วันที่ พุธ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“แผ่นดินนี้...คือแผ่นดินแห่งสงคราม?”


ทั้งๆ ที่หน่วยงานหรือผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการคลี่คลายปัญหาไฟใต้ ออกมาให้สัมภาษณ์เป็นเสียงเดียวกันว่า การก่อเหตุในพื้นที่มีสถิติลดลงอย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ อันสะท้อนถึงสถานการณ์ร้ายในพื้นที่ว่าน่าจะกำลังอยู่ในช่วงคลี่คลาย

แต่เมื่อเกิดกรณีคาร์บอมบ์ที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงความเสียหายต่อบ้านเรือนอาคาร และภาพลักษณ์ของความรุนแรงที่ยังคงดำรงอยู่ในพื้นที่ ย่อมส่งผลสะเทือนต่อเหตุการณ์ไฟใต้อีกระลอกหนึ่ง

นั่นยังไม่นับรวมถึงเหตุร้ายซึ่งเกิดต่อเนื่องภายในเวลาไม่กี่วันมานี้ โดยเฉพาะต่อเหตุการณ์ ๔ คนร้ายแต่งกายเลียนแบบทหาร ใช้อาวุธสงครามยิงถล่มรถโดยสาร ทำให้นางอัจฉราภรณ์ เทพษร ซึ่งตั้งครรภ์ ๘ เดือน ครูโรงเรียนบ้านดุซงญอ และนางวารุณี นวกะ ครูโรงเรียนบ้านริแง อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เสียชีวิตขณะเดินทางกลับบ้าน ส่วนเพื่อนครูอีกจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบนถนนสายดุซงญอ-ตันหยงมัส ช่วงบริเวณบ้านเจ๊ะเก หมู่ ๒ ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

หลากหลายเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ล้วนบ่งบอกอะไรบางอย่าง แต่ในที่นี้ผู้เขียนขอหยิบยกเหตุการณ์ยิง ๒ ครูสาว เพื่อสะท้อนมุมมองที่ได้ประมวลจากผู้คนในพื้นที่หลังเกิดเหตุครั้งล่าสุด 

 

ประการแรก เป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบแต่งกายคล้ายทหารออกปฏิบัติการ โยนความผิดว่าเป็นการกระทำของทหาร เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่คำกล่าวอ้างเลื่อนลอย เนื่องจากทุกวันนี้ก็ยังคงมีการพูดถึงประเด็นการเลี้ยงไฟสงครามกันอยู่ และอีกประเด็นหนึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระแวดระวังเป็นอย่างมาก เพราะกลายเป็นว่าจะจำแนกแยกส่วนได้ยากระหว่างกลุ่มผู้ก่อการร้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารที่ปฏิบัติงานอยู่บนท้องถนน อาณาจักรความกลัวจึงยังคงปกคลุมอยู่ในหลายพื้นที่

สิ่งสำคัญคือ การแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารออกปฏิบัติการ ทำให้เกิดการกรณีการ เลือกยิงไม่ใช่การกราดยิงเช่นที่ผ่านมา นั่นนำมาซึ่งประเด็นว่าด้วยเรื่องการเสี้ยมให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างไทยพุทธ-มุสลิม ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าประสงค์หลักของกลุ่มขบวนการฯ

ประการที่สอง สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ได้แปรเปลี่ยนไปมาก ด้วยขบวนการผู้ไม่หวังดีเข้ามายุยงปลุกปั่นให้เกิดการแตกแยก ระหว่างราษฎรไทยพุทธและมุสลิม ดังเช่นคำสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนของ แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ว่า

"นี่ก็เหมือนกัน ชัดเจนมากว่า ทางคุณครูมุสลิมหรือกลุ่มมุสลิมบางส่วน ต้องการที่จะกำจัดครูพุทธ เพราะว่าพวกเขานั่งรถไปด้วยกัน แต่คนที่โดนยิงในรถเลือกยิงเฉพาะครูพุทธ คุณครูชาวพุทธอุตส่าห์เสียสละไปสอนหนังสือให้ สอนภาษาไทยให้ เพราะว่าพี่น้องมุสลิมในภาคใต้อาจจะไม่เข้าใจภาษาไทย หรืออาจจะพูดไทยไม่ชัด เพราะที่นี่คือประเทศไทย"

นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แปลความได้ว่า กลุ่มที่ปฏิบัติการต้องการที่จะเก็บเฉพาะครูไทยพุทธ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิด และแปลกกว่านั้นคือ หลังจากเกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้แล้ว กลับไม่มีผู้นำมุสลิมออกมาประณามการกระทำในครั้งนี้ ต่างจากเรื่องอื่น ที่ผู้นำมุสลิมพูดมาก

"สิ่งที่อยากป้องกันหลังเหตุการณ์นี้คือ ไม่อยากที่จะให้เกิดความแตกแยกของชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก"

ประการที่สาม สิ่งที่สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา คือ เวลาต่อมา ได้มีพิธีละหมาดฮายัตของผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน รวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่ อ.ระแงะ รวมกว่า ๕๐๐ คน โดยมี สันติ แอซะ โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิด บ้านบาโงสะโต ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ เป็นผู้นำละหมาด เพื่อร่วมกันสาปแช่งและประณามการกระทำที่โหดเหี้ยมของโจรใต้ หลังก่อเหตุ

