วันที่ พุธ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อัมพวาราตรี หิ่งห้อยกับจันทรา ธารากับนีออน



อัมพวาราตรี  หิ่งห้อยกับแสงจันทร์ สายธารกับนีออน

                เสาร์ที่ 6 และอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ขออนุญาตครอบครัวไปอัมพวา กับแก๊งค์หน้าตึง โดยไปกันทั้งหมด 7 ชีวิต และรอดปลอดภัยกลับมาได้ด้วยดี

                เวลาไปไหน จะมีเรื่องอะไรไม่ปกติเสมอ ๆ นั่นแหละจะเป็นเรื่องราวที่จะนำเสนอกันในครั้งนี้  อัมพวาห่างจากรังสิตประมาณ 120 กม. ถ้าจากกรุงเทพฯ ก็ไม่ถึง 100 กม. จึงใช้เวลาไม่นาน

                ระหว่างทางผมเตรียมข้าวเหนียวซึ่งที่บ้านนึ่งเอง แล้วพอดีมันมีใบตองทีเหลืออยู่จากการทำข้าวต้มมัด ก็เลยเอามาห่อข้าวเหนียว ตอนเช้าไปเหมาไก่ทอดของป้าในหมู่บ้าน ป้าแกรู้เลยว่าจะไปเที่ยว

                “วันนี้จะไปไหนเหรอ” ป้าคนขายไก่ทอด เห็นว่าเราซื้อเยอะ หมดกระทะที่ทอดในครั้งนั้นเลย

                “ไปอัมพวาครับ” ผมตอบ ป้าแกเป็นคนเมืองแพร่ ทำไก่ทอดขายตอนเช้าทุกวัน รสชาติดีทีเดียว

                นัดกัน 9 โมงเช้า แต่ได้ออกจากรังสิตก็ 10 โมง ขับไปเรื่อย ๆ ระหว่างทาง ผู้โดยสารของเราก็หาของรับประทานกันจ้าละหวั่น ได้ไก่ทอด และข้าวเหนียวของผม ส่วนแก้วแม่ทอดหมูแบบไม่เค็มมาให้ คือครั้งก่อนเค็มไปหน่อย แต่ละคนก็สำราญกันใหญ่ ตื่นเต้นเหลือเกินกับข้าวห่อใบตอง ก็ที่บ้านมันมีต้นกล้วย แล้วก็มีข้าวเหนียว มันแปลกตรงไหน

                ขับไปถึงแสมดำ แย่ละสิ ผมเริ่มหิวข้าว เพราะมันใกล้เที่ยงแล้ว เลยเปลี่ยนกับเพื่อนอีกคนหนึ่งขับ มานั่งแทะไก่บ้าง ไม่นานเราก็ไปถึงอัมพวา เหลือแต่ว่าจะหาทางเข้าที่พักได้อย่างไม่หลงหรือไม่

                แต่ก็หลงไปเรียบร้อย เราหลงไปตลาดน้ำ ก็เลยกลับรถออกมา เพราะที่พักของเราอยู่ก่อนถึงตลาดน้ำ มีป้ายบอกตลอดทางเลย บ้านไม้ชายคลอง แล้วเราก็ไปจอดรถที่หน้าที่พัก ชายเกินวัยกลางคนเดินมาต้อนรับ พี่อ้อยรีบแจ้งรายชื่อที่จองไว้ แต่ได้รับคำตอบกลับมาในทันใดว่า เราไม่มีชื่ออยู่ในใบจอง

                “หรือว่าจะเป็นที่ “เรือนไม้ชายคลอง” หรือเปล่าครับ” ลุงแนะนำ

                “อ้าวหรือคะ”

                “ครับชื่อมันคล้ายกัน”

                “ตายละ ไม่รู้เลยว่ามันจะมีชื่อเหมือน ๆ กัน เดี๋ยวขอเช็คดูก่อน” แล้วก็โทรไปหาผู้ติดต่อ ก็เป็นอย่างว่าจริง ๆ มาผิดที่ครับ จริง ๆ แล้วต้องไป “เรือนไม้ชายคลอง” ไม่ใช่ “บ้านไม้ชายคลอง”

                ใกล้ค่ำแล้ว มีเรือจัดไว้ให้เราเพื่อไปตลาดน้ำ แวะวัดบางแคน้อย รับประทานอาหาร และชมหิ่งห้อย เขาจัดโปรแกรมให้เราเรียบร้อย แต่เรามัวแต่ทำอะไรกัน ไม่สนใจเที่ยวเลย จนมืดจนค่ำ เจ้าขอเรือมาตามหลายรอบแล้ว กว่าจะได้ลงเรือกัน

