วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โคปุระอโรคยศาลา วัดมหาธาตุราชบุรี กับการบูรณะด้วยวิธีการสร้างใหม่


           วัดมหาธาตุราชบุรี อยู่ในเขตอำเภอเมือง เมื่อท่านเดินทางเข้าสู่จังหวัดราชบุรีตามเส้นทางถนนเพชรเกษม เมื่อถึงสะพานข้ามแม้น้ำแม่กลอง เราจะเห็นยอดปรางค์เด่นเป็นสง่า ทางซ้ายมือ

          จากร่องรอยของวัดมหาธาตุ และหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นพัฒนาการชุมชนแม่น้ำแม่กลองในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ในยุคสมัยที่อิทธิพลของศิลปวัฒนธรรม คติความเชื่อมาจากกัมพูชา ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่เป็นยุคสมัยแห่งการปรับเปลี่ยน ประยุกต์ใช้คติความเชื่อในศาสนาพุทธสายวัชรยานตันตระมาสยบความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ฮินดู

          ถึงแม้จะมีองค์พระโพธสัตว์ เช่นเดียวกันกับมหายานแต่รายละเอียดกลับแตกต่างกัน โดยเฉพาะการผสมผสานเรื่องราวของการปกครองการเมืองที่ผสมเป็นสูตรลงตัวกับการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการควบคุมคน รวมกับเทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่ดูแล"คน" กลายมาเป็นอนุสรณ์แห่ง"แนวคิด"ของมหาราชันย์แห่งอุษาคเนย์

          พระปรางค์วัดมหาธาตุราชบุรี ในยุคต้นนั้น คืออโรคยศาลาขนาดใหญ่ที่สุดในภาคกลางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา (สูสีกับมหาธาตุอยุธยา หากไปถูกปรับดัดแปลงไปจนสิ้นเค้าเดิม)

          หลักฐานที่สำคัญของคติบายนแบบชัยวรมันที่ 7 ที่วัดมหาธาตุราชบุรีนี้คือ รูปแกะสลักของพระไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาในซุ้มเรือนแก้วบนกำแพง พบเพียงสองแห่งคือที่ปราสาทบันทายคดีที่เสียมเรียบ และที่วัดมหาธาตุราชบุรีแห่งนี้ แกะสลักโดยการวางตำแหน่งสามองค์ ( แต่บางครั้งก็แกะหินไม่พอ จึงมีเพียงสององค์เอามาต่อกัน) เป็นคติของวัชรยานบายนที่พบอยู่ทั่วอิทธิพลของกัมพูชา ใช้วัสดุหินทรายแดง คุณภาพหินเกรดตะวันตก(ราชบุรี: เม็ดใหญ่ ไม่ละเอียด สีไม่ค่อยเท่ากัน) คือผลิตในพื้นที่ทั้งหมด

          ในความหมายของการวางCompositions รูปเคารพบนกำแพงแก้วอันเป็นเอกลักษณ์ที่มคุณค่านี้ แทนความหมายถึง "พระไภสัชยคุรุไวฑูรยประภา เคียงข้างด้วยพระศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิ และพระศรีจันทรไวโรจนโรหิณีศะ ในซุ้มเรือนแก้ว (ความหมายแทนปราสาท) " เพียงอย่างเดียว
          และนั่นก็หมายถึงว่า ภายในของกำแพง คือ
สวรรค์หรือปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์
  
           ความศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำไปสู่การหายจากความทุกข์ ในโลกของมนุษย์คือโรคภัยไข้เจ็บ ที่นี่คือโรงพยาบาลที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย

          วัดพระมหาธาตุราชบุรีถูกดัดแปลงและก่อสร้างมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัย ด้วยความสำคัญของการเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง คติวัชรยานตันตระเริ่มหายไป คติแบบเถรวาทและความเชื่อเรื่องของมหาธาตุเจดีย์ได้เข้ามาแทนที่ กำแพงถูกปล่อยทิ้งแต่ตัวปราสาทถูกปรับรื้อและสร้างขึ้นใหม่บนรากฐานเดิม

