วันที่ พุธ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อวสาน 'โต๊ะบิแด' หมอตำแยโบราณ


อวสาน 'โต๊ะบิแด' หมอตำแยโบราณ

ตีพิมพ์ใน "จุดประกาย" หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เดือนกันยายน 2546 (เมื่อครั้งที่ 'ตากใบ' ยังร่มเย็น)

ภาพ: ณัฐพงศ์ จีรังสวัสดิ์

คำมลายู 'โต๊ะบิแด' ก็คือ 'หมอตำแย' ในภาษาไทย

คำเดียวกันนี้ ศัพท์สาธารณสุขใช้ 'ผดุงครรภ์โบราณ' หรือเรียกกันติดปากว่า ผดบ.ที่ต้องมีคำเรียกในภาษาหมอ ก็เพราะที่ผ่านมา การตายของแม่และเด็กจากการคลอดกับโต๊ะบิแดของกลุ่มคนมุสลิมยังอยู่ในอัตราสูง จนเรื่องนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาสาธารณสุขสำหรับพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

ลองสุ่มข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาสแค่จังหวัดเดียว เมื่อปี 2545 พบว่า มีหญิงมุสลิมตายจากการตกเลือดหลังคลอดถึง 5 ราย ในจำนวนดังกล่าว 4 รายคลอดกับ ผดบ.ไม่ต้องพูดถึงอาการเจ็บป่วยจากภาวะพิษแห่งครรภ์ และการติดเชื้ออีกนับสิบ ซึ่งร้อยทั้งร้อยล้วนระบุได้ว่า เป็นผลสืบเนื่องจากการคลอดแบบพื้นบ้าน

ปลายปีที่แล้ว ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คณะรัฐมนตรีสนใจเรื่องนี้ เลยมีมติอนุมัติงบประมาณจัดซื้อรถพยาบาล เพื่อส่งต่อผู้ป่วยจำนวน 120 คัน ในวงเงินคันละ 900,000 บาทให้แก่สถานบริการระดับต้น โดยเฉพาะสถานีอนามัย

เป็นเรื่องดี ที่อนามัยแม่และเด็กได้รับความใส่ใจจากผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และคงจะดีมากๆ หากปมปัญหาซึ่งถูกพิจารณาว่าอยู่ตรงความห่างไกลทุรกันดารของพื้นที่ จะถูกสางให้สิ้นไปด้วยการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง

แต่การแจกรถพยาบาลเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่ ? ในเมื่อหลายพื้นที่ เราพบว่า แม้การเดินทางมายังโรงพยาบาลจะสะดวกง่ายดาย กระนั้น หญิงมุสลิมจำนวนหนึ่งยังคงปฏิเสธแพทย์แผนปัจจุบัน และยินดีจะฝากชีวิตไว้กับโต๊ะบิแด ที่ถึงตอนนี้ล้วนแต่ล่วงเข้าสู่วัยชราแล้วทั้งสิ้น

โต๊ะบิแด : แม่หมอของชุมชน

ที่บ้านภัทรภักดี ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส แอเซาะ ตาเย๊ะ แม่เฒ่าวัย 83 ปี เป็นโต๊ะบิแดดูแลทำคลอดให้กับคนแถวนี้มาตั้งแต่สาว นับเป็นสิบๆ ปีที่ 'เมาะ' (คำเรียกหญิงชราในภาษามลายู) แอเซาะ สืบทอดภารกิจนี้จากผู้เป็นแม่ ยาย และทวด

เมาะแอเซาะ บอกว่า ในเมื่อบรรดาพี่น้องร่วมท้องทั้ง 4 คน มีเมาะเพียงคนเดียวที่เป็นผู้หญิง และโดยปริยาย นางจึงกลายเป็นผู้สืบสายเลือดโต๊ะบิแดจากคนรุ่นก่อนหน้า ซึ่งนางก็รับหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจยิ่ง

"คนเจ๊ะเหเชื่อถือในตัวแม่มาก ในตากใบก็มีคนมารับแม่ไปทำคลอดบ่อยๆ แม่ไปทำคลอดให้ชาวบ้าน พาฉันไปด้วยทุกครั้ง ดูแม่มาตั้งแต่เป็นเด็ก ก็ทำเป็นไปเองตามธรรมชาติ" เมาะแอเซาะ เล่าด้วยภาษามลายูผ่านล่าม นางบอกว่า ครั้งแรกที่ต้องทำคลอดด้วยตัวเอง จำได้ว่าตอนนั้นอยากทำมากๆ จนมือสั่น ที่รู้สึกอย่างนั้น คงเพราะนี่เป็นพันธกิจสำคัญของครอบครัวเธอที่มีต่อพี่น้องมุสลิม