                เราเหมือนเป็นแขกวีไอพีอีกครั้ง เพราะใช้เรือลาดตระเวน ไม่ใช่เรือหางยาวเหมือนทั่วไป ดูแข็งแรงปลอดภัย แวะไหว้พระที่วัดบางแคน้อย ซึ่งผมเคยนำเสนอไปแล้วเมื่อตอนไปไหว้พระเก้าวัด ต้นปีที่ผ่านมา วัดนี้เป็นวัดที่มีโบสถ์ที่สร้างด้วยไม้สักทองแกะสลักนูนงดงามมากจริง ๆ แล้วไปไหว้หลวงพ่อโต ขอพรมาด้วยครับ

                หลังจากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปตลาดน้ำอัมพวา ที่เพิ่งจะบูมเมื่อไม่นานนี้เอง อัมพวา กลายเป็นสาวเนื้อหอมขึ้นมาในทันใด ด้วยความที่บูมไวนี่เอง ทำให้หลาย ๆ อย่างไม่ทันรองรับผู้คนจำนวนมากที่เข้ามาเที่ยวตลาดอัมพวา

                เราไปถึงตลาดน้ำช่วงทุ่มครึ่ง โดยเรือ ทำให้เราไม่ต้องห่วงเรื่องที่จอดรถ ตลาดน้ำมีผู้คนมากมาย เบียดเสียดกันแทบจะหาที่เดินที่ยืนไม่ได้ ผมไม่ชอบไปในที่แบบนี้ มันอึดอัดจัง

1.       การจราจรโดยรอบของตลาดน้ำ คับแคบ เมื่อมีคนมาเที่ยวในวันหยุด รวมถึงที่จอดรถมีปริมาณไม่เพียงพอ

2.       ปริมาณนักท่องเที่ยวมีมากจนทำให้ตรอก ซอกซอย ไม่สะดวกในการสัญจร จึงควรจัดการร้านรวงที่วางขายด้านในให้ขยับพื้นที่ออกไป เพื่อกันไว้เป็นทางเดิน ยิ่งตรงทางเข้าจากทางวัดอัมพวา ยิ่งแคบมาก

3.       ควรจะมีการสร้างสะพานคนเดินเพิ่มทางด้านปากคลอง เพราะจะทำให้คนสามารถเดินเวียนไปได้รอบ แต่ปัจจุบัน เมื่อเดินไปทางหนึ่ง ก็ต้องเดินย้อนกลับ ทางที่แคบอยู่แล้ว จึงลำบาก หากเกิดเหตุอะไรแล้วจะไม่ปลอดภัย สะพานข้ามก็แคบอยู่แล้ว การสร้างสะพานเพิ่มก็น่าจะดีไม่น้อย

4.       ตลาดจะเปิดเฉพาะศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ดังนั้น ระหว่างที่ตลาดปิดก็สามารถปรับปรุงแก้ไขส่วนต่าง ๆ ได้

5.       การชมหิ่งห้อย โดยเรือเครื่อง นับว่าเป็นการรบกวนจากมลภาวะทางเสียง เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวมีมาก เรือก็มาก เสี่ยงต่อการจราจรทางน้ำ อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ จึงควรจัดสถานที่ชมหิ่งห้อยไว้เป็นที่ ๆ  หิ่งห้อยจะอยู่ที่ต้นลำพู หากมีต้นลำพูที่ไหน หรือจะปลูกไว้เพื่อการท่องเที่ยวก็ไม่เสียหาย แล้วก็ทำทางเดิน หรือสถานที่ชมด้วยการเดินเท้าจะดีกว่า จะเห็นว่า บางรีสอร์ท มีต้นลำพูอยู่ด้านหน้า ผู้ที่มาพัก ก็สะดวกที่จะได้ชมหิ่งห้อย โดยไม่ต้องลงเรือ ถ้ารีสอร์ทไหนทำแบบนี้ได้ก็จะดี เพราะไม่ต้องให้นักท่องเที่ยวลงเรือ นั่งดูหิ่งห้อยไป ลดแสงไฟลง โรแมนติคดี

 

ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่อาจจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังยืน ทำให้คนในพื้นที่มีรายได้ และไม่ทำให้สภาพแวดล้อมถูกทำลาย

 

เราใช้เวลาอยู่ที่ตลาดน้ำอัมพวากันประมาณ 1 ชั่วโมง ก็นั่งเรือกลับที่พัก ระหว่างทางได้ชมหิ่งห้อยตามต้นลำพู แต่ว่า ถ้าจะให้ดูอย่างจุใจและเป็นธรรมชาติ ต้องนอนดูใต้ต้นลำพูนั่นเลย  ดังนั้น รีสอร์ทไหนจะสร้างใหม่ ต้องปลูกต้นลำพูเยอะ ๆ เอาให้รอบห้องพักไปเลย นักท่องเที่ยวเปิดหน้าต่างออกมาก็ได้เห็น จะดีไม่น้อยนะครับ

