วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไฉนคนไทยพูดจาดุดันก้าวร้าวขึ้น!#@!!!**!!!


สังเกตไหมว่าเด็กไทยพูดจาดุดันและก้าวร้าวขึ้น?

ผมสารภาพว่าแม้ผู้ใหญ่ไทยเอง, เดี๋ยวนี้อารมณ์ก็แปรปรวนง่ายกว่าเก่า, เจอใครที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง, ก็พาลจะหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันได้ง่าย ๆ

ไม่เห็นอกเห็นใจ, โอบอ้าวอารีเหมือนแต่ก่อน

โดยเฉพาะถ้าเป็นประเด็นการถกเถียงทางการเมืองก็จะยิ่งสร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์ส่วนตัวกันหนักหน่วงยิ่งกว่าเก่าหลายเท่านัก

ปรากฎการณ์อย่างนี้ลามปามจากผู้ใหญ่ไปถึงเด็กไทยอีกด้วย...นี่ซิที่น่าเป็นห่วง

ดูเหมือนจะเห็นพ้องกันว่าสังคมไทยผ่านความตึงเครียดด้านการเมืองมาหลายปีนั้นมีผลต่อเยาวชนของไทยทางด้านจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...เพราะเยาวชนไทยติดตามข่าวสารความขัดแย้งทางการเมืองมาก ๆ เข้าจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

วันก่อนได้ยินจิตแพทย์ออกมาแนะนำว่าผู้ใหญ่ควรจะหาทางให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน, ทำกิจกรรมด้วยกัน, ให้มากที่สุด, และควรจะดูแลเอาใจใส่เด็กและผู้สูงอายุพอ ๆ กัน

ที่สำคัญคืออย่าได้สนใจเรื่องการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว ควรจะต้องพูดคุยกันเรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะสามารถทำให้ผ่อนคลายความเครียดในครอบครัวได้

คุณหมอทางด้านสภาพจิตบอกว่าความเครียดเกิดขึ้นเพราะมีความเห็นต่างกัน

“ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงไม่ให้มีข้อขัดแย้งซึ่งปกติคนทั่วไปจะมีความเครียดสะสมที่มาจากปัญหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ครอบครัว ผู้ป่วยในครอบครัว จึงควรใช้เวลาในการพูดคุยแก้ปัญหา เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ดีกว่า โดยเน้นให้รู้จักหน้าที่ มีการแสดงออกที่เหมาะสม จัดเรียงลำดับความสำคัญของกิจกรรมเสียใหม่..” จิตแพทย์คนนี้บอก

และแนะนำวิธีดูทีวีไม่ให้เครียดเกินเหตุว่า

“หน้าที่ของสื่อทั้งโทรทัศน์และวิทยุในการเสนอภาพข่าวเพื่อดึงความสนใจของคนที่ดูสื่ออยู่ด้วย ทั้งภาพและเสียงมีความตื่นเต้น เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ภาพความรุนแรงไม่สงบทำให้เกิดความตื่นเต้น ความเครียดขึ้นได้ ดังนั้น ให้ดูว่าหากเป็นข่าวที่รับรู้มาแล้วระยะหนึ่ง ไม่มีข่าวใหม่ ให้พักฟังข่าวเป็นระยะ ๆ โดยไม่เปิดทีวีค้างไว้ จะช่วยให้ความเครียดลดลงมาก...”

และครอบครัวควรจะปกป้องเด็กและผู้สูงอายุไม่ให้ต้องเครียดกับข่าวคราวแห่งความขัดแย้งจนเกินไป

ผมอ่านคำเตือนของหมอคนนี้แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง...และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าช่วงหลังนี้ผมสังเกตว่าแม้แต่คนอายุกลาง ๆที่ผ่านโลกมาระยะหนึ่งแล้ว, ก็ยังมองเห็นว่าตัวเองกลายเป็นคนก้าวร้าวขึ้น