เป็นไปดังที่ วินัย ครุวรรณพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า เป็นสิ่งดีที่ชาวบ้านในพื้นที่รู้สึกว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี

"แน่นอน ย่อมเกิดผลกระทบต่อการเรียนของบุตรหลานของคนในพื้นที่ทั้งสิ้น จึงมีการรวมตัวเพื่อร่วมต่อต้านและประณามกลุ่มคนร้ายที่ยิงครูสตรีและที่ตั้งท้อง ๘ เดือน เสียชีวิตทั้ง ๒ ราย ซึ่งถือว่าเป็นพลังของผู้ที่ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองของตนเองเกิดความไม่สงบ ต่อจากนี้ไปก็คงเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะเห็นชาวบ้านในพื้นที่หันมาให้ความร่วมมือกับทางการมากขึ้น"

ความจริงแล้วยังมีประเด็นปลีกย่อยอีกมากมายที่ถูกสะท้อนผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ ที่ปะทุขึ้นมาอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง โดยคนในพื้นที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างแสดงทัศนะความเห็นแตกต่างกันไป ทั้งหลายทั้งปวงคงวนเวียนอยู่ในประเด็นเดิมๆ ไม่ได้ต่างจากความคิดเห็นมากมายที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเกิดไฟใต้รอบนี้

บทสรุปของเหตุการณ์ ณ เวลานี้ จึงเป็นสิ่งที่ผู้สันทัดกรณีที่ได้ติดตามปัญหาไฟใต้มาโดยตลอดว่า เป็นยุทธการคู่ขนานของสงครามแย่งชิงมวลชน ระหว่างภาครัฐและฝ่ายก่อการฯ กระทั่งการพยายามทำให้ชายแดนใต้กลายเป็นแผ่นดินแห่งสงคราม

เพราะขณะที่ภาครัฐพยายามปลดปมเงื่อนข้อกล่าวหาจนสามารถทำงานเชิงรุกได้อย่างชวนติดตาม ดังเช่นหลายๆ โครงการของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่พยายามปรับยุทธศาสตร์ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหา และสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ มากขึ้น หรือการรุกสู่พื้นที่ของหน่วยพัฒนาสันติ ของกองบัญชาการผสม พลเรือน ตำรวจ ทหาร (พตท.) ซึ่งว่ากันว่าสามารถเข้าไปสลายโครงสร้างของผู้ก่อการระดับหมู่บ้านได้

แต่ฝ่ายขบวนการก็พยายามพลิกแผนปฏิบัติการไปเรื่อยๆ เพราะจำเป็นต้องดึงแนวร่วม มวลชน ให้ได้มากที่สุด

ดังข้อความในใบปลิวว่า "ทำไมต้องเผาโรงเรียน" พบในพื้นที่ ต.ปะเต อ.ยะหา จ.ยะลา มีเนื้อหาว่า

"พี่น้องของเราทั้งหลายๆ คน คงนึกสงสัยและคงจะตั้งคำถามว่า ทำไมนักรบของเราต้องเผาโรงเรียน เผาแล้วได้อะไร แล้วลูกหลานของเราจะไปเรียนที่ไหน ลูกหลานของเราจะฉลาดได้อย่างไร ทุกคำถามย่อมมีคำตอบ พี่น้องมุสลิมีนและมุสลีมะห์มลายูที่รักทั้งหลาย ลูกหลานของเราจะเป็นคนฉลาดและจะเป็นคนดีสีอีหม่าม กับการศึกษาของกาเฟรซียัมไม่ได้ เพราะระบบการเรียนการสอนของกาเฟรซียัม กำลังสร้างสังคมและวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เน่าเฟะ แทนวัฒนธรรมที่ดีงามของตัวเอง เช่นการปลูกฝังวัตถุนิยมให้เงินกลายเป็นพระเจ้า และวัตถุกลายเป็นศาสดา การปลูกฝังอารมณ์ใฝ่ต่ำ ให้เซ็กส์กลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในชีวิต และปลูกฝังค่านิยมใหม่ๆ ที่ผิดแปลกให้เกิดขึ้นในสถาบันการศึกษา ฉะนั้นยังไม่สมควรอีกหรือที่เราจะต้องเผามันให้วอด เรามาสร้างโรงเรียนใหม่ที่เป็นแบบของเราเองดีกว่า ถึงจะไม่สวย แต่มันเป็นเอกลักษณ์และความภูมิใจของเรา และลูกหลานของเราจะฉลาด และดีได้ด้วยภูมิปัญญาของเรา"

นี้คือหนึ่งใน 'สงครามแย่งชิงมวลชน' ที่ยังคงเกิดขึ้น ณ พื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อพยายามสร้างภาพให้เกิดขึ้นได้ว่า "แผ่นดินนี้คือแผ่นดินแห่งสงคราม" ซึ่งไม่ว่าเบื้องลึกจะเป็นปฏิบัติการของใครหรือหน่วยไหนก็ตาม?

แต่เบื้องหลังก็คือ 'เกมแห่งผลประโยชน์' ที่มีชีวิตของประชาชนตาดำๆ เป็น 'เดิมพัน' อยู่ร่ำไป

โดย ปราณชลี

 

กลับไปที่ www.oknation.net