วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปราสาทกำแพงแลง อโรคยศาลาปลายสุดแหลมสุวรรรภูมิ กับการทำลายครั้งใหม่โดยผู้มีอำนาจ


           เมื่อเดือนที่แล้วผ่านไปเมืองเพชรบุรี ครับ ผ่านบ่อยมาก เดือนเมษายนนี้ก็ล่อไปสามครั้งแล้วหลายปีมาแล้วที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปเดินย่ำเท้าสะพายกระเป๋า เดินเที่ยวในเมืองเพชรเหมือนเมื่อหลายยยยย ๆ ปีก่อน

           พอมีโอกาส ก็ขอแวะเข้าไปเที่ยว ปราสาทวัดกำแพงแลง ด้วยประทับใจในวัฒนธรรม"ปราสาท" ที่อุตสาห์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาสร้างปราสาทในคติ"วัชรยานตันตระ "ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ปราสาทกำแพงแลง สร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 18  ร่วมสมัยกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้มีตันตระมนตราในอาถรรพ์เวทย์ที่ยังไม่มีใครพูดถึงนัก เพราะด้วยเหตุของตันตระ การสร้างอโรคยศาลาคือการสร้างฮวงจุ้ยที่สำคัญในสมัยของพระองค์เพื่อความเป็นนิรันดร์
          มีสาธุ หรือพราหมณ์เล่าให้ฟังว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีศักติ(พลังbackup) ทั้งด้านบวกและอำมหิต ปราสาทมากมายที่ถูกสร้าง มีหลายปราสาทที่เรายังไม่พบ หรือไม่ปรากฏชื่อในจารึกปราสาทพระขรรค์ เพราะเป็นด้านมืด
           แต่อย่างไรก็ตาม ปราสาทกำแพงแลง ก็เป็นปราสาทที่อยู่ไกลที่สุดของราชอาณาเขตแห่งวัชรยานตันตระ ทางตะวันตกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับปราสาทเมืองสิงห์และปราสาทเมืองครุฑ 

             ปราสาทกำแพงนี้พบรูปเคารพที่ถูกเจตนาทุบทำลาย อันได้แก่ พระโลเกศวรเปล่งรัศมี เช่นที่พบที่ จอมปราสาท (ปัจจุบันอยู่ในโรงงานกระดาษสยามกราฟ) ข้าง ๆ เป็นสระโกสินารายณ์ ,ปราสาทเมืองสิงห์ (ที่เขาจำลองรูปเคารพไว้ในปรางค์ประธาน) ถ้าคูหาสวรรค์จังหวัดลพบุรี (รู้สึกว่าจะกลายเป็นทวารบาลหน้าถ้ำ)

          พระอวโลกิเตศวร จะมีแปดกร ถือดอกบัว ลูกประคำ คัมภีร์ คณโฑ วัชระ จักร หอยสังข์และพระขรรค์  มีพระธยานิพุทธเจ้าอมิตาภะอยู่ด้านหน้ามวยผม
ลำตัวจะมีการสลักรูปพระอมิตาภะ(พระแห่งแสงสว่างนิรันดร์) จำหลักรอบพระอุระจำนวนมาก มีนางปรัชญาปารมิตา บุคคลาธิษฐานของปัญญาสลักอยู่ที่ท้อง

          ปราสาทกำแพงแลง มีชื่อในจารึกปราสาทพระขรรค์ว่า"ศรีชัยวัชรบุรี" เป็นปราสาทที่ผ่านกาลเวลาของผู้คนที่ ดัดแปลงองค์ปราสาทมาทุกยุคทุกสมัย ด้วยเพชรบุรีเป็นเมืองที่มีความต่อเนื่องของผู้คน สังคมและวัฒนธรรมมาโดยตลอด