สมัยนั้น นอกจากเมาะแอเซาะแล้ว จำได้ว่า ในหมู่บ้านยังมีโต๊ะบิแดอีกคน โดยทั่วไปโต๊ะบิแดแต่ละคนจะทำคลอดให้แบบยกครัว บ้านไหนให้โต๊ะบิแดคนไหนทำคลอด พอในบ้านมีใครคลอดก็ต้องไปตามโต๊ะบิแดคนเดิมมาทำคลอดให้ทุกคราวไป แล้วคนแถบนี้ก็มีลูกกันไม่ใช่น้อย แต่ละครอบครัวมีลูกตั้งแต่ 5-6 คน ไปจนถึง 10 คนขึ้นไป

เมาะแอเซาะ เล่าว่า ยุคนั้นงานชุกมาก เดี๋ยวบ้านนั้นคลอด บ้านนี้คลอด บางทีแม่คลอดลูกคนเล็ก พร้อมๆ กับลูกสาวใหญ่คลอดลูกคนโต และเมื่อผู้ที่จะคลอดเป็นคนบ้านเดียวกัน เมาะแอเสาะก็ต้องวิ่งทำคลอดให้เป็นที่ชุลมุน

ถามว่ายากมั้ย ไปทำคลอดแต่ละครั้ง โต๊ะบิแดต้องเตรียมตัวอย่างไร ?

เมาะแอเซาะบอกว่า ไม่ยุ่งยากอะไร "ไปแต่ตัว ไปถึงก็ลับไม้ไผ่ พอเด็กคลอด ก็ใช้ด้ายผูกสายสะดือให้แน่น ใช้ไม้ไผ่ตัด แล้วค่อยใส่แผลด้วยน้ำมันก๊าด อาบน้ำให้เด็ก ล้างรก จับใส่ห่อผ้าพร้อมสมุนไพรให้พ่อเด็กนำไปฝัง ส่วนแม่เด็ก ก็ใช้ก้อนเส้าเผาไฟหุ้มด้วยผ้าหนามาประคบร้อนให้ที่หน้าท้อง" เมาะแอเซาะเล่ากรรมวิธีพอสังเขป

ทารกน้อยลืมตาดูโลกเรียบร้อย แต่ภารกิจของโต๊ะบิแดยังไม่แล้วเสร็จ แม่หมอประจำหมู่บ้านยังต้องแวะเวียนมาดูอาการให้แม่เด็ก รวมถึงการช่วยนวดเฟ้นไปอีกหลายวัน จนร่างกายแม่เด็กฟื้นคืนสภาพแล้ว โต๊ะบิแดจึงจะได้ค่าตอบแทน ซึ่งอาจจะเป็นเงินจำนวนเล็กๆ น้อยๆ หรือบางบ้านก็ตอบแทนเป็นข้าวสารอาหารแห้ง

ฝนจะตกฟ้าจะร้องคนจะออกลูกเป็นเรื่องห้ามไม่ได้ งานของโต๊ะบิแดโดยทั่วไปจึงไม่ยากเย็นเข็ญใจ ปัญหาจะเกิดในกรณีที่ครรภ์ผิดปกติ

ถามเมาะแอเซาะเรื่องนี้ เมาะยอมรับว่า เจอมาไม่น้อยที่เด็กคลอดยากมากๆ หรือคลอดได้แต่รกติด บางทีไปทำคลอดให้ตั้งแต่ตีห้า จนบ่ายสองเด็กยังไม่ยอมคลอดก็เคยมี ถ้าเป็นแบบนี้ ชาวบ้านเชื่อกันว่า อาจจะเป็นพวกเล่นคุณเล่นของหรือไปดองแวะกับเรื่องไสยศาสตร์ ฉะนั้นการแก้ปัญหาก็ต้องใช้วิธีทางคาถา ทาน้ำมัน เป่าน้ำมนต์ ฯลฯ

ยุคนั้น ตากใบเป็นอำเภอไกลหมอ เมาะแอเซาะบอกว่า การเดินทางไปเมืองแต่ละครั้งช่างแสนลำบาก แต่ละวันมีรถและเรือวิ่งวันละเที่ยว ถนนก็ไม่ดี ชาวบ้านไม่มีรถให้ใช้กันนัก โต๊ะบิแดจึงเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของทุกครัวเรือนมุสลิม
ความเสี่ยงในยุคพัฒนา

ผ่านมาเป็นสิบๆ ปี การคมนาคมขนส่งสะดวกสบายขึ้นมากแล้ว แต่ทำไมแม่มุสลิมก็ยังอยากจะคลอดกับโต๊ะบิแดทั้งรู้ว่าเป็นความเสี่ยง ?

