วันที่ พุธ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

American-America (10)


 
FINAL CHAPTER... American Husband
บทสุดท้าย... สามีอเมริกัน
 
ราวปี ค.ศ. 1989 ได้มีการตีพิมพ์ในนิตยสารผู้หญิงชื่อดังฉบับหนึ่ง จากการวิจัยพบว่า สามีที่ดีที่สุดในโลก คือ "สามีอเมริกัน" ฉันตอนนั้น ยังไม่เคยมีเพื่อนชายชาวอเมริกัน ได้เพียงอ่านและบันทึกเก็บเอาไว้ในความทรงจำ... เท่านั้น
 
เมื่อฉันได้มาศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้งหนึ่งฉันได้ไปเที่ยวหาเพื่อนที่มลรัฐฟลอริดา ฉันและเพื่อนๆ ได้พบกับผู้หญิงชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในราววัยคุณน้า เธอได้พูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นมิตร และถามว่า "พวกหนูๆ มีแฟนกันแล้วหรือยัง หากคิดจะมี ขออย่าเลือกผู้ชายอเมริกันนะ" ฉันเองตอนนั้น ยังไม่ได้พบกับเจ้าชายรูปงามชาวอเมริกัน แต่ก็ได้มีทั้งหนุ่มบ้าง แก่บ้าง ที่เริ่มเข้ามาจ๊ะจ๋า ฉันจึงได้พยายามสร้างสรรค์บรรยากาศ โดยล้อเธอเล่นไปว่า "หากหนูกำลังคบหาดูใจกันอยู่ล่ะคะ" คุณน้าคนสวยคนนั้น ตอบสวนกลับมาทันทีว่า "Leave him!" (เลิกกับนายคนนั้นทันที) พวกเรานั้นถึงกับฮาครืนกันเลยทีเดียว
 
แล้วฉันจึงได้ถามต่อไปว่า "เพราะอะไรหรือคะ" คุณน้าฟิลิปปินส์คนสวยจึงได้เล่าให้พวกเราฟังว่า เธอกับอดีตสามีอเมริกัน ได้แต่งงานอยู่กินกันมากว่า 13 ปี อยู่มาวันหนึ่ง พ่อคุณก็ได้บอกกับเธอว่า "ฉันหมดรักเธอแล้วนะ และฉันต้องการหย่ากับเธอโดยเร็วที่สุด" คุณน้าคนนั้นไม่สามารถพูดจาขอร้องคุณสามีให้เปลี่ยนใจได้ เพราะพ่อคุณขู่ว่าจะฟ้องร้องเรื่องหย่า ด้วยเหตุผลเพียงว่า "ไม่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว" คุณน้าคนสวยคนนั้นจึงต้องยินยอมหย่าในที่สุด และเริ่มทำมาหาเลี้ยงชีพโดยลำพัง เพื่อส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัวที่ประเทศฟิลิปปินส์ เธอบอกกับพวกฉันว่า แล้ววันหนึ่งเธอก็จะกลับไปประเทศของเธอ เพราะว่าอยู่ที่นั่น เธอเหงามาก ไม่เคยมีเพื่อนหรือญาติที่แท้จริง
 
ในความเป็นจริงแล้วนั้น ไม่มีใครที่เป็นคน "อเมริกัน" โดยเชื้อสาย เพราะว่าไม่มีเชื้อชาติอเมริกัน มีเพียงสัญชาติอเมริกันเท่านั้น หากพูดถึงคนอเมริกันพื้นเมือง ก็จะหมายถึงชาว อเมริกันอินเดียนแดง
 
วัฒนธรรมอเมริกันที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น ล้วนเป็นการผสมผสานกันของวัฒนธรรมตะวันตก ของชนชาติอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาเลียน เยอรมัน ไอริช และอื่นๆ และความเป็น "อเมริกัน" หรือ "Ugly American" นั้น ก็เป็นเพียงรูปแบบใหม่ๆ ที่ชนชาติตะวันตกหลายๆ เชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ ได้สร้างขึ้นมา บนพื้นฐานของความเชื่อในเรื่องอิสรภาพ และการพูดจาอย่างตรงไปตรงมา เพราะเขาไม่มีวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่ว่า "ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา" หรือ "ขุ่นอยู่ข้างใน ใสอยู่ข้างนอก" เขาสอนกันแต่เพียงว่า "Treat people the way you want to be treated." (จงปฏิบัติต่อคนอื่นแบบที่คุณต้องการให้คนอื่นปฏิบัติต่อคุณ) หรือไม่ก็ "If you can't say anything nice, don't say it at all." (หากเธอไม่สามารถพูดจาแบบหวานๆ ดีๆ ได้ ก็จงหุบปากเสีย) และนั่นก็คือสาเหตุที่ว่า ทำไมอเมริกันชนจึงเป็นแบบ "ปากหวานก้นเปรี้ยว" หรือ พวกพูดจาตรงไปตรงมาแบบเชือดเฉือนน้ำใจสิ้นดี
 
