วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตะวันออก...ตะวันตก


" ตะวันออก...ตะวันตก " 

ในขณะที่อเมริกาและยุโรปกำลังปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการคิดค้นรถจักรไอน้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ ฯลฯ... ในตอนนั้นชายหญิงในสยาม ยังใช้เรือพายในการสัญจร และยังจุดตะเกียงในเวลากลางคืน... เมื่อถึงฤดูเกี่ยวข้าวเรามีการละเล่นรอบกองฟาง อย่างร้องเพลงเกี่ยวข้าว หรือร้องลำตัด..ใช่แล้ว .. ในตอนนั้นเราไม่รู้จักเครื่องเล่นจานเสียงที่โทมัส อัลวา เอดิสันสร้าง...

ท่านเซอร์ไอแซก นิวตัน เกิดความคิดอันยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์  จากการที่เห็นลูกแอปเปิ้ลตกลงบนพื้น... ในเรื่องเดียวกันนี้ 

ท่านพุทธทาสอาจมองเห็นว่า ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน ดั่งผลไม้ที่วันนี้เป็นผลอ่อนแต่วันหนึ่งก็ย่อมร่วงสู่พื้น  เป็นธรรมดาของกาลเวลา...

 วัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนในสองซีกโลกช่างแตกต่างกันนัก...

............................... 

วันหนึ่งเมื่อซีกโลกตะวันตกเจริญสุกงอมได้ที่  เขาก็ขยับขยายอำนาจมาสู่ดินแดนตะวันออก ซึ่งเขาว่าเป็น บ้านป่าเมืองเถื่อน เป็นดินแดนที่ไม่มีอารยธรรม ....เขามาเพื่อสร้างวัฒนธรรม

ในยุคสงครามโลกท่านผู้นำของสยามประเทศ ได้รับความเจริญมาจากโลกตะวันตกอย่างเต็มที่ ท่านได้เปลี่ยนชื่อจากสยามเป็นไทยแลนด์ เพื่อบ่งบอกว่าเราเป็นประเทศที่ทันสมัย  ในยุคนั้นเมื่อเราจะออกจากบ้าน เราต้องใส่หมวก และหอมแก้มดาร์ลิ่งหนึ่งฟอดเป็นการแสดงความรักความอบอุ่นในครอบครัว... และที่สำคัญยุคนั้น “ดนตรีไทยเป็นสิ่งต้องห้าม”  ดนตรีไทยเป็นตะกอนของความล้าหลัง  เป็นสิ่งที่ถ่วงความเจริญ...

.................................... 

.

ในยุคชาตินิยมเวลานั้น ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร  ศิลปบรรเลง) ผู้เป็นเอกด้านดนตรีไทย ท่านกำลังเดินทางชีวิตเข้าสู่วัยชรา...  แม้ตลอดชีวิตที่ผ่านมาท่านมีดนตรีไทยเป็นลมหายใจเข้าออก แต่ท่านก็หาได้สัมผัสแค่เสียงระนาด เสียงกลอง  อยู่แต่ในวงมโหรีเท่านั้น ท่านยังได้เรียนรู้ทำความรู้จักวัฒนธรรมทางดนตรีอื่นๆ อีกด้วย และท่านก็ยอมรับในความแตกต่างนั้น

 แต่คงไม่มียุคสมัยไหนที่สร้างความปวดร้าวใจให้กับครูท่านมากไปกว่ายุคนี้เช่นกัน... ยุคที่ความแตกต่าง ไม่เหมือนโลกตะวันตกเป็นสิ่งที่ผิด...  ยุคที่นักเลงระนาด ไม่สามารถแสดงฝีมือประชันกันได้...ยุคที่ดนตรีไทยกำลังจะถูกลบชื่อไปจากเมืองสยาม สิ่งที่บรรพบุรุษเพียรสร้างมากกว่าศตวรรษ  เหมือนกำลังหมดจะสิ้นในช่วงชีวิตของท่าน....

.....................................

.

 คราวที่ฝรั่งตาน้ำข้าวมองว่าบ้านเมืองเราเป็นดินแดนที่ล้าหลัง เขาได้ส่งมิชชันรี ส่งแพทย์ ส่งครู มาเป็นเครื่องบรรณาการแก่เรา เพื่อหวังให้เราไปเห็นความยิ่งใหญ่ของเขา ยกย่องเขาและหันไปนับถือสิ่งที่เขานับถือกัน....  นี่เป็นความคิดของคนที่บอกว่าเจริญแล้ว...

 ก่อนที่ครูหลวงประดิษฐสิ้นลม ท่านได้สั่งไว้ว่า " ผู้จะเรียนดนตรีไทย ต้องเป็นผู้ที่มี จิตใจที่ อยากเรียน เท่านั้น แม้ผู้เรียนจะพร้อมไปด้วยความรู้ความสามารถอันล้ำเลิศ หากปราศจาก จิตใจที่รักดนตรีไทย และ จิตใจ ที่อยากเรียนดนตรีไทยแล้ว ผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ที่ไม่ได้เรียน เปรียบเหมือน ฟืนที่เปียกจุดไฟเท่าใดก็ไม่รู้จักติด "..... นี่เป็นความรู้สึกของคนที่อยู่ในเมืองที่เขาบอกว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน....

................................. 

.................................

.

หลวงประดิษฐไพเราะ(ศร  ศิลปบรรเลง) สิ้นชีวิตวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2497

อีกเกือบ 30 ปีต่อมา ลูกหลานของท่านและศิษยานุศิษย์ ได้ก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เพื่อสานต่อความตั้งใจของท่านให้ดนตรีไทยดำรงอยู่สืบไป.....

 

...................................................

 เพลงลาวดวงเดือน : พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม หรือพระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒนพงศ์

                            เพลงจากละครสี่แผ่นดิน

โดย downrai

 

กลับไปที่ www.oknation.net