วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ป่าชายเลน-3 เสียแรง เสียตังค์ เสียตัว แต่ไม่เคยเสียใจ ที่บางขุนไทร



ป่าชายเลน-3

                        เสียแรง เสียตังค์ เสียตัว แต่ไม่เคยเสียใจ ที่บางขุนไทร

(อาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2552)

ผมสดุ้งตื่นตอนก่อน ๖ โมงเช้าเล็กน้อย ฟ้าสว่างหมดแล้ว อยากจะนอนต่อ แต่ตื่นแล้วก็ตื่นเลย เมื่อคืนนอนเกือบตี ๓ ได้นอนนิดหน่อย ก็ยังดีกว่าไม่ได้นอน รีบพาสังขารไปล้างหน้าแปรงฟัน คว้ากล้องปัญญาอ่อนตัวเก่ง เดินไปที่ชายทะเล  

เห็นพี่เต็งพ้งกำลังจ้องมองอะไรอยู่ งูนั่นเอง งูทะเล ดูทำไม มันก็เหมือนงูทั่วไป  แต่ตอนนั้นยังไม่มีใครมา ผมก็ถ่ายรูปท้องฟ้ายามอรุณรุ่งไปเรื่อย ๆ เพราะดวงอาทิตย์ก็โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นสูงพอควรแล้ว ถ้าแดดแรงกว่านี้จะถ่ายไม่ได้

ที่ว่ากล้องปัญญาอ่อนก็คือ ว่ากันว่า สมัยนี้กล้องดิจิตอล ไม่ต้องกลัวหรอกว่าภาพมันจะออกมาไม่ดี ขนาดหมาเตะโดนชัตเตอร์มันยังถ่ายภาพได้สวยเลย นั่น เปรียบเปรยกันไปถึงขนาดนั้น ในเมื่อคุณสมบัติของกล้องดีทุกอย่าง ก็เหลือแต่ว่าคนใช้ และมุมกล้องกันละครับ ปัญญาอ่อนนี่คือเจ้าของมันนี่แหละครับ เพราะผมไม่ค่อยเก่งเรื่องถ่ายภาพ ก็อาศัยลองผิดลองถูกและมุมกล้อง

ตอนเช้าผมก็ถ่ายตะวัน และท้องฟ้าไปเรื่อย ๆ จนเพื่อน ๆ เริ่มตื่นขึ้นมาสมทบกันมากขึ้น เลยได้ถ่ายคนบ้าง ผมเดินลงไปใต้สะพาน เพื่อถ่ายรูปอีกมุมหนึ่ง พอดีมองขึ้นไปเห็นพี่ โจ้ (WorryAboutYOU) นั่งอยู่ได้มุมพอดีเลยจะแอบถ่าย ยกกล้องขึ้น บังเอิญพี่ลูกเสือหมายเลข9 ขยับขาออกมาพอดี จึงได้ภาพอย่างที่เห็น อย่างนี้ผมควรจะ worry about me

เช้านี้เรามีข้าวต้มปลาทู เหมือนครั้งที่แล้วเลย แต่เนื่องจากว่า เมื่อคืนหลายคนนอนดึก ราวตี 2 ก็มี บางกลุ่มก็สังสรรกันบ้าง เช้านี้ตื่นมาเลยยังไม่ค่อยสดชื่น นึกถึงคำพระ “ฟังธรรมะแล้วจะรู้สึกผ่อนคล้าย แต่ถ้าฟังปอยฝ้ายแล้วจะเป็นแบบ งึก ๆ งัก ๆ”  อาการนี้ระบาดกันถ้วนหน้า

อย่างที่ทราบกันนะครับว่า งานนี้ทุกคนต้องสละทรัพย์กันเล็กน้อย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เต็มใจเสียตังค์กันมาทุก ๆ คน เพื่อน ๆ บางคนจ่ายตังค์แล้วไม่ได้มาก็มี ถือว่าเป็นการบริจาคไป

ในวันแรกที่เรามาถึง ศูนย์ฯ ๒ ตอนที่เราทำกิจกรรม ไปเจอกับเด็กกลุ่มหนึ่ง ที่ลานริมทะเล น้อง ๆ กลุ่มนี้ออกมา “กินข้าวนอกบ้าน” โดยการถือชามมาคนละใบ แล้วก็ “Have lunch” อาหารเที่ยงกันอย่างชื่นบาน พร้อมทั้งเอาถุงใส่ขยะมาด้วย น่ารักจริง ๆ

