วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ข้าฯยังอยู่ที่ภูพาน


.

เสียงกรีดร้องโหยหวนของสัตว์บาดเจ็บ แว่วไหวมาถึงนี่

นานหลายปีแล้ว ที่สหายเดินทางลงจากภู

พวกเขาหลงลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้น

ลืมชีวิตบนภูเขา ที่อยู่รอดได้ด้วยแรงงานของตัวเอง

ลืมการงานอันยิ่งใหญ่ ที่หมายปลดเปลื้องพันธนาการ

บัดนี้ เสียงกรีดร้องระส่ำของเหล่าสัตว์ในเบื้องล่างดังกังวานน่ากลัวยิ่ง

ข้าฯจึงนิ่งฟัง

ภายใต้ม่านหมอกแห่งมิจฉาทิฐิ

เขี้ยวเล็บแหลมคมกำลังขย้ำซึ่งกันและกันอย่างลืมตัวกลัวตาย

ไม่อาจแยกมิตรแยกศัตรู

เชื้อโรคร้ายระบาด
โรคศักดินา นายทุน ลัทธิฉวยโอกาส เอียงซ้าย เอียงขวา

ทำให้มีอาการเคลื่อนไหวไปในด้านที่มุ่งถอยหลังกลับ

กลายเป็นชนชั้นที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง

หลงลืมรากเหง้า

เกิดอาการแทรกซ้อน

ลิ้นพูดได้ หัวใจมีตีน 

ไล่ฟัด ไล้เห่าหอน พ่นพิษ

เชื้อขี้ขลาดระบาดหนัก  ทำให้มีอาการพูดเพ้อถึงความกล้าหาญ เสียสละ

ยามที่ความหลอกลวง ต่ำช้าทำงาน มันจะพูดถึงความดีงาม อย่างสวยหรู

ยามอาการเลวทรามขึ้นสมอง มันจะ พูดถึงความจริงแท้อย่างหน้าด้าน

ยามอาการหัวใจไม่หนักแน่น แน่วแน่  มันจะพูดเพ้อเจ้อและทำไปตามอารมณ์เบื้องต่ำ

อาการที่สาหัสยิ่ง คือ อาการจิตวิญญาณป่วยไข้

จนทำให้สัญญา และทิฐิ คลาดเคลื่อน

นับตั้งแต่ต้นธารสายนั้น ได้แยกสาย

ไผ่กอนั้น แยกกอ

พวกเขาต่างหลงลืมอดีต

ลืมแผ่นดินชนบทที่เคยให้ชีวิต

ลืมแล้วจนหมดสิ้น

ใครเคยบอกว่า ป่าต้องล้อมเมือง

แต่เมื่อตัดสินใจลงจากภูสู่เมือง

 คนที่เคยพูดว่า “วัตถุกำหนดจิต”

จึงถูกครอบงำแล้วโดยวัตถุ

นักวิพากษ์วิจารณ์สังคม นักการเมือง นักจารีต เคยทำตัวเป็นแปรงปัดฝุ่น ไม้กวาดปัดกวาด ผ้าขี้ริ้วเช็ดถู ขูดเกลาให้ขึ้นเงา ให้สังคมสะอาดบริสุทธิ์ ยุติการแบ่งชนชั้น

กลับมีพฤติกรรมลับอยู่ เบื้องหลังเป็นส่วนมาก กลายมาเป็นผู้ขุดคุ้ย หาสิ่งปฏิกูลจากกองขยะ เห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า แสวงหาอำนาจเฉพาะตน วัตถุ เงินทอง คำพูดดูช่างสวยหรู แต่การกระทำต่ำช้าโหดเหี้ยม เถื่อนถ่อย จนนึกไม่ถึงว่าจะชั่วช้าได้ขนาดนั้น

ต้องการบงการ ครอบงำคนอื่น

ไหนเคยเชื่อมั่นว่า จะยังชีพโดยอาศัยแรงงานตน

แต่วันนี้กลับอาศัยแรงคนอื่น เพื่อเป็นสะพานหก กระดก กระโดดขึ้นไปยืนบนหัวคนอื่น อย่างหน้าไม่อาย

ทิ้งศรัทธาในประชาชน บริภาษคนที่อยู่สูงกว่า เฝ้าขู่เข็ญคนที่ต่ำกว่า

เพราะกลัวกระแสสูญหาย ไร้ความกล้าหาญ  เข้มแข็ง

ขโมยคัดลอกความคิด วิธีการของคนอื่นมาทุกๆด้าน ปราศจากการริเริ่มบุกเบิก ที่ก้าวหน้า

