วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เปิดห้องเรียนเด็ก Gifted ดูครูวิทย์ไม่ธรรมดา


ตีพิมพ์ใน จุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เดือนพฤศจิกายน 2549

ภาพ: ศุภกฤต คุ้มกัน

ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ถ้าจะดูครูว่าแน่สักแค่ไหน คงต้องวัดฝีมือกันที่ลูกศิษย์

สำหรับชื่อเสียงของ นิพนธ์ ศรีนฤมล อาจารย์จาก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ถือว่าเป็นที่รู้จักพอควร เพราะเด็กๆ ของ "อาจารย์นิพนธ์" บินไกลโกอินเตอร์ โชว์เชาว์ปัญญาเด็กไทยกับมาแล้วในเวทีระดับนานาชาติ เมื่อปี 2547 บนเวที Intel International Science and Engineering (ISEF) เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง คลื่นการเดินของกิ้งกือ พร้อมคว้ารางวัล First Award จาก Sigma Xi จาก The Scientist Research Society

ล่าสุด เมื่อกลางปีที่ผ่านมา โครงงาน "การแตกของฝักต้อยติ่ง" ของเด็กๆ ใน "แก๊งค์" อาจารย์นิพนธ์ ครองแชมป์ Second Award, Team Projects Grand Awards presented to Finalists of the Intel International Science and Engineering Fair 2006 ณ เมืองอินเดียนาโปลิส รัฐอินเดียนา

บทบาทของศิษย์บนเวทีโลกอาจพิสูจน์ความสำเร็จของผู้เป็นครู แต่ถ้าอยากรู้ว่า "เก๋า" จริง ต้องตามดูถึงห้องเรียน

ชั้นเรียนเด็กไม่ธรรมดา

ชั้นเรียนของอาจารย์นิพนธ์ไม่ธรรมดา แต่จัดไว้เป็นพิเศษสำหรับ "เด็กที่มีความสามารถพิเศษ" หรือ "Gifted" ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเมื่อหลายปีก่อน ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ที่ดำเนินการร่วมกับหลายโรงเรียน

ถึงวันนี้ โครงการแล้วเสร็จสรุปผล แต่โรงเรียนเตรียมฯ ยังดำเนินโครงการต่อ โดยมีอาจารย์นิพนธ์คอยดูแล

"มีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ไม่อยู่ในสายตา ไม่ใช่เด็กเก่งห้องคิง ไม่เคยได้เหรียญทอง ไม่ชนะรางวัล แต่พอเขาพูด เขาคิดอะไรออกมา เราทึ่ง เด็กเก่งอาจคิดไม่ได้อย่างนี้"

เป็นความสนใจแรกเริ่มเกี่ยวกับเด็กกลุ่มนี้ ทำให้เมื่อมีหน่วยงานด้านวิจัยและนโยบายมาชวนร่วมโครงการนำร่อง ที่มีหลักสูตร กระบวนการทำงาน และเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นระบบ อาจารย์ตัดสินใจเข้าร่วมในทันที

คัดกรองเด็ก Gifted

การคัดเลือกผู้ร่วมโครงการ ขึ้นกับความสมัครใจ เมื่อนักเรียนสอบเข้าได้ในชั้น ม.4 ถ้าสนใจโครงการ gifted ก็ยื่นใบสมัคร อันดับแรก ต้องสำรวจความพร้อมของตัวเอง แน่ๆ ต้องรักและมีความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ อันดับต่อไปต้องมีเวลาทำกิจกรรม ต้องพร้อมเหนื่อย อาจารย์จะดูคะแนนสอบและสัมภาษณ์ เพื่อคัดเด็ก 200-300 คน ให้เหลือ 40 คน

โดยเด็ก gifted มี 3 หลักสูตรที่ต้องเข้าร่วม ได้แก่ หลักสูตรลดระยะเวลาเรียน หลักสูตรเพิ่มพูนประสบการณ์ และหลักสูตรขยายประสบการณ์

"หลักสูตรลดระยะเวลาเรียน พยายามจะปรับเนื้อหาให้เหลือ 5 เทอม เพื่อให้เด็กมีเวลาทำโครงงานวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยใช้วิธีเพิ่มพูน ขยายประสบการณ์ไปในตัว และลดเวลาเรียน โดยอาจใช้เวลาช่วงตอนเย็น หรือวันหยุด ในช่วงจัดค่ายวิทยาศาสตร์" อาจารย์นิพนธ์ เล่าคร่าวๆ และย้ำด้วยว่า หลักสูตรต้องยืดหยุ่น พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับตัวผู้เรียน และสภาวะแวดล้อม ที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง

เรียนรู้วิธีเรียนรู้

"โปรเจ็ค" หรือ "โครงงานวิทยาศาสตร์" คือเครื่องมือการเรียนรู้ที่สำคัญ คล้ายๆ วิทยานิพนธ์สำหรับคนเรียนระดับอุดมศึกษา โดยเด็กๆ ต้องหาหัวข้อที่ตัวเองสนใจ เพื่อศึกษาค้นคว้า และสร้างบทเรียนการเรียนรู้ขึ้นมาหนึ่งชิ้น

แทนที่ โครงงานวิทยาศาสตร์ จะเริ่มต้นด้วยเหตุและผล อาจารย์นิพนธ์บอกว่า ต้องตั้งต้นที่ความฝัน

"เริ่มจากความเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าเริ่มจากการไปหาผู้รู้ เขาถามว่าจะเอาอะไร ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าเราจะเอาอะไร ถ้าเริ่มจากการอ่าน เราจะรู้สึกว่า ทุกเรื่องมีคำตอบหมดแล้ว คนอื่นทำไว้หมดแล้ว แล้วจะคิดอะไรไม่ออก"

หรือถ้าจะอ่าน หลักการอ่าน คือให้อ่านแบบขวางโลก

"ถ้าหนังสือบอกทำได้ เราต้องสงสัยว่าอาจจะทำไม่ได้ หนังสือเขียนว่าทำไม่ได้ เราบอกต้องทำได้สิ"

อีกวิธีคือการออกไปข้างนอก

อาจารย์นิพนธ์พาเด็กๆ ไปทุ่ง ไปนา ไปหาความสงสัย และเรียนรู้วิธีหาคำตอบ ซึ่งอาจารย์มีบทบาทสำคัญ ครูต้องตั้งคำถามตลอดเวลา และคำถามที่ดีสำหรับเด็กวัยนี้ คือคำถามที่ ยั่วยุ ท้าทาย และให้เกียรติกัน

"ต้นตาลสูงจัง ทำอย่างไรจะรู้ว่ามันสูงเท่าไร"

"เอ๊ะ มีใครรู้มั้ย ว่าน้ำตาลนี่เขาทำกันอย่างไร ?"

ครูชวนเด็กให้สงสัย แต่ห้ามรู้ดี ห้ามชี้ถูกชี้ผิด

"เดี๋ยวผมไปเซิร์ชเน็ตให้ครับ" เด็กตอบ

"ถ้าอยากรู้เดี๋ยวนี้เลยล่ะ ?"

เด็กๆ วิ่งตื้อไปถามคุณลุงคุณป้าเกษตรกร ทุกคนรู้ ทุกคนตอบได้ แต่ตอบไม่ตรงกันสักคน แถมตอบแบบบ้านๆ มีตำนาน มีเรื่องเล่าลือ หน้าที่ครูคือต้องคอยชี้แนะ

"เด็กจะได้รู้ปัญหาของการลงฟิลด์ เจอข้อมูลบุคคล แก้ปัญหาอย่างไร เจอเรื่องไม่น่าเชื่อถือ ประเมินอย่างไร" อาจารย์นิพนธ์ชี้จุดอ่อนของเด็กเก่ง ว่าอยู่ที่ตัดสินเร็ว ชอบชี้ดีชั่วถูกผิดเร็วเกินไป ครูต้องพยายามลดความเร็วนี้ลง แต่อย่าเบรคเด็กเด็ดขาด ไม่งั้นเด็กๆ อาจเหี่ยวฝ่อ หรือปฏิเสธครูไปเลยก็ได้

ในที่สุดเด็กๆ จะได้โจทย์ที่ตัวเองสนใจ อาจารย์มีหน้าที่คอยเขี่ยๆ ตบๆ ให้ความสงสัยเข้าที่เข้าทาง เพื่อสร้างโจทย์ชัดๆ เพื่อนำไปสู่กระบวนการหาคำตอบ ด้วยวิธีการที่หลากหลาย และเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การถามจากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ การทดลองทำ ฯลฯ

ถ้าได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ อาจารย์นิพนธ์ยืนยันว่าไม่ยากเกินไป ที่เด็กๆ จะสามารถนำเสนอผลงานได้อย่างผู้รู้ เพราะพวกเขารู้จริงๆ ไม่ต้องเขียนบทก่อน ไม่ต้องท่องจำ บางคนอาจจะปรับปรุงบุคลิกภาพนิดๆ หน่อยๆ แค่นี้ก็พรีเซนต์งานได้เป็นฉากๆ สร้างความประทับใจผู้ใหญ่มาแล้วทั้งไทยและต่างประเทศ