          หากนับตามผังของอโรคยศาลา ที่มีโคปุระเพียงด้านเดียวของทางเข้า มีกำแพงล้อมเป็นรูปสี่เหลี่ยมและมีบรรณาลัยหรือหอพราหมณ์อยู่ทางด้านซ้าย ก็ยังคงผังตามคติของบายนอย่างชัดเจน

          ภาพฐานของศาสนสถานที่เชื่อว่าเป็นเจดีย์ในยุคหลังพุทธศตวรรษที่ 18  ที่รื้อศิลาแลงจากกำแพงแนวด้านทิศตะวันตกและหอบรรณาลัยมาสร้างใหม่ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 พร้อม ๆ กับการสร้างพระปรางค์ขึ้นใหม่

          ฐานขององค์ปรางค์ประธานและพระพุทธรูปหินทรายแดงในคติพุทธศาสนาที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่า คนในยุคต่อมาได้ปรับเปลี่ยนวัสดุหินทรายแดง จากที่เคยเป็นหินประกอบโครงสร้างของปราสาท มาแกะสลักเป็นพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก (หากสังเกตุให้ดี ทั้งที่อยุธยาและในพื้นที่ที่เชื่อว่ามีอิทธิพลของวัฒนธรรม"ปราสาท" จะพบเห็นพระหินทรายที่แยกส่วนกัน ทั้งเศียร พระอุระและพระชงฆ์ ฐานนั่ง ก็เพราะวัสดุเดิมคือหินทรายที่เป็นส่วนประกอบของปราสาทหินมีขนาดไม่ใหญ่พอจะนำมาสร้างเป็นพระพุทธรูปได้ทั้งองค์นั่นเอง)

ภาพ: ฐานขององค์ประธานยังคงกรุด้วยศิลาแลงอันเป็นวัสดุหลักในการสร้างปราสาทในยุคพุทธศตวรรษที่ 18

ครุฑยุคนาค ศิลปะปลายบันไดแบบบายนเนี๊ยบ ๆ ก็ยังคงหลักฐานอยู่ ลบเลือนไปมากแต่ก็ยังคงเสน่ห์ของคติฮินดูที่วัชรยานตันตระยืมมาใช้

          หากคิดเรื่อยเปื่อยไป ในสมัยที่รุ่งเรืองด้วยวัชรยาน อโรคยศาลาแห่งนี้น่าจะมีทางเดินบันไดกากบาทและเศียรนาคประดับเช่นที่ปรากฏที่ปราสาทหินพนมรุ่ง พิมาย และอโรคยศาลาอย่างปราสาทตาเหมือน แต่ก็น่าเสียดาย เพราะด้านหน้าโคปุระของปราสาทมหาธาตุราชบุรี  ถูกปรับที่ดินกลายเป็นที่จอดรถและชุมชนมาซ้อนทับมากมายไปนานแล้ว

ภาพ อโรคยศาลาปราสาทตาเมือน

           เศียรครุฑยุดนาคอีกด้านหนึ่ง สะบักสะบอมตามกาลเวลา แต่ก็ทำให้"จินตนาการ"ได้ถึงยุคสมัยที่เขาเคยตั้งตระหง่านอยู่ เคยรุ่งเรืองเมื่อ 800 ปีที่แล้ว

        เมื่อดับสลายก็เกิดใหม่ ร่องรอยของการรื้อศิลาแลงด้านหลัง(ทิศตะวันตก)ไปสร้างองค์ปรางค์ มีการใช้วัสดุใหม่อย่างอิฐเข้าไปแทนที่ เช่นในส่วนด้านข้างซ้ายของแนวกำแพงแก้วที่ขุดแต่งทำให้เห็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ของศาสนาสถานในยุคอยุธยา

          เมื่อปีที่แล้ว ผมได้รับหน้าที่กรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี จึงได้รู้ว่า จังหวัดได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการบูรณะวัดมหาธาตุ ตามงบประมาณยุทธศาสตร์ CEO จังหวัด โดยมีสำนักงานศิลปากรเป็นผู้ดูแล

         ผมสังหรณ์ใจว่า กำแพงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ปรากฏแห่งเดียวในระเทศไทย จะถูกสังเวยอีกครั้งด้วยวิธีการ"จัดซื้อจัดจ้าง" โดยการ"สร้างใหม่" เช่นโบราณสถานอื่น ๆ จึงรีบเข้าไปเก็บรูปก่อนที่จะมีการขุดแต่งและบูรณะ