เมื่อวานเราเห็นชุดสีส้ม เป็นกลุ่ม เด็กเหล่านี้คือ มัคคุเทศน์น้อย นั่นเอง คราวก่อนที่เสวนากัน ครู-อาจารย์ ก็ได้เกริ่นเรื่องนี้ไว้ คราวนี้เลยได้ใช้บริการกันจริง ๆ เมื่อวานตอนเย็น น้อง ๆ พาเราไปเที่ยวป่าชายเลน และอธิบายเรื่องป่าไปเรื่อย จนไปถึงลานนั่ง ทุกคนก็คุยกันสัพเพเหระ ผมก็เลยถามน้องเขาว่า

“อ้าว...ทีนี้มีอะไรแนะนำพี่บ้าง” มีน้อง ๆ หลายคนที่มาถึงตรงนั้น น้องคนหนึ่ง นิ่งอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“พี่รู้ไหมครับว่า ขาว ๆ นั่นคืออะไร” เขาชี้ไปนอกทะเล ผมต้องหันตามไป

“อ๋อ ประภาคาร”

“ถูกต้องครับ แล้วพี่รู้ไหมว่า ไกลออกไปอีกมีอะไร”

“ทะเลไง...” ผมตอบเล่น ๆ  บางทีได้อำเด็กเล่นนี่มันสนุกดี (นิสัยไม่ดี)

“ไม่ใช่ครับ เลยออกไปอีก  ที่มีหลักดำ ๆ ปักอยู่”  ความจริงผมมองออกไปไม่เห็นหรอก มันไกลมาก จนมีคนในกลุ่มของเราตอบว่า

“มีหอยแมลงพู่ใช่ไหม”

“ใช่ครับ เขาจะเลี้ยงไว้ที่นั่น มีเยอะมาก”

“แล้วน้องเคยไปเหรอ”  ผมลองถามดู เพราะเขาพูดเหมือนตาเห็นเลย

“เคยไปครับ” แหม..เก่งจริง ๆ เด็กตัวแค่นี้เอง

น้องหลาย ๆ คนได้ทิปจากพี่ ๆ ไปคนละเล็กละน้อย ตามที่พี่เต็งพ้งได้แนะนำ เนื่องจากพี่เขาเคยเกี่ยวข้องกับอาชีพนี้บ้าง

ประมาณ 8 น. ได้เวลาที่เราจะลุยกันแล้ว หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าและโพสท่ากันต่าง ๆ นานา เพื่อเก็บภาพที่สวยงามเอาไว้ก่อนที่มันจะไม่งาม  เจ้าหน้าที่ทะยอยขนต้นกล้าไปวางไว้ที่ปลายสะพาน ทีมงานของเราก็เดินไปรวมกันที่นั่น เป็นธรรมเนียมว่า ก็ต้องชุมนุมกันก่อน ถ่ายรูปครับ แล้วก็เริ่มลงมือกันเสียที

ผมมีโอกาสเดินจูงมือน้องภีม แห่ง ChaiManU มากันทั้งครอบครัวเลยครับ อบอุ่นดีจริง ๆ คุยกันไปตลอดทาง ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง น่ารักจริง ๆ ส่วนน้องคืน รุดหน้าไปก่อนแล้ว ผมพาน้องภีมมาถึงแล้ว แต่ไม่พบผู้ปกครองแต่อย่างใด

พี่ลูกเสือหมายเลขเก้า เป็นคนลงคนแรก (หรือเปล่า) นอกจากท่านชอบ เจิม ในบล๊อก แล้วมาในครั้งนี้ ท่านก็ไม่พลาดโอกาส เจิมโคลน เข้าไป  ผมว่าหากมีใครซื้ออะไรใหม่ ๆ เอามาให้ท่านเจิมก็ได้นะครับ ดูท่านเจิมโคลนสิครับ เละไปหมดทั่วป่าชายเลนเลย

