วันที่ พุธ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปัญหาที่ดินราไวย์ : เมื่อคนรวยใช้กฎหมายไล่คนจน


 สิทธิในที่ดิน

บันทึกการลงพื้นที่ นายชายเล ทะเลงาม
 
วันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒
 
อากาศยามเย็นของทะเลราไวย์ยังคงมีมนต์เสน่ห์เหมือนเช่นเคย
แสงอาทิตย์สีทอง เกาะแก่งต่างๆที่อยู่เบื้องหน้า เรือประมงพื้นบ้าน
จำนวนหลายสิบลำประกอบกับเสียงต่อรองซื้อขายกุ้งหอยปูปลา
ดังระงมทำให้ชายหาดที่แปลงกายเป็นตลาดขายปลาเล็กๆ
แห่งนี้มีสีสันขึ้นมาทันที
    
“ชาวไทยใหม่”เป็นคำที่ทางราชการใช้เรียกชาวบ้านที่อาศัย
อยู่ในชุมชนราไวย์แห่งนี้ แท้ที่จริงแล้วพวกเขาเป็นชาวมอแกน
และชาวอูรักลาโว้ยหรือที่เรียกรวมๆกันว่าชาวเล ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพ
ทำประมงในท้องทะเลอันดามัน
    
ในอดีตอาจกล่าวได้ว่าท้องทะเลเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ใกล้ชิดและคุ้นเคย
กับพวกเขามากที่สุด เพราะไม่ว่าจะประกอบอาชีพหรือที่พักอาศัยมีเพียง
ท้องน้ำสีครามเท่านั้นที่พวกเขาใช้ฝากชีวิต
    
ภูเก็ตมีลมมรสุมอยู่สองฤดูคือ ลมทิศตะวันออก(ลมว่าว)กับลมทิศตะวันตก 
เมื่อเกิดมรสุมทำให้ความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพพวกชาวเลยิ่งลำบากขึ้น
จำต้องย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนผืนแผ่นดินของเกาะภูเก็ต แน่นอนว่าจากคนที่เคยอยู่
ในทะเลเมื่อขึ้นมาดำเนินชีวิตบนฝั่งวิถีชีวิตก็ย่อมเปลี่ยนไปจากเดิม
ฝ่ายชายผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวออกทะเลหาปลา ฝ่ายผู้หญิงก็อยู่บ้านเลี้ยงลูก
และหากิจกรรมอื่นๆทำเช่น สานเสื่อใบเตย ตับใบมะพร้าว ตับใบจากสำหรับมุงหลังคา 
    
ผมได้รับรู้ข้อมูลผ่านจากคำบอกเล่าของป้าปราณีหญิงวัยเจ็ดสิบสองปี(เกิดเมื่อ พ.ศ.2479)
ซึ่งเป็นชาวบ้านที่เกิดและเติบโตอยู่ในชุมชนนี้ว่าที่ดินผืนนี้บรรพบุรุษของแกซึ่งเป็นชาวเล
ได้มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อนแกเกิดหลายสิบปีและแม่ของแกเองก็เกิดที่ชุมชนแห่งนี้ 
สมัยก่อนการสร้างบ้านจะเน้นอยู่แบบเรียบง่ายด้วยการมุงหลังคาและกั้นตัวบ้านด้วย
ตับใบมะพร้าวในตอนนั้นใครอยากสร้างบ้านตรงไหนก็ได้ไม่มีใครห้ามเพราะยังไม่ได้
มีการจับจองเป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อเวลาผ่านไปขนาดของชุมชนก็ขยายตัวมากขึ้นจนมีถึง
สองร้อยกว่าหลังคาเรือนในปัจจุบัน 
    
ชาวเลก็ดำรงชีวิตตามวิถีของตนเองมาตลอดด้วยความสันโดษพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น แต่เมื่อมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน
ทำให้วิถีดั้งเดิมของพวกเขาเปลี่ยนไป

     .............

