วันที่ พุธ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพราะคิดถึง...ฉันจึงมาหา


หลังจากเที่ยวชมปราสาทเขาพนมรุ้งจนเย็นย่ำ.. ผมก็เดินทางกลับมาพักที่วัดเขาพนมรุ้งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวปราสาทนัก.. เป็นเวลาหกโมงเย็นเกือนหนึ่งทุ่มแล้ว อากาศเริ่มเย็นลง และเริ่มมืด ผมจึงจัดการเคลียเต้นท์และที่พัก จัดข้าวของให้เรียบร้อย เสร็จสรรพแล้วจึงไปอาบน้ำ แล้วกลับมานั่งกินข้าวกับไข่ต้ม และน้ำพริกที่เหลือ..ด้วยว่าพอถึงพรุ่งนี้จะบูดเสียก่อนจึงต้องกินให้หมดเสียแต่วันนี้.. ซึ่งพรุ่งนี้จะได้กินอะไร หรือมีอะไรกินหรือเปล่า..ก็ยังไม่รู้

และด้วยความเหนื่อยเพลียผมจึงเข้านอนเร็วกว่าปกติ ตั้งแต่สองทุ่มครึ่ง.. และก็นอนฟังเสียงหมาเห่าหอนจนหลับไปไม่รู้ตัว..

และก็เป็นเรื่องที่แปลกว่า หลังจากที่ผมพักอยู่ที่วัดได้สองสามวัน ผมสังเกตได้ว่า หมามันจะเห่าหอนอยู่สองเวลาด้วยกัน คือเวลาหนึ่งทุ่มเศษๆ และอีกครั้งตอนห้าทุ่มใกล้เที่ยงคืน.. เป็นอย่างนี้ทุกคืนจนน่าแปลกใจ..

มีคนถามผมบ่อยว่าผมกลัวผีมั้ย?.. ผมมักจะตอบว่า ผีมีจริงหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ที่รู้ก็คือ ผมกลัวใจตัวเองมากกว่า.. จิตที่ปรุ่งแต่งจินตนาการไปต่างๆนาๆในความมืดจนกลัวผวา.. แต่พอแสงสว่างมาทุกอย่างก็หาย.. แค่ช่วงเสี้ยวแห่งแสงสว่างและความมืด จิตเรายังสร้างมโนภาพได้ถึงเพียงนี้ และถึงแม้จะมีผีจริงๆ ก็ไม่ใช่เรืองแปลกอะไร.. ว่าแล้วก็เข้านอนก่อนดีกว่า!..

........................

ตอนเช้าผมตื่นขึ้นมา ผมจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อบแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารเช้า ผมเข้าไปในโรงครัวหลังจากพระท่านฉันเช้าเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งรอให้ลูกศิษย์วัดและญาติโยมทานให้อิ่มก่อน แล้วผมก็ไปแทรกคิวตัดหน้าเจ้าหมาวัดอีกที.. อย่าเข้ามานะ.. แฮ่!....

ข้าว และแกงที่เหลือก้นหม้อ ก็เพียงพอแล้วแก่หนึ่งชีวิตในหนึ่งมื้อ และดูจะมากเกินด้วยซ้ำ..

    หากความหมายแรกเริ่มเดิมแท้ของการกิน คือเพื่อให้เรามีเรี่ยวแรง และดำเนินชีวิตรอดอยู่ได้ ผมถือว่าผมบรรลุความมุ่งหมายนั้นแล้ว.. ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของใหม่ ของเหลือ หรือสีสัน และรสชาดอย่างไร สิ่งนั้นเป็นเพียงองค์ประกอบแห่งเปลือก อันมีก็ได้ ไม่มีก็ไม่เป็นไรครับ..

หลังจากทานอาหารเช้าแล้ว ผมก็ปั่นจักรยานไปเที่ยวชมปราสาทเขาพนมรุ่งอีกครั้ง.. ให้รู้สึกคุ้มกับวันเวลา และโอกาสที่ได้มาครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งทั้งภาพถ่าย และภาพวาดทั้งหมดนั้นผมได้นำเสนอไว้ในเอ็นทรี่ก่อนหน้านี้แล้วครับ..

ผมอยู่ที่ปราสาทเขาพนมรุ้งจนถึงเวลาเย็น เห็นว่าฟ้าครึ้มฝนทำท่าจะตก จึงได้เดินทางกลับมายังที่พัก เนื่องจากยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่ตอนกลางวัน จึงได้ต้มมาม่า(อีกแล้ว)ที่พี่จิตและพี่อ้อยให้มา  ในระหว่างที่ผมทานมาม่าอยู่นั้นความคิดต่างๆ ก็ทยอยมากระทบความรู้สึก..