ร.ต.ท.หญิงนวลตา อาภาคัพภะกุล จากหน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ศึกษาองค์ความรู้ด้านสุขภาพตามแนวทางมุสลิม พบว่า วัฒนธรรมและศาสนาเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อสุขภาวะของสตรีไทยมุสลิม

"คัมภีร์ในศาสนาอิสลามกำกับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เกิดจนตาย บทบาทในครอบครัว ข้อปฏิบัติต่างๆ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยล้วนแต่อ้างอิงอยู่กับประเด็นทางศาสนา คัมภีร์อัลกุรอานจึงเป็นเสมือนธรรมนูญชีวิต"

ร.ต.ท.หญิงนวลตา เผยข้อค้นพบ และเพิ่มเติมว่า"พ่อแม่เปรียบเสมือนพระเจ้าของลูกๆ ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับกฎนี้
แม้ว่าจะเป็นเด็กผู้ชาย แต่สำหรับเด็กผู้หญิงภายหลังจากแต่งงานแล้ว ความเป็นพระเจ้าของพ่อแม่ก็สิ้นสุดลง เมื่อพวกเธอได้เข้าไปอยู่ภายใต้การปกครองของสามี"

เมื่อเป็นแบบนี้ ผู้หญิงจึงไม่สามารถตัดสินใจเองได้ แต่ต้องรอสามี หากสามีไม่อนุญาต เธอย่อมไปคลอดที่โรงพยาบาลไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในบ้าน ผู้เป็นแม่ของสามียังเป็นคนสำคัญยิ่งกว่า เพศของคนทำคลอดเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ยึดมั่นในอิสลาม แต่การเจาะจงเรียกหาหมอผู้หญิงก็ดูจะเป็นเรื่องยากพอๆ กัน

นอกจากนี้ การเกิดของทารกมุสลิม ยังมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่เรียกว่า 'อาซาน' และ 'อิกอมะฮฺ' ซึ่งจะต้องกระทำทันทีหลังจากทำความสะอาดทารกแรกคลอด โดยผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่นับถือของครอบครัวจะกล่าวอาซานที่ข้างหูของทารกเพศชาย ส่วนอิกอมะฮฺถูกกำหนดให้ทำที่ข้างหูซ้ายของทารกหญิง ทั้งนี้ ก็เพื่อบอกทารกน้อยว่า "เจ้า
เป็นอิสลาม"

ร.ต.ท.หญิงนวลตา ยังพบหลักฐานที่ยืนยันถึงศาสนกิจหลังคลอด โดยการเปิดปากเด็กด้วยการใช้นิ้วบี้ลูกอินทผลัมไปปาดที่เพดานปากของทารก จนกว่าทารกจะมีปฏิกิริยาตอบโดยการดูดนิ้ว จากนั้น ภายในครึ่งชั่วโมง เด็กจะต้องดูดนมแม่ เพื่อรับภูมิคุ้มกันโรคที่มีในหัวน้ำนม

การเกิดยังเป็นข่าวดี ที่ชาวมุสลิมต้องรีบแจ้งข่าวนี้แก่เพื่อนและเครือญาติ ผู้ได้รับข่าวแล้วย่อมตอบรับด้วยการกล่าวดุอา และผู้ที่ได้รับข่าวดีนี้ ควรรีบแจ้งข่าวต่อๆ ไปยังเพื่อนบ้าน

การคลอดที่บ้านยังให้ความรู้สึกที่แตกต่าง เพราะมุสลิมผูกพันยึดมั่นในครอบครัวและชุมชน เมื่อไปโรงพยาบาล กระบวนการให้บริการทางการแพทย์ กลับแวดล้อมสตรีมุสลิมผู้เตรียมจะเป็นแม่ด้วยบุคลากรการแพทย์ที่ล้วนเป็นคนแปลกหน้า เธอย่อมรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว

การคลอดกับโต๊ะบิแด แม้จะเป็นความเสี่ยงในความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นในการแพทย์ที่ทันสมัย แต่สำหรับมุสลิม ความเจ็บป่วย หรือแม้แต่ความตาย ล้วนเป็นลิขิตจากอัลลอฮฺ

'อัพเกรด' โต๊ะบิแด

นอกจากการซื้อรถพยาบาลแจกเพื่อขนคนเจ็บ ยังมีความพยายามอื่นที่จะจัดการกับปัญหาการไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของแม่และเด็กมุสลิม จากมุมมองด้านสุขอนามัย การทำคลอดแบบพื้นบ้านของ ผดบ.เป็นสิ่งที่ยากจะ
ยอมรับ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สาธารณสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงได้จัดการอบรมให้ความรู้แก่ 'ผดุงครรภ์โบราณ' จำนวนนับร้อยราย พร้อมแจกเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อเคี่ยวเข็ญให้ ผดบ.ต้องลงมือทำคลอดแบบถูกหลักสุขอนามัย

เมาะแอเซาะเองก็เป็นหนึ่งใน ผดบ.ที่ผ่านการอบรม เมาะยอมรับว่า ตอนเข้าอบรมรู้สึกหงุดหงิดขัดใจ รำคาญที่สุดกับถุงมือ สำลี แอลกอฮอล์ ขันสเตนเลส กรรไกร และอีกหลายอย่างที่ถูกกะเกณฑ์ให้ต้องใช้ ก็ทำคลอดมาตั้งหลายสิบปี เมาะทำมาได้ไม่เห็นมีใครว่าอะไร

แต่เมื่อกลับไปยังหมู่บ้าน ถึงวันที่โต๊ะบิแดต้องไปทำคลอดให้ชาวบ้านด้วยมาดใหม่

"วันแรกถือกระเป๋าที่ได้จากสาธารณสุขไปทำคลอด คนแซวว่าฉันถือกระเป๋าเครื่องมือหมอใบโตแล้วดูทันสมัยดี" จากการเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชน ทำให้เมาะและชาวบ้านเริ่มรับรู้ถึงความเสี่ยง รวมทั้งทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า ที่สำคัญทางเลือกนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ขัดกับวิถีที่เคยดำเนินมาจนเกินจะปรับตัว

เช่นเดียวกับ มีเนาะ สะมะแอ โต๊ะบิแดวัยเกิน 80 ปี จากบ้านกูบู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ แม้เมาะมีเนาะจะพลาดโอกาสเข้ารับการฝึกอบรม เพราะบังเอิญตรงกับช่วงการไปฮัจจฺ ที่มักกะฮฺ แต่เมาะมีเนาะก็รับรู้ความเปลี่ยนแปลงที่มาถึง

ทุกวันนี้ เมาะมีเนาะยังช่วยโต๊ะบิแดอีกคนซึ่งผ่านการอบรมไปทำคลอดให้ชาวบ้านอยู่บ้าง แต่เมาะจะบอกชาวบ้านตั้งแต่เริ่มตั้งท้อง ว่าให้ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลชุมชน และต้องไปตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเห็นท่าไม่ดี ต้องไปคลอดที่โรงพยาบาล เผื่อฉุกเฉินหมอพยาบาลจะเยียวยาได้ทันท่วงที

ตอนนี้ ทั้งเมาะมีเนาะ และเมาะแอเซาะ รวมถึงโต๊ะบิแดที่ผ่านการอบรม ช่วยทำหน้าที่เป็นเหมือนประชาสัมพันธ์ให้กับโรงพยาบาลไม่ต่างจากอาสาสมัครสาธารณสุข

ซารีฮะ อารอมะ อาสาสมัครสาธารณสุข บ้านภัทรภักดี ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ ซารีฮะบอกว่า แม้ 27 ปีที่แล้วเธอจะลืมตาดูโลกด้วยน้ำมือโต๊ะบิแด แต่วันนี้ มุสลิมที่เจ๊ะเหนิยมไปคลอดที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะชาวบ้านมีความรู้มากขึ้น กลัวหมอกลัวโรงพยาบาลน้อยลง ส่วนหนึ่งก็โดยการให้ข้อมูลจากอาสาสมัครสาธารณสุขอย่าง
เธอ ซึ่งผ่านการอบรมแล้วมาพูดคุยให้ชาวบ้านฟัง

"ชาวบ้านที่ไปคลอดก็กลับมาบอกต่อๆ กัน ว่าไปโรงพยาบาลแล้วสะดวก ปลอดภัย หมอไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครใช้ ผดบ.กันแล้ว" ซารีฮะให้ข้อมูล

