วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อันเนื่องมาจาก อัมพวาราตรี(นี้อีกยาวนาน)



อันเนื่องมาจาก อัมพวา ราตรี (นี้ อีกยาวนาน)

 อันเนื่องมาจากการไปเที่ยวที่อัมพวา ก็ได้เล่าเรื่องอัมพวาราตรีไปแบบคร่าว ๆ ความจริง ผมอยากนำเสนอภาพมากกว่า เลยไม่ได้เน้นเรื่องเท่าใดนัก แต่กลายเป็นว่า “เจ๊ใหญ่ไม่ปลื้ม” คุณพี่เธอเน้นแล้วเน้นอีกว่า “เขียนไม่หนุกเลย” 

(อัมพวาราตรี หิ่งห้อยกับแสงจันทรา ธารากับนีออน http://www.oknation.net/blog/KINTARO2/2009/06/10/entry-1)

 กลับมานั่งคิดอยู่หลายวันว่าจะเอาไงดี จะเขียนต่อหรือจะเขียนเรื่องอื่น แต่เอ ช่วงนี้ก็ว่างเว้นไม่มีทริปไหน ก็เลยเอาละ เขียนก็เขียน ว่าจะไม่ต่อเรื่องอัมพวาแล้วเชียว

 ตอนที่เรารอสมาชิกที่รังสิต ขณะรวมพล บังเอิญ มีสมาชิกของเราคนหนึ่ง มาจากแก่งคอย ท่านใจรักมาก นั่งรถโดยสารมาตั้งไกล นัดกันเก้าโมงเช้า ผมไปรอที่ลานจอดรถเมเจอร์รังสิต ตั้งแต่ก่อนเวลานิดหน่อย เรามีไปกันแค่ ๕ คนในคนนี้ สมาชิกมากัน ๓ เหลือ ๒ โดยเฉพาะ ไอ้หนุ่มแก่งคอย ไม่รู้จะคอยใครกันนักกันหนา พอได้เวลาผมก็โทรตาม

 “เฮ้ยอยู่ไหน.”

 “หวัดดีครับพี่ ...ตอนนี้ผมกำลังจะเข้าวังน้อย... รอผมหน่อยนะครับ อีกไม่นาน”

 “อะไรนะ...เพิ่งถึงวังน้อยเหรอ...โอ้โห...”

 “อีกแป๊บเดียวเองพี่”

 “แป๊บบ้าอะไร จากวังน้อยมาถึงรังสิตนะ อย่างน้อยก็ครึ่งชั่วโมงโน่นเลย..ยิ่งเมล์เขียวเสวยของแกด้วยแหละนะ” ส่วนใหญ่รถที่วิ่งระยะทางแบบนี้ จะจอดตลอดทาง เรียกผู้โดยสายไปเรื่อย แต่ก่อนรถเมล์เขียวหน้าบ้าน ผมเรียกว่า “เขียวเสวยหวานเย็น” 

 “เออ จริงดิพี่ ผมนึกว่าจะได้ลงตรงพระอินทร์ (หมายถึงประตูน้ำพระอินทร์ ที่เขาลงต่อรถไปทำงานทุกวัน) “ 

 “แล้วทำไมถึงมาสายละ นัดไม่เป็นนัดนะเนี่ยะ”

 “พอดีผมลืมกีตาร์พี่ ผมเลยกลับไปเอา”

 “โอ้ แม่เจ้า นี่แกแบกกีตาร์ขึ้นรถเมล์มาด้วยหรือ..”