หลังจากทริปฟลอริดาครั้งนั้น เมื่อฉันกลับมาถึงโรดไอแลนด์ได้ไม่นาน ฉันก็ได้พบกับ "เจ้าชายอเมริกัน" ของฉัน อย่างไม่คาดคิดมาก่อนว่า ฉันจะมีโอกาสได้สัมผัส บทพิสูจน์ "สามีอเมริกัน" ได้รวดเร็วขนาดนี้...
 
จำได้ว่า ในวันแรกที่พบกันนั้น เจ้าชายของฉันได้เดินหลงทางเข้ามาในห้องทำงานของฉัน เมื่อเราได้เริ่มพูดจากัน ฉันก็แอบคิดไปว่า พ่อหนุ่มสุดหล่อคนนี้ ต้องเป็นลูกครึ่งฝรั่งผสมกับอินเดียนแดงแน่ๆ เลย ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงคิดเช่นนั้น และต่อมากาลเวลาก็ได้พิสูจน์ความคิดของฉัน เพราะว่ามีเหตุการณ์อันไม่คาดคิดก็คือ มีอเมริกันอินเดียนแดงหัวหน้าเผ่าคนหนึ่ง ได้เดินเข้ามาพูดจากับเจ้าชายของฉันว่า "ไอ้พวกผิวขาว มันแย่งเอาดินแดนของพวกเราไป"... แล้วต่อมา เมื่อฉันกับพ่อยอดชายได้ไปเที่ยวที่เมืองซานฟรานซิสโก ฉันก็ได้พบรูปปั้นอินเดียนแดงที่หน้าตาเหมือนกับพ่อยอดชายของฉัน เหมือนกับเป็นคนๆ เดียวกันเลย... และเขาก็ว่ากันว่า หากฉันมีสันจมูกโด่งกว่านี้หน่อย ก็สามารถแต่งตัวเป็นอเมริกันอินเดียนแดงได้เลย ยิ่งฉันนั้นชอบเครื่องประดับพวก Turquoise เป็นทุนอยู่แล้ว ก็ยิ่งเหมาะสมนัก
 
  
ภาพถ่ายเปรียบเทียบระหว่างเจ้าชายของฉัน กับ รูปปั้นอเมริกันอินเดียนแดง
 
อย่างไรก็ตาม มิตรภาพระหว่างเราสองคนนั้น ก็ไม่ได้เริ่มขึ้นเพราะฉันคิดว่า "Prince Charming" คนนี้ของฉันเป็นลูกผสมอเมริกันอินเดียนแดงหรอกนะ แต่เป็นเพราะว่า เจ้าชายอเมริกันของฉันคนนี้เป็นแบบฉบับของ "ความโรแมนติกแบบอเมริกัน" หัวใจของฉันจึงได้มอบให้เขาไปหมดทั้งดวง ฉันเองนั้นถึงกับหัวเราะให้กับตัวเอง ที่ก่อนนั้นเคยเขียนบันทึกแบบเด็กๆ มาเป็นระยะๆ ตามวันเวลาที่ผันผ่าน ว่าฉันจะไม่สามารถรักใครได้มากไปกว่าเพื่อนชายคนที่หนึ่ง... สอง... สาม... สี่... ห้า... หก... เจ็ด... (เอ๊ะ ฉันนี่มีความรักแจกจ่ายให้คนมากมาย ไม่เบาเลยเชียวนะ) แต่พอมาถึงพ่อหนุ่มอเมริกันคนนี้ หนุ่ม หรือไม่หนุ่ม คนอื่นๆ ไม่ว่าชาติไหนก็ต้องชิดซ้ายไปเลยจริงๆ
 