โรงพยาบาลใจดี

อีกส่วนที่สำคัญมาจากการปรับตัวของฝ่ายสาธารณสุข น.พ.สมชาย ศรีสมบัณฑิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากใบ บอกว่า จากประสบการณ์เมื่อหลายปีก่อน ที่สตรีมุสลิม ซึ่งคลอดแล้วมีปัญหา กว่าจะมาหาหมอได้ก็อาการหนักจนเกินจะแก้ไข ทางโรงพยาบาลจึงพยายามสร้างสรรค์บรรยากาศและคิดสารพัดวิธี เพื่อดึงคนมาคลอดที่โรงพยาบาลให้มากที่สุด

น.พ.สมชาย เล่าว่า ทางโรงพยาบาลได้ปรับปรุงห้องคลอดให้สอดคล้องกับหลักศาสนา อนุญาตให้คนเยี่ยมไข้สลับกันเข้าในห้องรอคลอดได้ทีละหลายๆ คน เพราะมุสลิมญาติเยอะ รวมทั้งยอมให้โต๊ะบิแดเข้ามาอยู่ด้วยในห้องคลอดเพื่อสร้างความอบอุ่นใจแก่ผู้ป่วย ไปจนถึงปล่อยให้มีการปฏิบัติศาสนกิจบางประการตามหลักอิสลาม

"ทางโรงพยาบาลยังถ่ายรูปเด็กเคลือบพลาสติกให้กับครอบครัวไปเป็นที่ระลึกด้วย" หมอสมชาย บอกและเสริมว่า การสร้างความมั่นใจและเป็นกันเองกับกลุ่มผู้มาใช้บริการชาวมุสลิมเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ซึ่งทางโรงพยาบาลมีการปรับแนวทางดำเนินงานมาแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ซึ่งนับว่าได้ผลดี เพราะถ้าดูจากตัวเลขสติถิผู้มาคลอดที่โรงพยาบาลตากใบ จะเห็นว่า เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จากปี 2537 ที่มีคนมาคลอดจำนวน 134 ราย จนถึงปีที่ผ่านมา ตัวเลขพุ่งมาอยู่ที่ 449 ราย ซึ่งนั่นหมายถึงตัวเลขปลอดภัยสำหรับชีวิตแม่และเด็กที่เพิ่มขึ้นตามกัน

"สำคัญที่ความผูกพันในครอบครัว มุสลิมมีความสัมพันธ์เหนียวแน่น กว่าจะมาโรงพยาบาลได้ บางทีต้องปรึกษาทุกคนในบ้าน แทนที่จะมาถึงมือหมอได้เร็วๆ ก็อาการเพียบมาแล้ว" ดวงฤดี คงแสง พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลตากใบ กล่าวเสริม พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อสิบปีก่อน พยาบาลที่โรงพยาบาลตากใบทำคลอดกันสัปดาห์ละ 3-4 ราย มาถึงวันนี้ การทำคลอดกลายเป็นงานหลัก ที่แต่ละวัน พยาบาลมี 3 เวร เกือบทุกเวรได้ทำคลอดกันถ้วนหน้า

ใช่ว่าทุกพื้นที่จะสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้ลุล่วงได้เช่นนี้ แต่สำหรับกรณีตัวอย่างจากอำเภอตากใบ สะท้อนให้เห็นความเหมือนกันอยู่อย่างระหว่างผดุงครรภ์โบราณกับแพทย์ร่วมสมัย คือการคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นหัวใจสำคัญ

โต๊ะบิแดรุ่นเก่าพร้อมจะปรับตัวเพื่อตอบรับกับสิ่งใหม่ๆ ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับชาวบ้าน ด้านโรงพยาบาลก็จัดการปัญหา ด้วยการให้คุณค่าและมองเห็นความหมายของศาสนา-วัฒนธรรมที่แตกต่าง

สำหรับมุสลิมการเกิดถือเป็นข่าวดี ผู้ที่ได้รับรู้ควรรีบแสดงความยินดี รวมทั้งแจ้งข่าวต่อๆ กันไป ยิ่งถ้าเป็นที่อำเภอตากใบ อย่าลืมบอกข่าวดีมากๆ ด้วยล่ะว่า แม่และหนูๆ จะได้คลอดอย่างปลอดภัย ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของพ่อหมอแม่หมอทั้งแผนใหม่และแผนเก่า

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net