 “ครับ แล้วพี่เอาหนังสือเพลงมาด้วยหรือเปล่า”

 “ใครจะไปตรัสรู้ละ ว่าแกจะต้องการ แล้วเคยบอกกันสักคำไหม”

 “ผมจะโทรไปบอกพี่นี่แหละ”

 “คงได้หรอกนะ ตอนนี้อยู่รังสิตแล้ว เออ รีบมาก็แล้วกัน”

 สักพักสมาชิกคนอื่นก็มากันพร้อม ระหว่างที่รอ เราก็เลยมีไอเดียแจ๋วแหว๋ว ไปหาซื้อเสบียงที่โลตัสรังสิตรอ ผมก็เลยต้องขับรถวนไปที่นั่น ช่วยกันจับจ่ายไปคนละไม้ละมือ ที่ขาดเสียไม่ได้คือ น้ำมันพืชกับไข่ไก่ คงจะจำกันได้นะครับว่า ทริปอุ้มผาง และสระบุรี ผมเป็นคนทอดไข่ ให้พระนางทุกท่านได้รับประทานกันพร้อมหน้า เลยกลายเป็นกิจวัตรประจำ ทุกครั้งที่ออกจากบ้านไปพร้อมคุณหญิงอ้อย หัวหน้าแก๊งค์หน้าตึงของเรา จะต้องเตรียม ๑ หม้อ ๑ เตาแก๊ส ๑ แก๊สกระป๋อง

 อันว่า แก๊สกระป๋อง นี่ใครอย่าไปนึกว่าถ้าหมดแล้วจะเติมกันได้ หมดแล้วก็ทิ้ง ๆ ไป แล้วไม่ต้องนึกนะครับว่าจะต้องใช้แก๊สธรรมชาติแทน แบบว่า “แก๊สหมดตดใส่กระป๋อง” นั่นมันสมัยเล่นกันเด็ก ๆ แล้ว นี่ต่อให้ผายลมกันหน้าดำหน้าแดงก็คงไม่ได้แก๊สกระป๋องมาทอดไข่ให้ได้กินกันเป็นแน่แท้

 แล้วผมก็ลืมซื้อแก๊สกระป๋องจริง ๆ เหลือกระป๋องเดียวที่เหลือใช้มาจากอุ้มผาง เอาละ มีแค่ไหนใช้แค่นั้น นึกในใจ

 แก๊งค์หน้าตึงของเรา อาจจะต้องเปลี่ยนชื่อไปตามสังขาร เช่นว่าแก๊งค์ “ตองตึง” ไม่เกี่ยวกับใบตอง แต่ย่อมาจาก  “๓ ตึง” หรือ “ตึง ตึง ตึง” เพราะว่าสำหรับลูกแก๊งค์บางคนตึงใช้ได้ เวลาเมาตึง ๆ แล้วพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ลิ้นคับปากไปหมด

 “พี่..เขาบอกว่า ให้พวกเราไปขึ้นเรือได้แล้ว เปละ เบลอะ บลาๆๆ แบะ ๆๆ” วันหลัง เมาแล้วใช้ภาษามือก็ได้เธอเอ้ย

 ตึงต่อมานี่คือ “ท้องตึง หนังตาหย่อน” ทีมงานของเราคนหนึ่ง แอบไป “เกะ” คนเดียวเมื่อคืนก่อนมาอัมพวา ท่านเล่นฉายเดี่ยวแบบนี้ มาถึงที่พัก ก็ ตึง ๆ คนอื่นเขาเสวนากันเป็นวง ๆ ท่านเอาหมอนหนุนหัว กรนครอก ๆ ไปในทันใด ตั้งแต่บ่ายจนเย็น

 ตึงสุดท้ายมอบให้หัวหน้าแก๊งค์ของเรา ฉายา “ขาว-ยาว-ตึง” โห ประโยคนี้ เจ๊ขอร้อง อย่าเอามาใช้กับเจ๊ “รับไม่ได้” มุกนี้เขาไม่เล่นกันแล้ว คุณพี่หัวหน้าแก๊งค์เรารีบตัดบท

 “อะไรขาว”

 “ผมไง ผมขาว”

 “อะไรยาว”

 “สายตา”

 “ตึงละ”

 “หู”

 “เพี๊ยะ” อันนี้เป็นเพียงดนตรีประกอบ แต่ไม่เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด

 เราขนของขึ้นรถไปเรียบร้อย แล้วก็แวะมารับ ไอ้หนุ่มแก่งคอย เป็นคำตอบสุดท้ายว่า “คอยกีตาร์” ไอ้หนุ่มแก่งคอยกีตาร์ ขึ้นรถปุ๊บ ท่านก็ถามหา ของกินเลย เพราะไม่ได้ย่อยอะไรมาสักอย่างในเช้านี้ และ เป็นกันทุกคน

 รถวิ่งมาถึงสะพานพระรามเก้า มุ่งหน้าดาวคะนอน คุณพี่หัวหน้าแก๊งค์เรา เฉลยออกมานิด ๆ ว่า ด้านซ้ายมือเป็นสะพานพระรามแปด ป๊าด ผมรีบเปิดกระจกในทันใด ให้ไก่บินออก คุณพี่เล่นปล่อยไก่หมดเล้ากันเลย สะพานพระรามแปดอะไรมาคู่กับสะพานพระรามเก้า  สะพานพระรามแปดอยู่แถวสามเสนโน่นไม่ใช่หรือครับ นี่มันเป็นสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม แต่เราจะไปว่าหัวหน้าแก๊งค์มากไม่ได้ ทำได้แค่ปากขมุบขมิบ นี่ขนาดขมุบขมิบนะ ยังได้ยินกันทั้งคันเลย

 ถึงที่พักอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านั้นเราแวะรับประทานก๋วยเตี๋ยวดารา ไม่แนะนำดีกว่าครับ สมาชิกอีกคน ไปกว้านซื้อขนมสอดใส้ร้านข้าง ๆ ของขุนยายมาเกือบทั้งกระจาด พ่อคุณเอ้ย... ไม่รู้จะขยายไซด์เอวองค์ตัวเองไปถึงไหน

 เมื่อตอนที่เราหลงไปบ้านไม้ชายคลอง ผมเห็นต้นกล้วยไม้ชนิดหนึ่ง เพิ่งเห็นลงในหนังสือพิมพ์ในงานกล้วยไม้ที่ไหนสักแห่งว่าเป็นกล้วยไม้พันธุ์หายาก ลำต้นสูงมาก ท่วมหัวเลยก็ว่าได้ สูงเกือบ ๆ ต้นกล้วยที่อยู่ข้าง ๆ ช่อดอก ออกจากโคน ช่อสูงเป็นเมตรเลยทีเดียว ไม่เคยเห็นกล้วยไม้ยักษ์แบบนี้ที่ไหนมาก่อน ผมก็เลยระดมถ่ายรูปไว้ยกใหญ่ ในขณะที่ท่านอื่น ๆ สารวนกับการ ฉงนงงงวย ว่าทำไมไม่มีรายชื่อจองห้องพัก อืม จะมีได้ไงนะ ก็เรามาผิดที่ ความจริง ต้องเป็น “เรือนไม้ชายคลอง”

 ย้อนกลับไปหาที่พักจนเจอ มีคนมารอรับด้วย ขนของลงแต่เอ... ทำไมไม่มีไข่ ไม่รู้ใครเห็นบ้าง ไข่ตั้ง ๑๐ ฟอง ไม่เป็นไร ช่วงนั้นยังไม่ต้องการเท่าไหร่ เพราะเสบียงเยอะ แถมมีขนมสอดไส้ มีไก่ทอด ข้าวเหนียวพิเศษ เพราะห่อใบตอง มีหมูทอดแบบไม่เค็ม เพียบเลย

 ตารางกิจกรรมของเราไม่มีอะไรมาก บ่ายนั่งล้อมวง ค่ำไปอัมพวา กลางคืนล้อมวงเข้ามา ดึกนอน เช้าทำพิถีถอนออกจากวงกลม อีกรอบ อะไรนักหนา ดั้นด้นมาถึงนี่ ไม่ชมนกชมไม้กันบ้างหรือไง