แล้วทุก ๆ คนก็ทะยอยคลืบคลานลงไปในโคลนตม ที่ลึกขนาดเท่าเอว มันเหนียวและหนืดมาก เพราะน้ำลงไปหมดแล้ว ทำให้การขยับตัวเป็นไปด้วยความยากลำบาก และต้องใช้แรงมาก ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเสียแรงไปเยอะ สิ่งเหล่านี้หาได้ทำให้พวกเราได้ขยาดหวาดกลัวไม่  ต่างยังกระหายที่จะกระโจนลงโคลนมุ่งไปยังป่าที่จะปลูก แม้มันจะห่างจากฐานแค่ไม่ถึง 20 เมตร แต่ก็ใช้เวลาเป็นเกือบครึ่งชั่วโมง (สำหรับบางคน) กว่าจะไปถึง ภาพการกระเสือกระสนเพื่อแสดงเจตนารมย์คนรักษ์ป่าชายเลนเช่นเรา คลืบคลานไปตามโคลน แล้วแต่ว่าใครจะควักเอาวิชาต่าง ๆ มาใช้ เช่นเอเจ ใช้วิชาตัวเบา ป้าตุ้ย ใช้ธรรมะเข้าข่ม ไม่ให้จมไปกว่านี้ พี่โย ทีมงานของผมเอง หันไปมองอีกที จมลงไปถึงคอ

คราวที่แล้วผมเคยถีบกระดานมาครั้งหนึ่งแล้ว พี่ลูกเสือบอกว่า “รากเลือด” กันเลยทีเดียว แต่ครั้งนี้เราต้องใช้มันขนต้นกล้า ผมก็เลยอาสาไปสักรอบ จริง ๆ วันนี้ผมอาการไม่ค่อยดี เพราะนอนแค่ ๓ ชั่วโมงเอง (แต่คนอื่น ๆ เขาก็นอนประมาณนี้) ลังเลว่าจะลงดีไหม แต่ในที่สุดก็คว้ารองเท้าลุยโคลนมาใส่ โดดลงไปถีบกระดาน เอาต้นกล้าไปส่ง ถีบไปไกลมากเลย ไปจนสุดแนว จนตากล้องตามไม่ถึง แล้วเอาต้นกล้าไปวางไว้ตามหลักที่ปัก ได้เที่ยวเดียวเท่านั้นครับ กว่าจะถีบกลับเข้ามาได้ ก็พิจารณาสังขารตัวเองแล้ว คงจะไม่ไหว เลยถีบเอาน้ำไปส่งให้เพชรชมพู แล้วก็กลับมาที่ฐาน ตอนที่ผมกำลังจะขึ้นนั้น เผลอเอามือไปวางที่ฐานปูนของสะพาน ทำให้ “เพรียง” ที่เกาะอยู่บาดมือเอาแผลเหวอะ เลือดซิบ ๆ จึงต้องล้างมือล้างตัวให้โคลนออกหมด ดังนั้นภาพที่เห็น ตัวผมจึงไม่เปื้อนโคลนเท่าไหร่ กลัวมันแห้งติด ซักยาก เลยเอาน้ำทะเลยล้างก่อน เพราะคงจะไม่ลงแล้ว มือแสบไปหมด อย่างนี้ไม่ต้องนึกถึงเลยว่า พี่คนโทใส่น้ำจะแสบขนาดไหน สำหรับตัวน้อยของพี่เขา

ครูเจี๊ยบ บอกว่า อะไรก็ไม่รู้เข้ามาดันข้างหลัง  ตอนปลูกป่า จนแล้วจนรอด ก็ไม่รู้ว่าตัวอะไร หรือว่าจะเป็นปลาตีน แต่ปลาตู คงไม่ใช่แน่ ไม่มีปลานี้

เมื่อตอนอาหารเช้า ผมตกตะลึง กับภาพจ่าจินต์มายืนอยู่ตรงหน้า มาได้ยังไง ไหนบอกว่าไปมาเลย์ โอพระเจ้าช่วย กล้วยสามหวีเหี่ยว ๆ (จะพูดทำไมเนี่ยะ) น่านับถือจริง ๆ ท่านมาได้เยี่ยงไร วันนี้จ่าจินต์เลยลุยอยู่กลางทะเลโคลนโน่นเลย ถ้าไม่มีใจรักจริง ๆ งานนี้มาไม่ได้

ทีมงานของผมบางคนไม่อาจลงไปทำงานในโคลนได้ เพราะบางคนแพ้ แต่บางคนผมก็สงสัย เลยถามว่า “อ้าวทำไมไม่ลงละ”

“เลือดออก”          เจ๊เปิ๊ลตอบ

“เลือดออกตรงไหน”

“ตรงกลางลำตัว” จ๊าก...เจ๊ ผมไม่น่าถามเลย เข้าใจละครับ

เปิ้ลนี่มากับยุ้ย เมื่อคืนนั่งรำพัดกันนี่ ยังกับจ้างตลกมาเล่น ยิงมุกตลอด แล้วคงจะได้ยินคำว่า “ราชนิกุล” แล้วสิครับ ที่ล้อกันบนรถเล็กน้อย นั่นเป็นเพราะ คุณนพของเรา ท่านนั่งเรียบร้อย มาก ๆ นังพับเพียบเล่น แต่น้องสาว ๆ ฝั่งผมนั่งชันเข่าเฉย มาผิดงานกันไหมครับ

