วันที่ พุธ กรกฎาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ช็อค! ทั้งไทย ช็อค! ทั้งฝรั่งกับผลการสอบPISA O_O!


ก่อนอื่นขอแสดงความยินดี ที่ประเทศไทยมีเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ(?) ภายใต้การชูธง ตัดริบบิ้นของ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ซึ่งท่านนายกฯ ได้ประกาศออกไปแล้วว่า

การลงทุนที่คุ้มค่าสุด คือ การพัฒนาคน และยืนยันจุดยืนดังกล่าวมาตลอด แม้ว่าการลงทุนด้านการศึกษาจะไม่เห็นผลในวันนี้ หรือ 3- 4 ปี ข้างหน้า แต่ถ้าเราให้การศึกษาที่มีคุณภาพแก่ลูกหลานเราแล้ว นั่นคือ รากฐานแข็งแกร่งของประเทศและเศรษฐกิจ”

เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพแบบเยอรมัน ถ้าดูจากผลการสอบ ปีซ่า Pisa(Programme for International Student Assessment ) ของนักเรียนมัธยมฯที่มีอายุ 15 ปี ครั้งที่ผ่านๆ มา เมื่อเทียบในระดับนานาชาติแล้ว ปรากฎว่าไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เล่นเอาผู้ปกครองชาวเยอรมันบ่นกันตรึม

รวมถึงนักการเมือง นักวิชาการด้านการศึกษาทั้งหลาย ต่างก็นั่งกันแทบไม่ติด เพราะเยอรมนีเป็นประเทศพัฒนาที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก แต่ผลการสอบของเด็กเยอรมันกลับด้อยกว่าเด็กหลายประเทศ ที่เศรษฐกิจอ่อนแอกว่าเยอรมนีมากนัก ถึงกับมีข่าวเสียดสี เขียนไว้ว่า ข่าวดีของผลการสอบ

PISAเมื่อปี2003 คือ เยอรมนีอยู่นำหน้า อัลบาเนีย มาซิโดเนีย และเปรู(ฮา) ส่วนข่าวร้ายคือ ผลคะแนนเด็กเยอรมันในปีนั้น อยู่ต่ำกว่าค่าคะแนนเฉลี่ยของ OECD(เอื๊อก)

ผลการสอบPisa: หายนะครั้งใหม่ของการศึกษา

เด็กนักเรียนเยอรมันโง่ใช่มั้ย? อืม ม หน้าปกหนังสือพิมพ์ฉบับนี้แสบจริงๆ


Pisa-Studie 2006 จาก 57 ประเทศ

วิชาวิทยาศาสตร์ เยอรมนี อันดับ 13 ไทย อันดับ 46

วิชาคณิตศาสตร์ เยอรมนี อันดับ 20ไทย อันดับ 44

วิชาการอ่าน เยอรมนี อันดับ 18 ไทย อันดับ 41


แต่เมื่อเอาผลการทดสอบ Pisa มาผ่าแยกจัดอันดับเปรียบเทียบ เป็นคะแนนของเด็กแต่ละรัฐของเยอรมนีแล้ว (เยอรมนีมี 16 รัฐ) ปรากฎว่า เด็กนักเรียนจากรัฐ Sachsenทำคะแนนนำมาเป็นอันดับที่ 1 ทั้งสามวิชา (ในการสอบเมื่อปี 2006)

ส่วนเด็กนักเรียนจากเมืองเบรเมนBremen ครองแชมป์อันดับสุดท้าย คืออันดับที่ 16 ทั้งสามวิชา ทุกครั้งที่มีการสอบปีซ่า(ปีค..2000, 2003และ 2006 ) และได้ค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า OECDระดับคะแนนเฉลี่ยของ OECD(องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา)