อาการที่น่ากลัวคือดูข่าววันไหนไม่มีเรื่องดุเดือดตื่นเต้น, ไม่มีการตีรันฟันแทง, ไม่มีความขัดแย้งก็เริ่มรู้สึกว่า “ทำไมวันนี้ข่าวจืดจัง? ไม่มันส์เลย”

ดูคนข้าง ๆ ก็เหมือนกัน, จะกดรีโหมททีวีไปเรื่อย ๆ และจะหยุดดูก็ต่อเมื่อเป็นช่องที่กำลังเสนอเรื่องดุเดือดเลือดพล่าน...หากเป็นการเป็นแสดงความเห็นปกติธรรมดา ไม่ดุดัน ไม่รุนแรง ก็จะกดผ่านไปเรื่อย ๆ

คนไทยกลายเป็น “ซาดิสท์” ที่สะใจกับความรุนแรงที่สร้างความเจ็บปวดไม่ว่ากับตัวเองหรือคนอื่นเท่านั้นหรือ?

เท่านั้นไม่พอ, ผมสังเกตว่าภาษาและวาจาของคนไทยวันนี้ก็ปรับเปลี่ยนไป...ถ้าพูดกันสุภาพเรียบร้อยแต่ก่อนเก่าก็จะไม่มีใครสนใจฟังคุณ

จะพูดให้ใครฟังคุณวันนี้ต้องตะโกน, ต้องตะคอก , ต้องด่าก่อนด้วยศัพท์แสงร้อนแรง

เหมือนที่เขาพูดกันบนเวทีคนเสื้อเหลืองคนเสื้อแดงอะไรทำนองนั้น

อะไรที่เคยเป็นถ้อยคำที่ใช้เฉพาะเพื่อแสดงความรู้สึกดุเดือดรุนแรงในหมู่เพื่อนฝูงหรือคนสนิทชิดเชื้อกัน, อะไรที่เคยใช้ในหมู่คนตะโกนใส่กันในตลาด, อะไรที่เอาไว้สาดใส่กันเมื่อไม่ต้องการคบหากันต่อไป, หรือเมื่อไม่ต้องการรักษาความสัมพันธ์กันส่วนตัวอีกต่อไปแล้ว...วันนี้กลับกลายเป็นภาษาที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน

ภาษานักเคลื่อนไหวการเมืองเขาใช้คำว่า “ยกระดับ” การต่อสู้เพื่อแสดงความเข้มข้นของการเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงกันข้าม แต่วันนี้ในเรื่องการใช้ภาษากลับกลายเป็นการ “ลดระดับ” ของความสุภาพและมาตรฐานมารยาทอันดีที่เคยมีมาแต่ก่อนเก่า

หากปู่ย่าตายายของเราที่ล้มหายตายจากไปแล้วมาได้ยินภาษาที่ใช้ต่อว่าต่อขานระหว่างกันในสังคมไทยวันนี้คงจะต้องตกอกตกใจเป็นอย่างยิ่ง คิดไม่ถึงว่าจะ “ปะฉะดะ” กันอย่างไม่เกรงอกเกรงใจกันได้ถึงขนาดนี้

อย่าให้ผมต้องยกตัวอย่างคำต่าง ๆ เหล่านั้นเลย เพราะนอกจากจะตีพิมพ์ไม่ได้เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยตามมาตรฐานอันควรแล้ว, ก็ยังไม่อาจจะเปล่งเสียงออกมาให้ได้ยินไปถึงหูของคนที่สามเป็นอันขาด

เพราะได้ยินแล้วจะหนาว, ขนหัวลุกและต้องอุทาน “โอ้, พระเจ้าจอร์จ” ขึ้นมาด้วยเสียงอันดังอย่างค่อนข้างแน่นอนครับกระผม

หากถูกบังคับให้ต้องยกตัวอย่างถ้อยประโยคอันดุเดือดเลือดพล่านเหล่านั้น ผมก็เห็นจะต้องเขียนเป็นตัวหนังสืออย่างนี้...

*!&*#$%!!!^*#@)(*!!!^^^@@#!!!!!

พอจะเข้าใจใช่ไหมครับ?

 

โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net