ผมประทับใจทุก ๆ คนมาก โดยเฉพาะป้าตุ้ยอยากจะกราบงาม ๆ สักสามครั้ง ป้าท่านเป็นคนธรรมะธรรมโม ลงไปลุยโคลนกับเขาด้วย ปลูกจนเสร็จ แต่ขากลับ สาว ๆ ยังพอมีแรง ก็พากันลุยโคลนกลับหมด เอาละสิ เหลือป้าตุ้ย จะมีใครไปรับไหม มานึกได้ทีหลังว่า ผมก็ปาบมากเลย ตะโกนออกไปว่า

“ป้าตุ้ยครับ ..ไหวหรือเปล่า  โยนฟันปลอมมาให้ผมก่อน...” ดู๊ดู เล่นกับคนเฒ่าคนแก่ สุดท้ายท่านก็ขึ้นบกได้ด้วยสวัสดิภาพ

พี่มะอึกกับพี่มะยงก็ขยันเหลือเกิน ทำงานเกินสังขาร เก่งจริง ๆ ครับ พี่ท่านแถกเลนกลับไปกลับมา ตั้งหลายรอบ สุดท้ายหมดแรง ครูเจี๊ยบก็มาถึงฐาน เป็นตะคริวพอดี

เหลือกลุ่มสุดท้ายที่เดินหน้าแล้วไม่ยอมถอยหลัง คือลุยโคลนไปแล้ว ไม่กลับทางเดิม ไปขึ้นทางป่าแสม.. แล้ววกมาขึ้นสะพานที่ข้าง ๆ นั่นก็คือกลุ่มของ บก. ของเรานี่เอง มีน้องตั้ม (พระจันทร์สีรุ้ง) จ่าจินต์ พี่คนโทฯ พี่ประหยัด ส่วนอีกท่านหนึ่งชื่ออะไรนะครับ ผมจำได้แต่ว่า “กระบอกไฟฉาย” โห ไปเรียกอย่างนี้ท่านเคืองผมแน่ อ๋อจำได้แล้วครับ ท่าน “คมฉานตะวันฉาย” เดินไต่ไม้ไผ่ ๒ ลำ เสียวมันหักจัง

เหลือคู่พระคู่นาง นั่นก็คือ พี่ไก่และพี่ชาลี ท่านก็ดูแลกันมาจนถึงฝั่ง ผมนึกฝันไปว่า เหมือนคู่บ่าวสาวที่ไปทำพิธีแต่งงานกันในโคลน เออ น่าจะมีใครเอาไปทำบ้างนะครับ นับถือจริง ๆ เลยครับ

ระหว่างที่ผมคอยส่งเสบียงและลำเลียงต้นกล้านั้น ผมก็ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ “ไชยศ” หนุ่มเมืองเพชรฯ วัย 25 ปี เป็นญาติกับหัวหน้าไพโรจน์นั่นแหละครับ ไชยศ บอกว่า ความจริง เราน่าจะปลูกกันตอนที่น้ำมันปริ่ม ๆ นิดหนึ่ง เพื่อที่จะสามารถเคลื่อนตัวได้สะดวกกว่านี้ และต้นกล้าที่ใบเปื้อนโคลนก็จะติดยาก เนื่องจากไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ หนุ่มมาดเข้ม เสือยิ้มยาก ยืนคุยกับผมอยู่นาน เพราะผมชวนคุยเอง

เจ้าหน้าที่ในหน่วยนี้ มีพนักงานอัตราจ้างประมาณ 9 คน สัญญา 4 ปี การมาทำงานในวันหยุด ก็ไม่ได้ค่าจ้างอะไร มาด้วยใจ แต่อาจจะสลับกันหยุด เพราะวันทำงานก็ต้องมาอยู่แล้ว และช่วงนี้มีแขกมาเยือนเยอะ ก็ต้องมาคอยต้อนรับเสมอ น่านับถือน้ำใจจริง ๆ ครับ

