วันที่ พุธ มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ป่าชายเลน-2 นรก หรือ สวรรค์ ฉันก็จะไป..บางขุนไทร


ป่าชายเลน-2

นรก หรือ สวรรค์ ฉันก็จะไป..บางขุนไทร

 

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ผมก็ตื่นขึ้นมาราวตี 5 กว่า ๆ วันนี้วันเสาร์ (20 มิ.ย. 2552) จริง ๆ ชีวิตของคนเราทำไมต้องใช้นาฬิกาปลุกนะ อยากรู้จังว่า สมัยโบราณจะใช้อะไรปลุก สมัยเป็นเด็ก แม่คงใช้ไก่ คือไม่ใช่ให้ไก่เดินมาปลุก แต่ฟังเสียงไก่ แต่ผมก็สังเกตุดูว่า ไก่มันก็หอนทั้งคืน เอ้ย ขันทั้งคืน แล้วจะรู้ได้ไงว่าเมื่อไหร่ถึงจะสว่าง

มีภาระกิจไปปลูกป่าชายเลนในโครงการครูเจี๊ยบอีกครั้ง ปีที่แล้วตื่นกันตั้งแต่ตีสามตีสี่ เพราะกำหนดเขาบอกว่า 6 โมงเช้าที่อาคารเนชั่น  ครั้งนั้น ไม่ปราณีกันเลยนะเนี่ยะ เพราะมีน้อง ๆ ที่มาจากอยุธยาด้วย

แต่คราวนี้ดีหน่อย นัด 8.30 น. ออกจากบ้าน 7 โมงเช้าก็ทัน เลยรอให้กลุ่มอยุธยาอีก 3 คนมาสมทบ ผมเลยไปซื้อไก่ทอดเจ้าเก่า ป้าคนขายขี้สงสัยอีกละ “ไปไหนละวันนี้” ความจริง จะเป็นอัธยาศัยไมตรีของคนคุ้นเคย ป้าแกคงนึกในใจว่า “วันธรรมดาก็ไม่เห็นมาซื้อนี่นา แสดงว่าวันหยุดจะต้องไปไหนสักแห่ง”

“วันนี้ไปเพชรบุรีครับป้า” สงสัยว่า ทำไมจะต้องรายงานให้ป้าขายไก่ทอดทราบทุกครั้งไป วันหลังไม่ต้องทิ้ง Schedule หรือแผนการเดินทางไว้ให้แกเลยรึ 

 เอาละ เหมาไก่ไปหลายชิ้น เผื่อคนในรถด้วย คราวนี้พวกเธอมาตรงเวลา มีรถมาส่ง เมื่อพร้อมแล้วก็ออกเดินทางจากรังสิตคลอง 3 ไปตามคลองสี่ ออกถนนวงแหวนตะวันออก ถึงจุดตัดกับบางนา กลับรถก็ถึงเนชั่น แต่ว่า ระหว่างทาง น้องแก้ว (ไผ่หวาน) ก็ซัดไก่ไปน่องหนึ่งแล้ว เราก็หิวเหมือนกัน แต่ขับรถ ไม่สามารถคาบไก่ไสพวงมาลัยได้ เลยทนไปจนถึงเนชั่น

 เจอพี่ ๆ ที่มาถึงก่อนแล้ว พี่มะอึก พี่เต็งพ้ง พี่อังศนา ป้าตุ้ย อาจารย์หน่องสิริปตี (และผู้ติดตาม) ทีมงานอยุธยาของเราไปกัน 7 คน อีกคนหนึ่งติดภารกิจพิเศษมาไม่ได้ บนรถว่าง ๆ สบาย ๆ ครับมีไปกัน 27 ชีวิต ที่เหลือ ขับรถไปเอง และ บล๊อกเกอร์เมืองเพชร ที่รอเราอยู่

 ระหว่างทางแวะรับ WalkRally แถวพระราม 2 แล้วก็ขับรถเลยสมุทรสาคร เพราะต้องไปที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนที่ 2 ท่าฉลอม แต่ครั้งนี้เราไปแบบ วีไอพีมาก รถบัส 2 ชั้น สูงประมาณ 4 เมตร พอเข้าไปยิ่งลึกยิ่งเตี้ย คือสายไฟ สายโทรศัพท์ที่พาดผ่าน มันไม่สูงกว่าตัวรถ ก็เลยริบไปหลายเส้น เราไปทำกิจกรรมกันที่นั่นครับ ในรอบแรก ดูนก ดูปู สมัยเป็นเด็ก ใครเคยเรียนมานีมานะ คงจำได้

