วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Gathering ยายแดงกับเฮนรี่ เดวิด ธอโร


เคยมีคนถามฉันว่า ที่ไร่มีผลผลิตอะไรบ้าง ฉันเลี้ยงชีพพอเพียงหรือเปล่า

คนถามเป็นฝรั่ง ฉันจึงบอก ฉันใช้ชีวิตโดย “หาอยู่หากิน” กับป่า

“Gathering” คือคำที่ฉันใช้ จะใกล้เคียงในความหมายสักแค่ไหนก็ไม่รู้

ฉันชอบวิถีชีวิตของ เฮนรี่ เดวิด ธอโร ที่บึงวอลเดน เมื่อสองร้อยปีก่อนโน่น แน่ล่ะ เขาคือฤาษีผู้ขบถต่อจารีตประเพณี และกฏระเบียบของสังคมหลายประการ แต่เขาก็ยังต้องเดินทางออกจากบ้านในป่าไปมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะยืมหนังสือมาอ่าน นั่นหมายถึงว่าเขาไม่ได้หยุดที่จะแสวงหาความรู้จากนักคิดคนอื่น และบางครั้งเขายังได้ต้อนรับแขกที่เป็นคนรักใคร่คุ้นเคย หรืออาจเป็นคนแปลกหน้าที่เดินทางผ่านกระท่อมริมบึงของเขา แสดงว่าเขายังเป็นบุคคลที่ชวนเสวนาและคบหาได้ เพราะความสุภาพและจริงใจที่มีให้กับปัจเจกบุคคล

ในข้อเขียนเชิงบันทึก (ฉันเรียกแบบนี้ เพราะช่างละเอียดยิบย่อยเหลือเกินในเรื่องที่เขาเล่า)เขาไม่เคยโอ้อวดตัวเองว่าเก่งหรือดูถูกใคร ที่คิดแตกต่าง เพียงแต่เขาหาญที่จะวิพากษ์วิจารณ์วิธีคิดหรือความเชื่ออันคร่ำครึ ซึ่งกดข่มหัวใจผู้คนให้สยบยอม จนไม่กล้าค้นหา “เสรีภาพ” ที่แท้จริง

ใช่...เขาไม่ใช่นักบวช เขาจึงวิจารณ์ความเชื่อทางด้านศาสนา ขณะที่เขาไม่ใช่คนปฏิเสธศาสนา แต่ทว่าไม่ใช่คนยอมเชื่อในคำสอน โดยไม่ตั้งคำถาม

เหล่านี้คือตัวอย่างปากคออันร้อนร้ายของเขา

“กว่าห้าปีที่ฉันอยู่มาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากสองมือของตนเองเท่านั้น และพบว่า โดยการทำงานประมาณหกสัปดาห์ในหนึ่งปี รายได้ก็พอยังชีพแล้ว"
" ......ฉันมีเวลาที่อิสระและแจ่มชัดสำหรับการศึกษา ฉันเคยทำงานเป็นครูในโรงเรียน และพบว่ารายจ่ายของฉันสมดุล หรือค่อนข้างไม่สมดุลกับรายได้ เพราะฉันมีพันธะที่จะต้องแต่งตัวและนั่งรถไฟ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความคิดและความเชื่อ และยังต้องเสียเวลาไปในการต่อรอง เพราะฉันไม่ได้สอนเพื่อความดีงามของเพื่อนมนุษย์ แต่ฉันสอนเพื่อทำมาหากินเท่านั้นเอง
”

แม้ว่าต่อมาเขาจะเปลี่ยนมาเป็นพ่อค้า แต่สิ่งที่ธอโรสรุปไว้ ดูเหมือนมันจะเลวร้ายเสียยิ่งกว่า

“นับแต่นั้นฉันก็ได้เรียนรู้ว่าการค้านั้นสาปแช่งทุกสิ่งที่มันควบคุม และถึงแม้ว่าคุณจะขายข่าวสารจากสรวงสวรรค์ ความอัปมงคลทั้งปวงของการค้าก็ยังแน่บแน่นอยู่กับธุรกิจนั้น”