วิชาวิทยาศาสตร์

ผลสอบปีซ่าสะท้อนคุณภาพ และปัญหาหลายๆ อย่างออกมา เช่น เด็กนักเรียนอเมริกันซึ่งใช้เวลาในการเรียนต่อสัปดาห์ มากกว่าเด็กนักเรียนฟินแลนด์ และเชค แต่เด็กนักเรียนอเมริกันกลับทำคะแนนสอบได้ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของ OECD ฉะนั้นการอัดชั่วโมงเรียน และวิชาเรียนให้มาก ไม่ได้ช่วยให้เด็กเรียนดีเสมอไป ซึ่งตรงนี้ของเยอรมนีระดับประถมฯไม่มีปัญหา เพราะเด็กเรียนแค่ครึ่งวัน แต่ระดับมัธยมฯ เริ่มจะมีปัญหาแล้ว เพราะมัธยมฯของเยอรมันเริ่มทยอยปรับเปลี่ยน จากเรียน 13ปีจบม.ปลาย เปลี่ยนมาเป็น เรียน 12 ปีจบม.ปลาย(เรียนในโรงเรียน12ปีเหมือนประเทศอื่นๆ) ทำให้ย่นระยะเวลาเรียนลงหนึ่งปี ไอ้หนึ่งปีที่หายไปนี่ล่ะคือปัญหา ทำให้โรงเรียนมัธยมฯ ต่างเพิ่มชั่วโมงเรียนมากขึ้นเพื่อทดแทน

ปัญหาที่เห็นได้ชัดก็คือ เด็กมัธยมฯเยอรมันชุดใหม่ ต้องเครียดกับการเรียนมากขึ้นและมีเวลาในการเล่น การพักผ่อนฟรีไทม์ เวลาในกิจกรรมยามว่างหดหายน้อยลง เพราะต้องอยู่โรงเรียนนานขึ้น และมีการบ้านเพิ่มมากขึ้น

หลายโรงเรียนจึงแก้ปัญหาโดย ให้ครูพยายามให้การบ้านเด็กน้อยลง และวันไหนที่มีเรียนวิชาหนักๆ มาก ก็จัดให้เป็นวันปลอดการบ้าน มีผู้ปกครองจำนวนมาก อยากให้โรงเรียนลดชั่วโมงในวิชาที่ไม่จำเป็นมากนัก เช่นวิชาภาษาที่สาม ลงด้วย

ส่วนผลการสอบที่ประสบผลสำเร็จ ของเด็กนักเรียนในรัฐ Sachsen(รัฐในอดีตเยอรมนีตะวันออก)พบว่าส่วนหนึ่งของผลสำเร็จมาจาก การจัดให้มีเด็กแต่ละห้องเป็นจำนวนน้อย ครูจึงดูแลได้ทั่วถึง และรัฐนี้ก็มีเด็กที่มีเชื้อสายต่างชาติน้อยมาก

วิชาด้านการอ่าน

ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์จากผลการสอบ ปรากฎออกมาว่าปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำคัญต่อผลการเรียน การสอบของเด็ก มีอยู่หลักๆ คือ

ด้านสังคม เด็กที่มาจากครอบครัวคนตกงาน รอรับแต่เงินช่วยเหลือจากรัฐ(Hartz IV) มักจะทำข้อสอบได้คะแนนน้อยกว่า เด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่มีงานทำ

ด้านวัฒนธรรม เด็กที่มีเชื่อสายต่างชาติ และเด็กลูกครึ่งต่างๆ จะมีปัญหาในการทำข้อสอบที่ต้องใช้ภาษาเยอรมัน มากกว่าเด็กชาวเยอรมันแท้ๆ ดังจะเห็นได้ชัดจากรัฐซาคซั่น มีคนต่างชาติอาศัยอยู่น้อย เพราะแถบนั้นมีอัตราการจ้างงานค่อนข้างต่ำ ส่วนในเบรเมนนั้นตรงกันข้าม ด้วยความเป็นเมืองท่า จึงมีชาวต่างชาติอพยพมาทำมาหากินมาก นั่นคือ 35,8 % ของเด็กที่นั่น มีพ่อแม่เป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้เกิดในเยอรมนี และไม่พูดภาษาเยอรมันกันในครอบครัว นอกจากนี้ เด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่มีการศึกษาน้อย มักจะมีปัญหาในการทำข้อสอบมากกว่า เด็กที่มาจากพ่อแม่มีการศึกษาดี

ด้านเศรษฐกิจ เด็กที่มาจากครอบครัวที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ มักจะทำข้อสอบได้คะแนนน้อย