ภาพปราสาทกำแพงแลงในสมัยรัชกาลที่ 5

ปราสาทกำแพงแลง มีปราสาท 5 ยอด สร้างขึ้นในคติของพุทธศาสนาสายมหายาน หรือที่เรียกกันให้คม ชัด ลึกคือวัชรยานตันตระ ไม่ใช่อย่างป้ายแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่ง (ซึ่งไม่เคยทำงานบูรณาการกันได้จริง ๆ ซักทีกับหน่วยงานอื่น ๆ ) ทำไว้ อธิบายออกทะเลไปคนละทิศ โดยอธิบายไปว่า เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ปรางค์ห้ายอดหมายถึง พระอิศวร พระพรหม พระนาราย์ พระลักษมีและพระขันธกุมาร เอาเข้าไป

ปราสาททั้ง 5 สร้างขึ้นในเวลาเดียวกันหรือเปล่า? ก็ยังพาให้สงสัยเพราะเหตุคำถามว่า ".....ทำไมโคปุระจึงมียอดทรงปราสาทเช่นเดียวกับยอดโคปุระที่ปราสาทเมืองสิงห์ แต่ทำไมฐานของโคปุระจึงแตกต่างไปจากปราสาทองค์อื่น หรือจะเร่งสร้างให้ทันเวลา ?...." ก็เป็นคำถามที่น่าคิดหากเมื่อมาได้เที่ยวชม

โคปุระหรือโคปูรัมในภาษาสันสกฤต หมายถึงทางประตูทางเข้า ที่คติของศาสนาต้องสร้างให้สวยงาม ปราสาทกำแพงแลงจึงมีโคปุระที่สวยงามตามคติของปราสาทหิน มีหน้าต่างหลอกปิดม่านครึ่งหนึ่ง ไอเดียเดียวกับที่พบทเห็นในวัฒนธรรมบายน ทำเป็นหน้าต่างหลอก แต่บางด้านก็เปิดลายลูกมะหวดโชว์เต็มที่

ด้านบนหลังคา มีการทำบราลี(ยอดแหลม)จากศิลาแลง ด้วยคงเพราะวัสดุหินทรายหินหาได้ยากมากในเขตภูเขาหินปูนอย่างตะนาวศรี ด้านล่างก็เลียนแบบหน้าต่างหลอกด้วยศิลาแลงสลัก

กำแพงแบบเดิม ๆ ที่ผ่านกาลเวลามาอย่างโชกโชน มาแต่ครั้งแรกสร้าง ส่วนสิ่งของที่วางกองอยู่ ก็ต้องทำใจ เพราะเรายังไม่เคยทำให้"โบราณสถาน"มีคุณค่าทวีคูณเพื่อท้องถิ่นเลย เพราะมัวแต่จะไปทำเพื่อการท่องเที่ยว (ความหมาย"คุณค่าเพื่อท้องถิ่น" ดู จากวารสารเมืองโบราณ ที่กล่าวถึงการใช้ปราสาทหินเป็นศาสนสถานเพื่อท้องถิ่นในภาคอีสาน ของคุณกฤช หลือลมัย)และกิเลสของพระเจ้าอาวาสก็อยากจะให้เป็นของวัดโดยไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งวุ่นวายในวัด หลายส่วนของกำแพงแก้วถูกซ่อมขึ้นใหม่ในยุคปัจจุบัน ก็ดูกิ๊บเก๋ดี

มองหมู่ปราสาทกำแพงแลงจากทิศตะวันตก ปราสาททางทิศนี้พังลงไปแล้ว (?)

ข้ามไปอีกมุมหน้าทางทิศตะวันตก ( ก็ไปถึงซะบ่าย แดดมาทางนี้แล้ว แสงสวย เลยต้องเน้นถ่ายจากตะวันตกมาทางทิศตะวันออก)