“เพราะฉันชอบบางอย่างยิ่งกว่าสิ่งอื่น และให้คุณค่าแก่เสรีภาพของตนเองเป็นพิเศษ เพราะฉันสามารถดำเนินชีวิตอย่างเข้มงวด กระนั้นก็ยังประสบความสำเร็จดี ฉันจึงไม่ปรารถนาจะใช้เวลาของตน ไปในการเสาะแสวงหาพรมหรือเครื่องเรือนสวยๆ หรืออาหารอันประณีต หรือเคหาสน์แบบกรีกหรือโกธิค หากใครที่สามารถได้สิ่งเหล่านี้มาโดยไม่ติดขัด และรู้ว่าจะใช้มันอย่างไรเมื่อได้มาแล้ว ฉันขอสละการแสวงหานั้นให้พวกเขา มีบางคนที่ทำงานหนัก และดูจะรักการลงแรงโดยตัวของมันเอง ซึ่งอาจเป็นเพราะมันช่วยให้พวกเขาพ้นจากความรู้สึกเลวร้าย ต่อคนเช่นนี้ ฉันไม่มีอะไรจะพูดในตอนนี้ เหล่าผู้ไม่รู้ว่าจะเอาเวลาว่างซึ่งเกินจากที่กำลังหฤหรรษ์อยู่บัดนี้ไปทำอะไรดี ฉันอยากแนะนำให้ทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า ทำงานจนกระทั่งพวกเขาจ่ายให้กับตัวเองได้ และได้เอกสารแสดงอิสระของตน สำหรับตัวเองแล้ว ฉันพบว่า อาชีพกรรมกรรายวันเป็นอิสระที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันใช้เวลาเพียงสามสิบหรือสี่สิบวันในหนึ่งปี เท่านั้นก็พอยังชีพแล้ว วันของผู้ใช้แรงงานสิ้นสุดลงพร้อมกับตะวันรอน จากนั้นเขาก็มีอิสระที่จะอุทิศตัวเองให้กับสิ่งที่เลือกหย่อนใจ เป็นอิสระจากงานของตน แต่นายจ้างของเขา ผู้ต้องกะเก็งคำนึงคำนวณเดือนต่อเดือน ไม่มีเวลาผ่อนเพลาเลยจากสิ้นปีหนึ่งไปยังอีกสิ้นปีหนึ่ง”

ท่อนนี้ของเขาทำให้ฉันคิดถึงวิฤกติแฮมเบเกอร์ สังคมยุคนี้ดูเหมือนจะจนตรอกทั้งนายจ้างและลูกจ้างเสียแล้วล่ะ เพราะฐานชีวิตของเขาห่างไกลจากคำว่า “เรียบง่าย” เกินกว่าจะย้อนคืน

“กล่าวสั้นๆก็คือ ฉันเชื่อว่า ทั้งโดยศรัทธาและโดยประสบการณ์ ว่าการที่จะยังตนเองอยู่ในโลกนี้ มิใช่เรื่องลำเค็ญ แต่เป็นการหย่อนใจ หากเราจะอยู่อย่างเรียบง่ายและชาญฉลาด เพราะอาชีพของชนชาติที่เรียบง่าย ยังคงเป็นกิฬาของเหล่าชนที่ดัดจริต มันไม่จำเป็นว่าบุคคลหนึ่งจะต้องยังชีพด้วยหยาดเหงื่อจากเหนือคิ้วของเขา เว้นแต่ว่าเขาจะหลั่งเหงื่อง่ายกว่าที่ฉันกระทำ”

สำนวนเสียดสี ลีลาเปรียบเทียบถึงอาชีพและการกิฬาบางอย่าง ฉันเข้าใจว่าน่าจะหมายการล่าสัตว์ของชนเผ่าอินเดียแดงในยุคสมัยนั้น ที่กลุ่มผู้ดีมีเงินและอำนาจนำมาเป็นกิฬา ล่าทิ้งล่าขว้างอย่างสนุกสนานอารมณ์

และ ธอโรยังได้สารภาพว่าเขาไม่ค่อยได้ทำความดี(การกุศล)เท่าไรนัก โดยเฉพาะเรื่องการบริจาคเงินช่วยคนยากจน (ตามวิถีปฏิบัติของศาสนา)

“ในขณะที่ชาวเมืองทั้งหญิงชายต่างอุทิศตนหลายๆทางเพื่อผลดีแห่งเพื่อนมนุษย์ ฉันเชื่อว่าอย่างน้อยคงมีสักคนหนึ่งเหลือสำรองไว้สำหรับงานอื่นที่เมตตากรุณาน้อยกว่านั้น คุณต้องมีความเฉียบแหลมในเรื่องการทำบุญเช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ การทำดี เป็นหนึ่งในบรรดาอาชีพที่เต็มแล้ว ยิ่งกว่านั้นฉันได้ลองทำดูแล้ว และน่าแปลกที่รู้สึกพอใจที่มันเข้ากันไม่ได้กับกายและใจของฉัน ฉันไม่พึงละทิ้งหนทางเฉพาะของตนโดยเจตนา เพื่อกระทำความดีตามที่สังคมต้องการให้ฉันทำ เพื่อช่วยจักรวาลให้รอดพ้นความวายวอด หากฉันเชื่อมั่นว่ามีความมั่นคงแน่นอนที่คล้ายกันนี้ แต่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างล้นพ้น ประมาณว่าอยู่ตรงไหนสักแห่งหนึ่งและคอยปกปักรักษามันอยู่ แต่ฉันจะไม่ยืนอยู่ระหว่างมนุษย์คนใดกับความเฉียบแหลมของเขา และต่อเขาผู้ทำงานนี้ ซึ่งฉันปฏิเสธ ด้วยทั้งหัวใจและวิญญาณและทั้งชีวิต ฉันขอพูดว่า จงพากเพียร แม้หากโลกจะเรียกมันว่าการกระทำชั่ว ดังที่มันมักจะเป็น”