 ข้างที่พักของเรา ด้านหนึ่งติดคลอง บ้านส่วนใหญ่ก็หันเข้าหาคลอง แม้แต่อนามัยก็หันหน้าเข้าคลอง นั่นหมายความว่า สมัยก่อน คลอง ก็ทำหน้าที่เหมือนถนน คือเป็นเส้นทางสัญจร ติด ๆ กับรีสอร์ทก็จะเรียงรายไปด้วยบ้านคน คือชาวบ้านก็อยู่ของเขาอย่างนั้น บ้านก็ไม่ต้องมีรั้ว แบบว่าหลังคาชิดกันก็มี ข้าง ๆ รีสอร์ทด้านติดกับคลอง มีบ้านทั้งสองหลังขนาบข้าง ดูเหมือนชาวบ้านแถบนั้นคงจะชินชากับนักท่องเที่ยวที่มา เพราะเขาก็ทำกิจวัตรประจำวันของเขาไปเรื่อย ๆ กวาดบ้านถูกบ้าน อาบน้ำ ซักผ้า ผมมองไปอีด้านหนึ่ง บ้านที่ติดกับรีสอร์ท มีต้นชมพู่อยู่หน้าบ้าน กิ่งโน้มลงมาในระยะต่ำ มีผลสุกแดง บ้างก็กำลังออกดอกชูช่อ ยายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ชานหน้าบ้าน ผมเปิดประตูไม้เล็ก ๆ ของรีสอร์ท และเดินลงบันไดไปถ่ายรูปชมพู่ ตะโกนบอกยายว่า ขอถ่ายรูปต้นไม้หน่อย ยายทำท่าไม่สนใจ หรือไม่ได้ยินก็ไม่รู้ ผมก็ถ่ายไปเรื่อย ๆ จนมีเรือขายก๋วยจั๊บแล่นผ่านมา

 “ก๋วยจั๊บจอดหน่อย” ผมตกใจเล็กน้อย เงยหน้ามองหาต้นเสียง ระหว่างที่ง่วนอยู่กับการถ่ายรูปชมพู่ อ๋อ เสียงยายนี่เอง เมื่อกี้เห็นเงียบ ๆ ยายเรียกอยู่หลายที แต่เรือก็ไม่มีทีท่าว่าจะจอด และเสียงเครื่องยนต์ก็ดัง ความจริงเจ้าเรือก๋วยจั๊บไม่ได้สนใจยายเลย มัวแต่มองแขกที่อยู่ชานด้านรีสอร์ท ผมเลยตะโกนบอกเรือไปหลายที ไม่รู้ว่ายายแกจะยินดีด้วยหรือเปล่า เห็นแก่บ่นพึมพำด้วยคำอันไม่พึงนำมาเผยแพร่ กรรมของเรา ยืนอยู่ตรงนั้นก็รับไปเต็ม ๆ ผมตะโกนเรียกเรือให้ยาย จนคนที่อยู่ในรีสอร์ทหลายคนจะงง ๆ ว่า หมอนี่จะอยากกินก๋วยจั๊บทำไมไม่มาทางนี้ นั่นมันใต้ต้นชมพู่ ตะโกนหนักเข้า เจ้าตูบบ้านยายชักไม่สบอารมณ์ ตอนแรกมันก็สงบดี ผมก็ไม่เห็นว่ามี แต่พอมันโวยวายขึ้นมาชักเห็นท่าไม่ดีละ เปิดดีกว่า ได้ยินเสียงยายตวาดมันไปหลายครั้ง แต่มันก็ไม่ต่างอะไรกับเรือก๋วยจั๊บ ฟังซะที่ไหนละ มันจะเอาจริงนะเนี่ยะ นึกแล้วเสียวน่องจริง ๆ รีบสาวเท้าก้าวขึ้นบันไดรีสอร์ทในทันได ปิดประตูเรียบร้อย เฮ้อ โล่งไปที แต่เหมือนเห็นเรือก๋วยจับกลับลำมาเทียบตรงหน้า แต่ผมไม่ได้สนใจ เพราะยังอิ่มอยู่ เป็นห่วงแต่ยาย จะได้กินหรือเปล่าก็ไม่รู้  (เขียนถึงชมพู่ทีไร นึกถึงเรื่อง ชมพู่เมืองเพชรฯ เซ็งเป็ดจริง ๆ http://www.oknation.net/blog/kintaro/2008/09/22/entry-2)