 มานี ไปนา นามีปู ตาไปนา  อะไรประมาณนี้ แต่ก่อนจะมีคำถามว่า อะไรใหญ่กว่าปู ก็ต้องตอบว่ารูปูอยู่แล้ว แต่เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมผลไม้เมืองไทยหรือในเขตร้อนบ้านเราถึงมีชื่อแปลก ๆ มีต้นตอมาจากอะไร เช่น กล้วย มังคุด มะละกอ พวกนี้จะมีชื่อแปลก ๆ ว่ากันว่า มีฝรั่งมาซื้อผลไม้ไทย ลองจับกล้วบีบดู แม่ค้าเลยพูดออกมาว่า “แบนแน่ ๆ” ฝรั่งเลยพูดว่า “Oh..BANANA” ยิ่งไปกว่านั้น ฝรั่งก็จับโน่นจับนี่ มือก็เปื้อนกล้วย แล้วไปเจอ มังคุด จึงถามว่า “Is this mango? “ แม่ค้าเริ่มโมโหแล้ว จะซื้อก็ไม่ซื้อ เลยตอบไปว่า “แมงโก้ส้น Teen” อันเป็นที่มาของคำว่า Mangosteen ที่ใช้เรียกมังคุดมาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่หมดแค่นั้นครับ ฝรั่งคนนั้นขี้สงสัยเหมือนป้าที่ขายไก่ทอดในซอยบ้านผมจริง ๆ จับโน่นจับนี่ ผลไม้จะช้ำจะเสียก็ไม่รู้สึก เขาหยิบมะละกอขึ้นมา แม่ค้าโมโหมาก คว้าไม้จะฟาดหัว เด็กข้างร้านเห็นดังนั้นจึงตะโกนว่า   “ป้า ป้า อย่า” ฝรั่งได้ยินดังนั้นก็ Oh… PAPAYA

 งานพิธีกรบนรถ พี่มะอึกเป็นคนรับผิดชอบ ผมว่าน่าชื่นชมจริง ๆ ถ้าไม่มีพี่มะอึก รถก็ไม่ครึกครื้น และพี่มะอึกก็เสียสละคอยเช็คชื่อราวกับว่าเป็นนักเรียนและครู ใครจะทำหน้าที่ได้ดีไปกว่านี้ ระหว่างนั้น ก็ต้องมีคนอื่นมาแซมบ้าง พี่มะอึกจะได้พักน้ำลาย เรามีการแนะนำสมาชิกบนรถเช่นเคย

 ทีมงานอยุธยาของเราหมายมั่นมาแต่ไหนแต่ไร รีบดำเนินการทุกอย่างเสร็จสรรพ ด้วยเกรงว่าจะไม่ได้มาร่วม และทุกคนกระตือรือร้นมาก ๆ ทั้งที่สิ่งที่มาเจอนั่นมันไม่ใช่เรื่องสบาย ๆ เลย ไม่เหมือนที่เราจะไปนอนพักกับโรงแรม หรือ รีสอร์ท ไม่มีฟูกนุ่ม ๆ ไม่มีแอร์ มีเพียงหมอน ที่รองนอน และผ้าห่มบาง ๆ อีกทั้งชายทะเลยุ่งก็เยอะ เหมือนที่พี่เต็งพ้งแนะนำไว้ตอนอยู่บนรถ ยุงดุกัดทะลุผ้าได้ แล้วเอเจก็สงสัยว่า กัดจนผ้าเหวอะหวะเลยหรือ ..แหม..ไม่รู้จะฮากันไปถึงไหน ยุงนะครับ ไม่ใช่สุนัก