          แต่กระนั้นผมได้พบว่า งบประมาณกว่า 9 ล้านบาท ได้เทไปในเรื่องเดิมคือเรื่องการก่อสร้างโดยการรื้อและสร้างกำแพงแก้วขึ้นมาใหม่ จากสภาพดั่งเดิมที่ไม่สวยงาม บิดเบี้ยวกลายมาเป็นกำแพงสมัยใหม่ที่สวยงามเรียบร้อย

          ขั้นตอนการขุดแต่งและการบูรณะก็ยังใช้วิธีการเดิม คือขุดแต่ง และจนถึงรากฐาน เก็บรายละเอียดจากที่เจอ หลักฐาน Artifacts หลังจากนั้นก็สร้างขึ้นใหม่ โดยเอาของเก่าที่ตนเองไม่รู้ไปวางไหน ไปกองทิ้ง นำศิลาแลงมาตัดขอบใหม่ให้คม ส่วนที่มนไปตามกาลเวลา คนบูรณะเขาว่าไม่สวย ที่ไม่สวยก็วางกองทิ้ง เช่นเดิม เพราะปัญญาของผู้มีอำนาจมีแค่นั้นจริง ๆ

           ไม่รู้จะวางไว้ไหน(รื้อมาแล้ว เอาของใหม่สร้างแล้ว) เลยกองรวมไว้ก่อน รอเอาไปสุมหลบหลังวัดตามที่เคยทำ (เพราะมีสมองแค่นี้จริง ๆ )ในโบราณสถานปราสาททุกแห่ง

           แนวปะทะของกำแพงเก่าและใหม่ จะเห็นการสร้างใหม่ขึ้นไปเลย อย่างนี้เขาไม่เรียกว่า"บูรณะปฏิสังขรณ์ " เพราะมันไม่ได้พังลงมา ถึงจะพังก็ไม่ใช่ว่าจะต้องรื้อและสร้างใหม่ อย่ามาอ้างว่าไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เพราะใช้เงินยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรีเพื่อการบูรณะ

          ตอนขุดแต่งขุดลอก ลานจอดรถที่สร้างมาชิดถูกขุดรื้อ ทำให้เห็นว่าด้านหน้าของทางเข้า คือ"โคปุระ"อย่างชัดเจน ภาพที่เห็นคือสร้างใหม่แล้ว ใช้ศิลาแลงใหม่และสร้างกรอบเสาประตูใหม่ด้วย"ซีเมนต์เลียนแบบสีหินทราย"

ผู้รับผิดชอบคิดได้แค่นี้เองจริง ๆ หรือ

           เมื่อสร้างใหม่แล้ว ผู้มีอำนาจในการบูรณะโบราณสถานคงภูมิใจ ว่าได้ทำตามที่"โลกทัศน์"ของตนเองอย่างถูกต้อง (ใช่สิ เพราะอำนาจมันเป็นของคุณ แต่ที่ยิ่งหใญ่กว่าคือ ผู้มีอำนาจไม่ใช้อำนาจนั้นแต่กลับให้ปราชญ์ ราชบัณฑิตเป็นผู้สร้างสรรค์ แต่เปล่า ท่านกลับใช้อำนาจนั้นเอง) จึงเกิด"ปัจจุบันสถานขึ้นมาใหม่"

           หากจะบูรณะ โคปุระเดิมฐานก็ไม่ได้พังทลายจนน่าเกลียด ทำไมไม่รักษาไว้ ใช้มาตรฐานอะไรวัดว่า โครงสร้างไม่คงทน หรือไม่สมบูรณ์ ต้องรื้อมาสร้างใหม่

         เสาปรอบประตูก็"ลักหลั่น" ตรงนี้เป็นที่รับไม่ได้มากที่สุดถึงแม้ว่าหลักการอนัสติโลซิส คือการรื้อและประกอบใหม่ก็จริง แต่บอกกันแล้วว่าฝรั่งเศส ก็ยังไม่เคยใช้บูรณะปราสาทหรือศาสนาสถานที่ทำด้วยศิลาแลง