ด้านคุณภาพของครูและโรงเรียน ปัญหาของเยอรมนีคือ หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ตัดลดงบฯด้านการศึกษาลงมาก โรงเรียนทั่วประเทศจึงขาดแคลนครู รวมทั้ง ขาดงบฯ มาจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิ์ภาพด้วย และในอนาคตคาดว่าปัญหาเรื่องคุณภาพครู อาจจะมีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง คือ ขาดแคลนครูที่เรียนจบปริญญาโทหรือเอก เพราะรัฐบาลได้ตัดงบประมาณเรียนฟรีในระดับมหาวิทยาลัยออกไป(เมื่อก่อนเยอรมนีให้ประชาชนได้เรียนฟรีจนถึงปริญญาโทและเอก- ผู้เรียนปริญญาเอกจะได้เงินเดือนจากการทำงานวิจัย)

 

จากผลการสอบที่ตกต่ำ แบบช็อคคนทั้งประเทศ รัฐบาลเยอรมันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามหาทางแก้ปัญหา เพราะเขาตระหนักดีว่า เด็กเหล่านี้คือกำลังแรงงานในอนาคตของประเทศ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น หรือระดับประเทศ นโยบายด้านการศึกษาของแต่ละพรรค มักจะถูกจับตามองเป็นพิเศษจากบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง และคนทั่วไป

 หลายๆพรรคหาเสียงว่าจะเพิ่มจำนวนครูให้พอเพียง และเพิ่มจำนวนห้องเรียนเพื่อลดการแออัดของเด็กในแต่ละห้อง ในหลายๆ รัฐถึงกับอัดงบฯการศึกษา ลงไปหลายล้านยูโรเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเรียนอย่างเร่งด่วน และยังมีการอัดฉีดเงินช่วยเหลือ เพื่อให้เด็กเชื้อสายต่างชาติได้เรียนภาษาเยอรมันอย่างมีประสิทธิภาพ บางรัฐ บางพรรคการเมืองก็พยายามให้มีจัดการเรียนตามแบบ ฟินแลนด์โมเดล

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่นโยบายประชานิยมเอาใจผู้ปกครอง หากแต่ เมื่อนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็จะมีผลต่อคุณภาพการเรียนของเด็กได้

และจากความตั้งใจจริงที่ฝ่ายการเมือง และหลายๆฝ่ายพยายามแก้ปัญหานี้ ผลการสอบPISAเมื่อปี 2006 คะแนนของเด็กเยอรมันโดยภาพรวม จึงดีขึ้นกว่าเมื่อปี2003 และปี2000 อย่างเห็นได้ชัด

เมื่อมองเยอรมันแล้ว ไม่รู้ว่าประเทศไทยเรา ช็อค กับผลสอบปีซ่าของเด็กไทยหรือไม่? แต่ถึงอย่างไร ประเทศไทยเราก็ยังโชคดีที่ได้นายกฯ ที่เห็นความสำคัญของการศึกษา อะไรที่ยังใหม่ เพิ่งเริ่มต้นก็ย่อมมีติดขัด ขลุกขลักบ้างเป็นธรรมดา

เยอรมนีเขาเรียนฟรีมานานแล้ว ปัญหาจุกจิก อย่างหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียนอะไรเหล่านี้เขาเจอปัญหามาหมดแล้ว จึงอยากให้กำลังใจนายกฯ และพ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทย ให้เดินหน้าต่อไปค่ะ

 เพราะเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพของไทย ยังมีอะไรที่ต้องเริ่มลงมือทำอีกเยอะ!







อ้างอิงข้อมูลจาก 

http://bildungsklick.de/pm/64487/pisa-e-2006-bremen-findet-anschluss-an-andere-bundeslaender/

http://www.zeit.de

http://www.spiegel.de

http://de.wikipedia.org

ภาพจากอินเตอร์เน็ต



หมายเหตุ* เจ้าของบล็อกไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาทั้งของไทย และของเยอรมัน แต่อยากเขียนเรืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืื่ี้่องนี้ขึ้นมาเพื่อเล่าสู่กันฟัง ในฐานะของคนเป็นแม่ที่มีลูกกำลังเรียนอยู่ในระบบการศึกษาของเยอรมัน หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี่ และยินดีปรับปรุงแก้ไขในข้อผิดพลาด

โดย นูเทลล่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net