 ช่วงเย็น ๆ ทีมงานเราตามมาสมทบอีก ๒ ชีวิต กว่าที่เราจะได้ไปลงเรือก็หกโมงเย็นเข้าไปแล้ว....

 ตัดฉากไปที่ ตลาดน้ำอัมพวาเลยนะครับ บางตอนเล่าไว้แล้วเมื่อเอ็นทรี่ก่อนหน้านี้ ที่ตลาดน้ำ ผมอิ่มท้องบ้างแล้ว ก่อนลงเรือซัดไก่ไปหนึ่ง อัดเข้าเหนียวห่อใบตองอีกห่อ พอเอาไหว เลยไม่ค่อยหิวอะไร ลองชิมก๋วยเตี๋ยวเรือฟันหลอไปชามหนึ่ง อร่อยดี สงสัยใช่ไหมครับทำไมเรียกแบบนั้น พอดี พี่คนขายฟันเธอหลอ

 แต่ผมแปลกใจไม่หายว่าไอ้หนุ่มแก่งคอย (กีตาร์) ของเราเนี่ยะ มันสูญเสียพลังจากกิจอันใดมา กวาดเรียบไป ๒ ชาม ไปต่อด้วยอะไรสารพัดสารพี มีอะไร ท่านจะแวะเข้าไปรับประทานหมด ไม่รู้ว่ากลัวแม่ค้าเขาจะขายไม่ออกหรือยังไง แต่ผมเดินเลี่ยงออกมา เพื่อถ่ายรูปในตอนกลางคืน

 การถ่ายรูปในที่ที่มีแสงน้อยนี่ก็ลำบากพอทนอยู่แล้ว หากถ่ายในที่อับก็แย่ แต่อัมพวาราตรีนี่ เป็นที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน ผมจะยืนหรือจะนั่งถ่ายที่สะพานก็ไม่ได้ มันเหม็น อ้าว..มั่วละ ไม่ใช่อุจาระซะที่ไหน มันแคบครับ พอเราหยุดคนหนึ่ง เกรงใจคนอื่นเขาจะเดินผ่านก็ต้องหลบ จะยืนถ่ายก็ไม่ได้ เพราะภาพจะไหว ก็เลยต้องนั่งแล้วเอากล้องไปวางบนขอบแผ่นบ้ายโฆษณา แต่ขอบสะพานนี่พึ่งไม่ได้ครับ เพราะเขาทำเป็นรูปสามเหลี่ยม วางกล้องก็ไม่สนิท อย่างไรก็พยายามจนสุดฤทธิ์ ในการถ่ายภาพกลางคืนครั้งนั้น

 เสร็จแล้วผมเดินมารอที่ท่าเรือ เลยมีเวลาได้ถ่ายภาพพระจันทร์กับสายน้ำ โดยตรงนั้นเป็นอาคารของเทศบาล แต่เขากำลังซ่อมแซมอะไรสักอย่าง มีม้ายาวสำหรับใช้ทาสี สูง ๆ อยู่สองสามตัว ผมก็เลยใช้เป็นขาตั้งกล้องไปโดยปริยาย จึงได้รูปมาอย่างที่เห็น

 ทริปนี้ความฮาไปอยู่ในวงเสียส่วนใหญ่ บางคนเขาจะดีใจที่ได้ คิว คิว คิว อุ้ย...เธอ เจ้ามือกระแนะกระแหนถึงปานนั้น ไม่ใช่ดาวมหาลัยนะครับ เป็นดาวประดับวง

