอ่องอรทัย (2534) ปรารถนา   รัตนะสิทธิ์   บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Core ให้นิยามชุดนี้ว่า “ขอเสนอให้เปลี่ยนชื่อเป็น อ่วมอรทัยจะดีไหม?”

                อัลบั้ม สุริยคราส (2538) ทิวา   สาระจูฑะ บรรณาธิการบริหารนิตยสารสีสัน พูดในแง่มุมมองของเขาว่า  “อย่างไรก็ตาม  ถ้าผลักประเด็นความสำเร็จทางการตลาดออกไปเสียทางหนึ่ง  เป็นไปได้ว่า สุริยคราส  คือผลงานที่ดีที่สุดของไมโคร”

                อัลบั้ม ทางไกล (2540) อารี   แท่นคำ คอลัมนิสต์ คมชัดลึก วิจารณ์ไว้ว่า “ชุดนี้ไม่มีเพลงฮิตติดหูมากนัก   แต่โดยภาพรวมแล้วพลังดนตรียังอยู่ครบ  อันที่จริงผลงานที่มีเพลงฮิตกลับไม่ยากที่จะวิพากษ์วิจารณ์   แต่ผลงานที่ไม่มีเพลงฮิตผมว่าน่าศึกษา เพราะบางครั้งการยึดสูตรสำเร็จเดิมๆก็ทำให้เกิดอาการตีบตันทางปัญญาดนตรีเหมือนกัน”

                จากบทสัมภาษณ์ของนักวิจารณ์  ช่วยให้ได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง ซึ่งบอกถึงที่มาของบทเพลง และผลงานที่ยังสะท้อนถึงการตลาดและธุรกิจที่ยังคงป็นสูตรสำเร็จที่ยังใช้ได้อยู่ของวงดนตรีเมืองไทย   และหลายคนคงได้ยินคำว่า  “ฮีโร่ของคุณเป็นคนแบบไหน   ขึ้นอยู่กับคุณเป็นคนอย่างไร” มาบ้างเหมือนกัน

                กับ แทรค ทางไกล เป็นรายงานการเตรียมความพร้อม สร้างความมั่นใจกับการจัดทัวร์คอนเสิร์ตในต่างจังหวัด ก็จัดเป็นแบบรายงานข่าว ความรู้สึกของผู้สื่อข่าวที่ติดตามไมโคร  มาบอกกล่าวให้ฟังแบบคลุกวงใน  เจาะลึก  ที่ทำได้ดีระดับหนึ่ง

                ในส่วนอื่นๆของหนังสือ ก็จะเป็นเรื่องราวในรายละเอียดยิบย่อยลงไป เช่น แทรค คนไม่มีสิทธิ์  พูดถึงของเก็บสะสมของสมาชิกไมโคร    แทรค ม้าเหล็ก  เป็นบทสัมภาษณ์เมื่อเจ็ดปีที่แล้วและปัจจุบันของหนุ่ย-อำพล เป็นต้น

                อาจจะนับได้ว่า micro in a day ฉบับพิเศษนี้เป็นหนังสือประวัตินักดนตรีเล่มแรกๆในเมืองไทย(ที่ผ่านมาเห็นมีของวง เฉลียง แล้ว)  ที่ได้รวบรวมข้อมูลจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องที่มา จุดกำเนิดวง ผลงานที่รุ่งโรจน์ทั้งหมด บทสัมภาษณ์นักดนตรี และภาพเหตุการณ์ในอดีต

                แต่สิ่งที่ตกหล่นไปกลับเป็นเรื่องราวในส่วนเล็กน้อย ก็มีบ้าง เช่น  รายชื่อเพลงในแต่ละอัลบั้ม  หรือการกล่าวถึงผลงานเดี่ยวของแต่ละคนในวงที่ออกมา   หรือบรรดาบทสัมภาษณ์ความรู้สึกของบรรดาแฟนเพลง แฟนพันธุ์แท้ไมโคร ต่างๆขาดหายไปเสีย      เพราะที่นำเสนอออกมาหลายบทความเป็นเพียงความรู้สึกของคนทำหนังสือต่อไมโครที่ออกจะทำให้มุมมองที่ยังไม่หลากหลายเท่าที่ควร    แต่ก็ต้องปรบมือให้กับความตั้งใจในการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางดนตรีของนักดนตรีในอดีตของบ้านเมืองเราที่ไม่ค่อยมีการบันทึกกันให้เป็นเรื่องเป็นราว   ปล่อยให้หายไปตามกาลเวลาไปเสียนี่

                มีบทความในคอลัมน์ ฟาสฟู๊ดธุรกิจ ของ หนุ่ม   เมืองจันทร์ ของมติชนสุดสัปดาห์  ได้กล่าวถึง micro in a day ไว้เช่นกันว่า  ถึงแม้เขาจะไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ต ไมโครรียูเนี่ยน เพื่อยกมือขวาตามพี่หนุ่ยก็ตาม      แต่เขาก็เปิดอ่านหนังสือ micro in a day ด้วยมือขวาตลอด         งั้นผมก็ขอเสริมต่อว่า  ถึงผมจะพลาดการชม คอนเสิร์ตตำนานร็อคมือขวา เหมือนกัน     แต่การเขียนบทความชิ้นนี้ ผมก็ใช้สมองส่วนสร้างสรรค์ ซีกขวาคิดครับ     แถมใช้มือขวาเขียนบทความนี้ตลอด เลยครับ    ....แฮ่

 

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net