แค่เก่งยังไม่พอ

การทำกิจกรรมยังทำให้ครูได้สังเกตเห็นนิสัยใจคอของเด็กแต่ละคน อย่างที่ไม่มีวันจะได้รู้ถ้าอยู่กันแค่ในห้องเรียน

"ฉันแน่ หวงเพื่อน ชอบอยู่คนเดียว ชอบฟันธง บางคนเห็นเพื่อนเห็นครูเป็นตัวอะไรไม่รู้ ถ้าโตขึ้นไป แล้วสังคมได้คนแบบนี้ มีผู้นำแบบนี้ เราคงแย่" การคลุกคลีกับเด็กๆ เลยเท่ากับเป็นการเพิ่มภาระงานให้ครูไปในตัว เพราะไม่ใช่แค่สอนวิชา แต่ยังรวมถึงการดูแลเด็กๆ ด้านจริยธรรมอีกด้วย

"วิธีการที่พูดมาทั้งหมดนี้ ที่จริงไม่ต้องเด็กเก่ง เด็กที่ไหนก็เรียนรู้ได้"
 เป็นคำกล่าวทิ้งท้าย ซึ่งเป็นคำตอบไปในตัวด้วยว่า ทำไมชั้นเรียนเด็ก Gifted ของอาจารย์นิพนธ์ ศรีนฤมล ถึงได้น่าสนใจ
  
การผจญภัยของกิ้งกือน้อย
ช่วงหน้าฝนปีที่แล้ว (2545) ที่หน้าตึก 8 โรงเรียนเตรียมฯ

กิ้งกือตัวเต็มวัย สีน้ำตาล ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร กำลังเดินพลัดหลงจากสนามหญ้ามาอยู่บนถนน

ทันใดนั้นเงามืดทะมึนได้คืบคลานเข้าปกคลุมร่างของเจ้ากิ้งกือไว้

นับจากวินาทีนั้นมันก็มองไม่เห็นอะไรอีก

"วี๊ด ! วี๊ด ! ตี๋ เอาอะไรมาเล่นน่ะ"

เสียงกรีดร้องระงมผ่านเข้าในโสตประสาทของเจ้ากิ้งกือ

กึก ! ตัวของมันถูกวางลงบนอะไรสักอย่าง เจ้ากิ้งกือลืมตาขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเงาดำนั้นหายไปแล้ว จึงตัดสินใจคลายขนดออกเดิน และอีกครั้ง เจ้ากิ้งกือตกใจแทบขดตัว เมื่อเหลือบไปเห็นกระทาชายนายสอง กำลังจ้องมองมันเขม็ง สายตาส่อแววสอดรู้สอดเห็น มันพยายามเดินหาที่ซ่อน แต่เจ้าผู้ชายชื่อตี๋ก็คอยจับมันมาไว้ที่โล่งทุกที

"เออ ตี๋ว่าขามันเหมือนคลื่นมั้ย"

"ใช่ๆ ดูเหมือนมีส่วนอัดขยายวิ่งๆ อยู่ที่ขา ดูมีแพทเทิร์นดี"

"เราว่าน่าจะลองศึกษาดูนะ เผื่อจะหาสมการคลื่นได้"

.. นี่คือจุดเริ่มของโครงงาน "คลื่นการเดินของกิ้งกือ" ที่ จารุพล สถิรพงษะสุทธิ ผู้เขียน และเป็นหนึ่งในสามเจ้าของโครงงานชิ้นนี้บันทึกไว้

เขาเล่าว่า เจ้ากิ้งกือน้อย และกิ้งกือในโรงเรียนอีกหลายตัว ต้องถูกจับมาเดินโชว์เป็นแรมปี กว่าที่โครงงานชิ้นนี้จะสำเร็จผล เป็นสมการทางคณิตศาสตร์ที่สามารถนำไปใช้โปรแกรมให้หุ่นยนต์ที่มีหลายขาสามารถเดินได้ถูกจังหวะ และยังอาจนำไปใช้สร้างยานพาหนะที่มีขนาดยาว บรรทุกของหนัก และต้องเดินทางบนพื้นผิวขรุขระ

โครงการนี้ที่สามารถชนะเลิศการประกวดระดับประเทศ รับโล่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แถมยังได้ขึ้นโชว์ในเวทีสากล

"..ผลการประกวด ยังความปลื้มปิติสู่คณะผู้ทำโครงการ คณาจารย์ และผู้ปกครอง ..เจ้ากิ้งกือก็พลอยดีใจไปด้วย ไม่ใช่เพราะได้รับรางวัล แต่เพราะมันกำลังจะได้รับอิสรภาพ.."

เป็นตอนท้ายของบทความเล็กๆ ชิ้นนี้

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net