          ปราสาทประธาน เป็นปราสาทที่มีลวดลายปูนปั้นสวยงามมาก (หากสมบูรณ์จะสวยซักปานใด) เทียบกับปราสาทอื่น ๆ ในเขตภาคกลางตะวันตก เช่นที่จอมปราสาท เนินทางพระ(สามชุก) ปราสาทที่หนองแจง ปราสาทเมืองสิงห์ ก็จะพบร่องรอยของการฉาบปูนบนผิว(อาคาร)ศิลาแลงแล้วแต่งด้วยลายปูนปั้น ทั้งลายบัวคว่ำ บัวหงาย ลายลูกประคำ ลายประจำยาม และรูปสัตว์ ฯลฯ
           หากใครเคยไปเที่ยวที่ปราสาทพะโค - บากอง ก็จะเห็นปูนปั้นลวดลายพันธุ์พฤกษาชอนไช ลูบไล้ทับไปบนปราสาทอิฐเช่นกัน
           เชื่อได้ว่า ปราสาทหินที่สร้างในยุคแห่งความเร่งร้อนนี้ มีความพยายามในการรังสรรค์ให้สวยงาม แต่หลายปราสาทหินก็ดูเหมือนว่าจะตกแต่งไม่เสร็จ หรือปูนหลุดร่วงตามกาลเวลาก็มาก เหตุเพราะวัสดุเปลี่ยนมาใช้ศิลาแลงที่หาได้ง่ายแต่ให้งานที่หยาบและแตกกระเทาะได้ง่าย


           ลวดลายของปราสาทประธานที่กำแพงแลง ยังชวนให้คิดถึงลวดลายที่ปรางค์วัดราชบูรณะ กรุงศรีอยุธยา อายุอาจจะไล่เลี่ยกัน หรืออาจส่งอิทธิพลให้กันและกัน ใครอยากสัมผัสและเก็ยอารมณ์ของอดีตในวันที่สมบูรณืก็ควรมาเที่ยวชมที่ปราสาทกำแพงแลงนี้ด้วย
           ชั้นปราสาทด้านบน มีร่องรอยการ Modify หินศิลาแลงครั้งหลังสุด หลังจากตั้งวัดในปัจจุบันแล้วพยายามแกะหินศิลาแลงให้เป็นรูปใบเสมา ประดับเป็นเครื่องบนของปราสาท
           ส่วนพระพุทธรูปประธานขององค์ปราสาท ทำมาจากหินทรายสีแดง เอามาจากวัดกุฏีทองที่เป็นวัดร้างแล้วนำมาใส่ไว้ในปราสาทในสมัยหลัง ตั้งชื่อใหม่"หลวงพ่อเพชร"

ลายปูนปั้นสุดคลาสลิคที่มีมาตั้งแต่ครั้งสร้างเสร็จ (เพราะไม่มีร่องรอยของการทับและถูกทับ) เป็นชั้นปูนที่ติดอยู่กับหินศิลาแลง นี่คือศิลปะแบบบายน Original ของภาคกลางเจ้าพระยาที่สมบูรณ์ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่นะครับ

          การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในยุคเถรวาทสมัยอยุธยา ประตูหลอกของปราสาทได้กลายเป็นซุ้มพระยืน และสร้างซุ้มจระนำยื่นออกมาทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ช่วงนี้ปราสาทหลังทางทิศตะวันตกอาจจะถูกรื้อลงเพื่อนำหินมาปรับปรุงปราสาทสามหลังเมื่อแปลงเป็นพุทธสถาน

           เมื่อเดินมาถึงบริเวณนี้ ก็ให้เอะใจ เพราะมันกลายเป็นที่ราบ ตรงนี้เคยเป็นบ่อน้ำ หรือบารายนี่หน่า?

  

        มองหาสระน้ำหรือบารายของปราสาทที่เคยมานั่งพักผ่อนเมื่อมาเยือน  เดินเข้าไปอีกด้านของกำแพง ด้วยกลัววจะจำตำแหน่งผิด ก็ยังไม่พบ เห็นป้ายตั้งอยู่แต่ไกลก็เข้าไปอ่านดู เขาเขียนว่า "ประกาศ พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นสระน้ำ..... ตามที่กรมศิลปากรได้รับงบประมาณประจำปี 2545 ดำเนินการบูรณะขุดแต่งโบราณสถานในวัดกำแพงแลง แล้วขุดหาหลักฐานทางโบราณคดีของสระน้ำในวัดว่าเป็นองค์ประกอบเดียวกับองค์ปรางค์หรือไม่ นั้น ผลปรากฏว่าจากการขุดตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่เป็นส่วนประกอบกับองค์ปรางค์ จึงมีมติจากคณะกรรมการวิชาการ ให้ทำการถมสระน้ำเพื่อป้องกันการล้มพังทลายของส่วนกำแพงแลง สำนักงานศิลปากร...."