เราเลิกปลูกกันแล้ว ก็ได้เวลาราว 11 น. พอดี ต่างก็แยกย้ายกันไปล้างตัว อาบน้ำกัน ผมทำธุระเสร็จเลยมารับข้าวกล่องสำหรับอาหารเที่ยง เสร็จแล้วก็วน ๆ อยู่แถวนั้น เหลือบไปเห็น แก๊งค์เสื้อสีส้มอีกแล้ว มีรถผลไม้จอดอยู่ เด็ก ๆ นั่งแอบกันอยู่ในม้าหินด้านใน กำลังจะซื้อผลไม้กิน เด็กหญิงตัวเล็ก วิ่งออกมาขอน้ำจิ้มจากพ่อค้าครั้งแล้วครั้งเล่า ผมก็เลยเดินไปดู ไกด์ตัวน้อยเหล่านี้ กินอะไรกัน อ๋อ...ถั่วแระต้ม ผมก็เลยให้มะม่วง สับปะรด และผลไม้ในตู้รถนั้นเกือบทุกชนิด ต่อมามีรถไอติมมาจอดอีก เลยจัดไปอีกหนึ่งรายการ เห็นรอยยิ้มเด็ก ๆ แล้วมันใสซื่อบริสุทธิ์จริง ๆ นะ เมื่อวานไม่ได้ให้ทิปน้อง ๆ วันนี้เลยเลี้ยงผลไม้กับไอติมกันถ้วนหน้า น้องลูกหว้า ม. ๓ ร.ร. เบญจมเทพอุทิศ น้องนุ่ม ม.1 น้องกิ๊บ ป. 3 น้องต่าย ป.5 น้อง ตาล ป. 4ร.ร. วัดบางขุนไทร น้องยุ้ย ม. 5 โรงเรียนสุวรรณรังสฤษวิทยาลัย  ขอให้โตไว ๆ นะน้องนะ เป็นคนดีของสังคมต่อไป

บ่าย ๆ เราก็เดินทางไปแวะเขาหลวง สวยดีเหมือนกัน ที่นั่นก็มีลิง วัดถ้ำที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค ๒ จากนั้นเราก็ไปแวะ ตลาดน้ำอัมพวา ที่ผมเคยเขียนไว้แล้ว อัมพวาราตรี และ อันเนื่องมาจากอัมพวาราตรี  เราพากันเดินซื้อของและเลือกรับประทานอาหารกันตามอัธยาศัย จนกลับถึงเนชั่นเวลา 2 ทุ่ม

เมื่อเตรียมข้าวของเสร็จ ร่ำลาทีมงานแล้ว ก็ขับรถออกมา ระหว่างทาง พระจันทร์สีรุ้ง คุยโทรศัพท์กับน้องของเธอ

“เป็นไง ไปเที่ยวมาสนุกป่าวละ เสียตังค์อีกต่างหาก”

“เออ ก็นั่นนะสิ เสียตังค์ แล้วแถมเสียตัวอีก”

“อะไรนะ”

“ก็โดนหอย เพรียงบาด แสบไปหมดแล้ว”

แหม...เป็นใคร ๆ ก็ตกใจ ที่ได้ยินประโยคนี้

เอาละครับ ยังไง ๆ เราก็มีความสุขกับการได้ทำอะไรสักอย่าง ที่เป็นประโยชน์ แม้ว่ามันจะเล็กน้อย ก็ยังดีกว่าไม่ทำ ที่สำคัญ มันก็เป็นกำไรชีวิต และเป็นความทรงจำที่ดีของเรา ตราบนานเท่านาน

ขอบคุณ โอเคเนชั่น ที่ทำให้มีวันนี้

ขอบคุณ บล๊อกเกอร์ทุกท่าน ที่ไปร่วมกิจกรรมกันมา และบล๊อกเกอร์ที่เชียร์อยู่ทางบ้าน

ขอบคุณท่านผู้อ่านที่แวะเข้ามา ทุก ๆ ท่านครับ

ขอบคุณ ช่างภาพของเรา ซึ่งมีดังต่อไปนี้ ขุนริน ไอ้เสือน้อย ย่าดา สิงห์มือซ้าย ฯลฯ

ที่ขาดเสียไม่ได้ ภาพที่ลงในตอนนี้ เป็นฝีมือของ เป้ (ณ ดาว) ครับ ขอบคุณมาก ๆ ครับ

อ่านเรื่องย้อนหลัง

ตอนที่ 2 นรก หรือ สวรรค์ ฉันก็จะไป..บางขุนไทร

ตอนที่ 1 มัชฌิมาปกร  เกิดแต่บางขุนไทร






 

 

 

 

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net