ขออภัยนะครับ ไม่สามารถถ่ายภาพหิ่งห้อยมาให้ชมกันได้

 

        วันรุ่งขึ้นแวะรับประทานก๋วยเตี๋ยวมะนาว อร่อยดีนะครับ กลับบ้านโดยสวัสดิภาพ วันจันทร์มาทำงานปกติ

-------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 12 เมืองบางยาง

ตอนสมัยเด็กๆ ผมพยายามจะไล่จับหิงห้อย แต่ย่าผมจะบอกไว้ว่าห้ามจับหิงห้อยนะ เพราะโบราณบอกไว้ว่าถ้าจับหิงห้อย จะทำมือเราลื่น จับถ้วยจับจาน แล้วหลุดมือแตก

งั้นจับมาให้ย่าดูดีกว่า จะได้ไม่ต้องล้างจาน
แต่ผมเคยจับมันนะครับ ตัวมันลื่นๆจริงด้วย

เอ๊ะสรุปแล้วต้องเรียกว่า หิงห้อย หรือ หิ่งห้อย บางตำราว่า หิงห้อย บางตำราว่า หิ่งห้อย

นี่ครับในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เค้าบอกไว้ว่า

ทิ้งถ่วง หรือ หิ่งห้อย (Firefly Glow-wormLighteningbug) เป็นชื่อเรียกแมลงปีกแข็งในวงศ์แลมพายริดี้ (Lampyridae) อันดับโคลีออบทร่า (Coleoptera) ทั่วทั้งโลกมีทิ้งถ่วงประมาณ 2,000 ชนิด

คำว่า “หิ่งห้อย” นี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายไว้สั้นๆ ว่า แมลงชนิดหนึ่ง มีแสงเรืองๆ ที่ก้น

แสงของหิ่งห้อยเป็นแสงเย็น เพราะกระบวนการส่องแสงของหิ่งห้อยเกิดความร้อนน้อยมาก หลอดไฟทั่วไปจะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า เป็นพลังงานความร้อน 90% อีก 10% เป็นแสงสว่าง แต่หิ่งห้อยจะเปลี่ยนพลังงานเคมีในร่างกายเป็นแสงสว่าง 90% อีก 10% เป็นความร้อน แสงของหิ่งห้อยเกิดจากปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกายเริ่มจากสมองหลั่งสารเคมีชื่อ ไนตริกออกไซด์ส่งสัญญาณไปที่เซลล์ส่วนท้องให้กระตุ้นการทำงนของเอ็มไซม์โดยใช้ออกซิเจนร่วมด้วย แปลงสารเคมีในเซลล์เกิดเป็นพลังงานแสง โดยมีเซลล์ประสาททำหน้าที่ควบคุมการกระพริบของแสง

หิ่งห้อยจะกระพริบแสงเวลากลางคืนทุก ๆ 24 ชั่วโมง เป็นประจำ แม้เราจะจับหิ่งห้อยขังไว้ในที่มืดหากไม่ถึงเวลาหิ่งห้อยก็จะไม่กระพริบแสง โดยปกติหิ่งห้อยส่องแสงในเวลาโพล้เพล้ และมีรูปแบบการกระพริบแสงถึง 200 แบบ

หิ่งห้อยที่บินส่องแสงมักจะเป็นตัวผู้ ส่วนตัวเมียชอบเกาะนิ่ง ๆ บนใบไม้กิ่งไม้ (หิ่งห้อยตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ส่วนใหญ่บินไม่ได้ บางที่เรียกหนอนกระสือ) แสงที่กระพริบใช้สำหรับ สื่อสารกับเพศตรงข้าม ตัวผู้ใช้เกี้ยวพาราสีตัวเมีย ตัวเมียใช้ตอบรับการเกี้ยวของตัวผู้โดยตัวผู้จะกระพริบก่อน เมื่อตัวเมียพอใจจะกระพริบแสงตอบเพื่อให้ตัวผู้บินไปหาถูกจังหวะการกระพริบจะต่างกันไปตามชนิดของหิ่งห้อย ตามปกติชาวบ้านเมื่อเห็นหิ่งห้อยบินออกมากระพริบแสงก็เป็นการส่งสัญญาณว่า ฤดูร้อนกำลังจะมาเยือนนั่นเอง

เห็นหิ่งห้อยแล้วคิดถึงย่า




โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net