           ........รู้สึกใจหายกับคณะกรรมการวิชาการฯ มากครับ ที่มีอำนาจขนาดสามารถ"ลงมติ"เพื่อทำลายองค์ประกอบสำคัญของ"อโรคยศาลา"ได้ ทั้ง ๆ ที่พบพระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี สัญลักษณ์สำคัญของโรงพยาบาลก็แล้ว เอาอะไรคิดครับ.......
นักวิชาการ ?

           สระน้ำหรือบ่อน้ำที่ท่านผู้มีอำนาจแต่ไม่มีสมองหรือสามัญสำนึกในพระราชดำรัส " ......อิฐเก่า ๆ แผ่นเดียวกัมีค่า ควรที่จะรักษาไว้....."
          บ่อน้ำนั้น ไม่ต้องไปขุดอะไรหรอกครับ เพราะเขาเรียกว่า "บาราย" ขอบของบ่อกรุด้วยศิลาแลงทั้ง 4 ด้าน เจตนาของบารายคือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือมหาสมุทรส่วนย่อของคติความเชื่อในสมัยโบราณ น้ำเป็นตัวเชื่อมของโลก สวรรค์และโรคภัยไข้เจ็บ

          ที่สำคัญ บ่อน้ำนั้นถือว่าเป็น"โบราณสถาน"โดยตัวของมันเอง ไม่ต้องอ้างความเกียวข้องไปถึงองค์ปรางค์ เพราะองค์ปราสาทซึ่งก็คือโบราณสถานเช่นเดียวกัน แต่มีหน้าที่ในคติความเชื่อแตกต่างกัน

          บ่อน้ำหรือบารายก็มีคุณประโยชน์และทำหน้าที่หนึ่งของคติความเชื่อในศาสนา องค์ปราสาทก็เช่นกัน  การโมเมเอาสระน้ำที่มีการก่อสร้าง"กรุ"บ่ออย่างชัดเจนด้วยศิลาแลงก้อนใหญ่ ดูไม่เรียบร้อย ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาก็จริง แต่มันคือมรดกที่ตกทอดมาของอโรคยศาลาแห่งนี้หรือโบราณสถานของชาติ ไม่ใช่ของกรมบ้าอำนาจ

เดิมภาพควรเป็นเช่นนี้ ( ผมตัดต่อภาพบ่อน้ำจากอโรคยศาลาแห่งอื่น ๆ มา)

งานบูรณะโบราณสถานของชาติในครั้งนี้ถือว่า"สำนึก"ของผู้บูรณะแย่และตกต่ำมาก นึกแต่เหตุผลที่ละเลยความสำคัญขององค์รวม ความศักดิ์สิทธิ์ของโบราณสถาน และความหมายในอดีต ชอบแต่จะใช้งบประมาณเพื่อทำให้สวยงามรับการท่องเที่ยวและบ้าภูมิใจไปคนเดียว โดยไม่รู้ว่าตัวเองทำลาย"บาราย"ของศาสนาสถานในสมัยที่บรรพบุรุษของตัวเองก็ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ

นี่คือภาพของบารายที่ถูกถมแล้ว

          อโรคยศาลาทุกแห่งจะมีบ่อน้ำหรือบาราย เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรม พอเข้าใจคำว่า"พิธีกรรม"ไหมครับ ท่านผู้มีอำนาจในการถมโบราณสถาน

         ข้ออ้างเรื่องกำแพงก็ดูจะตลก กลัวกำแพงถล่ม ปราสาทนี้อยู่มาได้นานกว่าหน่วยงานของคุณหลายเท่า และจะอยู่ตลอดไปนานกว่าหน่วยงานที่ใช้อำนาจเช่นนี้