ตอนกลางคืน เจ้าหน้าที่เขากำชับว่า ให้เก็บรองเท้าเข้าไปไว้ในห้องด้วย เพราะหมามันจะคาบไป ผมก็เลยบอกว่า "ถ้าหมามันอยากได้รองเท้าทำไมไม่ซื้อให้มันคู่หนึ่ง"  ส่วนไอ้หนุ่มแก่งคอยกีตาร์ ตั้งคำถามขึ้นมาทันใด "รองเท้าอะไรหายากที่สุด"...ทุกคนก็นิ่ง "อ้าวเฉลย...รองเท้าหาย"  หากินกันง่าย ๆ อย่างนี้เน๊าะ ..

 เขียนไปเขียนมา ยาวเหมือนกันนะครับ เอาใจเจ๊เสียหน่อย เพราะมาครั้งนี้ ฟรีตลอดรายกาย ทั้งที่พัก และเรือ ขอบคุณสีกากี ที่อำนวยความสะดวกให้เราในครานี้ด้วยครับ จะได้รู้ว่าคุณหญิงอ้อยท่านมีระดับแค่ไหน (อะไรยังไง)

 แต่ขอประทานโทษ งานนี้ ผมไม่ได้ทำไข่เจียว เพราะไข่เราหาย ไม่รู้ว่าหายไปไหน เป็นปริศนาธรรมมาจนปัจจุบัน ทำดีได้ดี ทำไพ่ได้ไพ่ ไข่ก็หายไป

 สุดท้ายนี่จะไม่เอ่ยสักหน่อยก็กะไรอยู่  นอกจากหัวหน้าแก๊งค์ของเรา และสมาชิกทั้งหลายจะมาจิกเอารูปที่ผมถ่ายทั้งหมดไปทำสำเนาเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เป็นบล๊อกเกอร์ จะมีน้ำใจมาคอมเม้นท์ให้หน่อยก็หามีไม่ ล่าสุดไปรับประทานข้าวเย็นด้วยกัน ท่านอ้อยบ่นอยู่คำเดียว “เขียนไม่โดน..ไม่เหมือนอุ้มผาง” ทำสีหน้าแหยง ๆ ประกอบ แล้วหันมาถามลูกทีมทั้งสอง ซึ่งเป็นสมุนซ้ายขวา ซ้ายคือ นางสนองคำแก้ว (ราชาศัพท์ ใช้คำว่า นางสนองพระโอษฐ์ ส่วนแก้วเป็นชื่อของเธอ) ฝ่ายขวา คือ องครักษ์แก่งคอยกีตาร์

 “นี่พวกเธอคอมเม้นท์เขาไปหรือยังละ”

 “ยังเลยพี่”

 “อ้าวพี่ก็นึกว่า เม้นท์ไปแล้วนะ เมื่อเช้าพี่ก็บอกแล้วไง ว่าจะแซวเรื่องไข่หายเสียหน่อย”

 ดู ดู๊ ดู ดูเธอทำ ... เพียงแค่คอมเม้นท์เท่านี้จะยากเย็นเพียงใด ฤา ผมใช้เวลาเขียนเรื่องประมาณครั้งละชั่วโมงเดียว นี่พวกเธอจะคอมเม้นท์ทั้งที่ ๓ วันยังไม่ได้เลย เอาเป็นว่า ข้าฯ น้อย จะไม่คาดหวังอันใดจากท่านทั้งสามเป็นแน่แท้....

สงสัยกลางคืนมีคนขโมยไข่ไปเสียแล้ว ไม่งั้นก็เป็นแก๊งค์เจ้าตูบ ไม่รองเท้าให้คาบ ได้ไข่ไปสักแพ็คหนึ่งก็ยังดี ...

 ขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกท่าน ที่ทำให้ชีวิต มีชีวา สวัสดีครับ



โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net