 แต่ทุกคนก็สมัครใจกันมา เต็มใจและยินดี สำหรับผม พอทราบข่าวก็รีบจองเลย กลัวจะไม่ได้มา ในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณ ผู้สนับสนุนที่อยู่แนวหลัง อนุญาตให้ไปทำกิจกรรมได้แต่โดยดี ทำให้นึกถึงครอบครัวของ ดาบวิชัย (ตอนนี้ได้เลื่อนยศแล้ว) ในสมัยนั้น ที่ท่านต้องใช้เวลาและแรงกายหมดไปกับการปลูกต้นไม้ ตลอด ๒๐ ปี จนทางบ้านเกือบจะไม่เข้าใจกัน แต่ก็จบลงด้วยดี

 พี่ลูกเสือฯ เปรย ๆ ว่า คนเราชอบไม่เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้น ต้องเข้าใจกัน หากรักกันจริง ก็จงปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างได้ทำในสิ่งที่ชอบ แล้วจะมีความสุขด้วยกันทั้งคู่ ถ้าการมาทำกิจกรรม มันไม่ค่อยสะดวก อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ต้องมา ถ้ามาก็จะทุกข์ใจเปล่า ๆ แล้วอย่าห้ามไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งมา เพราะถ้าอยู่ก็ทุกข์ใจเหมือนกัน ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างทำงาน แล้วก็ได้ความสุขทั้งสอง แอบได้ยินเขาพูดตอนรับประทานอาหาร ก็ได้ข้อคิดสำหรับการอยู่ร่วมกันดีนะ เข้าใจชีวิตขึ้นอีกเยอะ นะครับพี่

 เราต่างไม่รู้ว่าจะมีอะไรรอเราอยู่เบื้องหน้า และเราไม่รู้ว่าเราจะเผชิญกับอะไรในทุกเสี้ยววินาทีที่จะผ่านเข้ามา ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ก็คือให้มีสติ การมีสติจึงได้เตรียมพร้อมเสมอ คนที่พร้อมย่อมได้เปรียบ เวลาเข้าไปในค่ายทหารจะได้เห็นคำว่า “ยามศึกเรารบ ยามสงบเราฝึก” การเตรียมตัวมาบางขุนไทรในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน รู้ดีว่าจะต้องเจอกับศึกหนักว่าเดิม คือการลุยโคลนลงไปปลูกในทะเล แต่มันจะเป็นนรกหรือสวรรค์ก็ไม่หวั่นละ เพราะนี่คือทางที่เราเลือกแล้ว จะกลัวอะไรกับสิ่งที่เราตั้งใจและเตรียมใจไว้แล้ว

 เมื่อเราเดินทางมาถึง สถานที่เดิม แต่เวลาล่วงมาเกือบปี ทุกอย่างไม่เปลี่ยน จะมีแต่ต้นไม้ชายฝั่งโตเป็นพุ่มขึ้นมาสูงกว่าสะพานทางเดิน ปีที่แล้วมันยังไม่โตเท่านี้เลย นอกฝั่งออกไป มีการปลูกป่าชายเลนเพิ่มขึ้นอีกตรงระหว่างทางเดินทั้งสอง เจ้าหน้าที่บอกกับผมว่า ในพื้นที่แค่นี้ ใช้เวลาปลูกอย่างยากลำบาก เพราะต้องลุยโคลนลงไป และลึกกว่าด้านที่เราจะปลูกอีก แต่ตอนที่เราไปถึง หลังจากไปฟังเกษตรอินทรีย์ที่ศูนย์เครือข่ายปราชน์ชาวบ้าน กลุ่มเกษตรกร บ้านดอนผิงแดด หมู่ ๕ ต. บางขุนไทร อ.บ้านแหลมแล้ว ก็มีเวลามาเดินดูทะเล น้ำยังไม่ลง จำได้ว่าเมื่อครั้งที่แล้วชาวบ้านที่อนุรักษ์พื้นที่นี้ แกนนำต่าง ๆ มาเสวนาให้พวกเราฟัง ตอนนี้พวกเขาก็กลายเป็นที่รู้จักในกลุ่มของนักอนุรักษ์ และทางสื่อต่าง ๆ ก็มาทำข่าวกันไม่ว่างเว้น รวมทั้งศูนย์ พัฒนาป่าชายเลนที่ ๖ แห่งนี้ก็กลายเป็นสถานที่ที่โด่งดังพอ ๆ กันสำหรับนักศึกษาทางธรรมชาติ ดูนก หรือสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ ทั้งปูก้ามดาบ หอยต่าง ๆ กุ้งดีดขัน ไม่รู้มีใครได้ยินเป็นกุ้งดีดไข่ ถ้าเป็นเช่นนั้นคงสูญพันธุ์ไปนานแล้ว