          หากบ่อน้ำหรือบารายตั้งอยู่ในกำแพง ก็หาได้ยากในโบราณสถานแบบปราสาท เช่นที่พิมายก็มีบ่อน้ำอยู่หลังระเบียงคด

          บ่อน้ำแทนความหมายมหาสีทันดรในคติเขาพระสุเมรุในคติความเชื่อหนึ่ง

           บ่อน้ำหรือ"สระน้ำ"ที่อ้างว่าไม่มีอะไร มันตั้งอยู่ในปริมณฑลของพระโลเกศวรเปล่งรัศมีที่มีความสำคัญมากในสมัยหนึ่งที่ผู้คนต้องพึ่งพาอำนาจเหนือธรรมาติและอำนาจของความเชื่อ ซึ่งน่าจะมีปราสาทของพระไภสัชยคุรุไวฑรยประภาอยู่หนึ่งองค์ในนั้น

       ความสำคัญของโบราณสถานไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างทางกายภาพอย่างเดียว แต่มันสำคัญที่"จิตใจ"ด้วย

           ไม่แปลกใจเลยที่"สำนัก"รักสมบัติของชาติของคนไทยมันหายไป ก็เพราะค่า - ราด - ชา - กาน ( ฟ้องเสียงไม่ฟ้องรูป) หน่วยงานหนึ่งยังลุแก่อำนาจได้ถึงขนาดนี้

        สุดท้ายนี้ ขอเชิญพระราชดำรัส มอบแทนใจแด่ผู้มีอำนาจในการถมบารายของอโรคยศาลา ปราสาทศรีชัยวัชรบุรีเพียงเพราะขุดหาสมบัติแล้วไม่พบอะไรจึงถมเพราะง่ายต่อการใช้เงินงบประมาณ (ดีกว่าบูรณะเช่นที่ทำกับปราสาทเมืองต่ำ เขาตกท้องช้างอยู่ดี ๆ ก็ไปทำให้ตรงซะ)

          "…..การสร้างอาคารสมัยนี้  คงจะเป็นเกียรติสำหรับผู้สร้างคนเดียว  แต่เรื่องโบราณสถานนั้นเป็นเกียรติของชาติ  อิฐเก่า ๆ แผ่นเดียวก็มีค่า  ควรช่วยกันรักษาไว้  ถ้าเราขาดสุโขทัย  อยุธยา  และกรุงเทพฯ  แล้ว  ประเทศไทยก็ไม่มีความหมาย  ไม่ควรจะเอาของใหม่ไปปนกับของเก่า  ควรจะรักษาของเก่าไว้เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจของพลเมือง  และสิ่งเหล่านี้เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ  จึงควรรักษาไว้….."


          "…..โบราณวัตถุ  ศิลปวัตถุ  และโบราณสถานทั้งหลายนั้น  ล้วนเป็นของมีคุณค่า และ        จำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์  ศิลปะและโบราณคดี  เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยที่มีมาแต่อดีตกาล  สมควรจะสงวนรักษาให้คงทนถาวรเป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล...."


               หน่วยงานราชการยังไม่ทำและทำไม่ได้ แล้วจะมารณรงค์ให้ใครรัก"โบราณสถาน" ของแผ่นดินของท้องถิ่นของตนเองได้

          ทั้งหมดนี้คือความเห็นของผมคนเดียว กับการได้ไปเยือนปราสาทกำแพงแลง เมืองเพชรบุรีอีกครั้งครับ

ภาพ: แนวศิลาแลงของบาราย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของปราสาท ริมทางเข้าขวา อันเป็นจุดสัญลักษณ์เดียวกันกับที่ปรากฏในวัฒนธรรม"ปราสาท"วัชรยานตันตระของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทั่วพระราชอาณาจักร

แต่ที่ศรีชัยวัชรบุรีนี้"ใช้มติ"( ? )ถมทิ้งไปแล้ว

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net