 ในยามที่ฟ้ามืดคลึ้มฝน กับสายลมที่โยกโยนยอดไม้ เสียงฟ้าร้องคะนองฝนมาแต่ไกล ยิ่งทำให้ใจนั้นหม่นเศร้าเพราะความเงียบเหงาและโดดเดี่ยว.. แน่นนอนว่ามันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เสรีภาพ และความโดดเดี่ยวมาคู่กันเสมอ คล้ายกับยิ่งสูงยิ่งหนาว..  และเราเลือกแล้วที่จะใช้ชีวิตเช่นนี้ ในวิถีแห่งนักเดินทาง...

ชะตาคล้ายดังปลอบใจ เมื่อมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น "เอกอยู่ที่ไหน.. กินข้าวหรือยัง พวกพี่มาเยี่ยม ห่อข้าวมาให้กินด้วย" พี่นิ่มโทรมาหาผม พร้อมกับพี่ๆน้องๆเกือบทุกคนที่เดินทางมา.. ด้วยความห่วงหา และคิดถึง.. แม้พึ่งจากกันเพียงข้ามวันแท้ๆ..

ผมเข้าใจความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี..ด้วยว่าการจากลาของนักเดินทางคนหนึ่งนั้น มันหมายถึงการจากลาที่ยาวไกล ตามระยะทางแห่งการเดินทางที่มากขึ้น คล้ายกับว่าจากแล้วลาลับ จะไม่ได้กลับมาพบเจอกันอีก..ตลอดชีวิต..  คิดแล้วก็ใจหาย หากไม่ผูกพันกันมากมาย.. ก็คงไม่ร่ำไรกันถึงเพียงนี้..

เราได้ร่วมวงทานข้าวด้วยกันอีกครั้ง ที่ลานจอดรถหน้าศาลาวัด.. ปลาทูแม่กลองทอดจากพี่สน จัดมาพร้อมแกงอ่อมไก่บ้าน อีกลาบเนื้อสด และเกาเหลา น้ำพริก ด้วยว่ากลัวผมจะอด.. ซาบซึ้งใจ น้ำตาไหล น้ำลายย้อยครับ.. ถึงแม้ผมจะทานมาม่ามาแล้ว แต่ด้วยมิตรภาพ และความเกรงใจ(อีกแล้ว).. ก็เลยจัดไปเรียบร้อยโรงเรียนวัดครับ..ดูเอาเถอะครับ..ตุ้ยๆ..

น้องโอม ลูกชายพี่อ้อย ที่วิ่งเข้ามากอดผมเป็นคนแรก และทราบมาจากพี่อ้อยว่าเมื่อคืนก่อน นอนร้องไห้คิดถึงน้าเอกจนหลับไป.. ผมรังแกเด็กอีกแล้ว..

อิ่มแล้ว ก็เฮฮา..เริงร่า ก่อนลาไกล..

สิ่งสุดท้ายที่ค้างคาใจ.. และก็ได้ทำแล้ว.. นั่นก็คือสวมกอดและจับมือลาทุกคนครับ..

            ..เพราะคิดถึง...ฉันจึงมาหา.. คำนี้คงไม่เกินเลยไปนัก

ในระหว่างกอด และจับมือลาพี่อ้อยกับพี่สนนั้น..เงินจำนวนหนึ่งได้ถูกแอบหยิบยื่นให้ในระหว่างจับมือ และโอบกอดนั้น..   เป็นสัมพันธภาพและปรากฏการณ์ที่ประหลาดจนทำให้ผมอดคิดในภายหลังไม่ได้ว่า.. เงินในฐานะที่ถูกตราหน้าว่าซื้อนำใจไม่ได้.. แต่เงิน มันได้ถูกหยิบยื่นให้ ณ สุดสายปลายมือแห่งมิตรภาพ.. อันเป็นตัวแทนของน้ำใจ และไมตรีจิตร.. 

หากเงินทำหน้าที่เช่นนี้.. นี่คือความหมายของเงินที่ผมยอมรับได้.. และรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่จะรับมันด้วยความเต็มใจ..(และไม่ให้ ถ้าขอคืน..แฮ่ะๆ)

......................................

ในวันสุดท้าย.. ก่อนเดินทางต่อไป อันมีจุดหมายปลายทางที่บ้านท่านพี่ไทบ้านบล็อคเกอร์ชาวโอเคที่ได้รู้จัก และนับถือน้ำใจกัน.. 

ผมได้ตั้งใจว่าหากผมไปพักที่ไหน สิ่งที่ผมจะตอบแทนและทำได้คือร้องเพลงเล่นกีต้าร์ให้ฟัง และวาดรูปให้เป็นที่ระลึกครับ..