   
ที่ดินเป็นทรัพยากรที่จำเป็นในการดำรงอยู่ของคนในสังคม การครอบครองที่ดิน
ในอดีตส่วนใหญ่จะมีลักษณะการครอบครองเพียงเพื่ออยู่อาศัยและใช้เป็นที่ทำกิน
ของครอบครัวของตนเองเท่านั้น เดิมก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินจะออกมาบังคับใช้
เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ ใครครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินอยู่สามารถไปแจ้งสิทธิการครอบครอง
ได้โดยไปแจ้งที่อำเภอ ทางราชการก็จะออกเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง( ส.ค.๑) ให้
และเมื่อมีประกาศจากจากราชการให้ไปขอออกโฉนดก็นำหลักฐานการครอบครองนั้น
ไปขอออกโฉนดได้หรือจะเป็นการออกเฉพาะรายก็แล้วแต่กรณี
    
เจตนาของการออกกฎหมายที่ดินนั้นก็เพื่อจะสร้างความมั่นคงในชีวิตด้านที่อยู่อาศัย
และพื้นที่ทำกินให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของ ถึงแม้ไม่ได้มีรายได้มากมายนักแต่ก็ยังอุ่นใจ
ได้ว่ามีบ้านให้พักอาศัยมีที่ดินให้ทำกินและยังเป็นหลักประกันให้ลูกหลานได้ในอนาคต
ในตอนนั้นใครจับจองครอบครองที่ดินแค่ไหนก็ไปแจ้งการครอบครองแค่นั้น
แต่เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนจากสังคมแห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
กลายเป็นสังคมแห่งการเอารัดเอาเปรียบ ลักษณะการครอบครองที่ดินก็เปลี่ยนไปเป็น
เพื่อการค้าและธุรกิจมากขึ้น กระทั่งเรื่องที่ดินกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน
    
สภาพพื้นที่ในโลกของเราสามส่วนนั้นมีสภาพเป็นทะเลมีเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้นที่เป็นพื้นดิน
และในผืนแผ่นดินเองก็แบ่งเป็นหลายส่วนด้วยกันทั้งที่เป็นภูเขา ทะเลสาบ ภูเขาไฟ
พื้นที่ป่าทำให้พื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยและทำกินของมนุษย์มีอยู่อย่างจำกัด
และเมื่อจำนวนประชากรในโลกเพิ่มมากขึ้นการแย่งชิงความเป็นเจ้าของที่ดินก็มีมาก
ตามขึ้นไปด้วย
    
ชุมชนราไวย์เองก็ประสบปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรที่ดินเช่นกัน พื้นที่ที่ชาวบ้าน
อยู่อาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษถูกบุคคลที่อาศัยความรู้ทางกฎหมายที่มากกว่า
เอาผืนดินที่ตั้งบ้านของพวกเขาไปออกเป็นเอกสารสิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของ
ปัญหาแบบเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นกับอีกหลายชุมชนทั่วทั้งประเทศไทย
    
การอ้างสิทธิในการอยู่อาศัยมาอย่างยาวนานของชาวบ้านกับสิทธิในโฉนดที่ดิน
ตามกฎหมายใครจะมีสิทธิดีกว่ากัน คงเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากันในชั้นศาลแล้ว
เพราะหมายศาลได้มาถึงมือชาวบ้านแล้วในตอนเย็นของเมื่อวาน
    
เมื่อคนเรารู้ถึงสิทธิของตนเองและเคารพสิทธิผู้อื่น การครอบครองที่ดินก็จะเป็นการครอบครอง
เฉพาะส่วนของตนไม่ไปละเมิดสิทธิในที่ดินของคนอื่น ถ้าทำได้เช่นนี้ปัญหาเรื่องที่ดิน
ก็จะไม่สามารถก่อตัวขึ้นมาได้เลย
     
ที่ดินทั่วทั้งโลกนั้นมีเพียงพอสำหรับคนทุกคน แต่คงจะไม่พอเพียงสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว 
ประโยคนี้แว่วเข้ามาในความคิดของผมก่อนที่จะเข้าสู่ห้วงนิทรา
    

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net