ความลับสุดยอดนั้นมีอยู่ว่า พ่อหนุ่มของฉันนั้นมิใช่อเมริกันธรรมดา แต่เป็น "อเมริกันเชื้อสายอิตาเลียน" เชียวนะ
 
รวบรัดตัดตอนกันเลยดีกว่า... เอาเป็นว่าความน่ารัก ความเฉลียวฉลาด ความโรแมนติก ความหล่อเหลา (สไตล์อิตาเลียน) และความดีของพ่อหนุ่มคนนี้ของฉัน เอาชนะใจฉันเต็มร้อย พร้อมด้วยกองเชียร์จากพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนๆ รอบข้าง ทั้งไทย อเมริกัน และชาติอื่นๆ ก็ฉันเล่นส่งรูปและประวัติของพ่อคุณไปทั่วโลก ถามหาความเห็นว่าความรักนั้นได้ทำให้ฉันตาบอดหรือเปล่า แหม...ก็นางรจนากำลังจะเลือกคู่สักที และโชคดีได้มาพบกับพระสังข์ทอง โดยที่ไม่ต้องมีการซ่อนรูปอยู่ในคราบเจ้าเงาะเลย ทุกคนลงมติว่า Go ahead!!! 
 
จะมีก็เพียงเพื่อนรักผู้หญิงชาวปาเลสไตน์ของฉันคนเดียวเท่านั้น ที่ไม่เห็นด้วย เพราะเธอต่อสู้เรื่องสิทธิสตรีมาทั้งชีวิตในบ้านเกิดของเธอเอง และเธอเชื่อว่าไม่ว่าผู้ชายชาติไหนๆ รวมทั้ง "Ugly American" ที่ชอบเป็น "เจ้าชีวิต" เธอเตือนฉันว่า แต่งงานแล้ว อย่าเผลอไปรวมบัญชีธนาคารกับพ่อยอดชายนะ
 
แล้วบางอย่างก็จริงอย่างที่เธอว่า ตอนเป็นแฟนกันนั้น พ่อคุณของฉันได้จัดทำรายการ "ข้อไม่ควรปฏิบัติ" โดยรวมเข้าไว้ประมาณ 10 รายการ ตัวอย่างเช่น ห้ามฉันไปไหนมาไหนสองต่อสองกับเพื่อนชายคนอื่น ห้ามโน่นห้ามนี่ ฉันเองเมื่อได้อ่านรายการแล้ว หัวเราะขบขันสิ้นดี บอกกับพ่อหนุ่มด้วยสำเนียงอันอ่อนหวานว่า "เธอไม่จำเป็นที่จะต้องมาห้ามฉันไม่ให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้เลย เพราะสิ่งต่างๆ ที่ไม่ดีนั้น ฉันจะไม่มีวันทำเป็นอันขาด สำหรับเรื่องการนั่งรถไปไหนมาไหนสองต่อสองกับเพื่อนชายของฉันนั้น เพราะเรามีเรียนด้วยกัน และเปลี่ยนกันขับรถ ก็ไม่น่าจะมาห้าม" นอกจากนี้ ฉันก็ได้อ้อนเขาไปว่า "ฉันไว้ใจเธอได้ไหม หากว่าได้ เธอก็น่าที่จะไว้ใจฉัน เหมือนกับที่ฉันนั้นไว้ใจเธอ"
 
หลังจากแต่งงานกัน เขาก็ได้ขอร้องให้ฉันรวมบัญชีเงินฝากธนาคาร ฉันพยายามที่จะไม่ยอมรวมบัญชี อ้างว่าฉันนั้นไม่มีเงินเหลือเลยสักเดือน เพราะว่าเป็นนักเรียนทุนคนยาก ใช้เงินเดือนชนเดือนเท่านั้น เหมือนชีวิตข้าราชการที่เมืองไทยเลย แต่เขาก็เฝ้าอ้อนวอนและยกเหตุผลมากมาย ฉันจึงยินยอมในที่สุด และจากบัญชีของฉันเดิมที่มีอยู่ศูนย์บาทหรือศูนย์ดอลลาร์ ก็ขึ้นเป็นห้าแสนบาททันที แต่ตัวฉันเองนั้นรู้สึกถึงการสูญสิ้นอิสรภาพส่วนหนึ่ง ทว่าเพื่อนคนไทยของฉันบางคนกลับมองว่าฉันฉลาด...
 

To be continued....

โดย DrJoy

 

กลับไปที่ www.oknation.net