แต่เนื่องด้วยผมมาพักที่วัด.. ไอ้ครั้นจะร้องเพลงให้พระท่านฟังก็กะไรอยู่ สุดท้ายและท้ายสุดจึงได้ตัดสินใจวาดรูปท่านเจ้าอาวาส และมอบให้ท่านไว้เป็นที่ระลึก อีกทั้งตอบแทนความเมตตามที่ท่านมีต่อผม อย่างกันเองและห่วงใยครับ..

ท่านมีฉายาว่าหลวงพ่อไสว หิริสัมปัณโณ ท่านบวชมากว่าสามสิบสองพรรษาครับ.. ท่านได้เห็นรูปวาดแล้วท่านก็พูดว่า "คือแท้ๆ" แต่ท่านอยากให้ใส่สีจีวรให้ด้วย เพื่อความสวยงาม ท่านว่าจะเอาไปใส่กรอบ และพิมแจกญาติโยมครับ..

และท่านก็ได้มอบผ้ายันต์ และตะกุดของขลังแก่ผม รวมทั้งภาพที่ท่านให้มาวาดด้วย.. โดยผ่านการปลุกเศกอย่างดี..

จะว่าผมเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ ผมก็พูดไม่ได้ และไม่สมควรพูด ด้วยความไม่รู้.. แต่สิ่งที่ผมเชื่อและศัทธาอย่างงมงาย ก็คือ "ความรัก และความเมตตา" ที่คนเรามีต่อกัน อย่างที่ผมได้รับจากท่านเจ้าอาวาสในครั้งนี้ครับ..  เครื่องรางของขลังนี้ผมอาจจะไม่ได้ใช้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ.. หากแต่เก็บไว้ให้คนที่ต้องใช้ และเชื่อในสิ่งนี้..มากกว่าผมครับ..

                       .............................................

ก่อนจบในเอ็นทรี่นี้.. ผมอยากจะพูดว่า วันข้างหน้าผมไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง อาจเจอทั้งคนที่หวังดีมีเมตตา หรือคนกล่าวหาและชิงชัง..  แต่ผมได้มอบแล้วซึ่งความไว้วางใจแด่ "ชีวิต" ให้เป็นผู้จัดสรร.. ด้วยตั้งเงื่อนไขให้น้อยที่สุด เพื่อ "ชีวิต" จะได้ทำหน้าที่ของมัน..

ไม่ว่าผมจะไปหาและพบเจอคนที่รู้จัก หรือสุ่มใจไปข้างหน้าเพื่อหามิตรภาพใหม่..  ด้วยเงื่อนไขชีวิตเปิดกว้าง.. ไม่ว่าดีหรือร้าย.. ผมยิ้มรับ และเรียนรู้ได้เสมอ..ด้วยความขอบคุณ.. และในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันครับ..

                          ....เพราะคิดถึง...ฉันจึงมาหา....

                          ...........................................

ในช่วงฝนตก และอินเตอร์เน็ทใช้ไม่ได้ ผมได้นั่งแต่งเพลง อันเป็นผลึกแห่งความรู้สึกในครั้งนี้ แล้วใส่คอร์ดกีต้าร์..  เพื่อวันหนึ่ง จะมาร้องให้ฟังครับ..

เพราะคิดถึง.. ฉันจึงมาหา

C Em F G7 C

จากไปคล้ายเมื่อวันวาน แต่...มันนานจนเกินจะทนไหว

F C Dm G7

เพราะความพูกพันลึกซึ้งเกินใคร หัวใจจึงอยากมาเจอ

C Em F G7 C

เส้นทางชีวิตยาวไกล ไม่รู้...เมื่อไหร่ จะกลับมาหา

F C Dm G7 C C7

จึงอยากเจอ แค่เพียงพบหน้า แล้วกอดลา.. ฉันก็ดีใจ

F G7 C

** เพราะความคิดถึง.. ฉันจึงดั้นด้น ตามหา

F G7 C7

เห็นใจเถิดหนา ใช่ว่า จะมาร่ำไร...

F G7 C Em Am

หากเป็นเพราะความรัก คือสิ่งเดียวที่มี มอบไห้..

F G7

เมื่อยามห่างไกล ขอใจ เราคิดถึงกัน..

C Em F G7 C

แม้กายอยู่ไกลแสนห่าง   หัวใจ...ยังติดตามถามหา

F C Dm G7 C

เพียงอยากจะบอก ให้เธอรู้ว่า  ที่ฉันตามมา... เพราะว่า..คิดถึง..

Solo.. (ซ้ำ**)

F C Dm G7 F Fm C

แค่อยากจะบอกให้เธอรู้ว่า.. ที่ฉันมาหา..เพราะว่า..... คิดถึงง....

โดย เอกภาพ

 

กลับไปที่ www.oknation.net