ฉันคิดเอาเองนะว่า ธอโรน่าจะเข้าถึงแก่นแท้ของคำว่า “ความดี” ที่ลึกซึ้งมากกว่าแค่การยอมบริจาคทานตามธรรมเนียมของกลุ่มชน ภายใต้คำสรรเสริญยกย่องจากนักบวช

ความเป็นคนไม่ยอมเดินตามรอยทางเดิมๆที่คนอื่นเขาเดิน  ทำให้ฉันสนใจชีวิตเขา  และเขาคือคนที่ฉันหลงรักเสมอมา

(เฮนรี่ เดวิด ธอโร เกิด ปี ค.ศ. 1817  เสียชีวิต ค.ศ.1861)

.

.

.

ยายแดงตั้งใจมายืมหมาหกตัวของฉัน (อืมม อันที่จริงเป็นหมาของแกทั้งหมดนั่นล่ะ นับแต่ตาลีป่วยเป็นมะเร็งในท่อน้ำดี ต้องย้ายจากเถียงนาน้อยที่แกรัก เข้าไปฟูมฟักรักษาตัวในหมู่บ้าน ขบวนหมาจึงย้ายมาอาศัยกินอยู่ที่ไร่ฉันแทน ยกเว้นเจ้าเสือ หมารุ่นที่หนึ่ง)

แกบอกว่าตาลีต้องได้กินแย้ เพื่อเป็นอาหารและเป็นยา แต่ไม่อยากไปป่าคนเดียวด้วย อ้อนวอนลูกชายให้วางมือจากงานเข้าไปล่าแย้ (ภาษาอีสานเพิ่นเว้าว่า ขับแย้) ด้วยกัน แต่ฉันให้เขาและเพื่อนๆ(เด็กนักเรียนมัธยม)ทำงานปลูกยางนาให้ เหลืออีกราวๆ 200 กว่าต้นก็จะเสร็จแล้ว จึงอาสาไปเป็นเพื่อนซะเอง

หนนี้ได้ความรู้มาเพียบ พะเรออีแต๊ก เชียวล่ะ

.

.

ยายแดงผู้ชำนาญป่าแห่งป่าหินแม่ช้าง แกขุดแย้ไป พูดไป

“สมัยที่พี่เป็นเด็กน้อย รับจ้างกำนันขุดต้นไม้ออก ขุดกันจนเกลี้ยง แล้วแกก็ปลูกมันสำปะหลัง ง๊ามงามล่ะ”

“หา !!!  จริงเหรอ ป่าที่เรายืนอยู่นี้เคยเตียนโล่งขนาดนั้นเลยเหรอยายแดง”

“ใช่ มันเตียนไปหมดหลายสิบไร่ กำนันแกฮุบที่สาธารณะ แต่ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนี่ล่ะ ที่มาฟ้องร้องเขาคืนมาเป็นของชุมชนเหมือนเดิม ทำให้หลายคนติดคุก  แต่กำนันทำไมไม่ติดก็ไม่รู้”

“อ้าวเหรอ!!!”  ฉันอุทานลูกเดียว “กำนันชื่อไรอ่ะยายแดง”

“โอ๊ย  ตายไปนานแล้ว ทั้งผู้ใหญ่ทั้งกำนันนั่นล่ะ ไปทะเลาะกันต่อที่ไหนหรือเปล่าก็ไม่รู้”  แน่ะ ....ช่างว่าจริงนะ แต่แกก็ไม่บอกชื่อ

“แสดงว่าต้นไม้ที่เห็นโตๆเนี่ย อายุแค่ไม่กี่ปีล่ะสิ”

“ราวๆ 30 ปี นี่ล่ะ  แล้วน้องรู้ไหม พี่ยังไม่ได้ตังค์ค่าขุดต้นไม้เลยนะ” ……เฮ้อออ.......เสียงฉัน

ทันใดนั้น ฉันเหลือบไปเห็นต้นมะขามป้อมพุ่มเตี้ยๆต้นน้อยๆ อยู่ต้นหนึ่ง และไม่เคยเห็นต้นใหญ่ในละแวกนี้สักที สงสัยครามครัน

“ทำไมแถวนี้มีแต่มะขามป้อมต้นน้อย มันเพิ่งถูกเอามาปลูกเหรอ”

ยายแดงหัวเราะ.... “มันโตไม่ทัน เขามาตัดต้นใหญ่ๆ เอาไปทำฟืนอยู่ไฟหลังคลอดลูก เพราะมันเป็นยา ขี้เถ้ามันเนียน”

....!!!!...

ฉันว่า วิถีหาอยู่หากินบางอย่างก็อันตรายเหมือนกันแฮะ.....ป่าที่รัก

.

.

 

.
หนังสือของเฮนรี่ เดวิด ธอโร ชื่อว่า วอลเดน

แปลโดย สุริยฉัตร ชัยมงคล 

พจนา จันทรสันติ บรรณาธิการ

สำนักพิมพ์คบไฟ

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net