            เมื่อพบหลักฐานว่ามีกรอบประตู เพราะมีเสาประดับกรอบประตูศิลาทรายแดงเป็นหลักฐาน ก็น่าจะใช้วัสดุเช่นเดียวกันกับที่พบในอโรคยศาลาอื่น ๆ คือหินทราย

          ทำให้ครบกรอบทั้งหมดโดยไม่ควรใช้ปูนซีเมนต์มาเลียนแบบและสร้างเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทำดูเหมือนของมันพัง ก็มันสร้างใหม่แล้ว จะไปทำเลียนแบบให้มันพังทำไม เอาอะไรคิดครับ

            ถามจริงเหอะ หินทรายแดงมันแพงมากไหม หรือมันจะประหยัดงบเอาไว้กินกันเองครับ "ค่า - ราด - ชา - กาน" (ฟ้องเสียงไม่ฟ้องรูป)

        กรอบประตู ในยุคหลังอาจจะถูกแยกออกจากตัวปราสาทไปเพราะเหตุว่าเป็นวัสดุชั้นดีในการแกะสลักพระพุทธรูปโดยเฉพาะแบบพระยืน จึงถูกถอดออกไปได้ง่าย คงเหลือแต่เสาประดับกรอบประตู ศิลปะแบบบายน แตกหักทิ้งไว้เป็นหลักฐาน 

        เห็นประตูถูกสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยทำซีเมนต์เลียนแบบแล้ว อนาจใจจริง !

          รูปสลักพระไภสัชยคุรุไวฑูรยประภา ที่เคยตั้งบนกำแพงแก้ว ส่วนที่ถูกรื้อ ก็พบว่าเสียหายไปแล้วกว่าครึ่ง บ้างก็ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ทั้งของหลวงและส่วนตัว บ้างก็ไปอยู่ในกรุเจดีย์ในยุคสมัยหลังใกล้ๆ เช่นที่เจดีย์หัก หรือเจดีย์ในวัดมหาธาตุราชบุรีเอง ส่วนหนึ่งก็มาวางกองรวมในวิหารล้อมพระปรางค์  ทิ้งให้นอนหงายอยู่

ใช่สิ .....เดี๋ยวนี้เขานิยมพระจตุคามรามเทพ ....พระไภสัชยช่วยแต่เรื่องสุขภาพไม่ช่วยให้รวย แอ่งแม้งอยู่ตรงนี้ละกัน

Blogนี้ อาจจะไม่ตรงใจใครที่ชอบแนวทางการสร้างใหม่ ก็บอกแล้วครับว่า"คิดแตกต่าง" เพราะรู้สึกเสียดายหลักฐานชั้นต้นชั้นดีที่ถูกทำลายด้วย"วิธีการ" เดิม ๆ ที่เป็นแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยว(อีกแล้ว) คนกรม(อะไรไม่รู้ ง..งาชะมัด)เขาไม่เข้าใจ คิดว่าต้องใช้เงินงบประมาณเพื่อการก่อสร้างโบราณสถานใหม่เท่านั้นถึงจะทำงานได้ (หรือเปล่า) 

          อยากเชิญชวนให้ไปเที่ยวกันนะครับ วัดมหาธาตุราชบุรี มีอะไรที่"ซ้อนทับ"และ"เล่าเรื่อง" ของประวัติศาสตร์โบราณคดี คติชนวิทยา และเรื่องบันเทิงใจทางการท่องเที่ยวแห่งสยามประเทศได้อย่างมากมาย ไปเที่ยวปราสาทกำแพงแลงที่จังหวัเพชรบุรีแล้ว ก็ลองมาเที่ยวชมปราสาทเมืองสิงห์ อย่าลืมเมืองราชบุรีและอย่าลืมเมืองโบราณนครปฐม ด้วยนะครับ

           หรือมีข้อมูลโต้แย้งใด ๆ ก็เชิญนะครับ จะได้ช่วยทำให้ผมเข้าใจถูกเสียทีว่า ที่ผมเห็นมันเรื่องปกติของ"โบราณสถานไทย"

         ผมบ้าไปเอง.........!!!!

    
   

โอ้ .....พระไภสัชยคุรุช่วยด้วย

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net