 จำได้ว่า ครั้งก่อน กลางคืนเราพากันเดินมาที่ทางเดินริมทะเล มีเอเจ ครูเจี๊ยบ และใครอีกคน (เธอคนนั้นคือ สิงห์มือซ้าย นั่นเอง นึกออกเมื่ออ่านคอมเม้นท์ด้านล่าง)  ได้ยินเสียงเป๊าะแป๊ะ ๆ ทุกคนก็สงสัยว่าเป็นเสียงอะไร ผมก็เดาเอาว่า สงสัยเป็นหอยปิดฝา เวลาคนเดินผ่านตกใจเลยปิดฝา ทุกคนเชื่อสนิท วันต่อมาถามเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าเป็นเสียงกุ้งดีดขัน (แป่ว) ในครั้งนี้ผมก็ไปเดินเหมือนกัน ตอนตีสอง เจอแต่งูทะเล

 ทีมอยุธยาของเรา ไม่หวั่นแม้วันจะมามากหรือมาน้อย หัวหน้าแก๊งค์ของเรากังวลเหลือเกินว่า จะมีเวลาให้เราได้นั่งล้อมวงรำพัดกันไหม โอ้โห..คุณพี่ มีหรือจะผิดหวัง หลังจากเสร็จกิจกรรมตอนกลางคืน เราก็มานั่งล้อมวงกัน ผมอุตส่าห์เสียสละไมค์ ไม่ร้องเพลงคาราโอเกะที่ตัวเองชื่นชอบ มาร่วมวงด้วย เสียงของเราดังเกินกว่า ฮาเกินพิกัด ทำให้ผู้ที่พักชั้นบนบ่นกันอุบว่านอนไม่หลับ ต้องขอประทานอภัยมา ณ โอกาสนี้ มันขำจริง ๆ ครับ แล้วก็เลิกกันตอนตี ๒

 เมื่อตอนเย็นผมสังเกตเห็น หมาแถวนี้มีเร่ร่อนอยู่หลายตัว ดูมันผอมมาก ๆ และเป็นเรื้อนด้วย น่าสงสารมันจัง ตอนเย็น น้องตั้มเลยแอบเอาหัวปลาทูให้มันตั้งเยอะ

 เออจริงด้วย อาหารเย็นของเรา คืออาหารพื้นบ้านของที่นี่ ยังอร่อยเหมือนเดิม แม้ว่าอาหารจะหลากหลายชนิด รวมถึง “หอยทอด ยอดอร่อย” แต่ว่า ผมจะควบคุมน้ำหนักเสียหน่อย เห็นทีจะไม่ไหว

 ในครั้งนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรที่ทำให้ต้องตัดสินใจมาที่บางขุนไทรอีกครั้ง อาจเป็นเพราะธรรมชาติที่สวยงาม หรือเป็นเพราะเสียงเพรียกหาจากทะเล เสียงสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นก หรือ กุ้งดีดขัน มันเป็นเหมือนดนตรีที่ธรรมชาติได้สร้างไว้อย่างสมดุล

 นอกจากนี้ ความประทับใจ่จากครั้งก่อนในไมตรีจิตของบล๊อกเกอร์เมืองเพชร อย่าง ขุนริน ไอ้เสือน้อย ณ ดาว ในครั้งนั้น รวมไปถึง เจ้าหน้าที่ทุกคนในศูนย์พัฒนาฯ ที่ ๖ แห่งนี้ และแรงกำลังใจจากบล๊อกเกอร์ที่ไปร่วมงานกันทุกคน ทำให้ต้องตัดสินใจมา อะไรก็เอาไม่อยู่....

 มาแล้ว เจออะไร ได้อะไร ทำอะไรไปบ้าง....

 

ตอนที่ 3 “เสียแรง เสียตังค์ เสียตัว แต่ไม่เคยเสียใจ..ที่บางขุนไทร”

ตอนที่ 1 มัชฌิมาปกร  เกิดแต่บางขุนไทร

 




 

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net