ยิ่งแก่เฒ่าชรา ยิ่งต้องการอยู่เหนือผู้อื่น

ทำตัวเป็นผู้นำใหญ่

แต่ขังตัวเองไว้ในอาณาจักรที่มืดมนแห่งมายา

วันนั้น

ถ้าน้ำในลำห้วยยังคงนิ่ง  ก็คงจะกลายเป็นน้ำเน่า

แต่ทุกปีย่อมมีฝนตกมาใหม่

สายน้ำย่อมล้นหลั่ง ไหลรี่

มีหรือที่สายน้ำจะไม่เปลี่ยนแปลง

เพียงแต่เปลี่ยนแปลงอย่างไรให้สมดุล

ทุกวันข้าฯเห็นสายน้ำไหล

ในสายน้ำมีปลาว่ายทวนน้ำ

ปีนป่านก้อนหินลื่น มุ่งหน้าสู่ต้นน้ำ

มันพริ้วตัวสะบัดหาง มุ่งมั่นทะยานต้านสายน้ำขึ้นไป

เพื่อวางไข่ แล้วกลับลงมา

ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น

กายที่แข็งแรง ต้องทำงานหนัก

ข้าฯฝึกกายเยี่ยงคนป่า

ฝึกปัญญาอย่างคนป่าและคนเมือง

ทุกวันข้าฯปลูกต้นไม้ เงียบๆ

ต้นไม้ของข้าเติบโตอย่างเงียบๆ

มันไม่เคยทวงบุญคุณจากใคร

ยามออกดอก ออกผลดกดื่น

ยังเมตตาส่งกลิ่นหอมหวานเรียกร้อง ให้มากิน

ข้าฯมองเห็นแผ่นดินอันกว้าง ใหญ่ เบิกบานอยู่ในชีวิตของพฤกษา

ข้าฯเห็นปากท้องของผู้คน เกาะติดอยู่ที่ปลายราก

ข้าฯเห็นสังคมแห่งการรู้รักสามัคคี แบ่งปัน อยู่ที่ลำต้น

ข้าฯเห็นครอบครัว อยู่ที่เรียวใบ รองรับแสงตะวัน

ข้าฯเห็นระบบการเมืองที่ยุติธรรม อยู่ที่ช่อดอก และผลพวง

ข้าฯเห็นวัฒนธรรมชุมชน ซุกซ่อนอยู่ในเมล็ดแห่งพืชพันธุ์

ข้าฯจึงยังคงอยู่ที่นี่

บนภูสูงแห่งนี้

เพื่อเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ที่ข้ารัก

แต่วันนี้ เสียงร้องโหยหวนกวนใจข้าฯเล็กน้อย

จึงต้องนั่งลง

แล้วก้มลงดู .........สู.........กัดกัน

.

.

มนุษย์จะต้องเปลี่ยนแปลงจากด้านใน

จึงจะดูแลธรรมชาติได้
ผู้ดูแลธรรมชาติได้ จึงจะดูแลมนุษย์ด้วยกันได้

 เพราะเขาเป็นได้ทั้งผู้รับและผู้ให้ อย่างแท้จริง

..............

หมายเหตุ (อย่างมาดร้าย)
บนเส้นทางสัญจรของนกจร  ขณะที่เหินทะยานล่องลอยเคล้าคลอเมฆหมอกยามเช้าเหนือยอดภูสูง มันเห็นบางอย่างแปลกตา แปลกกลิ่น จึงทำปีกหรุบหรู่ พลางเหยียดขาสองข้างไปข้างหลัง แล้วจิกหัวปักลงอย่างรวดเร็ว จนสายตาพร่าพราย ขี้ตาที่เกาะหนากระจุนร่วงราวสายฝน ความเร็วเกินขีดจำกัด ทำเอาเบรคแทบไม่ทัน เมื่อเจอยอดไม้ใหญ่  และแล้วสายตาก็เห็นที่หมาย กิ่งไม้เล็กๆ ที่ยื่นไปในสายน้ำบางทราย มันจึงร่อนลงอย่างนุมนวลแตะจับเอาไว้ แล้วแหงนมองขึ้นไปยังยอดภูสูง

จากนั้นจึงกลั้นหายใจอีกหน ทะยานตัวขึ้นไปอีกครั้ง ตวัดปีกขวากว้างกินลมเพิ่ม เพื่อบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก มุ่งสู่ลานบ้านบนภูสูง  “หนองผักกูด” เพราะบนนั้นมีนักรบเฒ่าอาศัยอยู่อย่างเดียวดาย แต่ไม่โดดเดี่ยวในหัวใจ เพราะนกจรได้ยินเสียงพฤกษ์ไพรส่ายไหวขับกล่อมยามกวีเฒ่าร่ายคำ แล้วหว่านไว้ทั่วเรือนชาน

.

.

นกจรค่อยๆกระโดดดึ๊บๆ เข้าไปแอบอ่านคำ ที่จารไว้บนแผ่นไม้  แต่กลับสะดุดใจในดาวแดงที่ตกแต่งไว้รอบๆกระท่อม กระทั่งในเรือนนอน

ดาวแดงจะแฝงความหมายใดได้เล่า นอกจากจะส่องแสงวะวาววับ ทวงถามถึงศรัทธาที่หลงเหลือ

นกปากไว จึงจิกเอาคำกวีมาหว่านโปรย เผื่อว่ามันจะปลิวผ่านไปถึงลุมน้ำบางกอก ปลิวลอดหน้าต่างของห้องนอนในคฤหาสน์ของใครบางคน ที่กลายเป็นโรคสมองฝ่อ หัวใจรั่ว แล้วยังดันเลือกเอาความชั่วมาเป็นมิตรแท้

เรื่องชั่วๆ ที่อยากจะให้เป็นแค่ “ชั่ววูบ ชั่ววาบ ชั่วครั้ง ชั่วคราว” ที่ลืมตัว จะได้ไหม

 

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net